มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

กระจกตาบางเกิดจากอะไร? อาการ ผลกระทบต่อสายตาและวิธีรักษา

กระจกตาบางคือภาวะที่กระจกตาซึ่งเป็นชั้นโปร่งใสด้านหน้าตาของดวงตามีความหนาน้อยกว่าปกติ ส่งผลต่อการมองเห็นและสุขภาพตา กระจกตาบางเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมตามวัย การขยี้ตาบ่อยๆ โรคทางพันธุกรรม หรือผลข้างเคียงจากการผ่าตัดตา เช่น เลสิก อาการของกระจกตาบางที่สังเกตได้ เช่น ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสายตาเอียงสูงผิดปกติ กระจกตาบางคือภาวะที่ความหนาของกระจกตาลดลงกว่าปกติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการโฟกัสแสงเข้าสู่ดวงตา ทำให้การมองเห็นมีความคมชัด หากกระจกตาบางเกินไป อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสายตา เช่น สายตาผิดปกติ หรือมีผลกระทบต่อการรักษาดวงตาด้วยวิธีต่างๆ เช่น เลสิก การเข้าใจสาเหตุ อาการ และการดูแลกระจกตาบางอย่างถูกต้อง จึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและดูแลสุขภาพตาได้ดีขึ้น       กระจกตาคืออะไร? สิ่งสำคัญต่อการมองเห็น กระจกตา (Cornea) คือชั้นโปร่งใสและโค้งอยู่ด้านหน้าสุดของดวงตา ครอบคลุมตาดำ มีหน้าที่ช่วยหักเหแสงให้เข้าสู่ดวงตา ทำให้เรามองเห็นชัดเจน และยังเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคโดยตรง โดยปกติความหนาของกระจกตาจะอยู่ที่ประมาณ 520-550 ไมครอน และสามารถบางลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย       รู้จักกับกระจกตาบาง กระจกตาบางคือลักษณะของกระจกตาที่มีความหนาน้อยกว่า 500 ไมครอน (0.5 มิลลิเมตร) โดยทั่วไปไม่ถือเป็นโรคและไม่ต้องรักษา แต่กระจกตาบางจะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น ต้อหิน เพราะทำให้วัดความดันตาต่ำกว่าความจริง รวมถึงส่งผลต่อการเลือกวิธีแก้ไขสายตา เช่น หากผู้ป่วยต้องการทำ LASIK และ มีระดับค่าสายตาที่มีผิดปกติสูง เช่น สั้น หรือ เอียงมาก โดยมีความหนาของกระจกตาน้อย เมื่อเปรียบเทียบกันกับเนื้อกระจกตาที่ต้องใช้ผ่าตัด หลังจากได้รับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด เเพทย์ประเมินแล้วอาจจะไม่สามารถแก้ไขค่าสายตาได้หมด หรืออาจทำให้ กระจกตาเสี่ยงเป็นโรคกระจกตาอื่นๆหลังการแก้ไข เเพทย์อาจประเมินให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น PRK ICL FemtoLASIK ReLEx SMILE Pro หรือ NanoLASIK  แทนการทำ LASIK แบบทั่วๆไป ซึ่งเป็นการเเก้ไขที่ใช้หรือรบกวนความหนาของกระจกตาน้อยกว่าเพราะฉะนั้น ก่อนทำเลสิกจึงต้องสังเกตและตรวจประเมินความหนาของกระจกตาอย่างละเอียด เพราะหากบางเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะสายตาเอียงผิดปกติ หรือกระจกตาย้วย ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นได้ นอกจากนี้หลายคนยังสงสัยว่า “ใส่คอนแท็กต์เลนส์ ทำให้กระจกตาบางจริงไหม?” คำตอบคือ โดยทั่วไปการใส่คอนแท็กต์เลนส์อย่างถูกวิธี ไม่ได้ทำให้กระจกตาบางลง แต่หากใส่นานเกินไป ไม่ถอดล้างหรือดูแลอย่างถูกต้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเกิดภาวะขาดออกซิเจนที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อบางลงได้เช่นกัน       กระจกตาบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง? กระจกตาบางเกิดได้จากหลายสาเหตุ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ช่วยให้สามารถป้องกันและดูแลสุขภาพตาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้   โรคทางพันธุกรรม แม้ว่าภาวะกระจกตาบางมักเกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง แต่ในบางกรณี ความผิดปกตินี้อาจมีสาเหตุจากโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดภายในครอบครัว หนึ่งในโรคที่พบบ่อย คือ กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะกระจกตาบาง กระจกตาจะบางลงและโป่งยื่นออกมาคล้ายรูปกรวย ทำให้สายตาเอียงผิดปกติ และการมองเห็นแย่ลงเรื้อรัง มักเริ่มแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 30 ปี โรคกระจกตาบางจากพันธุกรรมอื่นๆ (Corneal Dystrophies) เช่น Pellucid Marginal Degeneration (PMD) ซึ่งกระจกตาจะบางลงบริเวณขอบด้านล่าง   การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดตา การผ่าตัดแก้ไขสายตาบางประเภท เช่น การทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK อาจส่งผลให้กระจกตาบางลงได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเลเซอร์เนื้อกระจกตา ออกไปมากเกินความจำเป็น ทำให้ความหนาของกระจกตาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาย้วยในอนาคต นอกจากนี้การบาดเจ็บที่กระจกตาซ้ำๆ รวมถึงการติดเชื้อที่รุนแรง เช่น แผลที่กระจกตาหรือกระจกตาอักเสบ ก็สามารถทำลายเนื้อเยื่อกระจกตาและทำให้เกิดการบางลงได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที   โรคอื่นๆ หรือการใช้ยา โรคทางภูมิคุ้มกันบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือโรคเอสแอลอี (SLE) อาจส่งผลกระทบต่อกระจกตา ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่ภาวะกระจกตาบางได้ในระยะยาว เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเนื้อเยื่อของตาเอง ในขณะเดียวกัน การใช้ยาหยอดตาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจมีผลข้างเคียงต่อโครงสร้างของกระจกตา ทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาอ่อนแอและบางลงได้เช่นกัน       อาการของภาวะกระจกตาบาง ภาวะกระจกตาบางมักพัฒนาอย่างช้าๆ จนอาจไม่สังเกตเห็นได้ในระยะแรก การเรียนรู้ที่จะสังเกตอาการเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยอาการที่อาจพบมีดังนี้ การมองเห็นพร่ามัวหรือไม่ชัดเจน ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ มีค่าสายตาเอียงสูงกว่าปกติ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือมีลักษณะผิดรูปจากความจริง       วิธีการตรวจและวินิจฉัยกระจกตาบาง โดยปกติแล้วภาวะกระจกตาบางมักถูกตรวจพบในขั้นตอนการประเมินสายตาก่อนทำเลสิก ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Keratometerตรวจวัดความโค้งของกระจกตาและค่าสายตาเอียง โดยการสะท้อนแสงบนกระจกตาเพื่อตรวจหารูปร่างและความโค้งที่ผิดปกติ ซึ่งความโค้งที่ผิดปกตินี้ อาจสัมพันธ์กับความบางของกระจกตา นอกจากนั้นยังมีการตรวจ Corneal Tophography หรือแผนภูมิดวงตาเพื่อประเมินค่าความหนาบางและความผิดปกติของกระจกตาอื่นๆด้วย โดยอาจจะมีการวัด Tomographic Biomechanical Index หรือ ค่าความเเข็งเเรงของกระจกตา เสริมเพื่อตรวจความเสี่ยงของโรค Corneal Ectasia หรือโรคกระจกตาโป้งอีกด้วย แม้ว่าจะสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ เช่น มองเห็นไม่ชัดหรือค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย แต่การวินิจฉัยว่ามีกระจกตาบางจริงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการตรวจโดยจักษุแพทย์เท่านั้น เพราะการสังเกตอาการด้วยตนเองเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่สามารถยืนยันผลได้ ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีกระจกตาบาง ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น   สรุป กระจกตาบางเป็นภาวะที่หลายคนไม่รู้ตัว แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย หรือภาพบิดเบี้ยว ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคภูมิคุ้มกัน การผ่าตัดแก้ไขสายตา หรือการใช้ยาบางชนิด การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจวัดความหนาและความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียดที่ Bangkok Eye Hospital ด้วยเครื่องมือทันสมัยและแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันและดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างมั่นใจ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระจกตาบาง (FAQ) หลายคนที่เพิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับภาวะกระจกตาบางอาจมีข้อสงสัยมากมาย เพื่อช่วยให้เข้าใจมากขึ้น เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะกระจกตาบาง พร้อมคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันในบทความนี้   ทำอย่างไรให้กระจกตาหนาขึ้น ความหนาของกระจกตาไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากเป็นความผิดปกติที่เกิดจากโครงสร้างภายในชั้นกระจกตาเอง   ถ้าปล่อยให้กระจกตาบางแล้วไม่รักษา จะเป็นอย่างไร? สายตาพร่ามัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ปกติได้ กระจกตาโป่งยื่นออกมามากผิดปกติ ทำให้การมองเห็นแย่ลงอย่างถาวร ในบางกรณีรุนแรงมาก อาจเกิดภาวะกระจกตาบวมน้ำฉับพลัน (Acute Hydrops) หรือกระจกตาทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินและอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา   สามารถป้องกันภาวะกระจกตาบางได้ไหม หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ เพราะการขยี้ตาเป็นประจำและรุนแรงสามารถทำให้กระจกตาบางลงและเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจกตาย้วยแย่ลง ดูแลสุขภาพตาโดยรวม เช่น ไม่ใช้คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป และรักษาความสะอาดของดวงตา พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับกระจกตา เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่า  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษากระจกตา

