ใหม่ล่าสุด การรักษาต้อกระจกแบบไร้ไบมีด

รักษาต้อกระจกแบบไร้ใบมีดโดยใช้เลนส์พรีเมียม และ เลนส์ธรรมดา

 

Empowering Sight

Inspiring Tomorrow

 

Empowering Sight

Inspiring Tomorrow

ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក

តម្រៀប
Dry eyes
Dry eyes ទឹកភ្នែកដើរតួនាទីយ៉ាងសំខាន់ក្នុងការរក្សាភ្នែករបស់យើងឱ្យមានសំណើម, ធានាឱ្យឃើញច្បាស់ដោយអនុញ្ញាតឱ្យពន្លឺឆ្លងកាត់កែវភ្នែកប្រកបដោយប្រសិទ្ធភាព និងផ្គត់ផ្គង់អុកស៊ីហ្សែនចិញ្ចឹមភ្នែក។ វាក៏ជួយការពារការឆ្លងមេរោគនិងសារធាតុផ្សេងៗផងដែរ។    នៅពេលដែលភ្នែកស្ងួត, វាជាបញ្ហាទូទៅមួយដែលអាចកើតឡើងពីការផលិតទឹកភ្នែកមិនប្រក្រតីឬទឹកភ្នែកមានការហួតលឿនពេក។ វាអាចធ្វើអោយមានភាពមិនស្រណុក, ក្រហាយ, មានអារម្មណ៍ថាដូចមានអ្វីនៅក្នុងភ្នែករបស់អ្នក, ភ្នែកមានសភាពក្រហម, រោយ, មើលឃើញព្រិលៗដែលទទួលភាពប្រសើរជាមួយការព្រិចភ្នែក, ឬសូម្បីតែមានអារម្មណ៍ថារោយភ្នែក។ ហេតុផលដែលមានភ្នែកស្ងួតអាចមានការប្រែប្រួលនៅពេលកាន់តែចាស់ឬជាស្រ្ដី (យេស៎, យើងងាយនឹងរងនូវភ្នែកស្ងួត) ការអាលាក់ហ្សីជាមួយថ្នាំ, ការចំណាយជាច្រើនពេលទៅលើ Screens, នៅទីកន្លែងដែលមានដី ផ្សែង ឬ មានខ្យល់ខ្លាំងនិងមានពន្លឺច្រើន, រួមបញ្ចូលទាំងអស់។    ប៉ុន្ដែមានដំណឹងល្អនោះគឺជាពិធីនៃការព្យាបាលភ្នែកស្ងួត:   ការចៀសឆ្ងាយពីអ្វីដែលអាចធ្វើអោយវាកាន់តែអាក្រក់ដូចជាខ្យល់ខ្លាំងនិងធូលីដីដោយគ្រាន់តែពាក់វែនតានិងការការពារភ្នែក។ ចងចាំថាត្រូវសំរាកឬព្រិចភ្នែកអោយបានញឹកញាប់ ជាពិសេសនៅពេលអ្នកជាប់ជាមួយ Screen ខណៈណាមួយ។  អ្នកទទួលបាននូវថ្នាំបណ្ដក់ភ្នែកដែលហៅថាទឹកភ្នែកសុប្បនិមិត្ត។ មានពីប្រភេទគឺសម្រាប់ពេលថ្ងៃ (ទឹកច្រើន) និងពេលយប់ (ក្រាស់បន្ដិច) ដែលត្រូវប្រើអាស្រ័យទៅលើស្ថានភាពភ្នែកស្ងួតរបស់អ្នក។  ពេលខ្លះពេទ្យរបស់អ្នកអាចនែនាំថ្នាំបណ្ដក់ភ្នែកពិសេសដែលជំរុញអោយភ្នែករបស់អ្នកបង្កើតទឹកភ្នែកបានច្រើន។  ផ្ដល់ការព្យាបាលភ្នែករបស់អ្នកជាមួយក្រណាត់ស្អាតហើយក្ដៅឧន្ឌៗ រួចស្អំលើភ្នែកដើម្បីជូយអោយមានអារម្មណ៍ល្អប្រសើរ។ ប្រសិនបើភ្នែកស្ងួតកាន់តែខ្លាំងហើយមិនប្រសើរឡើង ការជជែកជាមួយគ្រូពេទ្យភ្នែកគឺជារឿងល្អ។   សរុបមក ភ្នែកស្ងួតអាចជាបញ្ហារំខានមួយ ប៉ុន្តែមានដំណោះស្រាយនៅទីនោះ។ វាជារឿងសំខាន់ក្នុងការថែរក្សាភ្នែករបស់អ្នកឱ្យបានល្អ ជាពិសេសនៅពេលដែលមានសភាពស្ងួតនៅខាងក្រៅ (អាកាសធាតុស្ងួត)។ ប្រសិនបើអ្នកសង្ស័យថាអ្នកមានបញ្ហាភ្នែកស្ងួត ការជជែកជាមួយអ្នកជំនាញផ្នែកថែរក្សាភ្នែកគឺជាទង្វើដ៏ឆ្លាតវៃ។
អាន​បន្ថែម
Retina Center
จอประสาทตาเสื่อมและเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน
จอประสาทตาเสื่อมและเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน จอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์บริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย อาจเริ่มจากมองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน จนกระทั่งมองไม่เห็นภาพตรงกลางในที่สุด โดยทั่วไป จอประสาทตาเสื่อม มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และพันธุกรรม   จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่   จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-90%) เกิดจากการสะสมของของเสียที่จอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD): เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า (ประมาณ 10-20%) แต่มีความรุนแรงมากกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้อาจรั่วหรือแตก ทำให้เกิดการบวมและเป็นแผลเป็นที่จอประสาทตา ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วจอประสาทตาเสื่อม เป็นสาเหตุอันดับที่สามของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง? อาการของ จอประสาทตาเสื่อม ขึ้นอยู่กับระยะของโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งจะแบ่งตามกลุ่มอาการเป็น 3 ระยะ: ระยะแรก ระยะกลาง และระยะสุดท้าย โดยที่อาการมักจะแย่ลงตามเวลาและระยะของโรค จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะแรกมักจะไม่มีอาการใด ๆ ใน จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะกลาง บางคนยังไม่มีอาการ บางคนอาจสังเกตเห็นอาการเล็กน้อย เช่น ภาพเบลอเล็กน้อยในบริเวณศูนย์กลางภาพหรือปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อย ใน AMD ระยะสุดท้าย (ทั้งแบบเปียกและแห้ง) หลายคนสังเกตเห็นว่าเส้นตรงเริ่มดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ คุณอาจ สังเกตเห็นบริเวณภาพเบลอใกล้ศูนย์กลางภาพ เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณภาพเบลอนี้อาจขยายใหญ่ขึ้น สีอาจดูไม่สดใส เหมือนเดิม และคุณอาจมีปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อยมากขึ้น การที่เส้นตรงดูเป็นคลื่นเป็นสัญญาณเตือนสำหรับ AMD ระยะสุดท้าย หากคุณสังเกตเห็นอาการนี้ ให้พบจักษุแพทย์ ทันที เราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงต่อ โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ได้อย่างไร? มีหลายงานวิจัยที่บ่งบอกว่าถ้าเราทำตามพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ อาจชะลอการเป็นจอประสาทตาเสื่อม (หรือชะลอการสูญเสียการมองเห็นจากจอประสาทตาเสื่อม) ได้         เลิกสูบบุหรี่ หรือไม่เริ่มสูบบุหรี่         ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ         รักษาระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลให้ปกติ         กินอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงผักใบเขียวและปลา จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร? ส่วนมากจะมีใช้การตรวจตา โดยการจะมีการตรวจขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตา และการสแกนจอประสาทตาด้วยเครื่อง Optical Coherence Tomography (OCT)   วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม 1. การรักษาด้วยยาและอาหารเสริม วิตามินและแร่ธาตุ: การรับประทานวิตามินซี, อี, เบต้าแคโรทีน, สังกะสี และทองแดง อาจช่วยชะลอการลุกลามของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งในบางราย ยาฉีด: ยาต้าน VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) เป็นการรักษาหลักสำหรับจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ยานี้ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ     2. การรักษาด้วยเลเซอร์ Photodynamic therapy (PDT): ใช้เลเซอร์ร่วมกับยาฉีดเพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ Laser photocoagulation: ใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติโดยตรง 3. การผ่าตัด การผ่าตัดเอาเลือดออก: ในกรณีที่เลือดออกในดวงตา อาจต้องผ่าตัดเพื่อเอาเลือดออก การผ่าตัดปลูกถ่ายจอประสาทตา: เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง   ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี วิธีการรักษา ข้อดี ข้อเสีย วิตามินและแร่ธาตุ ราคาถูก, ปลอดภัย ไม่ได้ผลกับทุกคน, อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย ยาฉีด ได้ผลดีในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ต้องฉีดเข้าดวงตาเป็นประจำ, อาจมีผลข้างเคียง การรักษาด้วยเลเซอร์ ได้ผลดีในการทำลายเส้นเลือดใหม่ อาจทำลายเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ, ไม่ได้ผลกับทุกคน การผ่าตัด อาจช่วยรักษาภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด, ไม่ได้ผลกับทุกคน   เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ยาฉีดชนิดใหม่: ยาฉีดที่ออกฤทธิ์นานขึ้น ช่วยลดความถี่ในการฉีด Gene therapy: เป็นการรักษาโดยการใส่ยีนที่ปกติเข้าไปในเซลล์จอประสาทตาเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย Stem cell therapy: เป็นการรักษาโดยการใช้สเต็มเซลล์เพื่อสร้างเซลล์จอประสาทตาใหม่   สรุป   การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
Laser Vision
Experience the Best in Vision Correction with NanoLASIK & NanoRelex at Bangkok Eye Hospital! 💯
Experience the Best in Vision Correction with NanoLASIK & NanoRelex at Bangkok Eye Hospital! និយាយលាហើយវ៉ែនតារបស់អ្នកជាមួយនឹងបច្ចេកវិទ្យា LASIK ដ៏ទំនើបរបស់យើង។ នីតិវិធីរបស់យើងត្រូវបានរចនាឡើងដើម្បីព្យាបាលកំហុសឆ្គងដោយប្រើកម្លាំងឡាស៊ែរទាបបំផុត បង្កើនភាពជាក់លាក់ និងឆាប់ជាសះស្បើយ ដូច្នេះអ្នកអាចរីករាយនឹងការមើលឃើញកាន់តែច្បាស់កាន់តែលឿនជាងមុន។ នៅមន្ទីរពេទ្យ Bangkok Eye Hospital ដែលពីមុនគេស្គាល់ថាជា Laser Vision យើងផ្តល់ជូន៖ NanoRelex៖ ជាបច្ចេកទេសចុងក្រោយបង្អស់នៃការវះកាត់ស្នាមរបួសតូចដែលត្រូបានបង្កើនភាពជាក់លាក់និងឆាប់ជាសះស្បើយសាកសមសម្រាប់អ្នកដែលចាប់អារម្មណ៍លើវិធីសាស្ត្រទំនើបៗដោយមិនចាំបាច់ប្រើកញ្ចក់ភ្នែក។ NanoLASIK៖ ល្អឥតខ្ចោះសម្រាប់អ្នកដែលស្វែងរកការមើលឃើញរហ័សឬការដោះស្រាយជាមួយនឹងដឺក្រេដ៏ស្មុគស្មាញ។ បច្ចេកវិទ្យានេះធានាបាននូវការកែតម្រូវយ៉ាងឆាប់រហ័ស ច្បាស់លាស់និងមានលក្ខណះពិសេសជាច្រើនបើធៀបទៅនឹង LASIK ធម្មតា។ បច្ចេកទេសទំនើបទាំងនេះប្រើប្រាស់បច្ចេកវិទ្យាល្អបំផុតដែលមាននាពេលបច្ចុប្បន្ននេះដោយធានាបាននូវលទ្ធផលកែតម្រូវការមើលឃើញជាក់យ៉ាងច្បាស់និងមានប្រសិទ្ធភាពបំផុត។ បន្ថែមពីលើបច្ចេកវិទ្យាទំនើបទាំងនេះយើងផ្តល់ជូន៖ ជាង 25 ឆ្នាំនៃជំនាញ LASIK 👁️‍ បទពិសោធន៍ជាមួយការវះកាត់ជាង 90,000 រួមទាំងករណីពិបាកៗជាច្រើន ក្រុមគ្រូពេទ្យឯកទេសវះកាត់ភ្នែកនិងកញ្ចក់ភ្នែកចំនួន 10 នាក់ដឹកនាំដោយអ្នកជំនាញផ្នែកកញ្ចក់ភ្នែកដែលមានបទពិសោធន៍់លើសពី 20 ឆ្នាំ។ ការផ្តល់ជូនពិសេស៖ ក្នុងខែនេះទទួលបានការបញ្ចុះតម្លៃរហូតដល់ 30,000 បាត ពីតម្លៃព្យាបាលដើម 138,000 បាត អាស្រ័យលើសណ្ឋានភាពភ្នែករបស់អ្នក។ កុំឱ្យខតខានជាមួយឱកាសនេះដើម្បីសន្សំសំចៃលើការកែតម្រូវចក្ខុវិស័យដ៏ល្អបំផុតដែលមាន។ Choose Wisely, See Confidently! សម្រាប់ការណាត់ជួបនិងព័ត៌មានបន្ថែម៖ Bangkok Eye Hospital (មន្ទីរពេទ្យចក្ខុបាងកក) Telegram (Khmer Consultant): (+66) 84 979 3594 អាស័យដ្ឋាន៖ Bangkok Eye Hospital, 10/989, 33 Prasertmanukit Road, Nuanchan, Bueng Kum, Bangkok 10240 Map: https://bit.ly/Bangkok-Eye-Hospital-Map-2024   #BangkokEyeHospital #SmartEyeHospital #LaserVision #NanoLASIK #NanoRelex
Children's Eye Center
3 สัญญาณเตือนว่าลูกน้อยอาจมีปัญหาสายตา
