บทความสุขภาพตา

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม

เข้าใจในเรื่องกระจกตาอักเสบว่าเกิดจากอะไร พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

กระจกตาอักเสบ คือภาวะที่กระจกตาเกิดการอักเสบ ทำให้ตาแดง ปวดตา มองเห็นไม่ชัด หรือรู้สึกระคายเคือง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา การบาดเจ็บที่ดวงตา หรือใช้คอนแท็กต์เลนส์ไม่ถูกวิธี ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ได้แก่ การใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก บาดเจ็บที่ดวงตา และติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อม  รักษากระจกตาอักเสบได้ด้วยยาหยอดตาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาต้านเชื้อรา และป้องกันได้โดยการเก็บรักษาคอนแท็กต์เลนส์ให้ถูกต้อง ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก มารักษากระจกตาอักเสบที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีจักษุแพทย์คอยดูแลและเทคโนโลยีทันสมัยในการรักษา   มาทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระจกตาอักเสบ รวมถึงวิธีการรักษาและป้องกันที่เหมาะสมเพื่อดูแลสุขภาพดวงตาให้ปลอดภัยจากการอักเสบ หาคำตอบได้ในบทความนี้เลย     ภาวะกระจกตาอักเสบ คืออะไร? กระจกตาอักเสบ (Keratitis) คือการอักเสบของกระจกตาที่อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ โดยภาวะกระจกตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนภาวะที่ไม่เกิดจากการติดเชื้ออาจเกิดจากการบาดเจ็บที่กระจกตา     กระจกตาอักเสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะกระจกตาอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ได้แก่ กระจกตาอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อ เชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในการเกิดกระจกตาอักเสบ มักเกิดจากการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกในตา เชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรคงูสวัด หรือเริม โดยภาวะกระจกตาอักเสบจากเริมมักเกิดขึ้นซ้ำได้ เชื้อรา สามารถทำให้กระจกตาอักเสบได้ในบางกรณี เชื้อปรสิต เช่น เชื้ออะแคนทามีบา ซึ่งมักพบในผู้ที่ใส่คอนแท็กต์เลนส์ขณะว่ายน้ำ กระจกตาอักเสบ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือการข่วนกระจกตา การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบที่กระจกตา มีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา เช่น ฝุ่น หรือเศษวัสดุที่อาจทำให้กระจกตาอักเสบ ดวงตาสัมผัสกับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายและอักเสบที่กระจกตา ความผิดปกติของเปลือกตา เช่น เปลือกตาบิดเข้า หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (เช่น SLE กลุ่มอาการโจเกรน และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์) ซึ่งมักมีอาการตาแห้งร่วมด้วย  ภาวะขาดวิตามินเอ ที่อาจทำให้กระจกตาเสียหายและเกิดอาการอักเสบ     สังเกตอาการของกระจกตาอักเสบ  มาดูกันว่าอาการใดบ้างที่อาจบ่งบอกได้ว่าเป็นภาวะกระจกตาอักเสบ โดยอาการที่สังเกตได้และควรระวังมีดังนี้ ตาแดงและปวดตา น้ำตาไหลและมีขี้ตา ลืมตาไม่ขึ้นเพราะรู้สึกปวดหรือระคายเคืองตา มองเห็นไม่ชัดหรือการมองเห็นลดลง ตาแพ้แสง ระคายเคืองตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในดวงตา     ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดกระจกตาอักเสบ  ปัจจัยหลายๆ อย่างสามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดกระจกตาอักเสบได้ง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการดูแลดวงตาและสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ คอนแท็กต์เลนส์ การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไปอาจทำให้ดวงตามีโอกาสได้รับบาดเจ็บและติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อคอนแท็กต์เลนส์ที่ผิดวิธีหรือไม่สะอาดพอก็เพิ่มความเสี่ยงได้ นอกจากนี้การใส่คอนแท็กต์เลนส์ขณะอยู่ในสระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติยังเป็นสาเหตุของกระจกตาอักเสบจากเชื้ออะแคนทามีบาได้อีกด้วย ภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ร่างกายจะป้องกันการติดเชื้อได้น้อยลง สาเหตุของภูมิคุ้มกันต่ำมีหลากหลาย เช่น จากโรคภูมิแพ้หรือการใช้ยากดภูมิ ระบบป้องกันตามธรรมชาติของดวงตาจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อโรคที่เข้ามายังกระจกตาทำลายเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบได้ กลุ่มยาสเตียรอยด์ การใช้ยาสเตียรอยด์นานๆ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องได้ ส่งผลให้ดวงตาป้องกันเชื้อโรคได้ยากขึ้น เชื้อโรคเข้ามายังกระจกตาจะทำลายเนื้อเยื่อกระจกตาได้ง่ายขึ้น จึงอาจทำให้กระจกตาอักเสบ บวมหรือติดเชื้อในกระจกตาได้นั่นเอง ดวงตาบาดเจ็บ ดวงตาบาดเจ็บรวมถึงการบาดเจ็บจากการผ่าตัดทำให้กระจกตาอักเสบได้ เนื่องจากเมื่อกระจกตาถูกทำลายหรือมีบาดแผล เชื้อโรคจากภายนอกอาจเข้าสู่กระจกตาได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการติดเชื้อ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระจกตาอักเสบมากขึ้น อาการของกระจกตาอักเสบ ที่ควรพบแพทย์ หากมีอาการปวดตาบ่อยๆ ร่วมกับอาการตาแดง ตาบวม ลืมตาไม่ขึ้น หรือมองเห็นไม่ชัด อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเป็นภาวะกระจกตาอักเสบได้ แนะนำผู้ป่วยควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะการได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง หากการรักษาล่าช้าอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและมีผลต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ วิธีการตรวจหรือวินิจฉัยกระจกตาอักเสบ  มี 2 วิธีที่แม่นยำที่ช่วยให้การตรวจหาสาเหตุและการรักษาของกระจกตาอักเสบมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ Slit-Lamp