ตาแห้งมีอาการอย่างไร วิธีรักษา ป้องกัน และพฤติกรรมที่ช่วยลดอาการตาแห้ง

อาการตาแห้ง คือภาวะตาขาดความชุ่มชื้นเพราะการผลิตน้ำตาน้อยเกินไปหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและไม่สบายตาได้ ตาแห้งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้นทำให้การผลิตน้ำตาน้อยลง การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป การจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การรักษาตาแห้งทำได้หลายวิธี เช่น ยาหยอดตา น้ำตาเทียม การประคบอุ่น และการรักษาด้วยยาลดการอักเสบ รักษาอาการตาแห้งที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ   ตาแห้งเป็นโรคที่ทำให้ตารู้สึกแห้งและระคายเคือง เนื่องจากการผลิตน้ำตาลดลงหรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หากดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดอาการและป้องกันภาวะตาแห้งในระยะยาว มาหาสาเหตุของอาการตาแห้ง วิธีรักษา รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้งได้ในบทความนี้     อาการตาแห้ง คืออะไร? ก่อนทำความรู้จักกับอาการตาแห้ง ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘น้ำตา’ กันก่อน โดยน้ำตามีความสำคัญต่อดวงตา เป็นตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจน หล่อเลี้ยงเลี้ยงกระจกตาด้วยออกซิเจน และป้องกันการติดเชื้อและสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำร้ายดวงตา ตาแห้ง เป็นอาการที่ปริมาณน้ำตาที่เข้ามาหล่อเลี้ยงผิวตามีไม่เพียงพอส่งผลให้ผิวตาอักเสบได้ โดยอาการของตาแห้งอาจเริ่มจากการแสบตา หรือรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา รวมถึงอาจพบอาการตาแดง เจ็บ หรือมีการพร่ามัวที่ดีขึ้นเมื่อกะพริบตา นอกจากนี้ยังอาจรู้สึกฝืดๆ หนักๆ ที่ตา หรือลืมตาลำบาก และบางครั้งอาจมีอาการตาล้าหรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ     ทำไมถึงมีอาการตาแห้งได้ ตาแห้งเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความสบายของดวงตาและการมองเห็น โดยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานเกินไป อาการภูมิแพ้ที่ตาซึ่งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน หรือมลภาวะ อยู่ในที่ร้อน ลมแรง หรือความชื้นต่ำ ความผิดปกติของต่อมไขมันขอบตา การพบตัวไร (Demodex blepharitis) บริเวณโคนขนตา ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำตา การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะในเพศหญิงที่อาจทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง     อาการตาแห้งเกิดจากอะไร มีปัจจัยอะไรบ้าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำตาหรือการทำงานของต่อมน้ำตา หากมีลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ง่ายขึ้น สร้างน้ำตาได้น้อยกว่าปกติ  (Aqueous Tear Deficiency) กลุ่มคนที่มีความผิดปกติหรือปัจจัยที่ส่งผลให้สามารถสร้างน้ำตาได้น้อย ได้แก่   กลุ่มคนที่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome โรครูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือภาวะที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน เช่น Primary Sjogren’s Syndrome กลุ่มคนที่ไม่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome เช่น ต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติตั้งแต่เกิด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การแพ้ยารุนแรง หรือการอักเสบที่ทำให้ท่อน้ำตาตัน กลุ่มคนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน มักพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลให้การผลิตน้ำตาและสารคัดหลั่งอื่นๆ ในร่างกายลดลง การกินยาบางประเภท เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิต หรือยาคลายเครียดบางชนิด ที่มีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้ตาแห้งมากขึ้น เนื่องจากสารเหล่านี้สามารถลดการผลิตน้ำตาได้ น้ำตาระเหยเร็ว (Evaporative Dry Eyes)  ปัจจัยที่ส่งผลให้การระเหยของน้ำตาเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ ได้แก่   ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ เปลือกตาอักเสบที่เกิดจากความผิดปกติของชั้นไขมัน จะทำให้การสร้างน้ำตาชั้นน้ำมันลดลง ซึ่งทำให้เกิดการระเหยของน้ำตาได้เร็วขึ้น ความผิดปกติของเปลือกตา การปิดตาไม่สนิทหรือการกะพริบตาน้อยผิดปกติ ซึ่งทำให้การกระจายน้ำตาผิดปกติ และเพิ่มการระเหยของน้ำตา โดนสารเคมีหรือแพ้ยารุนแรง การอักเสบของเยื่อบุตาอาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งส่งผลต่อการสร้างน้ำตาชั้นเมือกที่ติดกับกระจกตา ทำให้การสร้างน้ำตาผิดปกติ การใช้สายตามาก พบมากในวัยทำงานจากพฤติกรรมจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่ค่อยกะพริบตา และการใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ดูดน้ำออกจากดวงตา ทำให้การผลิตน้ำตาลดลงและน้ำตาระเหยเร็ว     วิธีรักษาหรือวิธีแก้โรคตาแห้ง วิธีรักษาโรคตาแห้งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล โดยใช้วิธีต่างๆ รวมทั้งการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ดังนี้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการโดนลมแรง ฝุ่นควัน หรือแสงจ้า โดยการใส่แว่นกันแดดและแว่นกันลม เพื่อป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้ตาแห้งขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานานๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงจากดวงตาที่อาจทำให้อาการตาแห้งแย่ลงได้ ใช้น้ำตาเทียม ในการรักษาอาการตาแห้ง น้ำตาเทียมเป็นตัวช่วยที่ดี โดยมี 2 ชนิดให้เลือกใช้ ได้แก่   น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ในรูปแบบขวด ควรใช้ไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน อาจแบ่งการใช้ยาเพิ่มน้ำตาตามช่วงเวลาของวัน เช่น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ซึ่งเหมาะสำหรับอาการตาแห้งที่ไม่รุนแรง น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย แบบกระเปาะ เปิดแล้วมีอายุ 24 ชั่วโมง หรือขวดที่มีระบบวาล์วพิเศษใช้ได้นาน 6 เดือน ใช้บ่อยได้ตามต้องการ เช่น ทุก 1-2 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง  ใช้ยาหยอดตาเพิ่มปริมาณน้ำตา มียาหยอดตาที่ช่วยเพิ่มน้ำตาและรักษาอาการตาแห้งได้ โดยแต่ละชนิดจะช่วยรักษาตามอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้   ยา Diquafosol ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำตาชั้นเมือกและชั้นน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาและลดอาการแห้ง ยาปฏิชีวนะ Doxycycline ยาลดการอักเสบของเปลือกตาช่วยลดการอักเสบและอาการระคายเคืองที่เกิดจากตาแห้ง ยากลุ่ม Steroids โดยยานี้ช่วยบรรเทาการอักเสบของผิวตาและลดอาการระคายเคืองที่เกิดจากการขาดน้ำตา ยา Cyclosporine ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant) ชนิดหยอดตา ช่วยลดการอักเสบในตาและเพิ่มการผลิตน้ำตา โดยการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้ การทำความสะอาดเปลือกตา การทำความสะอาดเปลือกตาและประคบอุ่นด้วยแชมพูเด็กผสมเจือจางหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเปลือกตาช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันในเปลือกตา ทำให้ชั้นไขมันที่เคลือบน้ำตาทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันน้ำตาระเหยเร็วและลดอาการตาแห้ง