3 สัญญาณเตือนว่าลูกน้อยอาจมีปัญหาสายตา   หรี่ตาหรือเอียงคอมอง: ถ้าลูกชอบหรี่ตาหรือเอียงคอเวลาจะมองอะไรไกลๆ เช่น ดูทีวีหรือมองกระดาน อาจเป็นสัญญาณว่ามองไม่ค่อยชัด ชอบเอาของมาดูใกล้ๆ: ถ้าลูกชอบเอาหนังสือหรือของเล่นมาจ่อใกล้หน้า หรือต้องเข้าไปดูทีวีใกล้กว่าปกติ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าลูกกำลังมีปัญหาสายตา ขยี้ตาบ่อยๆ: ถึงแม้บางทีเด็กๆ จะขยี้ตาเพราะง่วงหรือเมื่อยล้า แต่ถ้าขยี้ตาบ่อยเกินไป ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกกำลังมีปัญหาสายตาได้เหมือนกัน   สัญญาณอื่นๆ ที่พ่อแม่ควรสังเกต   สมาธิสั้นเวลาต้องใช้สายตา: เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือวาดรูป อ่านหนังสือแล้วชอบหลงบรรทัด: หรืออ่านข้ามๆ ไปบ้าง ไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา: เช่น ต่อจิ๊กซอว์ ระบายสี หรือเล่นตัวต่อ   ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในตัวลูก อย่ารอช้า รีบพาลูกไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสายตานะคะ การตรวจพบและรักษาปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางสายตาที่ดี และเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ ติดต่อ ศูนย์รักษาสายตาเด็ก - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โทร 02-023-9929, 02-511-2111
Laser Vision
ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน สายตาพร่ามัวเมื่ออยู่ในที่มืดหรือตอนกลางคืน
เคยเป็นกันหรือไม่ที่รู้สึกว่าสายตาของเราสั้นแค่เฉพาะตอนกลางคืนหรือตอนอยู่ในที่มืด ๆ อยากจะบอกว่าอาการเหล่านี้มีอยู่จริง ซึ่งเป็นอาการของภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน (Night Myopia) อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไร มีความอันตรายหรือไม่ Laser Vision จะช่วยอธิบายเคลียร์ชัดให้คุณเอง   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน (Night Myopia) คืออะไร? ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน คืออาการที่ดวงตามองเห็นวัตถุในระยะกลางและระยะไกลได้ไม่ชัดเจนในช่วงเวลากลางคืนหรือในสภาวะที่มีแสงสว่างน้อย อาจมองเห็นแสงไฟในระยะไกลเป็นแสงฟุ้ง ทำให้ต้องฝืนเพ่งตามองเป็นพิเศษ เพื่อให้ภาพมองเห็นชัดขึ้น จนทำให้ตาอ่อนล้าได้ง่ายเร็วขึ้น ซึ่งภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืนจะกระทบกับบุคคลที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถยนต์ หรือการทำงานในช่วงเวลากลางคืน หลายคนอาจจะคิดว่าภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืนอาจมีอาการร้ายแรงหรือต้องรับการรักษาด้วยวิธีพิเศษ แตกต่างจากการรักษาอาการสายตาสั้นทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว เชื่อไหมว่าอาการสายตาสั้นตอนกลางคืน สายตาพร่าเมื่ออยู่ในที่มืด เป็นเพียงสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะสายตาสั้นตามปกติทั่วไป ซึ่งท่านสามารถรักษาได้ง่าย ๆ ด้วยการสวมใส่แว่นสายตาหรือการผ่าตัดทำเลสิกที่เหมาะสมเท่านั้น   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน เกิดขึ้นได้อย่างไร?   ●       การขยายของรูม่านตา ในภาวะที่แสงสว่างมีน้อย รูม่านตาของคนเราจะทำการขยายมากขึ้นเป็นอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มปริมาณของแสงเข้าสู่ดวงตาให้เห็นภาพชัดขึ้น แต่การขยายของรูม่านตาเช่นนี้กลับมีข้อเสียเช่นเดียวกัน โดยมันจะส่งผลกับสิ่งที่เรียกว่า Spherical aberration หรือก็คือการมองเห็นภาพเบลอมากยิ่งขึ้นเมื่อรูม่านตาของเราขยาย จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนอาจจะเห็นภาพเบลอในช่วงเวลากลางคืน ●       Spherical