ใช้สีฟลูออเรสซีนแต้มบนดวงตาเพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติที่กระจกตาชัดเจนขึ้น การตรวจในห้องปฏิบัติการ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างน้ำตา ขี้ตา หรือเซลล์กระจกตาส่งไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการอักเสบ วิธีรักษาภาวะกระจกตาอักเสบ  วิธีรักษาภาวะกระจกตาอักเสบทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระจกตาอักเสบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ กระจกตาอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ วิธีรักษาจะเน้นที่การบรรเทาอาการ โดยใช้น้ำตาเทียมช่วยให้ความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง กระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะ โดยอาจหยอดวันละ 4 ครั้ง หรือบ่อยถึงทุก 30 นาทีในชั่วโมงแรกๆ และบางกรณีอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วย กระจกตาอักเสบจากเชื้อไวรัส ใช้ยาหยอดตาหรือยารับประทานต้านเชื้อไวรัสมีประสิทธิภาพในการรักษากระจกตาอักเสบจากเชื้อไวรัส นอกจากนี้การใช้น้ำตาเทียมยังช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา กระจกตาอักเสบจากเชื้อรา ใช้ยาต้านเชื้อราหยอดตา ร่วมกับการรับประทานยาต้านเชื้อราควบคู่กันในบางราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดความรุนแรงของการติดเชื้อ กระจกตาอักเสบจากเชื้ออะแคนทามีบา (Acanthamoeba) ใช้ยาหยอดตาต้านเชื้อปรสิต ซึ่งเชื้ออะแคนทามีบามักตอบสนองช้าและทนทานต่อยา จึงต้องใช้เวลานานในการรักษา     แนวทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดกระจกตาอักเสบ วิธีป้องกันไม่ให้เกิดกระจกตาอักเสบอย่างง่ายคือการดูแลและใช้งานคอนแท็กต์เลนส์อย่างถูกต้องทำได้ดังนี้ ถอดคอนแท็กต์เลนส์ก่อนเข้านอน ล้างมือและเช็ดมือให้แห้งก่อนสัมผัสคอนแท็กต์เลนส์ ดูแลเก็บรักษาตามคู่มือ ใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่เหมาะสำหรับประเภทของคอนแท็กต์เลนส์ เปลี่ยนคอนแท็กต์เลนส์ใหม่เมื่อหมดอายุ เปลี่ยนตลับเก็บทุก 3-6 เดือน ทิ้งน้ำยาแช่คอนแท็กต์เลนส์ในตลับทุกครั้งหลังทำความสะอาดเลนส์ หลีกเลี่ยงการใส่คอนแท็กต์เลนส์ในตอนว่ายน้ำ การป้องกันเชื้อไวรัสจากกระจกตาอักเสบไม่ให้แพร่กระจาย อีกวิธีในการป้องกันกระจกตาอักเสบ คือการลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส แม้ว่าไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสในกระจกตาได้ทั้งหมด แต่การทำตามข้อแนะนำนี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา เปลือกตา หรือผิวหนังรอบดวงตาขณะเป็นโรคเริม ยกเว้นจะล้างมือทำความสะอาดอย่างหมดจด ใช้ยาหยอดตาตามคำแนะนำของจักษุแพทย์เท่านั้น ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส   สรุป กระจกตาอักเสบคือภาวะที่กระจกตาเกิดการอักเสบ ทำให้ตาแดง บวม ปวดตา มองเห็นไม่ชัด หรือรู้สึกระคายเคือง มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือการบาดเจ็บที่ดวงตา โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ที่ทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ได้แก่ การใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การสัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก การบาดเจ็บที่ดวงตา และการติดเชื้อ วิธีรักษากระจกตาอักเสบทำได้ด้วยยาหยอดตาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาต้านเชื้อรา ส่วนการป้องกันควรดูแลคอนแท็กต์เลนส์ให้ถูกต้อง ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก หากสงสัยว่าเป็นกระจกตาอักเสบ สามารถเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาที่ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่พร้อมดูแลด้วยความชำนาญและเทคโนโลยีทันสมัย

รู้จักอาการและปัจจัยเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

จอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่มักพบในผู้สูงอายุ ทำให้การมองเห็นส่วนกลางเสื่อมลงจากการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา  จอประสาทตาเสื่อมทำให้มีอาการมองเห็นเป็นภาพเบลอ มองเห็นเป็นจุดดำๆ หรือมองเห็นเป็นแสงจ้า วิธีรักษาจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ การฉีดยา เลเซอร์ และการผ่าตัด ส่วนการป้องกันควรรักษาสุขภาพตา โดยการไม่สูบบุหรี่ ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง การรักษาจอประสาทตาเสื่อมที่ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการครบวงจรโดยจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและการดูแลแบบเฉพาะบุคคล   จอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ทำให้มองเห็นไม่ชัด มองเห็นเป็นจุดดำ และมองเห็นเป็นแสงจ้า มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมเพื่อดูแลสุขภาพตาและลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บทความนี้ได้รวบรวมไว้ให้แล้ว     โรคจอประสาทตาเสื่อม คืออะไร จอประสาทตาเสื่อม (AMD) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น โดยโรคนี้เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกายโดยเฉพาะที่จอประสาทตา ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ ขณะที่การมองเห็นขอบภาพยังคงปกติ    โรคนี้เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ในจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ทำให้การมองเห็นส่วนกลางค่อยๆ เสื่อมไป อาจเริ่มจากภาพตรงกลางที่ไม่ชัดเจน ภาพบิดเบี้ยว หรือสีผิดเพี้ยน จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นภาพตรงกลางได้ในที่สุด โดยจอประสาทตาเสื่อมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD) รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 80-90% เกิดจากการสะสมของเสียที่จอประสาทตา ส่งผลให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพอย่างช้าๆ ทำให้การมองเห็นลดลงทีละน้อย ซึ่งเป็นผลจากการเสื่อมตามอายุ 2. จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD) จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียกพบได้ประมาณ 10-20% แต่มีความรุนแรงมากกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา ซึ่งเส้นเลือดเหล่านี้อาจรั่วหรือแตก ทำให้เกิดการบวมและแผลเป็นที่จอประสาทตา ผู้ป่วยจึงเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยวและมืดลง ส่งผลให้การมองเห็นสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดในกลุ่มผู้สูงวัย     อาการของจอประสาทตาเสื่อมเป็นอย่างไร โรคจอประสาทตาเสื่อมส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้อย่างรุนแรง โดยจะมีการแบ่งระยะของอาการจอประสาทตาเสื่อมออกเป็น 3 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะจะมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันไป ได้แก่ จอประสาทตาเสื่อมระยะแรก จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งอาการเริ่มต้นมักจะไม่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกว่าภาวะเสื่อมจะดำเนินไปในระยะหนึ่ง จอประสาทตาเสื่อมระยะกลาง ในระยะกลางของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง บางคนอาจยังไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ขณะที่บางคนอาจเริ่มสังเกตเห็นอาการเล็กน้อย เช่น ภาพเบลอเล็กน้อยในบริเวณศูนย์กลางภาพ หรือพบปัญหาในการมองเห็นในที่มีแสงน้อย จอประสาทตาเสื่อมระยะสุดท้าย ในระยะสุดท้ายของจอประสาทตาเสื่อม (ทั้งแบบเปียกและแห้ง) มองเห็นภาพเส้นตรงเป็นคลื่นหรือโค้งงอ และบริเวณใกล้ศูนย์กลางภาพอาจเบลอและขยายใหญ่ขึ้น สีภาพอาจไม่สดใสเหมือนเดิม และการมองเห็นในที่แสงน้อยอาจยากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เป็นจอประสาทตาเสื่อม  จอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้จะช่วยในการป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้ อายุที่มากขึ้น โดยพบโรคนี้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ผู้ที่มีญาติสายตรงควรตรวจเช็กจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี พบการเกิดโรคสูงในคนผิวขาว (Caucasian) โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี การดื่มสุราและสูบบุหรี่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ ผู้ที่มีความดันเลือดสูงหรือทานยาลดความดันเลือด พร้อมทั้งมีระดับไขมัน (Cholesterol) สูงและระดับ Carotenoid ต่ำในเลือด  ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมน Estrogen การสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และแสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นระยะเวลานาน     ตรวจจอประสาทตาเสื่อมได้ด้วยวิธีไหนบ้าง การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น วิธีการวินิจฉัยโรคนี้มีหลายวิธี ซึ่งสามารถช่วยให้แพทย์ตรวจพบอาการจอประสาทตาเสื่อมได้อย่างแม่นยำ ได้แก่  การตรวจขยายม่านตา แพทย์จะใช้ยาหยอดตา 1-2 ชนิด หยอดทุก 5-10 นาที และให้ผู้ป่วยหลับตาระหว่างนั้น เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ การหยอดใช้เวลาประมาณ 45 นาที จนกว่าม่านตาจะขยายเต็มที่ เพื่อช่วยให้ตรวจหาความผิดปกติของจอประสาทตาได้ชัดเจน การตรวจจอประสาทตา การฉีดสาร Fluorescein เข้าเส้นเลือดดำเพื่อตรวจดูจอประสาทตา ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตาเสื่อม การสแกนจอประสาทตา แพทย์จะใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาหรือวิธี OCT (Optical Coherence Tomography) เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือการเสื่อมของเซลล์ในจอประสาทตา     วิธีการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค โดยแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี ดังนี้ การใช้ยาและอาหารเสริม วิธีรักษาจอประสาทตาเสื่อมด้วยยาต้าน VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) เป็นการฉีดยาสำหรับรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ซึ่งช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ ส่วนการรับประทานวิตามินซี วิตามินอี เบตาแคโรทีน สังกะสี และทองแดง อาจช่วยชะลอการลุกลามของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งในบางรายได้   ข้อดี ยาฉีดเหมาะกับการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก วิตามินและแร่ธาตุมีราคาถูก และปลอดภัย ข้อจำกัด ยาฉีดควรฉีดเข้าดวงตาอยู่เสมอและอาจมีผลข้างเคียง วิตามินและแร่ธาตุได้ผลแค่กับเฉพาะบางคน การฉายเลเซอร์ การฉายเลเซอร์เพื่อรักษาจอประสาทตาเสื่อมมี 2 แบบ ได้แก่ Photodynamic therapy (PDT) ซึ่งใช้เลเซอร์ร่วมกับยาฉีดเพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ และ Laser photocoagulation ที่ใช้เลเซอร์ในการทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติโดยตรง ข้อดี ทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติได้ดี ข้อจำกัด อาจทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อปกติรอบๆ และไม่สามารถได้ผลกับทุกคน การผ่าตัดจอประสาทตาเสื่อม การผ่าตัดเพื่อรักษาจอประสาทตาเสื่อมมี 2 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะถูกเลือกใช้ตามลักษณะและความรุนแรงของโรค ดังนี้ ผ่าตัดนำเลือดออก ช่วยเอาเลือดออกจากดวงตา เพื่อลดความดันและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายถาวรต่อจอประสาทตา ผ่าตัดปลูกถ่ายจอประสาทตา เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง การรักษานี้มุ่งหวังที่จะช่วยฟื้นฟูการมองเห็นของผู้ป่วย การใช้เทคโนโลยีใหม่ วิธีการใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการมองเห็นและชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา ดังนี้ ยาฉีดชนิดใหม่ ที่ออกฤทธิ์นานขึ้นมีประโยชน์ในการช่วยลดความถี่ในการฉีด ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ป่วยสะดวกสบายมากขึ้นและลดภาระในการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง Gene Therapy เป็นการรักษาโดยการใส่ยีนที่ปกติลงในเซลล์จอประสาทตาเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย การทำงานของจอประสาทตาและชะลอการเสื่อมของการมองเห็น Stem Cell Therapy ใช้สเต็มเซลล์เพื่อสร้างเซลล์จอประสาทตาใหม่ ช่วยในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหายและคืนการมองเห็นให้กับผู้ป่วย การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การป้องกันนี้มีเป้าหมายเพื่อชะลอการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมให้ช้าลง ซึ่งประกอบด้วยแนวทางต่างๆ ที่นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ควบคุมความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักใบเขียว เนื้อปลา และผลไม้ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีเบตาแคโรทีน โดยเฉพาะลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ในปริมาณสูง เช่น แอปเปิล บรอกโคลี ข้าวโพด แตงกวา องุ่น มะม่วง ส้ม ฟักทอง ผักโขม ถั่ว พริก และไข่แดง เป็นต้น ตรวจสุขภาพและตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี สวมแว่นตากันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสี UV และใช้ร่มที่สะท้อนรังสี UV เมื่อออกกลางแดด โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป จอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ อาการของจอประสาทตาเสื่อม เช่น การมองเห็นภาพเบลอ มองเห็นจุดดำ หรือมองเห็นเป็นแสงจ้า สาเหตุมักเกิดจากอายุ พันธุกรรม โรคเบาหวาน หรือการสูบบุหรี่ การรักษาจอประสาทตาเสื่อมทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาเลเซอร์ การใช้ยาต้าน VEGF และการผ่าตัด และเพื่อป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ควบคุมสุขภาพ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ  หากเป็นจอประสาทตาเสื่อม มารับการรักษาได้ที่ ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีบริการดูแลและรักษาโรคจอประสาทตาอย่างครบวงจร โดยจักษุแพทย์ ราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทการรักษา

โรคต้อคืออะไร? ต้อมีกี่ชนิด อาการ สาเหตุ และการรักษา │ Bangkok Eye Hospital

โรคต้อที่ตามี 4 ประเภท คือต้อลม เกิดจากการระคายเคืองจากสภาพแวดล้อม ต้อกระจก เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่น ต้อเนื้อ  เป็นเนื้อเยื่อที่เติบโตบนกระจกตา และต้อหิน เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น ต้อลมมักมีอาการระคายเคืองหรือแสบตา ต้อกระจกมีอาการมองเห็นพล่ามัว ต้อเนื้ออาจมีอาการกระทบต่อการมองเห็น ต้อหินเมื่อรุนแรงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็น การรักษาต้อแต่ละประเภท คือต้อลมใช้ยาหยอดตาหรือผ่าตัด ต้อกระจกผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ ต้อเนื้อใช้ยาหรือผ่าตัด ต้อหินใช้ยาหยอดตาหรือเลเซอร์หรือผ่าตัดลดความดัน ส่วนการป้องกันควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ฝุ่น และตรวจตากับจักษุแพทย์ประจำ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีการรักษาโรคต้อด้วยจักษุแพทย์ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และบริการที่ครบวงจร   การทำความเข้าใจกับสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา เพราะโรคต้อทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้อลม ต้อหิน ต้อกระจก และต้อเนื้อ ต่างก็มีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกันออกไป การรู้จักปัจจัยเสี่ยงและวิธีการป้องกันจะช่วยให้เราดูแลรักษาดวงตาของเราได้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาให้คงความสดใสและมองเห็นได้ชัดเจนต่อไป มาหาคำตอบได้ในบทความนี้ โรคต้อ หรือตาเป็นต้อ คืออะไร? โรคต้อ หรือที่เรียกกันว่าภาวะตาเป็นต้อ หมายถึงกลุ่มของโรคที่เกิดบริเวณดวงตา ทำให้เกิดปัญหาที่เลนส์ตา โดยส่วนมากจะทำให้การมองเห็นลดลงหรือมองเห็นได้ผิดปกติ โดยภาวะตาเป็นต้อสามารถระบุได้หลายชนิดขึ้นอยู่กับอาการและสาเหตุที่แตกต่างกัน เพื่อให้ป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี ควรระบุก่อนว่าเป็นต้อชนิดใด ต้อมีทั้งหมดกี่ประเภท ภาวะตาเป็นต้อแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีอาการและสาเหตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเกิดขึ้นในบริเวณที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีความรุนแรงต่างกันด้วย ดังนี้ 1. ต้อลม (Pinguecule) ต้อลมมีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวอมเหลืองที่เกิดบริเวณตาขาวใกล้ตาดำ สาเหตุหลักมาจากการสัมผัสกับสิ่งที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เช่น ลม ฝุ่น และแสงแดดเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเคืองตาได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ต้อลมไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัวหรือสูญเสียการมองเห็น วิธีการรักษาต้อลม การรักษาต้อลม ทำได้โดยการผ่าตัดหรือการใช้เลเซอร์ โดยจักษุแพทย์มักจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดพร้อมปลูกเนื้อเยื่อลงแทนที่เยื่อบุตาขาวที่ถูกตัดออกไป เนื้อเยื่อที่ใช้ปลูกเป็นเนื้อเยื่อหุ้มรก ซึ่งจะถูกเย็บด้วยไหมหรือใช้กาว Fibrin Glue เพื่อเชื่อมสมานแผลระหว่างเนื้อเยื่อเดิมและเนื้อเยื่อที่ปลูกใหม่ หลังการผ่าตัดอาจเกิดอาการระคายเคืองบ้าง แต่วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดต้อลมซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีป้องกันต้อลม หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องออกแดดก็ควรสวมแว่นกันแดดกันลมหรือสวมหมวกปีกกว้างขณะอยู่กลางแจ้ง พักสายตาเป็นระยะเมื่อรู้สึกตาล้าหรือตาเมื่อยจากการใช้สายตามากเกินไป ไม่ควรขยี้ตา แต่หากรู้สึกระคายเคืองตาหรือตาแห้งให้ใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อบรรเทาอาการ ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกใช้น้ำตาเทียม หมั่นสังเกตอาการของดวงตา เช่น อาการคัน ระคายเคือง หรือการมองเห็นที่เปลี่ยนไป หากมีความผิดปกติควรพบแพทย์ทันที ตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อเนื้อหรือต้อลม ควรเข้าตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 2. ต้อกระจก(Cataract) ต้อกระจกเป็นภาวะที่เลนส์ตาเกิดความขุ่น มีอาการมองเห็นผิดปกติ เหมือนมีหมอกหรือควันขาวบังสายตา โดยทั่วไปต้อกระจกมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่ก็ยังเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิดหรือหลังได้รับอุบัติเหตุต่อดวงตาได้เช่นกัน หากไม่ได้รับการรักษาการมองเห็นจะมัวลงเรื่อยๆ จนอาจสูญเสียการมองเห็นในที่สุด วิธีการรักษาต้อกระจก การรักษาต้อกระจกมีหลายวิธี ดังนี้ การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) เป็นการใช้คลื่นเสียงสลายต้อและดูดออก จากนั้นใส่เลนส์แก้วตาเทียมแบบพับได้ลงไปในแผลขนาดเล็ก 2.6-3.0 มม. เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง วิธีสลายต้อ (Phacoemulsification) เป็นการนำเลนส์ตาธรรมชาติที่ขุ่นมัวออก แล้วแทนที่ด้วยเลนส์แก้วตาเทียม เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้กลับมาชัดเจน การเลเซอร์ Femtosecond Laser Assisted Cataract Surgery การใช้เลเซอร์ช่วยเปิดแผล เปิดถุงหุ้มเลนส์ และแบ่งเลนส์ต้อให้เป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้การสลายและดูดออกด้วย Ultrasound ง่ายขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการวางเลนส์แก้วตาเทียม วิธีป้องกันต้อกระจก สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะที่มีวิตามินเอ อี และซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอและระยะการมองที่พอดี พักสายตาเป็นระยะๆ เมื่อใช้สายตานานๆ โดยเฉพาะการจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ หากต้องทำงานที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อดวงตา ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน ควรตรวจสายตาทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป 3. ต้อเนื้อ(Pterygium) ต้อเนื้อ เป็นภาวะเนื้อเยื่อที่เติบโตบนกระจกตา มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม เป็นเนื้อเยื่อสีขาวอมแดงที่มักปรากฏบริเวณหัวตาหรือหางตา เกิดจากการระคายเคืองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดงหรือเคืองตาเมื่อถูกสิ่งกระตุ้น แต่โรคนี้ไม่ทำให้ตามัวหรือตาบอดในระยะเริ่มต้น วิธีการรักษาต้อเนื้อ ต้อเนื้อที่เป็นน้อย รักษาได้ด้วยยาหยอดตาลดอาการอักเสบเพื่อบรรเทาการระคายเคือง หากมีอาการรุนแรงมากขึ้น แพทย์จะรักษาโดยการลอกต้อเนื้อออก หรือใช้วิธีลอกต้อเนื้อแล้วปลูกเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งอาจใช้เนื้อเยื่อจากเยื่อบุตาของผู้ป่วยเอง การปลูกเนื้อเยื่อช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำได้อีกด้วย วิธีป้องกันต้อเนื้อ สวมแว่นกันแดดที่มีเลนส์กรองรังสีอัลตราไวโอเลต หรือแว่นตาที่ช่วยปกป้องดวงตาจากลม ฝุ่น มลภาวะ และแสงสะท้อน เมื่ออยู่กลางแจ้ง ควรสวมหมวกปีกกว้างเพื่อปกป้องดวงตาจากแสงอาทิตย์ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีแสงแดดจ้า ฝุ่น ควัน ลม หรือมลภาวะมาก ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นดวงตา 4. ต้อหิน(Glaucoma) โรคต้อหินเกิดจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตาผิดปกติจนทำให้ความดันในลูกตาสูง มีอาการลูกตาแข็งขึ้นจนกดขั้วประสาทตา (Optic Disc) ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียลานสายตาจนถึงขั้นตาบอดได้ โรคต้อหินแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ต้อหินมุมเปิด เกิดจากการอุดตันรูระบายน้ำระหว่างกระจกตาดำและตาขาว (Trabecular meshwork) ทำให้น้ำในลูกตาไหลออกไม่ได้ จนความดันในลูกตาสูงขึ้น ต้อหินมุมปิด เกิดจากม่านตาถูกดันให้ยกตัวขึ้นจนปิดมุมระบายน้ำ ทำให้น้ำไหลออกทาง Trabecular meshwork ไม่ได้ ความดันในลูกตาจึงสูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ต้อหินแต่กำเนิด เกิดจากความผิดปกติของดวงตาที่เกิดจากพันธุกรรม โดยยีนที่ทำให้เกิดโรคเป็นยีนด้อย และจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะ โดยมีโอกาสเกิด 25% ต้อหินแทรกซ้อน เกิดจากการกระตุ้นบางประการที่ทำให้ขั้วประสาทตาเสื่อม หรือจากความดันในลูกตาสูง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเกิดโรคนี้   วิธีการรักษาต้อหิน การรักษาต้อหินมีหลายวิธี ได้แก่ การใช้ยาหยอดเพื่อลดการสร้างน้ำในลูกตาหรือช่วยระบายน้ำให้ดีขึ้น การรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อควบคุมความดันในลูกตา และการผ่าตัดที่ทำได้สองวิธีคือ การทำทางระบายน้ำและการติดตั้งท่อเล็กๆ เพื่อช่วยลดความดันในลูกตา วิธีป้องกันต้อหิน สังเกตอาการร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ เข้าตรวจสุขภาพประจำปีและตรวจตากับจักษุแพทย์ปีละครั้ง โดยไม่ต้องรอจนมีอาการ ควบคุมโรคที่อาจทำให้เกิดต้อหิน เช่น โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ สวมเครื่องป้องกันดวงตาเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยอดตามาหยอดเองเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน สรุป โรคต้อมี 4 ประเภท ได้แก่ ต้อลมจากการระคายเคือง ต้อกระจกจากเลนส์แก้วตาขุ่น ต้อเนื้อจากเยื่อบุตาขยาย และต้อหินจากความดันลูกตาสูง การป้องกันทำได้โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและตรวจตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ หากเป็นโรคต้อ เข้ารับการรักษาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่พร้อมให้บริการดูแลและรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยจักษุแพทย์มากประสบการณ์และเทคโนโลยีทันสมัย