ใช้ Autologous Serum การรักษาอาการตาแห้งชนิดรุนแรงโดยใช้สารที่ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อทำได้โดยการเจาะเลือดจากผู้ป่วยไปปั่นแยกเป็น Serum และนำมาหยอดร่วมกับการใช้น้ำตาเทียม ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ และส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อให้กลับสู่สภาพปกติได้ดีขึ้น การอุดท่อระบายน้ำตาที่หัวตา (Punctal Plug) การรักษาอาการตาแห้งที่รุนแรงทำได้โดยการอุดช่องทางที่น้ำตาไหลออกจากตา (Punctum) ซึ่งมีทั้งชนิดอุดชั่วคราวและชนิดอุดถาวร โดยการใส่ Silicone Plug หรือ Punctal Cautery ซึ่งเป็นการจี้บริเวณช่องทางที่น้ำตาระบายออกจากตา วิธีนี้ช่วยให้ดวงตาเก็บน้ำตาไว้ได้นานขึ้น ลดการระเหยของน้ำตา และช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก     การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง การป้องกันอาการตาแห้งทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ดังนี้    หยุดพักจากการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือทุกๆ 20 นาที โดยการหลับตาสัก 20 วินาที หรือมองสิ่งที่อยู่ไกลประมาณ 20 ฟุต เพื่อให้ตาได้พักและผ่อนคลาย งดการใช้คอนแท็กต์เลนส์ต่อเนื่อง ควรสลับใส่แว่นในระหว่างวันเพื่อให้ดวงตาได้พัก ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดความเครียดของดวงตา เตือนตัวเองให้กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้น้ำตาเคลือบตาและช่วยลดการระเหยของน้ำตา หากอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมแรง ควรสวมแว่นกันแดดกันลมเพื่อปกป้องตาจากสภาพแวดล้อม กินอาหารที่ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ปลา หรืออาหารที่มีโอเมกา 3 ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของตา  ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน สรุป ตาแห้งคืออาการที่น้ำตาผลิตไม่เพียงพอหรือระเหยเร็วเกินไป ทำให้ดวงตารู้สึกแห้ง ระคายเคือง และอาจเกิดการอักเสบได้ รักษาได้หลายวิธี เช่น ใช้น้ำตาเทียม ประคบอุ่น ใช้ยาเพื่อเพิ่มการสร้างน้ำตาหรือลดการอักเสบ และป้องกันตาแห้งได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตา รวมถึงการใช้ยาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา  สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง รับการรักษาได้ที่ ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งให้การดูแลปัญหาตาแห้งที่ส่งผลต่อการมองเห็นและระบบประสาท โดยจักษุแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษาภาวะตาแห้งอย่างครบวงจร

เลนส์แก้วตาเทียมคืออะไร? ตัวช่วยในการมองเห็นแทนเลนส์ตาธรรมชาติ

เลนส์แก้วตาเทียมคือเลนส์สังเคราะห์ที่ใช้แทนเลนส์ตาธรรมชาติ หลังการผ่าตัดต้อกระจกหรือแก้ปัญหาสายตาที่ผิดปกติ เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่แบบ? มีหลายแบบ เช่น เลนส์ชนิดมองระยะเดียว (Monofocal) เลนส์มองได้หลายระยะ (Multifocal) และเลนส์แก้สายตาเอียง (Toric) หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม การมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และฟื้นตัวเต็มที่ในประมาณ 1 เดือน อาจพบอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ตาพร่ามัว ตาแห้ง หรือจุดรับภาพบวม ซึ่งมักหายได้เองหรือรักษาได้ด้วยยาหยอดตามคำแนะนำของแพทย์ เลนส์แก้วตาเทียม เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกนำมาใช้ทดแทนเลนส์ตาธรรมชาติที่เสื่อมหรือถูกนำออกระหว่างการผ่าตัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยต้อกระจก ซึ่งเป็นภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้การมองเห็นลดลงหรือเบลอ การใส่เลนส์เทียมจะช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถใช้แก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงได้อีกด้วย ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเลนส์แก้วตาเทียมให้มากขึ้น พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา     เลนส์แก้วตาเทียม (IOLs) คืออะไร? เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lenses - IOLs) คือเลนส์ชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ฝังเข้าไปแทนที่เลนส์แก้วตาเดิมที่ขุ่นมัวจากภาวะต้อกระจก โดยเลนส์จะทำหน้าที่ในการรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาอย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนี้เลนส์ชนิดพิเศษบางประเภทยังสามารถแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงไปพร้อมกันได้ด้วย     เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่แบบ อะไรบ้าง? การทำความเข้าใจประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการมองเห็นและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน ดังนี้ 1. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองระยะเดียว (Monofocal) เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองได้ระยะเดียว มีหลักการคือให้การมองเห็นที่คมชัดในระยะใดระยะหนึ่งเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักเลือกให้มองชัดในระยะไกล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการมองไกลเป็นหลัก และไม่กังวลกับการต้องใช้แว่นสายตาสำหรับการมองใกล้หรือระยะกลาง เช่น การอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือเป็นเลนส์มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพดีและมีราคาที่ย่อมเยา แต่ข้อจำกัดคือผู้ป่วยอาจยังคงต้องใช้แว่นตาในการทำกิจกรรมที่ต้องการการมองเห็นในระยะอื่นๆ   2. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองหลายระยะ (Multifocal) เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองเห็นหลายระยะ ออกแบบมาเพื่อให้การมองเห็นคมชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ลดการพึ่งพาแว่นตาในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ ต้องการอิสระจากการใส่แว่น จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือสามารถมองเห็นได้ชัดในทุกระยะ ช่วยลดความจำเป็นในการใช้แว่นตา แต่ในบางรายอาจรู้สึกถึงแสงฟุ้งหรือแสงรอบดวงไฟ โดยเฉพาะเวลากลางคืน และคุณภาพของภาพอาจน้อยกว่าเลนส์ชนิดมองระยะเดียวเล็กน้อย โดยเลนส์แก้วตาเทียมชนิดนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามระยะโฟกัส ได้แก่ เลนส์แก้วตาเทียมประเภทสองระยะ (Bifocal IOL) เช่น ระยะไกลกับระยะใกล้ หรือระยะไกลกับระยะกลาง ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาตลอดเวลา การเลือกระยะโฟกัสขึ้นอยู่กับการใช้งานสายตาของแต่ละคน เช่น ขับรถ ใช้คอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือ เลนส์แก้วตาเทียมประเภทสามระยะ (Trifocal IOL) คือเลนส์ที่ช่วยให้เห็นได้ในทุกระยะ ทั้งใกล้ กลาง ไกล แม้แต่ละระยะอาจไม่คมชัดที่สุด แต่สามารถมองเห็นชัดเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา การแบ่งแสงแต่ละระยะตามการใช้งานของผู้ป่วย ให้ตอบโจทย์การมองเห็นในชีวิตประจำวัน เลนส์แก้วตาเทียมประเภทโฟกัสยืดยาว (Extended depth of focus - EDOF) เป็นเลนส์ที่มีระยะโฟกัสเดียวแต่ขยายช่วงการมองเห็นให้กว้างขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดทั้งระยะไกลและกลาง โดยไม่ต้องแบ่งแสง จึงลดปัญหาภาพไม่ชัดในช่วงรอยต่อ   3. เลนส์แก้วตาเทียมแก้ไขสายตาเอียง (Toric IOLs) เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาเอียงโดยเฉพาะ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีต้อกระจกและมีสายตาเอียงร่วมด้วย อย่างไรก็ตามเลนส์ชนิดนี้ต้องมีการคำนวณและวัดค่าที่แม่นยำสูง และสามารถเลือกให้เป็นเลนส์ชนิดโฟกัสเดียว (Monofocal) หรือหลายระยะ (Multifocal) เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยแต่ละคน   คู่มือการเตรียมตัวก่อนใส่เลนส์แก้วตาเทียม การเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจก่อนผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ช่วยให้ผลลัพธ์ดีและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน คู่มือนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้คุณพร้อมและมั่นใจก่อนเข้ารับการรักษา ดังนี้ พบแพทย์เพื่อตรวจโรคทางตา และโรคที่อาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างหรือหลังการผ่าตัด