aberration ภาพเบลอที่เกิดจากรูม่านตาขยาย มีสาเหตุมาจากการที่ผลของแสงเดินทางผ่านความโค้งของกระจกตาในขณะที่รูม่านตาเปิดกว้างขยายขึ้น ทำให้แสงมีการหักเหห่างจากจอรับภาพมากกว่าปกติ ยิ่งหากมากเท่าไร สมองของคนเราก็จะได้รับภาพเบลอมากขึ้นตามไปด้วย ●       เซลล์รับภาพมีความไวต่อแสงที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน ขณะที่เซลล์แสงรับภาพในคนเราจะมีความต่อแสงที่ 555 นาโนเมตร และเมื่อไม่มีแสงเซลล์รับภาพจะมีความไวต่อแสงที่ 510 นาโนเมตร ซึ่งปริมาณของแสงที่แตกต่างกันนี้ สามารถทำให้ภาพที่เกิดขึ้นในสมองคนเราเบลอขึ้นได้ ●       Chromatic aberration โดยปกติแล้วเมื่อแสงเดินทางผ่านกระจกตา แสงจะแยกออกเรียงตามลำดับความยาวของคลื่นโดยเรียงการตกโฟกัสก่อนไปหลัง และจากคลื่นสั้นไปคลื่นยาว แต่ในตอนกลางคืน เซลล์รับภาพจะเปลี่ยนจากการรับคลื่นแสงสีเหลืองในตอนกลางวัน มาเป็นการรับคลื่นแสงสีน้ำเงินที่มีความถี่สูงขึ้นในตอนกลางคืนแทน ทำให้คนเราสามารถเกิดสายตาสั้นได้ประมาณ -0.50D เพราะแสงสีน้ำเงินจะตกก่อนจอรับภาพ   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน ไม่เป็นอะไรแล้วจริงหรือ? คนที่มีภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน หรือแม้แต่คนสายตาสั้นมาก บางรายอาจมีการเสื่อมของ Rod ที่ทำงานตอนกลางคืนร่วมด้วย ส่งผลให้เกิดการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวิตามิน A ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยในการมองเห็น อาการรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคตาบอดกลางคืนได้ แม้ว่าจะมีอาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน เช่น อาจทำให้การขับรถในช่วงเวลากลางคืนลำบากและเสี่ยงอันตรายมากกว่าเดิม รวมถึงการขึ้นลงบันไดในพื้นที่มืด เป็นต้น   คืนความคมชัดยาม่ํคาคืน ด้วยการรักษาที่ทันสมัยจาก Laser Vision ทุกปัญหาด้านสายตาสามารถรักษาให้ดีขึ้นด้วย เพียงคุณปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล โดย Laser Vision International LASIK Center เป็นศูนย์รักษาสายตาอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านและเครื่องมืออันทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถดำเนินการรักษาภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน และอาการตาบอดกลางคืนได้ หรือในเคสที่รุนแรงมีสาเหตุจากต้อกระจกตา ทางเราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย ปรึกษาเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
Laser Vision
จริงหรือไม่? ที่สภาพอากาศมีผลต่อสุขภาพของดวงตา
ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพอากาศ 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูหนาว และฤดูฝน ซึ่งทั้งสามฤดูกาลล้วนแล้วแต่สามารถส่งผลต่อสุขภาพของดวงตาเราได้ ไม่แพ้ปัจจัยทางมลพิษอื่น ๆ จำพวกฝุ่นละอองหรือควันเลยทีเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมักมาพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งในช่วงฤดูร้อนจัด และฤดูหนาวจัด นั้นจะส่งผลต่อดวงตาของเราเป็นอย่างมาก   ฤดูร้อนมีผลต่อสุขภาพดวงตาของเราอย่างไร? ฤดูร้อน เป็นฤดูที่มีอุณหภูมิสูงและมีแสงแดดร้อนแรงกว่าฤดูอื่น ที่สำคัญยังมีช่วงระยะเวลาที่ยาวนานหลายเดือนอีกด้วย ทุกคนควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพดวงตาของตนเองให้ดี เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความเปราะบางสูง มีเพียงแค่เปลือกตาเท่านั้นที่คอยปกป้องจากแสงแดดและคลื่นอุณหภูมิความร้อน หากปล่อยให้ดวงตาสัมผัสกับอากาศแห้งและแสงแดดก็จะให้ดวงตาแห้งได้ง่าย หากดวงตาแห้งมาก ๆ ก็จะส่งผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น อาการตาบวม หรืออาการคันบริเวณดวงตาจากโรคภูมิแพ้ ภาวะตาแห้งจากการออกแดดมากเกินไป รวมถึงดวงตาแห้งยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่ายอีกด้วย วิธีการดูแลและป้องกันดวงตาในฤดูร้อนที่ถูกต้อง คือการสวมใส่แว่นตากันแดดหรือแว่นสายตาที่มีเลนส์ช่วยย้อมสีก็ได้ ควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 8 ถึง 10 แก้ว และควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ถึง 2 แก้ว หากมีเหตุต้องออกไปเผชิญกับแสงแดด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา รวมถึงการทาครีมกันแดดสำหรับใบหน้าบริเวณรอบดวงตา และการหยอดน้ำตาเทียมก็สามารถช่วยลดอาการดวงตาแห้งได้เช่นกัน   ฤดูหนาวมีผลต่อสุขภาพดวงตาอย่างไร? หลายคนอาจจะคิดว่ามีแค่ฤดูร้อนเท่านั้นที่ทำให้เกิดอาการดวงตาแห้ง แต่ความจริงแล้วฤดูหนาวก็สามารถทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้เหมือนกัน เนื่องจากอากาศในช่วงฤดูหนาวจะมีสภาพอากาศที่แห้งและมีความเย็น (แม้ว่าจะไม่มีคลื่นความร้อนเหมือนฤดูร้อน) แต่เมื่ออากาศแห้งและเย็นมาสัมผัสกับดวงตาจะทำให้น้ำหล่อเลี้ยงกระจกตานั้นระเหยมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งตามมาในภายหลัง หากใครที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการตาแดง แสบตา หรือมีอาการอักเสบ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาอย่างรุนแรงได้ วิธีการดูแลและป้องกันดวงตาในฤดูร้อนที่ถูกต้อง คือการดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละอย่างน้อย 8 ถึง 10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และสร้างน้ำหล่อเลี้ยงตาให้เพียงพอ กรณีที่เคืองตาให้กะพริบตาหรือหลับตาสัก 5 วินาที จะทำให้น้ำหล่อเลี้ยงตากลับฉาบลูกตาอีกครั้ง ถ้าไม่ดีขึ้นให้หยอดน้ำตาเทียม (แบบไม่มีสารกันเสีย) ช่วยลดอาการตาแห้ง หรือถ้าให้ดีที่สุดพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีลมพัดแรงหรือบริเวณที่มีอากาศแห้งจัดเย็นจัดจะช่วยได้มาก   ฤดูฝนมีผลต่อสุขภาพดวงตาอย่างไร? ฤดูฝนแตกต่างกับฤดูร้อนและฤดูหนาวเสียหน่อย ตรงที่ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพดวงตาที่พบบ่อยจะไม่ใช่อาการตาแห้ง แต่จะเป็นอาการเกี่ยวกับโรคตาแดง ภูมิแพ้อากาศขึ้นตา เยื่อบุอักเสบ และการติดเชื้อบริเวณดวงตา เนื่องจากในช่วงฤดูฝนสภาพอากาศจะมีความอับชื้นและเย็น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ยิ่งหากน้ำฝนไปชะล้างฝุ่นละอองในอากาศและกระเด็นเข้าสู่ดวงตาก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้อย่างรวดเร็ว วิธีการดูแลและป้องกันดวงตาในฤดูฝนที่ดีที่สุด คือพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้ดวงตาสัมผัสกับหน้าฝนเด็ดขาด เพราะน้ำฝนเต็มไปด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของอาการต่าง ๆ หากดวงตาสัมผัสกับน้ำฝน ให้ลืมตาในน้ำสะอาดเพื่อล้างทำความสะอาด ล้างมือให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการเอามือไปสัมผัสดวงตา หากใครที่มีอาการอักเสบ ตาบวม ตาแดง หรืออาการอื่น ๆ ให้รีบพบจักษุแพทย์โดยทันที   ทุกปัญหาด้านสุขภาพตา รักษาได้ที่ Laser Vision   Laser