ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក

តម្រៀប

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

  SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา      
អាន​បន្ថែម

พังผืดที่จอประสาทตาคืออะไร? วิธีการรักษาและป้องกันสุขภาพดวงตา

พังผืดที่จอตา คืออาการที่เกิดจากการสะสมของเนื้อเยื่อหรือพังผืดบางๆ บนผิวของจอประสาทตา ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็น เห็นภาพบิดเบี้ยว มองเห็นไม่ชัด เป็นต้น พังผืดจอประสาทตาเกิดจากหลากหลายปัจจัย เช่น อายุที่เพิ่มมากขึ้น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก การอักเสบในดวงตา ปัญหาเกี่ยวกับน้ำวุ้นตา เป็นต้น การรักษาพังผืดที่จอตาทำได้โดยขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง มีตั้งแต่การติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ไปจนถึงการรักษาด้วยการผ่าตัดน้ำวุ้นร่วมกับวิธีลอกพังผืดจอประสาทตา รักษาพังผืดที่จอตาที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลสะอาด ได้มาตรฐานในระดับสากล และให้การรักษาโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มั่นใจในประสิทธิภาพการรักษา   พังผืดที่จอตาเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ทำให้ภาพที่มองเห็นเบลอหรือบิดเบี้ยวผิดปกติ หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร การดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสมและการพบแพทย์ทันทีเมื่อมีอาการผิดปกติจะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้จะพามาทำความเข้าใจถึงพังผืดจอประสาทตา ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การรักษา ไปจนถึงวิธีป้องกัน พร้อมเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรง ไปดูกัน     พังผืดที่จอตา คืออะไร พังผืดที่จอตา หรือ พังผืดจอประสาทตา (Epiretinal Membrane) เป็นภาวะที่เกิดจากการสะสมของเนื้อเยื่อหรือพังผืดบางๆ บนผิวของจอประสาทตา โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพตรงกลาง (Macula) ซึ่งเป็นจุดที่ช่วยให้มองเห็นภาพได้คมชัด เมื่อเกิดพังผืดขึ้นอาจส่งผลให้จอตาถูกดึงรั้ง จนเกิดความผิดปกติในการมองเห็น เช่น ภาพบิดเบี้ยว หรือมองเห็นภาพไม่ชัดเจน หากไม่ได้รับการรักษา อาการอาจลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันได้ อาการของพังผืดที่จอตา อาการที่พบในผู้ที่มีพังผืดที่จอประสาทตามักเกี่ยวข้องกับการมองเห็นผิดปกติ โดยผู้ที่เป็นพังผืดที่จอตาอาการที่มักพบได้บ่อย ได้แก่ มองเห็นเส้นตารางที่ดูโค้ง บิดเบี้ยว หรือม้วนเป็นขยุ้มบริเวณตรงกลางของภาพ ขณะที่ภาพในส่วนด้านข้างยังคงดูปกติดี บางรายอาจมีอาการเห็นแสงแฟลชในตาเป็นครั้งคราว โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นจากภายนอก จอตาหลุดลอกบางส่วน (Retinal Detachment) โดยอาการนี้ส่งผลให้การมองเห็นมีจุดมืดหรือส่วนที่หายไปในภาพ โดยเฉพาะบริเวณที่จอตาหลุดลอก มีเลือดออกที่ผิวจอตาหรือน้ำวุ้นตา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ทำให้ตามัวลงหรือเห็นภาพไม่ชัดเจน จอตาส่วนกลางขาดเป็นรู (Macular Hole) โดยผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวลงอย่างรวดเร็วและฉับพลัน หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาพังผืดที่จอประสาทตาอย่างเหมาะสม สาเหตุของพังผืดที่จอประสาทตา พังผืดที่จอประสาทตาอาจเกิดจากกระบวนการเสื่อมสภาพของร่างกายตามอายุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่น้ำวุ้นตาเริ่มแยกตัวออกจากจอประสาทตา (Posterior Vitreous Detachment) ส่งผลให้เนื้อเยื่อบริเวณจอประสาทตาเกิดการกระตุ้นและสร้างพังผืดขึ้น นอกจากนี้โรคบางชนิด เช่น เบาหวานขึ้นจอประสาทตา การอุดตันของหลอดเลือดในจอตา หรือการอักเสบในดวงตา ก็เป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดพังผืดที่จอตาได้ อีกสาเหตุสำคัญของการเกิดพังผืดจอประสาทตาคือ การบาดเจ็บหรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดดวงตา เช่น การผ่าตัดต้อกระจก รวมถึงภาวะจอประสาทตาหลุดลอกหรือความผิดปกติของน้ำวุ้นตา ซึ่งทำให้เกิดการสะสมของเซลล์และสารโปรตีนบริเวณจอประสาทตา ในบางกรณีสาเหตุอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้     ปัจจัยหลักที่ทำให้เสี่ยงเป็นพังผืดที่จอตา พังผืดที่จอตาเกิดจากหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในดวงตา ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เป็นพังผืดที่จอประสาทตา ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้นความเสื่อมตามธรรมชาติของจอประสาทตาและน้ำวุ้นตาพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสเกิดพังผืดที่จอประสาทตามากขึ้น ภาวะจอประสาทตาหลุดลอกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเนื้อเยื่อและการฟื้นฟูที่ผิดปกติ จนนำไปสู่การเกิดพังผืดจอประสาทตา การอักเสบในดวงตาเช่น การอักเสบของน้ำวุ้นตาหรือจอประสาทตา อาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดที่จอตาได้ ปัญหาเกี่ยวกับน้ำวุ้นตาเช่น การแยกตัวของน้ำวุ้นตา (Posterior Vitreous Detachment) กระตุ้นให้เซลล์และโปรตีนเคลื่อนไปสะสมบนจอประสาทตา ประวัติครอบครัวและพันธุกรรมในบางกรณีความเสี่ยงของการเกิดพังผืดที่จอตา อาจเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การผ่าตัดหรือบาดเจ็บดวงตาอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดพังผืดที่จอตาในระยะต่อมา โรคเบาหวานผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดพังผืดที่จอตาได้ การรักษาพังผืดที่จอประสาทตา ทำอย่างไร การรักษาพังผืดที่จอประสาทตาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของภาวะพังผืดที่จอตา หากเป็นในระยะเริ่มต้นและอาการไม่รุนแรง จักษุแพทย์อาจแนะนำการปฏิบัติตน เฝ้าระวัง และติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ในกรณีที่พังผืดที่จอตามีอาการรุนแรงขึ้นและรบกวนการมองเห็น จักษุแพทย์จะทำการรักษาพังผืดที่จอประสาทตาด้วยการผ่าตัดน้ำวุ้นร่วมกับวิธีลอกพังผืดจอประสาทตาเพื่อเอาพังผืดที่จอตาออก และอาจมีราคาหรือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดพังผืดในจอตาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่ทำการผ่าตัดในแต่ละที่     วิธีดูแลตัวเอง เมื่อเป็นพังผืดที่จอตา การดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเมื่อเป็นพังผืดที่จอตา มีส่วนช่วยลดความรุนแรงของอาการและป้องกันการลุกลามของโรคได้ โดยมีข้อแนะนำในการดูแลตัวเองดังนี้ ปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ เมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นพังผืดที่จอตาการปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เช่น การใช้ยาหยอดตาเพื่อลดการอักเสบหรือป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือทำกิจกรรมที่อาจเพิ่มแรงดันในลูกตา และหมั่นดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวานเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น พบจักษุแพทย์ให้ตรงตามนัด การไปพบแพทย์ตามกำหนดนัดหมายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแพทย์จะสามารถตรวจติดตามความคืบหน้าของการเกิดพังผืดที่จอตาและประเมินภาวะต่างๆ ได้ทันเวลา หากมีอาการผิดปกติเพิ่มเติม เช่น การมองเห็นแย่ลง หรือมีจุดมืดในภาพ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์โดยไม่รอจนถึงวันนัด เพื่อป้องกันภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างถาวร     แนวทางในการป้องกันไม่ให้เป็นพังผืดที่จอประสาทตา พังผืดที่จอประสาทตาเป็นปัญหาดวงตาที่สามารถป้องกันได้ หากใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างเหมาะสม โดยวิธีป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นพังผืดที่จอตามีดังนี้ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี และแร่ธาตุอื่นๆ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพดวงตาให้แข็งแรง และลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดที่จอตา ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้หลอดเลือดในดวงตาทำงานได้ดี ลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูงที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดพังผืดที่จอประสาทตา หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สุขภาพดวงตาเสื่อมสภาพเร็วขึ้น การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดพังผืดที่จอตาได้ ตรวจสุขภาพดวงตาทุกปี การตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติของดวงตา เช่น พังผืดจอประสาทตา ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งสามารถรักษาได้ทันก่อนที่จะเกิดอาการรุนแรง ควรตรวจสุขภาพดวงตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีประวัติความเสี่ยงทางพันธุกรรม รักษาพังผืดที่จอตา ที่ศูนย์จอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ดีอย่างไร หากมีอาการพังผืดที่จอตา แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์จอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป พังผืดที่จอตาเป็นภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็น หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ การป้องกันและดูแลดวงตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงพังผืดที่จอประสาทตาได้ สำหรับผู้ที่เป็นพังผืดที่จอตาหรือกำลังประสบปัญหาดวงตา สามารถเข้ารับการรักษาที่ศูนย์จอประสาทตา ฺBangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งมีทีมแพทย์มากประสบการณ์ที่พร้อมดูแลปัญหาที่ส่งผลต่อการมองเห็นและระบบประสาทได้อย่างครบวงจร