วัดความโค้งของกระจกตาและความยาวลูกตา เพื่อใช้ในการคำนวณกำลังขยายของเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล พูดคุยและเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม พร้อมนัดวันเวลาสำหรับการผ่าตัด แพทย์จะให้ทดลองนอนหงายนิ่งประมาณ 30 นาที โดยใช้ผ้าคลุมหน้า เพื่อประเมินระดับความเครียดและความสามารถในการอยู่นิ่งขณะผ่าตัด หากไม่สามารถนอนนิ่งได้ อาจพิจารณาใช้ยาสลบ หากใส่คอนแท็กต์เลนส์ ควรถอดก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อให้ค่าสายตาแม่นยำที่สุดในการตรวจวัดก่อนผ่าตัด สวมเสื้อที่มีคอกว้างหรือเสื้อผ่าหน้า เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนชุด สระผมและล้างหน้ามาจากบ้าน หลีกเลี่ยงการทาครีม แป้ง หรือแต่งหน้าก่อนผ่าตัด หากไม่ใช้ยาสลบ หรือมียาที่แพทย์สั่งให้หยุดใช้ก่อนผ่าตัด สามารถทานอาหารและยาประจำตามปกติ ควรมีผู้ดูแลมารับและส่ง พร้อมช่วยดูแลหลังผ่าตัด เตรียมแว่นกันแดดมาใส่หลังการผ่าตัดเพื่อปกป้องดวงตา งดทาเล็บ และถอดเครื่องประดับ ฟันปลอม หรือของมีค่าออกก่อนเข้ารับการผ่าตัด   ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่แบบหยอดหรือฉีดที่ดวงตา เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด และอาจใช้ยาสลบร่วมในกรณีที่จำเป็น เมื่อยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะผ่าเปิดแผลขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร ที่บริเวณรอยต่อระหว่างกระจกตาส่วนดำและตาขาว สอดเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปที่แผล เครื่องมือจะปล่อยคลื่นอัลตราซาวนด์เพื่อสลายต้อในกรณีต้อแข็ง ใช้เครื่องมือดูดเอาเลนส์ตาธรรมชาติออกจากถุงหุ้มเลนส์ โดยยังคงเก็บถุงหุ้มเลนส์ไว้ แพทย์พับเลนส์แก้วตาเทียมใส่ในเครื่องมือขนาดเล็ก แล้วสอดเข้าไปทางแผลเดิม เลนส์จะกางออกภายในถุงหุ้มเลนส์ อาจใช้เครื่องมือขนาดเล็กช่วยปรับเลนส์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเย็บแผลหลังผ่าตัด เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากและปิดได้เองตามธรรมชาติ   การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ในส่วนนี้จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ ที่ควรทำตามหลังผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาทานและยาหยอดตามคำสั่ง ควรใช้ยาอย่างเคร่งครัด หลังผ่าตัดวันแรก หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก พักผ่อนมากๆ และนอนหมอนสูง ห้ามนอนตะแคง ด้านที่เพิ่งผ่าตัด ทำความสะอาดรอบดวงตาทุกวันด้วยน้ำเกลือและสำลีปลอดเชื้อ ห้ามขยี้ตา หรือสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น ระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นละออง เข้าตาเด็ดขาด ใส่แว่นกันแดดในตอนกลางวัน และใส่ที่ครอบตา ในตอนกลางคืนเป็นเวลา 1 เดือน หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำในเดือนแรก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า และควรสระผมที่ร้านหรือให้ผู้ดูแลสระ ระวังไม่ให้ไอ จาม หรือเบ่งแรงๆ งดออกกำลังกายหรือออกแรงมากๆ รวมถึงงดก้มหัวต่ำกว่าเอวใน 1 เดือนแรก ใช้สายตาตามปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากมีอาการปวดตา ปวดหัว หรือแสบตา ควรพักสายตา หากมีอาการบวม แดง ขี้ตามาก ปวดตา มองเห็นไม่ชัด ภาพเบี้ยว หรือภาพซ้อน ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที   การฟื้นตัวและผลข้างเคียงหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม วันแรกหลังผ่าตัด อาจมีอาการตาพร่ามัวเล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตา แพทย์จะให้ยาหยอดตาและที่ครอบตาเพื่อป้องกันในสัปดาห์แรกการมองเห็นจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน ควรงดออกกำลังกายหนัก ยกของหนัก และหลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตาหลังครบ 1 เดือน การมองเห็นจะคงที่และคมชัดเต็มที่ ดวงตาจะฟื้นตัวสมบูรณ์ อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือจุดรับภาพบวม มักเกิดหลังผ่าตัด 1-2 สัปดาห์ ร่วมกับการอักเสบที่ดวงตา ผู้ป่วยอาจเห็นภาพมัวหรือเบี้ยว หากมีอาการดังกล่าวควรแจ้งแพทย์ อาการนี้ไม่รุนแรงและมักหายได้เองภายใน 6 เดือน หลังผ่านไปหลายปี อาจเกิดภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น ทำให้ภาพขุ่นมัวและเบลอ แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์และหยอดยา ซึ่งช่วยให้มองเห็นกลับปกติภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ เลนส์เคลื่อน ความดันลูกตาสูง หรือจอประสาทตาเสื่อม แต่พบได้ไม่บ่อย   บริการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ราคากี่บาท? การผ่าตัดต้อกระจกร่วมกับการใส่เลนส์แก้วตาเทียมมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 59,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมกับสายตาและไลฟ์สไตล์ เพื่อผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดและปลอดภัยในระยะยาว สำหรับคำถามว่าเลนส์แก้วตาเทียม เบิกได้ไหม? โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดต้อกระจกส่วนใหญ่มักจะครอบคลุมในสิทธิประกันสุขภาพ แต่สำหรับเลนส์แก้วตาเทียมชนิดพิเศษ เช่น Multifocal หรือ Toric อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ซึ่งการเบิกได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรงเพื่อความชัดเจน   สรุป เลนส์แก้วตาเทียมคือเลนส์ที่ใช้ทดแทนเลนส์ธรรมชาติที่เสื่อมสภาพจากภาวะต้อกระจกหรือปัญหาสายตาต่างๆ โดยช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ปัจจุบันมีหลายประเภทให้เลือก เช่น เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองระยะเดียว ชนิดมองหลายระยะ และชนิดแก้สายตาเอียง ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีแตกต่างกัน การเตรียมตัวก่อนและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและลดภาวะแทรกซ้อน หากคุณกำลังมองหาบริการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมโดยแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมจักษุแพทย์มากประสบการณ์ เพื่อให้คุณกลับมามองเห็นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลนส์แก้วตาเทียม (FAQ) หลายคนอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด ในส่วนนี้เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น   เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานกี่ปี เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานถาวร ไม่เสื่อมสภาพตามเวลา และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ตลอดชีวิต   หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม ดูทีวีได้ไหม หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม สามารถดูทีวีได้ แต่ควรดูในระยะเวลาสั้นๆ และพักสายตาเป็นระยะเพื่อไม่ให้ดวงตาเหนื่อยล้าเกินไป   เป็นต้อกระจกและสายตาเอียง ใส่เลนส์แก้วตาเทียมได้ไหม สามารถใส่ได้ โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขทั้งต้อกระจกและสายตาเอียงได้พร้อมกัน ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาสำหรับแก้ไขสายตาเอียงอีกต่อไป

จุดดำในตา หยากไย่ในตาเกิดจากอะไร? อันตรายไหม พร้อมวิธีรักษา