Vision International LASIK Center ศูนย์เลสิกเปิดให้บริการดูแลรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาทุกชนิดแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์มานานกว่า 25 ปี ทางศูนย์รักษาสายเลเซอร์วิชั่นมีจักษุแพทย์เฉพาะด้านมากประสบการณ์ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยได้มาตรฐานสากล ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาด้านสุขภาพตาอะไร จักษุแพทย์ของเราก็พร้อมให้คำปรึกษา วินิจฉัย และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลได้ เชื่อมั่น เชื่อใจ โรคเกี่ยวกับดวงตารักษาให้หายได้ ที่ศูนย์รักษาสายตาเลเซอร์วิชั่น สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
Laser Vision
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ LASIK ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้
การทำ LASIK นับเป็นหนึ่งทางเลือกฟื้นฟูสายตาให้กลับมามีความคมชัด มองเห็นชัดเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียเวลาใส่คอนแทคเลนส์ให้วุ่นวาย แต่เชื่อว่าหลายคนคงยังมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับการทำ LASIK เนื่องจากความกลัวและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำเลสิกที่เคยได้รับรู้กันมา บทความนี้ Laser Vision จึงจะมาช่วยอธิบายเคลียร์ชัดในทุกประเด็น เพื่อเป็นความรู้ให้กับใครที่กำลังพิจารณา กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะทำเลสิกกันอยู่ ●       ทุกคนสามารถทำ LASIK เพื่อรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ หลายคนอาจจะคิดว่า ใคร ๆ ก็สามารถทำ LASIK เพื่อแก้ไขความผิดปกติของค่าสายตาได้ทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถจะทำ LASIK ได้ เนื่องจากการทำ LASIK จะต้องมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป และมีค่าสายตาที่คงที่มาตลอด 1 ปี ไม่เปลี่ยนแปลงเกิน 100 จึงจะสามารถทำ LASIK ได้ มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาสายตาคลาดเคลื่อนในอนาคตได้ง่าย อีกทั้งผู้ป่วยในกลุ่มโรคบางโรคก็ไม่สามารถทำเลสิกได้เช่นกัน อาทิ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ผู้ป่วยจิตเวชหรือมีปัญหาทางจิตใจ ผู้ป่วยโรค SLE โรคข้ออักเสบมารูตอยด์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นก่อนการทำเลสิกทุกครั้ง ผู้เข้ารับการรักษาจึงต้องตรวจวัดค่าสายตาที่แน่นอน รวมถึงเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยก่อนเสมอ ●       การทำ LASIK ใช้ใบมีดจริง ๆ ในการแยกชั้นกระจกตา การทำ LASIK แบบดั้งเดิมจะใช้ใบมีด Microkeratome ซึ่งเป็นใบมีดขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้มีความโค้งเข้ากับลูกตาของคนเรา แต่ในปัจจุบัน วิธีการทำ LASIK ได้มีการพัฒนาขึ้นมามากมายหลายวิธี โดยวิธีการทำ LASIK ใหม่ ๆ จะเป็นแบบการทำเลสิกแบบไร้ใบมีด จะใช้เลเซอร์พลังงานสูงช่วยในการแยกชั้นสายตาแทนการใช้ใบมีดแบบเก่า มีความแม่นยำสูง รวดเร็วและก่อให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาน้อยลง เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการรักษาด้วยใบมีด ●       การทำ LASIK สามารถรักษาอาการตาบอดสีได้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ผู้ที่มีอาการตาบอดสีสามารถเข้ารับการทำ LASIK ได้ จนทำให้ใครหลายคนอาจมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการทำเลสิกสามารถใช้รักษาอาการตาบอดสีได้เหมือนกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิด เพราะการทำเลสิกเป็นเพียงการรักษาค่าสายตาที่ผิดปกติ อย่างภาวะสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงเท่านั้น ไม่สามารถรักษาอาการตาบอดสีได้ เพราะเป็นคนละส่วนกัน ●       ทุกค่าสายตาสั้น สามารถทำ LASIK ได้หมด อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำ LASIK ได้ และไม่ใช่ทุกค่าสายตาผิดปกติจะสามารถรักษาด้วยการทำเลสิกได้เหมือนกัน โดยปัจจุบัน การ LASIK มีหลายวิธี แต่ละวิธีต่างมีความเหมาะสมในการใช้รักษาระดับค่าสายตาได้ไม่เท่ากัน ดังนี้ การทำ LASIK ดั้งเดิม (ใช้ใบมีด Microkeratome) สามารถใช้รักษาค่าสายตาผิดปกติ ได้ทั้งกรณีสายตาสั้นไม่เกิน -1000 สายตายาวไม่เกิน -500 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 การทำ PRK รักษาค่าสายตาผิดปกติ ได้ทั้งกรณีสายตาสั้นไม่เกิน -600 สายตายาวไม่เกิน -500 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 การทำ FemtoLASIK รักษาค่าสายตาผิดปกติ ได้ทั้งกรณีสายตาสั้นไม่เกิน -1000 สายตายาวไม่เกิน -500 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 และการทำ NanoRelex รักษาได้เฉพาะผู้ที่มีสายตาสั้นตั้งแต่ -50 ถึง -1000 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 ทั้งนี้นี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยเพิ่มเติม ●       เมื่อทำ LASIK แล้วสายตาจะดีตลอดไปเลย สิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนมักเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ คือการทำ LASIK เป็นการแก้ไขความผิดปกติของสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียงแบบถาวร ซึ่งข้อบอกว่าเป็นความเชื่อที่ผิด เนื่องจากเมื่อรักษาด้วยการทำ LASIK แล้วค่าสายตาของเราจะกลับไปเหมือนสายตาของคนทั่วไป คือจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปตามช่วงอายุของชีวิต เหมือนอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลาเช่นกัน สามารถเกิดภาวะสายตาสั้น ภาวะสายตายาว ภาวะสายตาเอียง เกิดขึ้นได้ในอนาคตเหมือนเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้สายตา และการดูแลรักษาบำรุงสายตาด้วย ฟื้นฟูการมองเห็นให้คมชัด ปลอดภัยได้อย่างไร้กังวล ด้วยการรักษาที่ทันสมัยจาก Laser Vision การทำเลสิกเพื่อฟื้นฟูสายตาให้กลับมามองเห็นชัดแจ๋วและมีความปลอดภัย จำเป็นต้องมีจักษุแพทย์คอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด โดย Laser Vision International LASIK Center เป็นศูนย์รักษาสายตาอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี มีทีมแพทย์เฉพาะด้านและเครื่องมืออันทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถให้การช่วยเหลือในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้หมด ทั้งสายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาว และสายตายาวตามอายุ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับดวงตาทุกประเภท ทางเราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยดูแลรักษาได้อย่างปลอดภัย รับรองว่าคุณหมอจะช่วยอธิบายถึงแผนการทำเลสิกหรือแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล พร้อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณนั่นเอง ปรึกษาเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
  • ...