What Is Pinguecula? Causes Symptoms Treatment and Prevention

A pinguecula is caused by the accumulation of fat, protein, or calcium deposits on the conjunctiva — the clear membrane covering the white part of the eye — resulting in a yellowish raised spot.Symptoms include a yellowish bump on the sclera, eye redness, irritation, dryness, excessive tearing, and a sensation of having a foreign object in the eye. Pinguecula can be treated with eye drops, ointments, or, in some cases, surgery.At Bangkok Eye Hospital, our team of experienced ophthalmologists provides comprehensive eye care using advanced medical technologies to ensure precise diagnosis and effective treatment. Pinguecula is a common eye condition that can occur at any age. This article will help you understand its causes, symptoms, and treatments, as well as preventive measures to keep your eyes healthy and protect them from other eye diseases — with easy-to-understand advice for everyone. Understanding Pinguecula Pinguecula is a small, yellowish growth on the conjunctiva, usually near the inner corner of one or both eyes. It can be round or triangular and may gradually increase in size over time.Even young individuals can develop pinguecula, especially those who spend a lot of time outdoors and are exposed to sunlight, dust, or wind. Pinguecula vs. Pterygium Pinguecula and pterygium are related eye conditions but differ in their progression.A pterygium extends into the cornea (the clear part of the eye), while a pinguecula remains confined to the conjunctiva without invading the cornea. Both conditions share similar causes — primarily the degeneration of conjunctival tissue due to prolonged UV exposure. When a pinguecula enlarges and spreads into the cornea, it may develop into a pterygium. Early Signs and Symptoms Common symptoms of pinguecula include: A small, yellowish bump on the white of the eye (one or both eyes) Eye redness, swelling, itching, or irritation Dry or sore eyes Excessive tearing A feeling of having a foreign body in the eye If left untreated, these symptoms may worsen and affect vision quality. Causes and Risk Factors Pinguecula often develops due to prolonged exposure to environmental irritants such as: Continuous exposure to dust, smoke, and air pollution Long hours in hot, dry, or windy environments Excessive sun exposure Frequent use of digital screens (causing dry eyes) Aging (especially over 40, when collagen fibers in the conjunctiva degenerate) Outdoor occupations (e.g., construction workers, farmers) Welders or jewelers exposed to bright light, heat, or dust When to See an Ophthalmologist You should consult an eye specialist if: You frequently experience eye irritation or inflammation The pinguecula begins spreading toward the cornea and affects vision You feel persistent discomfort or difficulty wearing contact lenses Early treatment helps prevent complications and preserves clear vision. Possible Complications Complications may include pingueculitis (inflammation of the pinguecula) and pterygium formation.Pingueculitis occurs when the lesion becomes inflamed due to dryness or eye rubbing, causing redness and swelling. Artificial tears and avoiding eye rubbing usually help relieve the condition. A pterygium develops when the growth extends into the cornea due to chronic UV exposure or irritation, potentially leading to astigmatism, blurred vision, or even temporary vision loss.Surgical removal of the pterygium can effectively restore vision and eye appearance. Diagnosis Ophthalmologists diagnose pinguecula through a standard eye examination using a slit-lamp microscope, which projects a narrow beam of light onto the eye. This allows precise visualization of the lesion and differentiation from other eye abnormalities. Treatment Options Treatment aims to reduce irritation and prevent progression: Artificial tears or ointments containing Antazoline and Tetrahydrozoline to lubricate the eyes Anti-inflammatory medications to relieve pain and redness Steroid eye drops for severe inflammation Surgery may be recommended if the pinguecula causes significant discomfort, affects vision, or poses cosmetic concerns.Note: The lesion may recur after removal, but recurrence can often be minimized with proper care. Post-Surgical Care Pinguecula surgery is generally safe with minimal complications.However, recurrence may occur. Your doctor may prescribe medication or recommend mild radiation therapy to reduce the risk of regrowth. Prevention and Eye Care Tips To prevent pinguecula and maintain healthy eyes: Wear wraparound sunglasses and a wide-brimmed hat outdoors to block UVA and UVB rays Avoid prolonged exposure to sunlight, wind, dust, and heat Use protective goggles when working with chemicals or in dusty environments Avoid direct airflow from air conditioners to your face For office workers, maintain proper screen distance and blink every 30 seconds to prevent dryness Use artificial tears to maintain eye moisture Wash hands frequently and avoid rubbing your eyes Schedule annual eye exams, especially if you are over 40 Summary Pinguecula is a yellowish deposit of fat, protein, or calcium on the conjunctiva that causes irritation, redness, and a gritty feeling in the eyes.Without proper treatment, it can lead to inflammation or develop into a pterygium. Bangkok Eye Hospital offers advanced diagnostics and treatment for pinguecula by a team of specialized ophthalmologists — providing modern, effective care to restore healthy vision and confidence. Consultation is also available for pinguecula removal surgery, including procedure details and cost. FAQs About Pinguecula 1. What foods should be avoided if I have pinguecula? Avoid alcohol, caffeine, spicy or fermented foods, and unapproved supplements, as they may worsen inflammation. 2. Can pinguecula be hereditary? Yes. Besides UV exposure, genetic factors can increase susceptibility to developing pinguecula. 3. Can I undergo LASIK if I have pinguecula? Yes, but consult your ophthalmologist first. In some cases, removing the pinguecula before LASIK may be recommended for optimal safety and outcomes.

สาเหตุที่ทำให้กระจกตาถลอก พร้อมวิธีการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

กระจกตาคืออะไร? มีหน้าที่สำคัญกับดวงตาอย่างไร และวิธีดูแลกระจกตา

calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ : +662 511 2111