กระจกตาติดเชื้อคืออาการอะไร การรักษาและป้องกันที่ถูกต้องทำอย่างไร

กระจกตาติดเชื้อคือการอักเสบของกระจกตาจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา ส่งผลให้ตาระคายเคืองและพร่ามัว การรักษากระจกตาติดเชื้อรวมถึงการใช้ยาหยอดตา ยาฆ่าเชื้อ หรือในบางกรณีอาจต้องใช้ยาฉีดหรือการผ่าตัดเพื่อรักษาแผลในกระจกตา วิธีรักษากระจกตาติดเชื้อควรใช้ยาหยอดตาฆ่าเชื้อ ยาฉีด หรือในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา การรักษากระจกตาติดเชื้อที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและบริการครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้กลับมาชัดเจนอีกครั้ง   การติดเชื้อที่กระจกตาเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลให้ดวงตาพร่ามัว อาจรุนแรงจนส่งผลต่อการมองเห็น หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อดวงตาได้ อย่างไรก็ตามภาวะนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตาและปฏิบัติตามวิธีลดความเสี่ยง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและรักษาดวงตาให้แข็งแรงอยู่เสมอ     กระจกตาติดเชื้อเป็นอย่างไร ภาวะกระจกตาอักเสบติดเชื้อ (Infectious Keratitis) เกิดจากการติดเชื้อที่กระจกตา ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็น  การอักเสบส่งผลให้กระจกตาเกิดแผลเป็น กระจกตาผิดรูปร่าง และกระจกตาขุ่นมัว ส่งผลให้การหักเหแสงผิดปกติ แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่ดวงตาได้ตามปกติ ซึ่งอาจกระทบต่อการมองเห็นอย่างรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการของกระจกตาติดเชื้อ กระจกตาติดเชื้อ มีอาการเริ่มต้นจากการรู้สึกปวดตา เคืองตา ตาแดง มีขี้ตาสีขาวขุ่น เหลือง หรือเขียวขุ่น ร่วมกับอาการแพ้แสงจนน้ำตาไหล และอาจมีการมองเห็นพร่ามัว หรือในบางกรณีอาจไม่มีอาการมองเห็นผิดปกติเลย ในระยะแรกอาการอาจสังเกตได้ยาก ผู้ป่วยอาจพบเพียงสีขาวขุ่นบางๆ บนกระจกตา แต่หากอาการรุนแรงขึ้น จะสังเกตเห็นฝ้าขาวบนกระจกตาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว สาเหตุที่ทำให้เกิดกระจกตาติดเชื้อ สาเหตุของกระจกตาติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รองลงมาคือเชื้อราและเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสเริม หรือไวรัสงูสวัด ส่วนการติดเชื้อจากโปรโตซัว เช่น Acanthamoeba นั้นพบได้น้อยกว่า แต่ยังเป็นไปได้ในบางกรณี     ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสติดเชื้อให้กับกระจกตา ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดกระจกตาติดเชื้อ มีดังนี้ ปัจจัยภายนอก เช่น สิ่งแปลกปลอมเข้าตา การใช้คอนแท็กต์เลนส์ การใช้ยาหยอดตาบางชนิด การได้รับอุบัติเหตุต่อกระจกตา และการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาหรือการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรคของผิวตา เบ้าตา และส่วนอื่นๆ ของดวงตา เช่น เปลือกตาอักเสบ เปลือกตาผิดรูป หรือหลับตาไม่สนิท ขนตาม้วนเข้าหรือออก การอักเสบติดเชื้อในเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง ตาแห้ง และทางเดินน้ำตาอุดตัน ความผิดปกติของกระจกตา เช่น กระจกตาบวมเรื้อรัง รอยถลอกหรือกระจกตาเปิด การเสียความรู้สึกบริเวณกระจกตา และประวัติติดเชื้อไวรัสที่กระจกตามาก่อน ภาวะทางร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะขาดสารอาหาร โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งหรือโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน     วิธีรักษากระจกตาติดเชื้อ ไม่ให้ลุกลาม วิธีรักษากระจกตาติดเชื้อมุ่งเน้นเพื่อหยุดการลุกลามของเชื้อ ช่วยสมานแผล และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ ใช้ยาหยอดตา ในกรณีที่ยังไม่ทราบชนิดของเชื้อโรค อาจเริ่มต้นด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อที่ครอบคลุมการติดเชื้อในวงกว้าง หากจำเป็นอาจต้องขูดผิวกระจกตาเพื่อตรวจหาเชื้อและเลือกใช้ยาที่ตรงกับชนิดของเชื้อก่อโรค แต่สำหรับกรณีที่แผลมีขนาดเล็ก แพทย์อาจให้ยาฆ่าเชื้อแบบครอบคลุมโดยไม่ต้องขูดกระจกตา ใช้น้ำตาเทียม เพื่อเร่งการสมานแผล แพทย์อาจพิจารณาให้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยหล่อลื่นกระจกตา และลดความระคายเคียง รวมถึงการใช้ยารักษาการติดเชื้อควบคู่กัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและฟื้นฟูสภาพกระจกตาให้กลับมาเป็นปกติ ใช้ยาฆ่าเชื้อ ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อเพิ่มเติมในรูปแบบอื่น เช่น การฉีดยาเข้าทางเส้นเลือด การรับประทานยา หรือแม้กระทั่งการฉีดยาเข้าบริเวณกระจกตาโดยตรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา ลดการสัมผัสของผิวตา การรักษากระจกตาติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการลดการสัมผัสของผิวตาจากสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการติดเชื้อซ้ำ เช่น การใช้เทปปิดตาในตอนกลางคืน การเย็บเปลือกตาติดกันแบบชั่วคราว หรือการใช้เลนส์สัมผัสปิดทับกระจกตา นอกจากนี้ ในกรณีที่แผลเปิดเรื้อรัง อาจทำการเย็บเนื้อเยื่อปิดทับเพื่อช่วยในการรักษาและสมานแผล ปิดรอยรั่ว ภาวะกระจกตาทะลุหรือเกิดรูรั่วในกระจกตา การรักษาควรทำอย่างเร่งด่วน โดยใช้เนื้อเยื่อจากกระจกตาหรือตาขาวแปะ หรือใช้กาวพิเศษเพื่ออุดรูรั่ว พร้อมกับการใช้เลนส์สัมผัสปิดทับ เพื่อช่วยปิดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่กระจกตาเพิ่มเติม เปลี่ยนกระจกตา หากไม่สามารถควบคุมอาการติดเชื้อได้ อาจต้องพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาหรือผ่าตัดปลูกถ่ายเซลล์ผิวตา ในบางกรณีที่รุนแรงมากอาจจำเป็นต้องนำลูกตาออกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและรักษาอาการที่เกิดขึ้น     วิธีป้องกันการติดเชื้อที่กระจกตา การป้องกันการติดเชื้อที่กระจกตาเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้ โดยมีแนวทางป้องกันที่ทำได้ดังนี้ ถ้ามีแผลบริเวณริมฝีปากหรือมีตุ่มเริม หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา เปลือกตา และบริเวณรอบตา  ใช้ยาหยอดตาที่แพทย์จักษุแพทย์สั่งเท่านั้น การล้างมือบ่อยๆ ช่วยลดการแพร่ของไวรัสได้ สรุป กระจกตาติดเชื้อคือภาวะที่กระจกตาอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้ตาระคายเคืองและพร่ามัวได้ หากเป็นแล้วควรรีบรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลาม นอกจากนี้ยังป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น การรักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสตาโดยไม่จำเป็น สำหรับคนที่มีอาการกระจกตาติดเชื้อ มารักษาได้ที่ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีแพทย์เฉพาะทางและบริการที่ครอบคลุม เพื่อให้คุณกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง

การปฏิบัติตัวและวิธีดูแลหลังผ่าตัดต้อกระจก เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

หลังผ่าตัดต้อกระจก ควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่ผ่าตัด ตรวจดวงตาตามนัดและทำความสะอาดตาเป็นประจำ ห้ามขยี้ตาและระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นเข้าตา และหลีกเลี่ยงการไอหรือจามแรงๆ สิ่งที่ควรใส่ใจหลังผ่าตัดต้อกระจกคือการหยอดยาให้ถูกต้อง ปกป้องตาด้วยแว่นกันแดดและที่ครอบทั้งดวงตา รักษาความสะอาดตาและควรพักผ่อนให้เพียงพอ  ข้อห้ามหลังผ่าตัดต้อกระจก ได้แก่ ห้ามยกของหนัก ห้ามน้ำเข้าตา และห้ามออกกำลังกายหนัก รักษาต้อกระจกที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาและดูแล โดยรักษาแบบไร้ใบมีด เลนส์พรีเมียมเพื่อการมองเห็นที่ดีที่สุดพร้อมบริการดูแลหลังผ่าตัดต้อกระจกครบวงจรและติดตามผลอย่างใกล้ชิด   หลังผ่าตัดต้อกระจก มีสิ่งที่ควรทำและข้อห้ามต่างๆ เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและทำให้สายตากลับมามองเห็นชัดเจนตามปกติ โดยการดูแลตนเองอย่างถูกวิธีในระยะฟื้นฟูจะช่วยให้กระบวนการหายเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน การดูแลตนเองเบื้องต้นหลังผ่าตัดต้อกระจก การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์หลังผ่าตัดต้อกระจกเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ได้ดังนี้ แพทย์จะจ่ายยาหยอดและยาสำหรับทานให้ ควรใช้ยาเหล่านี้ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ในวันแรกหลังผ่าตัดควรนอนพักผ่อนให้มากที่สุด โดยนอนหมอนสูงและหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่เพิ่งผ่าตัด แต่นอนตะแคงข้างตรงข้ามได้ หลังการผ่าตัด 1 วัน แพทย์จะนัดเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและทำความสะอาดตา ห้ามขยี้ตา ห้ามสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น และควรระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือเศษฝุ่นเข้าตา โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า แนะนำให้สระผมที่ร้านหรือให้มีคนมาดูแลช่วยสระผมเพื่อป้องกันน้ำเข้าตา ทำความสะอาดดวงตาทุกวันอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ใช้สายตาอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือเล่นโทรศัพท์ได้ตามปกติ แต่หากรู้สึกแสบตาหรือปวดตา ควรหยุดพัก ระวังไม่ให้ไอ จาม หรือเบ่งแรงๆ เพราะอาจทำให้ตาได้รับแรงกระทบ        สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจหลังผ่าตัดต้อกระจก   หลังผ่าตัดต้อกระจกมาระยะหนึ่ง ยังมีสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจเพื่อให้ดวงตาฟื้นตัวสมบูรณ์และกลับมาใช้งานได้ตามปกติ คือ การใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง ยาหยอดตาช่วยปกป้องดวงตาและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดต้อกระจก ควรใช้อย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนหยอดตาทุกครั้ง อ่านวิธีใช้ยาหยอดตาแต่ละขวดอย่างละเอียด บางชนิดอาจต้องเขย่าขวดก่อนใช้ นั่งเอนหลังพิงพนักหรือในท่านอนราบ เงยศีรษะไปด้านหลัง ดึงเปลือกตาล่างลงให้เป็นแอ่ง แล้วมองขึ้นด้านบน หยอดตาลงในแอ่งตามจำนวนที่แพทย์แนะนำ ปิดฝาเก็บทันทีโดยไม่ต้องเช็ดหัวหยด และหลีกเลี่ยงไม่ให้ปลายหัวหยดสัมผัสกับมือ ดวงตา เปลือกตา หรือขนตาเพื่อป้องกันการปนเปื้อน หลับตาหลังหยอดยาเพื่อให้ยาซึมเข้าสู่ดวงตา หากมียาเกินให้ใช้สำลีปลอดเชื้อเช็ดออก หากต้องหยอดยามากกว่าหนึ่งชนิด ให้เว้นระยะห่างระหว่างยาประมาณ 3-5 นาที วิธีใส่ที่ครอบตาให้ถูกวิธี หลังผ่าตัดต้อกระจก ผู้ป่วยควรใส่ที่ครอบดวงตาอย่างน้อย 1 เดือน และทำความสะอาดที่ครอบดวงตาทุกวันด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด เช็ดให้แห้งก่อนใช้งานอีกครั้ง วิธีใส่เริ่มจากตัดพลาสเตอร์กาวยาวประมาณ 5 นิ้ว 4 เส้น นำที่ครอบดวงตาหันด้านตรงเข้าชิดจมูก แล้วแปะพลาสเตอร์ทับที่ครอบดวงตาข้างละ 2 เส้น ในแนวเฉียงลงไปทางแก้ม เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย การทำความสะอาดรอบดวงตา การเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อและรักษาความสะอาดหลังผ่าตัดต้อกระจก ควรปฏิบัติตามดังนี้ ล้างมือให้สะอาด และเช็ดให้แห้งก่อนสัมผัสดวงตาทุกครั้ง ใช้สำลีชุบน้ำเกลือหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดรอบดวงตา โดยเริ่มเช็ดจากหัวตาไปยังหางตา ทำความสะอาดให้ทั่วทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง ควรเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 2-4 เดือนหลังการผ่าตัดต้อกระจก การพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และนอนในท่าที่เหมาะสมหลังผ่าตัดต้อกระจก มีส่วนช่วยฟื้นฟูร่างกาย ลดการอักเสบ กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้การฟื้นตัวรวดเร็วและสายตากลับมาชัดเจน การใส่แว่นกันแดด ควรใส่แว่นกันแดดแทนฝาครอบตาในตอนกลางวัน เพื่อป้องกันแสงจ้าและฝุ่น และใส่ที่ครอบตาในตอนกลางคืน ป้องกันการขยี้ตา อย่างต่อเนื่อง 1 เดือน เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดต้อกระจกได้เร็วขึ้น     ข้อห้ามหรือสิ่งที่ไม่ควรทำหลังผ่าตัดต้อกระจก หลังผ่าตัดต้อกระจกจนกว่าจะหายดี ควรหลีกเลี่ยงการทำสิ่งบางประการเพื่อการฟื้นตัวที่ดีและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้ ห้ามยกของหนัก หลังผ่าตัดต้อกระจกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักเกิน 10 กิโลกรัม รวมถึงห้ามก้มเก็บของหรือลงต่ำกว่าระดับเอวเพราะอาจทำให้ตาถูกกระแทกหรือเกิดการเคลื่อนตัวของเลนส์ตาได้ ไม่ควรให้ดวงตาโดนน้ำ หลังผ่าตัดต้อกระจก ห้ามให้ตาโดนน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรก สำหรับการทำความสะอาดใบหน้า ควรใช้น้ำเกลือสะอาด น้ำดื่ม หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว สระผมควรทำที่ร้านและระวังน้ำเข้าตา ส่วนการอาบน้ำและแปรงฟันทำได้ตามปกติ เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หลังผ่าตัดต้อกระจก 1 เดือนแรก ห้ามออกกำลังกายหนัก รวมถึงพักการทำครัว การทำสวน และการเลี้ยงเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงที่อาจมาเล่นโดนใบหน้า เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนที่อาจส่งผลต่อดวงตา การติดตามผลหลังผ่าตัดต้อกระจก   ควรตรวจดวงตาตามนัดทุกครั้งหลังผ่าตัดต้อกระจก เช่น หลัง 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และทุกปี เพื่อเช็กความคืบหน้าและประเมินภาวะที่อาจเกิดขึ้น อย่างอาการผิดปกติหลังผ่าตัดต้อกระจกแล้วมองไม่ชัด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที   ผลข้างเคียงหรืออาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดต้อกระจก หลังผ่าตัดต้อกระจก อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ คือ อาการติดเชื้อ แม้อาการจะพบได้น้อย แต่การหยอดยาตามที่แพทย์สั่งและดูแลความสะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีอาการบวมแดง เจ็บ หรือมีขี้ตาเยอะ ควรพบแพทย์ทันที จุดรับภาพอักเสบ อาจมีอาการตามัวหรือเห็นภาพเบี้ยวเกิดขึ้นได้ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด จากการอักเสบและบวมของจุดรับภาพ อาการนี้พบได้บ่อยและมักหายเองภายใน 6 เดือน ถุงหุ้มเลนส์ขุ่นมัว หลังใส่เลนส์มาหลายปี อาจมีอาการภาพขุ่นมัว รักษาได้ด้วย Yag Laser โดยใช้เวลา 5 นาที และกลับมาใช้สายตาได้ตามปกติหลังพักสายตาและหยอดยา 1-2 วัน สรุป หลังผ่าตัดต้อกระจก ควรดูแลตนเองโดยหยอดยาตามคำแนะนำ ปกป้องตาด้วยแว่นกันแดดและที่ครอบตา ทำความสะอาดตาและพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือกิจกรรมที่เสี่ยงกระทบตา และติดตามผลกับแพทย์ตามนัดเพื่อเช็กความคืบหน้า  ศูนย์โรคต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการรักษาต้อกระจกทุกชนิด รวมถึงการผ่าตัดต้อกระจกแบบไร้ใบมีด พร้อมเลนส์พรีเมียม เพื่อให้สายตากลับมามองเห็นได้ชัดเจนและปกติหลังการผ่าตัด
ศูนย์รักษาต้อกระจก

กระจกตาเป็นฝ้า : สาเหตุ วิธีการรักษา และทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ

กระจกตาเป็นฝ้า สาเหตุ วิธีการรักษา และทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ ณ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ กระจกตาเปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรกที่แสงจะผ่านเข้าสู่ดวงตา หาก "กระจกตา" เกิดขุ่นมัว การมองเห็นย่อมได้รับผลกระทบ "กระจกตาเป็นฝ้า" เป็นภาวะที่กระจกตาสูญเสียความใส ทำให้มองเห็นภาพมัว ไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพซ้อน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุของกระจกตาเป็นฝ้า กระจกตาเป็นฝ้าอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ การติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ซึ่งอาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการบาดเจ็บที่กระจกตา แผลที่กระจกตา เกิดจากการบาดเจ็บ การระคายเคืองจากฝุ่นละออง สารเคมี หรือการติดเชื้อ โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคกระจกตาโค้งผิดปกติ (Keratoconus) ทำให้กระจกตาบางและโป่งนูนผิดปกติ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคตา เช่น โรคตาอักเสบ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์หยอดตาเป็นเวลานาน การสัมผัสสารเคมี เช่น สารฟอกขาว กรด ด่าง การขาดวิตามินเอ อาการของกระจกตาเป็นฝ้า มองเห็นภาพมัว อาจเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความขุ่นมัวของกระจกตา เห็นภาพซ้อน ตาแดง ปวดตา เคืองตา น้ำตาไหล แพ้แสง วิธีการรักษากระจกตาเป็นฝ้า การรักษากระจกตาเป็นฝ้าขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โดยทั่วไปมีวิธีการรักษาดังนี้ การใช้ยา เช่น ยาหยอดตา ยาป้ายตา เพื่อลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ หรือรักษาตามสาเหตุ การผ่าตัด การปลูกถ่ายกระจกตา : ในกรณีที่กระจกตาเสียหายมาก การขัดกระจกตาด้วยเลเซอร์ : เช่น PTK การรักษาอื่นๆ เช่น การประคบอุ่น การใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พร้อมดูแลรักษากระจกตาเป็นฝ้าอย่างครบวงจร ด้วย ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา : ประสบการณ์สูง เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เทคโนโลยีที่ทันสมัย : เครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาอย่างแม่นยำ ปลอดภัย เครื่องตรวจวัดความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography) เครื่องตรวจวัดความหนาของกระจกตา (Pachymetry) เลเซอร์ Excimer และ เลเซอร์ Femtosecond การดูแลอย่างครบวงจร : ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา การติดตามผล จนกระทั่งหายเป็นปกติ บริการที่สะดวกสบาย : บรรยากาศเป็นกันเอง ใส่ใจทุกขั้นตอน คืนความใสการมองเห็นที่คมชัดให้กับดวงตาที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 02-511-2111  
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111