หยากไย่ในตา เส้นใยเล็กๆ หรือเห็นจุดดำเวลามอง มักเกิดจากวุ้นตาเสื่อม ไม่อันตรายแต่สร้างความรำคาญในการมองเห็น หยากไย่ในตาเกิดจากวุ้นตาเสื่อม เส้นใยในวุ้นตาจับตัวกันเป็นก้อนหรือเส้น ทำให้เห็นเงาดำลอยไปมาในสายตา โดยเฉพาะเมื่อมองพื้นหลังสว่างๆ ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องรักษาหยากไย่ในตา เพราะอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่หากรบกวนการมองเห็นมากหรือมีอาการร้ายแรง สามารถรักษาได้ด้วยการเลเซอร์ จี้เย็น หรือผ่าตัดวุ้นตา จุดดำในตาหรือที่หลายคนเรียกกันว่าหยากไย่ในตา เป็นอาการที่หลายคนเคยสัมผัส ซึ่งเกิดจากเศษเนื้อเยื่อเล็กๆ ลอยอยู่ในวุ้นตา ทำให้เห็นเป็นจุดหรือเส้นลอยไปมา แม้อาการนี้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็มีบางกรณีที่อาจบ่งชี้ถึงปัญหาสุขภาพตาที่ต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อความมั่นใจและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เรามาทำความรู้จักกับสาเหตุ อาการ และวิธีดูแลรักษาอย่างถูกต้องกัน     หยากไย่ในตาหรือวุ้นตาเสื่อมคืออะไร? ภาวะวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration)มักพบในผู้ที่มีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงวัยกลางคน วุ้นตาที่เคยเป็นเจลใสเนียนจะเริ่มเสื่อมสภาพ กลายเป็นน้ำบางส่วน และมีเส้นใยเล็กๆ จับตัวกันเป็นก้อนคล้ายตะกอนขุ่น ทำให้มองเห็นเป็นจุดดำ เส้น หรือหยากไย่ในตาลอยไปมา โดยเฉพาะเวลามองพื้นสว่าง ในบางรายอาจเกิดร่วมกับภาวะวุ้นตาลอกตัว (Posterior Vitreous Detachment - PVD) ซึ่งวุ้นตาหลุดออกจากจอประสาทตา ทำให้เห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบในตา ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็ก หากมีอาการมากขึ้นหรือมีปัญหาที่จอประสาทตาร่วมด้วย   อาการหยากไย่ในตาเกิดจากอะไร หยากไย่ในตาหรือวุ้นในตาเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่เรื่องของอายุที่มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสุขภาพดวงตา ดังนี้ อายุที่มากขึ้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เส้นใยในวุ้นตาเสื่อมและหดตัวลงจนกลายเป็นตะกอน สายตาสั้น ผู้ที่มีสายตาสั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะวุ้นตาเสื่อมได้ตั้งแต่อายุน้อย และมีโอกาสเสื่อมเร็วกว่าคนสายตาปกติถึง 2 เท่า โรคเบาหวาน เบาหวานสามารถทำลายเส้นเลือดในดวงตา ทำให้เกิดเส้นเลือดใหม่งอกเข้าไปในวุ้นตา ซึ่งอาจแตกและทำให้เกิดเลือดออกในวุ้นตาได้ การผ่าตัดตา การผ่าตัดรักษาต้อกระจกหรือต้อหินอาจทำให้วุ้นตาเคลื่อนตัวและหลุดลอก จนจับตัวเป็นตะกอนในดวงตาได้ เลือดออกในวุ้นตา อาจเกิดจากอุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนดวงตา ทำให้มีเลือดไหลออกมาปะปนในวุ้นตาจนมองเห็นเป็นจุดดำ การอักเสบ วุ้นตาและจอตาอาจเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อ ความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน หรือเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งบางชนิด     อาการและลักษณะของวุ้นตาเสื่อม หลายคนอาจเริ่มสังเกตเห็นหยากไย่ในตาหรือจุดดำลอยไปมาในสายตา นี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะวุ้นตาเสื่อม มาทำความเข้าใจอาการและลักษณะของภาวะนี้ให้มากขึ้น มองเห็นจุดดำหรือเส้นคล้ายหยากไย่ลอยในลานตา โดยจะเคลื่อนตามการกลอกตา เห็นหยากไย่ในตาได้ชัดเมื่ออยู่ในที่สว่าง เช่น มองกำแพงสีขาว หรือขณะอ่านหนังสือบนกระดาษ เห็นแสงวาบคล้ายไฟแฟลชหรือฟ้าแลบ ซึ่งเกิดจากวุ้นตาดึงรั้งจอประสาทตา   ใครบ้างที่มีโอกาสมีหยากไย่ในตา แม้หยากไย่ในตาอาจจะไม่ใช่ภาวะอันตรายในคนทั่วไป แต่ยังมีบางกลุ่มที่มีโอกาสพบกับอาการนี้มากกว่าคนอื่น มาดูกันว่าใครบ้างที่มีแนวโน้มจะเกิดหยากไย่ในตาได้ง่ายกว่าปกติ ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก มีค่าสายตาสั้นเกิน -6.00 ขึ้นไป ผู้ที่ใช้สายตาหนักอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีประวัติการผ่าตัดดวงตาหรือได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา     อาการที่ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที แม้ว่าวุ้นตาเสื่อมส่วนใหญ่จะไม่มีอันตราย แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะที่รุนแรงกว่า อย่างจอประสาทตาฉีกขาดหรือจอประสาทตาหลุดลอก หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เห็นแสงวาบในดวงตา โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่มืดหรือเมื่อกลอกตา เห็นหยากไย่หรือจุดดำลอยไปมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีเงาคล้ายม่านบังสายตา ทำให้การมองเห็นบางส่วนหายไป   การวินิจฉัยอาการหยากไย่ในตา ในเบื้องต้น จักษุแพทย์จะสอบถามประวัติและอาการ จากนั้นจึงตรวจบริเวณตาส่วนหน้าด้วยกล้อง (Slit Lamp) พร้อมกับหยอดยาขยายรูม่านตา และใช้แสงไฟส่องตรวจดูจอตาและวุ้นตาอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยภาวะตาพร่ามัวและการสู้แสงของผู้ป่วย   วิธีการรักษาหยากไย่ในตา สำหรับอาการหยากไย่ในตาหรือภาวะวุ้นในตาเสื่อม หากเห็นจุดดำเวลามองหรือแสงสว่างวาบในที่มืด อาการเหล่านี้หายเองได้ แต่หากจอตาฉีกขาด อาจเสี่ยงสูญเสียการมองเห็น แพทย์จะเลือกวิธีมารักษาตามอาการ ได้แก่   การใช้เลเซอร์ในรักษา ใช้เลเซอร์ยิงทำลายเศษวุ้นตาที่เสื่อมสภาพให้แตกตัว หรือย้ายออกไปจากตำแหน่งที่รบกวนการมองเห็น ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีสำหรับรักษาจุดดำในตา เหมาะกับผู้ที่มีหยากไย่ในตาชัดเจนและอยู่ห่างจากจอประสาทตาทั้งนี้การยิงเลเซอร์อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน และจากงานวิจัยในปัจจุบันพบว่า ประสิทธิภาพของการรักษาด้วยเลเซอร์อาจไม่คุ้มกับความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการรักษาด้วย   จี้เย็น ใช้ความเย็นจัดเพื่อจี้ปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตา ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอตาหลุดลอก ซึ่งอาจตามมาหลังจากวุ้นตาเสื่อมและดึงรั้งจอตา โดยมักพบร่วมกับอาการหยากไย่ในตาในบางราย   การผ่าตัดวุ้นตา วิธีรักษาที่ใช้ในกรณีที่อาการหยากไย่ในตาหรือภาวะวุ้นตาเสื่อมรุนแรงมาก โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะจอตาฉีกขาดหรือหลุดลอกร่วมด้วย การรักษานี้คือการผ่าตัดนำวุ้นตาและเศษเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพออก จากนั้นใส่น้ำเกลือหรือสารอื่นๆ เข้าไปแทนในช่องวุ้นตา ซึ่งไม่จำเป็นต้องเอาวุ้นตาออกทั้งหมด และภายหลังการผ่าตัด ร่างกายจะสามารถสร้างวุ้นตาขึ้นมาใหม่ได้เองตามธรรมชาติ   แนวทางการป้องกันหยากไย่ในตา การป้องกันหยากไย่ในตาอาจจะไม่สามารถป้องกันได้เต็มร้อย แต่การดูแลสุขภาพตาอย่างถูกวิธีจะช่วยลดความเสี่ยงและชะลอการเกิดหยากไย่ในตาได้ แนวทางป้องกันที่ควรปฏิบัติ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ และปกป้องดวงตาจากการกระแทกแรงๆ หลีกเลี่ยงการใช้สายตา เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือ ในที่ที่มีแสงน้อย หลีกเลี่ยงการนอนหลับในที่ที่มีแสงสว่างจ้า ตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ถ้าทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น งานก่อสร้าง หรืองานโรงงานที่มีสารเคมี ควรสวมแว่นตานิรภัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายต่อดวงตา   สรุป หยากไย่ในตาหรือจุดดำลอยไปมา เกิดจากเศษเนื้อเยื่อหรือเส้นใยในวุ้นตาที่เสื่อมสภาพ ซึ่งมักพบได้เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีประวัติบาดเจ็บตา อาการนี้ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับปัญหาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) มีบริการตรวจวุ้นตาและจอประสาทตาอย่างละเอียดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยและให้คำแนะนำการดูแลที่เหมาะสม หากมีอาการผิดปกติสามารถนัดหมายตรวจได้ทันทีเพื่อความมั่นใจและสุขภาพตาที่ดีขึ้น   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหยากไย่ในตา (FAQ) หลายคนที่เริ่มมีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในตา มักสงสัยว่าอาการนี้คืออะไร อันตรายหรือไม่ และต้องรักษาอย่างไร? เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น เราได้รวบรวมคำถามเกี่ยวกับหยากไย่ในตา พร้อมคำตอบให้คุณได้คลายข้อสงสัยเบื้องต้น   หยากไย่ในตา หายเองได้ไหม หยากไย่ในตามักไม่หายเองในทันที แต่ส่วนใหญ่คนไข้จะค่อยๆ ปรับตัวและชินกับอาการ ทำให้รู้สึกรำคาญน้อยลงตามเวลา ถึงแม้จุดหรือเส้นลอยจะยังอยู่ แต่จะไม่ส่งผลเสียต่อการมองเห็นหรือสุขภาพตาโดยรวม   อาการหยากไย่ในตากี่วันหาย หยากไย่ในตาอาจอยู่ได้นานเป็นเดือนถึงปี แต่ความรำคาญจะลดลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้   มีหยากไย่ในตาหรือวุ้นตาเสื่อม ใช้น้ำตาเทียมได้ไหม คนที่มีหยากไย่ในตาหรือวุ้นตาเสื่อมสามารถใช้น้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการตาแห้งและไม่สบายตาได้
ศูนย์เลสิก LASER VISION

lasik-update-2025

  LASIK Update 2025: Is 8-Second Eye Surgery Finally Here? (Bangkok Eye Hospital Reveals All) Are you still relying on glasses or contact lenses in 2025? If you've been waiting for the perfect time for vision correction, that time is now. The world of LASIK has evolved far beyond the procedures you might have heard about. Forget the old fears of blades and long recoveries. The latest 2025 update in laser vision correction focuses on speed, precision, and "no-flap" technology. And yes, you read that right. 8-second surgery is no longer science fiction. What's Wrong With Old LASIK? For years, vision correction has been amazing, but it came with trade-offs. Traditional LASIK: Uses a microkeratome blade to create a "flap" in the cornea, which is lifted so a laser can reshape the tissue underneath. (Source: bangkokeyehospital.com) FemtoLASIK: This was a big step up, offering a "bladeless" option by using a femtosecond laser (instead of a blade) to create the flap. It provided more precision and safety. (Source: bangkokeyehospital.com) The keyword in both? "Flap." While effective, creating a flap carries minor risks and requires a longer healing period. But the 2025 update changes the entire game. The 2025 Breakthrough: SMILE Pro — Vision Correction in 8 Seconds This is the update you’ve been waiting for. The "latest innovation in bladeless LASIK" is SMILE Pro. (Source: bangkokeyehospital.com) Unlike previous methods, SMILE Pro is a "no-flap" procedure. It revolutionizes vision correction by minimizing trauma to the eye. How SMILE Pro Works: Unbelievable Speed: It uses the cutting-edge Carl ZEISS VisuMax 800 laser, which corrects your vision in just 8 seconds per eye. This is 3 times faster than previous procedures, reducing stress and anxiety. No Flap, Tiny Incision: Instead of creating a large flap, the laser creates a tiny "lenticule" (a small piece of tissue) inside the cornea. Gentle Removal: The surgeon removes this lenticule through a microscopic incision of only 2-4 mm. Incredible Benefits: Because there's no flap, the cornea's strength is maintained. This means a faster recovery, a lower risk of post-op dry eyes, and fewer complications. It's the perfect choice for active individuals, athletes, or anyone worried about flap-related wounds. (Source: bangkokeyehospital.com) SMILE Pro is the new gold standard for correcting nearsightedness (myopia) and astigmatism, offering safe, precise, and fast-healing results. The AI-Powered Future: NanoRelex® But the 2025 update doesn't stop there. Bangkok Eye Hospital's Laser Vision LASIK Center also introduces NanoRelex®, the "latest LASIK technology from Switzerland." This is precision vision correction, enhanced with Artificial Intelligence (AI). (Source: bangkokeyehospital.com) AI-Powered Precision: NanoRelex® uses low-energy "nanojoules" and an advanced eye-tracking system for unparalleled precision. Real-Time Safety: It features an intraoperative OCT scan, allowing the surgeon to monitor the procedure in real-time, ensuring it's operating on the correct layer of the cornea safely. Minimally Invasive: Like SMILE Pro, this is a "no-flap" procedure with a tiny 2-3 mm incision. It's described as an "extremely precise" and "safest option" for correcting nearsightedness and astigmatism, offering a quick recovery. (Source: bangkokeyehospital.com) Are You a Candidate for 2025 LASIK? These new technologies are life-changing, but you must be a good candidate. According to Bangkok Eye Hospital, you should: Be 18 years or older. Have had a stable vision prescription for at least one year. Have sufficient corneal thickness. Have no severe eye diseases (like glaucoma or cataracts) or uncontrolled medical conditions. (Source: bangkokeyehospital.com) Don't Wait: 2025 Promotions Are Here! Ready to see the world in high definition? Bangkok Eye Hospital's Laser Vision Center is offering special 2025 promotions for these advanced technologies, but only until November 30, 2025. You can even get a pre-LASIK Eye Evaluation for a promotional price (and it's free if you have the surgery on the same day). The future of vision is here. Stop waiting and find out if 8-second, AI-powered LASIK is right for you.

SMILE Pro คืออะไร? เลสิกที่ให้ความแม่นยำสูงและฟื้นตัวเร็ว

SMILE Pro คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุด ไม่ต้องเปิด Flap ลดการบาดเจ็บของดวงตา ฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมหนักหรือใช้สายตามาก SMILE Pro ใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อเล็กๆ ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่ต้องเปิด Flap ลดการกระทบกระเทือนและฟื้นตัวได้ไว SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตามาก หรือกังวลเรื่องแผลเปิดแบบเลสิกทั่วไป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงอย่างถาวร SMILE Pro คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว     SMILE Pro คืออะไร? SMILE Pro® เป็นเทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่ล่าสุดที่พัฒนาต่อจาก ReLEx SMILE โดยมาพร้อมความเร็ว ความแม่นยำ และความรู้สึกสบายตาที่เหนือกว่า จุดเด่นอยู่ที่การใช้เลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 ซึ่งสามารถยิงเลเซอร์แก้ไขสายตาได้ในเวลาเพียง 8 วินาทีต่อข้าง ช่วยลดความกังวลระหว่างทำ และเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     หลักการทำงานของ SMILE Pro การทำงานของ SMILE Pro เป็นการปฏิวัติการทำเลสิกแบบเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสร้างฝากระจกตา (Flap) ที่ต้องเปิดออกอีกต่อไป แต่จะใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อ Lenticule ภายในกระจกตาตามค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษดึงชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2 มม. ทำให้กระจกตาถูกปรับแต่งรูปร่างอย่างถาวร ส่งผลให้การมองเห็นคมชัดขึ้น     SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เนื่องจากประสบปัญหาในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพที่ไม่สะดวกต่อการใส่อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตาเยอะ หรือกังวลเรื่องแผล Flap เพราะไม่ต้องเปิด Flap จึงลดความเสี่ยงแผลเคลื่อน เพิ่มความมั่นใจหลังรักษา ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในช่วงก่อนอายุ 18 ปี ค่าสายตามักยังเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรรอให้สายตาเสถียรก่อน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำและยั่งยืน ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำ LASIK เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาผิดปกติ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ไม่ควรทำเลสิกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลให้ค่าสายตาไม่คงที่ แนะนำให้รอจนหลังคลอดและฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติก่อนเข้ารับการรักษา สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำเลสิกจะช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติสำหรับการมองไกล แต่เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ จึงอาจยังคงต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางโอกาส     บริการ SMILE Pro มีที่ไหนบ้าง แนะนำบริการ SMILE Pro ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital โดยเราให้ความสำคัญกับการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับการรักษา ผ่านการผ่าตัดสายตาด้วย SMILE Pro ซึ่งโดดเด่นด้วย เครื่องมือรุ่นใหม่ล่าสุด VisuMax 800 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SMILE Pro รุ่นล่าสุด ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ลดเวลาการยิงเลเซอร์และเพิ่มความสบายให้กับผู้รับการรักษา ทีมแพทย์ผู้ชำนาญ นำทีมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์สายตาโดยเฉพาะ ที่มีประสบการณ์สูง และพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา การดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการนัดหมายติดตามผลหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด   การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้า แบบนิ่มอย่างน้อย 3 วัน และแบบแข็งอย่างน้อย 7 วัน งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา งดใช้สเปรย์และน้ำหอมทุกชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์ หากเป็นไปได้ ควรสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้านหลังทำเลสิก   สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงและแผลขนาดเล็ก ช่วยให้ฟื้นตัวรวดเร็วและลดความเสี่ยงหลังการรักษา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเครื่องมือทันสมัย ราคาประมาณ 90,000 บาทต่อข้าง ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพสายตาของแต่ละคน   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ก่อนตัดสินใจทำ SMILE Pro หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับขั้นตอน ความปลอดภัย ผลลัพธ์ รวมถึงระยะเวลาฟื้นตัว ในส่วนนี้ เราได้รวบรวมคำถามที่ผู้สนใจมักสอบถามเข้ามา พร้อมคำตอบเพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น   SMILE Pro กับ ReLEx Smile ต่างกันอย่างไร SMILE Pro ต่างจาก ReLEx SMILE ตรงที่ใช้เลเซอร์เร็วกว่าเดิม จากเดิม 25–27 วินาที เหลือเพียง 8–10 วินาที ช่วยลดเวลาผ่าตัดและลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตาได้ดียิ่งขึ้น   การผ่าตัด SMILE Pro เจ็บไหม ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาชนิดหยอดตา ทำให้คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการเคืองตาคล้ายฝุ่นเข้าตาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้น   ทำ SMILE Pro แล้ว มีโอกาสที่สายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม การทำ SMILE Pro เป็นการแก้ไขค่าสายตาอย่างถาวร แต่ในระยะยาว ค่าสายตาของคนเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยเรื่องอายุ การใช้งานสายตาหนัก หรือโรคทางตาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นการกลับมาสั้นซ้ำ (Regression) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด  

เลสิกมีกี่แบบ? เปรียบเทียบเทคนิค จุดเด่น และข้อดีของแต่ละแบบ

เลสิกมีกี่แบบ? เลสิกมีหลายแบบที่เป็นที่นิยม เช่น PRK ที่ลอกผิวกระจกตาชั้นนอกเพื่อปรับแต่งเลนส์ LASIK ที่ใช้ใบมีดสร้างฝากระจกตา Femto LASIK ที่ใช้เลเซอร์แทนใบมีด และ ReLEx SMILE แผลเล็กและฟื้นตัวเร็ว ผู้ที่เหมาะกับการทำเลสิกคือคนที่มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ในระดับที่เหมาะสม กระจกตาแข็งแรงและมีความหนาพอสมควร รวมถึงไม่มีโรคตาเรื้อรังหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ในชีวิตประจำวัน การเลือกเทคนิคการทำเลสิกที่เหมาะสมควรพิจารณาจากสภาพสายตา ลักษณะกระจกตา และความต้องการในการใช้ชีวิตประจำวัน จึงแนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ปัญหาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ล้วนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การทำเลสิกจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการทำเลสิกหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีจุดเด่น ขั้นตอนการรักษา ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เนื้อหานี้จะพาคุณไปรู้จักว่าเลสิกมีกี่แบบ พร้อมเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี และแนวทางเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับค่าสายตา งบประมาณ และไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด     เลสิกมีทั้งหมดกี่แบบ เทคนิคการทำเลสิกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหาสายตาในรูปแบบที่หลากหลาย โดยแต่ละประเภทมีหลักการทำงาน ข้อดี และข้อควรระวังที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้   PRK (Photorefractive Keratectomy) เทคนิคนี้เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุด โดยแพทย์จะลอกผิวชั้นนอกสุดของกระจกตาออกก่อน แล้วใช้เลเซอร์ปรับแต่งเนื้อกระจกตา หลังจากนั้นผิวชั้นนอกจะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นใหม่เอง ข้อดีของเทคนิคนี้คือไม่มีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาจะเคลื่อน จึงเหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือผู้ที่มีกิจกรรมเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนดวงตา อย่างไรก็ตาม การพักฟื้นจะนานกว่าวิธีอื่น โดยเฉพาะในช่วง 3-5 วันแรกที่อาจมีอาการเจ็บหรือเคืองตา และการมองเห็นจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย TransPRK วิธีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่พัฒนาต่อจากเทคนิค PRK ใช้สำหรับแก้ไขสายตาสั้น ยาว หรือเอียง โดยมีความแตกต่างจาก PRK ตรงที่ใช้เลเซอร์ Excimer ในการลอกผิวกระจกตา (Epithelium) และปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยให้การรักษาทำได้โดยไม่ต้องสัมผัสดวงตาโดยตรงในระหว่างกระบวนการรักษา   Standard LASIK เทคนิคนี้เป็นการทำเลสิกแบบดั้งเดิม โดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายใบมีดขนาดเล็ก (Microkeratome) สร้างฝากระจกตา (Corneal Flap) ขึ้นมา แล้วเปิดฝากระจกตาเพื่อยิงเลเซอร์ปรับแต่งเนื้อกระจกตา ก่อนจะปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดีของวิธีนี้คือฟื้นตัวเร็ว เจ็บเพียงเล็กน้อยหลังทำ และช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาอาจเคลื่อนตัวได้หากดวงตาได้รับแรงกระแทก   FemtoLASIK (Femtosecond LASIK) เทคนิคนี้พัฒนามาจาก Standard LASIK โดยใช้เลเซอร์ Femtosecond ที่มีความแม่นยำสูงในการสร้างฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จึงทำให้ฝากระจกตามีความเรียบเนียนและคงที่มากขึ้น ข้อดีคือมีความปลอดภัยสูงกว่า Standard LASIK ลดความเสี่ยงปัญหาเกี่ยวกับฝากระจกตา และช่วยให้ฟื้นตัวเร็วพร้อมการมองเห็นที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาอาจเคลื่อนตัวได้หากดวงตาได้รับแรงกระแทก   ReLEx SMILE หลักการของเทคนิคนี้คือการใช้เลเซอร์ Femtosecond สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ภายในตาโดยไม่มีการสร้างฝากระจกตา และนำชิ้นเนื้อดังกล่าวออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มิลลิเมตร ข้อดีของวิธีนี้คือแผลมีขนาดเล็กมาก ทำให้ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาแห้งและช่วยรักษาความแข็งแรงของกระจกตาหลังการรักษาได้ดี ข้อควรระวังคือวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงเท่านั้น และไม่สามารถใช้แก้ไขสายตายาวตามอายุได้   SMILE Pro® เทคโนโลยีเลเซอร์แก้ไขสายตาที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบันนี้ มีความรวดเร็ว แม่นยำ และให้ความสบายตาขณะทำการรักษาอย่างสูง โดยสามารถยิงเลเซอร์แก้ไขสายตาเสร็จภายในเวลาเพียง 8 วินาทีต่อข้าง ช่วยลดความกังวลและเพิ่มความสบายให้แก่ผู้รับการรักษาอย่างมาก   NanoLASIK NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้เลเซอร์ในทุกขั้นตอนของการรักษา ตั้งแต่การแยกชั้นกระจกตาด้วยเลเซอร์ Femtosecond ซึ่งมีความเร็วสูงและพลังงานต่ำ เพิ่มความแม่นยำด้วยระบบเอไอ และ เพิ่มความปลอดภัยด้วยกล้องสแกนชั้นกระจกตาระหว่างการผ่าตัด (Real Time OCT Scan) ทำให้ไม่ต้องใช้ใบมีด ลดความเจ็บปวดและความไม่สบายตาในระหว่างทำ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติอย่างดีที่สุด   NanoRelex® เทคโนโลยีการรักษาสายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาวที่มีจุดเด่นในเรื่องระยะเวลาผ่าตัดที่รวดเร็วและแผลขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์การรักษาและปัญหาสายตา พร้อมใช้กล้อง OCT Scan ในระหว่างการผ่าตัดเพื่อให้ศัลยแพทย์มองเห็นชั้นกระจกตาแบบเรียลไทม์ เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยขณะรักษา   NV LASIK การรักษาสายตายาวตามอายุด้วยวิธีเลสิกใช้หลักการมองเห็นด้วยดวงตาทั้งสองข้าง (Blended Vision) แตกต่างจากการทำเลสิกทั่วไป โดยแพทย์จะรักษาตาข้างหนึ่งให้มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล ส่วนอีกข้างจะปรับให้มีสายตาสั้นเล็กน้อยเพื่อช่วยในการมองใกล้ เมื่อใช้ตาทั้งสองข้างร่วมกันจะช่วยให้มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้และไกล ลดการพึ่งพาแว่นตาในกิจกรรมต่างๆ แต่ผู้รับการรักษาจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับวิธีนี้ในแต่ละบุคคล   Nano NV LASIK Nano NV LASIK คือการพัฒนาขั้นสูงจาก FemtoLASIK โดยใช้เลเซอร์ในทุกขั้นตอนของการรักษา โดยเฉพาะการแยกชั้นกระจกตาที่ใช้เลเซอร์ Femtosecond ซึ่งมีความเร็วสูงและพลังงานต่ำในระดับนาโนจูล ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ใบมีด จึงลดความเจ็บปวดและความไม่สบายตาลงได้มาก พร้อมกับมอบความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการรักษาสายตาผิดปกติ   เปรียบเทียบเลสิกแต่ละประเภท ประเภท หลักการ ข้อดี (จุดเด่น) ข้อควรระวัง PRK ลอกผิวชั้นนอกโดยใช้เครื่องมือและน้ำยา แล้วใช้เลเซอร์ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ไร้ฝากระจกตา เหมาะกับกระจกตาบาง พักฟื้นนาน เจ็บ/เคืองตาช่วงแรก มีโอกาสเกิดฝ้าในกระจกตาสูง TransPRK ใช้เลเซอร์ลอกผิวและใช้เลเซอร์ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ในขั้นตอนเดียว (ไม่ต้องสัมผัสตา) ไร้ฝากระจกตา ไม่ต้องสัมผัสดวงตา เหมาะกับกระจกตาบาง พักฟื้นนาน เจ็บ/เคืองตาช่วงแรก มีโอกาสเกิดฝ้าในกระจกตาสูง Standard LASIK ใช้เครื่องมือแบบใบมีด เปิดชั้นกระจกตา แล้วใช้เลเซอร์ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ฟื้นตัวเร็ว ไม่เจ็บหลังทำ เสี่ยงฝากระจกตาเคลื่อนถ้าตาถูกกระทบกระแทกรุนแรงในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการรักษา FemtoLASIK ใช้ Femtosecond Laser เปิดชั้นกระจกตาแทนใบมีดแล้วใช้ Excimer Laser ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา แม่นยำ ปลอดภัยกว่า Standard LASIK ยังมีความเสี่ยงฝากระจกตาเคลื่อนกระแทกรุนแรงในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการรักษา ReLEx SMILE ใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อแล้วดึงออกผ่านแผลเล็ก แผลเล็ก ตาแห้งน้อย เหมาะกับสายตาสั้น-เอียงเท่านั้น SMILE Pro® ใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้ออย่างรวดเร็ว (ประมาณ 8-10 วินาที/ข้าง) แล้วดึงออกผ่านแผลเล็ก รวดเร็ว สบายตากว่า ลดความกังวล เหมาะกับสายตาสั้น-เอียงเท่านั้น NanoLASIK ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำระดับนาโนจูลเปิดชั้นกระจกตา (พัฒนาจาก FemtoLASIK) แม่นยำ ปลอดภัย รักษาได้ทั้งสายตา สั้น เอียง และ ยาว นุ่มนวลต่อดวงตา ยังมีความเสี่ยงฝาเคลื่อนกระแทกรุนแรงมากในช่วง 1 เดือนแรกหลังการรักษา NanoRelex® ใช้ Femtosecond Laser รุ่นใหม่ที่มีพลังงานต่ำระดับนาโนจูลที่มี AI และ OCT Scan ชั้นกระจกตา สร้างชิ้นเนื้อแล้วดึงออกผ่านแผลเล็กขนาดประมาณ 2 มม. แม่นยำสูง ปลอดภัยสูงสุด รวดเร็ว และนุ่มนวลต่อดวงตา เหมาะกับสายตาสั้น-เอียงเท่านั้น NV LASIK ใช้เทคนิค Blended Vision โดยแพทย์ปรับตาข้างหนึ่งให้มองไกลชัดเจน ข้างอีกข้างปรับให้มองใกล้ได้ดี  ช่วยให้คนที่มีสายตายาวตามอายุสามารถมองระยะต่างๆ สบายตาโดยไม่ต้องใส่แว่น ต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อยเพื่อให้สายตาคุ้นชินกับการมองเห็นแบบใหม่ Nano NV LASIK ใช้เลเซอร์ Femtosecond Ziemer FEMTO Z8 รุ่นใหม่ที่มาพร้อมความเร็วสูงและพลังงานระดับนาโนจูล ช่วยแยกชั้นกระจกตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย ปรับสมดุลการมองเห็นของตาสองข้าง ให้สายตายาวตามอายุกลับมามองเห็นได้ครบทุกระยะ แผลหายเร็ว ลดอาการข้างเคียง อาจทำให้ภาพที่มองเห็นมีความคมชัดน้อยลง     ใครที่เหมาะกับการทำเลสิก? การทำเลสิกเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะสมกับการรักษาวิธีนี้ ซึ่งคนที่เหมาะกับการทำเลสิก ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี กระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีความผิดปกติ ไม่มีโรคทางตาที่รุนแรง เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือจอประสาทตาเสื่อม ไม่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการหายของแผล เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้   วิธีเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ควรงดใส่คอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้าก่อนวันผ่าตัด ในวันผ่าตัดควรล้างหน้าและสระผมให้สะอาด หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าและใส่เสื้อผ้าที่ติดกระดุมหน้าเพื่อความสะดวก ห้ามใช้น้ำหอมหรือสเปรย์ดับกลิ่นทุกชนิด งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันผ่าตัด แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานเป็นประจำเพื่อพิจารณาการหยุดยา เช่น ยารักษาสิว ยากดภูมิคุ้มกัน ในวันผ่าตัดไม่ควรขับรถเอง ควรมีผู้ติดตามเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการเดินทาง   ข้อควรระวังและข้อห้ามหลังทำเลสิก ห้ามขยี้ตาอย่างเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการล้างหน้าหรือนำน้ำเข้าตาโดยตรงในช่วงแรก หากรู้สึกคัน ให้ล้างมือให้สะอาดก่อนใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ที่หัวตาหรือหางตาเท่านั้น ห้ามว่ายน้ำและดำน้ำจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากแพทย์ งดแต่งหน้ารอบดวงตาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หยอดยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ใส่ฝาครอบตาก่อนนอนจนครบ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตา พักสายตาเป็นระยะเมื่อใช้สายตาหนักหรือเป็นเวลานาน     ทำเลสิกราคาเท่าไร? ราคาในการทำเลสิกขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ จึงควรเข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพตากับทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญของ Bangkok Eye Hospital เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด โดยแพทย์จะพิจารณาจากค่าสายตา ลักษณะกระจกตา และความต้องการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องสิทธิประกันและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ รวมถึงนัดหมายเพื่อการดูแลอย่างครบถ้วนหลังทำเลสิก   สรุป เลสิกมีกี่แบบ? การทำเลสิกมีหลายเทคนิคให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น PRK, LASIK, Femto LASIK และ ReLEx SMILE ซึ่งแต่ละวิธีแตกต่างกันที่เทคโนโลยีการแยกชั้นกระจกตา ขนาดแผล และการฟื้นตัว การเลือกประเภทเลสิกที่เหมาะสมควรผ่านการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด แนะนำปรึกษาทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ซึ่งมีเครื่องมือทันสมัยและดูแลครบวงจรทุกขั้นตอนการรักษา   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกมีกี่แบบ (FAQ) การตัดสินใจทำเลสิกเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับข้อมูลครบถ้วน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้น นี่คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกมีกี่แบบ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่ายและกระชับ   เคยทำเลสิกไปแล้ว ทำซ้ำเทคนิคอื่นได้ไหม หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขซ้ำในอนาคต (ซึ่งพบได้น้อย) แพทย์จะพิจารณาจากสภาพกระจกตาที่เหลืออยู่และเทคนิคเดิมที่เคยทำไป ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ทำเลสิกแบบมีฝากระจกตา (LASIK) มาแล้ว หากต้องการแก้ไขซ้ำก็มักจะใช้วิธีเปิดฝาเดิมเพื่อยิงเลเซอร์ใหม่ แต่ถ้าเคยทำ PRK มาก่อน อาจต้องพิจารณา PRK ซ้ำ ทั้งนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำที่ดีที่สุดหลังจากตรวจประเมินอย่างละเอียดอีกครั้ง   การเลือกประเภทเลสิกส่งผลต่อระยะเวลาพักฟื้นแค่ไหน การเลือกประเภทเลสิกส่งผลต่อระยะเวลาพักฟื้นอย่างชัดเจน เช่น PRK อาจใช้เวลาฟื้นตัวหลายวันถึงสัปดาห์ ส่วน LASIK, Femto LASIK และ ReLEx SMILE ฟื้นตัวได้เร็วภายใน 1-3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ ซึ่งในปัจจุบันเลสิกมีกี่แบบขึ้นกับการแบ่งตามเทคนิค เช่น PRK, LASIK, Femto LASIK และ ReLEx SMILE ที่ต่างกันในเรื่องขนาดแผล ความแม่นยำ และระยะเวลาฟื้นตัว   เลือกทำเลสิกแบบไหนดี การเลือกวิธีการทำเลสิกที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ค่าสายตา ลักษณะความโค้งและความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ ความต้องการในการฟื้นตัวของแต่ละคน รวมถึงงบประมาณที่มี เนื่องจากราคาเลสิกจะแตกต่างกันตามเทคโนโลยีที่เลือกใช้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111