มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

Retina Check-Up: The Best Defense Against Permanent Vision Loss

A Deeper Look at Your Eye Health: Why a Comprehensive Retina Screening is Essential . . .     When it comes to eye health, most of us think about whether we need new glasses or if too much screen time is causing strain. But there’s a part of your eye that does incredible work every second, which many of us overlook: the retina. A regular retina screening is the single best way to protect yourself from preventable vision loss. Think of your retina as the digital sensor inside a smartphone camera. It captures all the light and images around you and instantly sends that information to your brain, allowing you to see the world in detail. The problem? Many retinal diseases begin silently, without any noticeable symptoms. You might not realize anything is wrong until significant damage has already occurred. That’s why a routine check-up with an eye doctor is your best defense.     Why Does the Retina Need a Detailed Examination?   Many conditions can affect the retina. Catching them early through a comprehensive eye exam is critical for saving your sight. Diabetes and Your Eyes: If you have diabetes, an annual diabetic eye exam is non-negotiable. High blood sugar can damage the tiny blood vessels in the retina, leading to diabetic retinopathy, a primary cause of vision loss. Macular Degeneration (AMD): The macula is the central part of your retina responsible for sharp, detailed vision used for reading and recognizing faces. AMD can cause blurry or distorted central vision, but an ophthalmologist can detect the early signs. Retinal Tears or Detachment: The retina can sometimes tear or pull away from its position at the back of the eye. A retinal detachment is a medical emergency that can lead to blindness if not treated immediately. Other Health Conditions: High blood pressure and a family history of eye disease are also significant risk factors that make regular retina screenings even more important.     Who Should Get a Retina Screening?   While everyone should have regular eye exams, some individuals need to be especially proactive: Adults Aged 40 and Over: A baseline eye exam is recommended at this age. Your eye doctor can then advise you on a regular screening schedule. Individuals with Diabetes: This is crucial. A diabetic eye exam should be performed every single year. Those with a Family History of Eye Problems: If macular degeneration or retinal detachment runs in your family, you should be more diligent about your eye health. Anyone Noticing Changes in Vision: A sudden increase in eye floaters and flashes. A dark shadow or "curtain" appearing in your field of vision. Seeing wavy or distorted lines when looking at straight lines. Sudden blurry vision or vision loss. These are urgent symptoms. See an eye doctor immediately. Individuals with High Nearsightedness (Myopia): A high degree of nearsightedness can make the retina thinner and more susceptible to damage. Those Taking Certain Medications: Ask your doctor if any medications you are taking require regular retina monitoring.     What Does Our Comprehensive Screening Involve?   Our screening process is simple and thorough. An ophthalmologist will conduct a complete examination that includes the following steps: ✅ Visual Acuity Test: Precisely measures your eye's ability to see at various distances. ✅ Computerized Autorefraction: Uses modern equipment to accurately measure your eyeglass prescription power. ✅ Automatic Tonometry: Measures the internal pressure of your eye, a critical test for detecting glaucoma. ✅ Dilating Eye Examination: Prepares the eye for a detailed internal inspection by using eye drops to widen the pupils. ✅ Manifest Refraction by a Refractionist: A detailed measurement to determine the optimal prescription for glasses or treatment, based on your direct visual feedback. ✅ Optical Coherence Tomography (OCT) of the Retina: A non-invasive imaging scan that uses light to create cross-section pictures of your retina and its layers. ✅ Fundus Photography: Captures detailed images of the back of your eye (the fundus) to document and monitor its health over time. ✅ Slit Lamp Examination and Specialist Consultation: The ophthalmologist will personally examine your eyes for conditions like cataracts, assess your overall eye health, and discuss the results and any necessary treatment plans with you.   Most eye diseases can be successfully treated when detected early. Waiting for symptoms to appear often means the problem has become more advanced. Choose the best for your vision. Schedule your retina screening today. 
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์จอประสาทตา

รู้จักกับความดันลูกตา (Intraocular Pressure)

ความดันลูกตาสูงเป็นต้นตอของอาการปวดตา ตาแดง มองเห็นภาพมัว รวมถึงเป็นสาเหตุที่อาจนำไปสู่อาการต้อหินและสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้! บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักอาการความดันลูกตาสูงว่าคืออะไร เกิดจากอะไร วิธีรักษาลดความดันลูกตาจากแพทย์ พร้อมทั้งแนะนำการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงความดันลูกตาสูง ความดันลูกตาคืออัตราการสร้างของเหลวระหว่างการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตาและน้ำที่ถูกระบายออกนอกลูกตา หากความดันตาสมดุลจะวัดค่าได้ประมาณ 12 - 20 มิลลิเมตรปรอท ความดันลูกตาสูงคืออัตราการสร้างของเหลวระหว่างการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตาและน้ำที่ถูกระบายออกนอกลูกตาที่ไม่สมดุลกัน มักวัดค่าได้เกิน 21 มิลลิเมตรปรอท อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากอะไร? เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น น้ำในตามากเกินไป การระบายน้ำในตาผิดปกติ ดวงตาได้รับบาดเจ็บ โรคหรือภาวะที่ส่งผลต่อดวงตา และการใช้ยาบางชนิดโดยเฉพาะกลุ่มสเตียรอยด์ ความดันลูกตาสูงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัด มองเห็นภาพมัว ปวดดวงตา ตาแดง มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และยังเพิ่มความเสี่ยงต้อหิน รวมถึงอาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นได้ การรักษาความดันลูกตาสูงทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับความรุนแรง หากรุนแรงน้อยแพทย์จะจ่ายยาหยอดตาให้เพื่อลดความดันลูกตา แต่หากยังไม่ได้ผลแพทย์จะแนะนำให้ใช้เลเซอร์ในการรักษา และหากมีอาการรุนแรงมากแพทย์จะผ่าตัดเพื่อลดความดันภายในลูกตา     โครงสร้างภายในลูกตาที่ควรรู้! ก่อนทำความรู้จักกับความดันลูกตาต้องรู้เกี่ยวกับโครงสร้างลูกตาก่อน ภายในลูกตาจะมีส่วนหน้าที่เรียกว่าช่องด้านหน้าของลูกตา (Anterior Chamber)ที่ตั้งอยู่ระหว่างหลังกระจกตา (Cornea)และม่านตา (Iris)ภายในช่องนี้จะมีของเหลวใสที่ชื่อว่าน้ำเลี้ยงลูกตา (Aqueous humor)บรรจุอยู่เต็มช่องเพื่อทำหน้าที่หล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารที่จำเป็นให้กับเนื้อเยื่อบริเวณใกล้เคียง โดยน้ำเลี้ยงลูกตาจะไหลเวียนเข้าไปในช่องด้านหน้าลูกตา จากนั้นจะระบายออกนอกลูกตาโดยผ่านมุมแคบๆที่อยู่ระหว่างม่านตากับกระจกตาดำเข้าไปในตะแกรงระบายเล็กๆ เพื่อเข้าสู่หลอดเลือดดำที่อยู่นอกลูกตา ทำความรู้จักความดันลูกตา (Intraocular Pressure) ความดันตาคือความดันของน้ำเลี้ยงลูกตา (Aqueous Humor) ที่อยู่ภายในลูกตา มีหน่วยการวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท เป็นค่าความดันที่เกิดจากสมดุลระหว่างการสร้างน้ำภายในลูกตาและการระบายน้ำในลูกตา ความดันลูกตาคืออัตราการสร้างของเหลวระหว่างการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตาและน้ำที่ถูกระบายออกนอกลูกตา หากการไหลออกและการสร้างของน้ำเลี้ยงลูกตาสมดุลกัน หมายความว่าความดันลูกตาเป็นปกติ โดยจะมีค่าอยู่ที่ 12 - 20 มิลลิเมตรปรอท     อาการความดันลูกตาสูง คืออะไร อาการความดันลูกตาสูงคือลักษณะอาการที่อัตราการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตากับอัตราการระบายออกไม่สมดุลกัน วัดค่าได้มากกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท อาการนี้อาจเป็นสาเหตุของอาการปวดตา ตาแดง มองเห็นภาพมัว และเสี่ยงทำให้เกิดต้อหินที่ส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาวได้อีกด้วย สามารถเข้ารับการตรวจวัดความดันลูกตาได้ที่คลินิกจักษุแพทย์ หรือโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน แพทย์จะใช้เครื่องมือเป่าลมที่กระจกตาเพื่อดูการไหลเวียนของน้ำในลูกตา หากพบอาการผิดปกติ แพทย์จะแนะนำวิธีลดความดันลูกตาที่เหมาะสมกับอาการให้ทันที     อาการความดันลูกตาสูง เกิดจากอะไร อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากอะไร? โดยสาเหตุของความดันลูกตาสูงจะคล้ายคลึงกับสาเหตุของโรคต้อหิน ซึ่งมีปัจจัยหลักๆ ดังนี้ 1. น้ำในตามากเกินไป อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากอะไร? ปัจจัยแรกอาจเกิดจากร่างกายผลิตน้ำเลี้ยงลูกตาที่อยู่ในลูกตามากเกินไปจนดวงตาไม่สามารถระบายออกได้ทัน ส่งผลให้เกิดการสะสมของน้ำในตาและความดันลูกตาสูงขึ้น 2. น้ำในตาไม่ได้รับการระบาย นอกจากการที่น้ำเลี้ยงลูกตาผลิตมากเกินไปแล้ว ในผู้ป่วยบางรายอาจผลิตน้ำในตาเป็นปกติ แต่ระบบการระบายน้ำในตาผิดปกติได้ด้วยเช่นกัน โดยสาเหตุอาจมาจากมุมตาแคบลง มีสิ่งอุดตันในช่องทางระบายน้ำ หรือการอักเสบ ทำให้น้ำในตาไม่สามารถระบายออกได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดเป็นความดันลูกตาสูงได้ 3. ดวงตาได้รับบาดเจ็บ อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากอะไร? เมื่อดวงตาได้รับบาดเจ็บ เช่น ได้รับแรงกระแทกอย่างรุนแรง ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดตา รวมถึงอาการติดเชื้อภายในดวงตา ส่งผลให้ดวงตาได้รับความเสียหายและกระทบต่อระบบการผลิตหรือการระบายน้ำเลี้ยงลูกตา หากน้ำในตาสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ความดันลูกตาสูงได้ 4. โรคหรือภาวะเกี่ยวกับดวงตา อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากโรคบางโรค เช่น โรคม่านตาอักเสบต้อกระจกเบาหวานขึ้นตา ได้เช่นกัน หากมีอาการเหล่านี้แนะนำให้เข้ารับการตรวจวัดความดันตา ตลอดจนตรวจสุขภาพดวงตาให้บ่อยมากขึ้น นอกจากโรคต่างๆ ปัจจัยอื่น เช่น อายุ เชื้อชาติ และประวัติครอบครัวต่างก็มีส่วนที่ทำให้เป็นโรคความดันลูกตาสูงได้ด้วยเช่นกัน 5. การใช้ยาบางชนิด อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากการใช้ยาบางชนิดได้ด้วยเช่นกัน โดยตัวยาที่ส่งผลต่อความดันลูกตา เช่น ยาสเตียรอยด์ ซึ่งหากจำเป็นต้องรับยาประเภทนี้แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอ กลุ่มเสี่ยงความดันลูกตาสูงมีใครบ้าง อาการความดันลูกตาสูงเกิดจากหลายสาเหตุข้างต้น แต่ก็ยังมีกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นความดันลูกตาสูงได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ ดังนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันลูกตาสูงหรือต้อหิน ผู้ที่มีอายุเกิน 40 ปี ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก (Myopic/Nearsighted) ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันและชาวฮิสแปนิก ผู้ที่ใช้ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ในระยะยาว ผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บหรือผ่าตัดตา ผู้ที่มีกลุ่มอาการกระจายเม็ดสี (Pigment Dispersion Syndrome) หรือกลุ่มอาการ Pseudoexfoliation (PXF)     ภาวะแทรกซ้อนจากความดันลูกตาสูง อาการความดันลูกตาสูงอันตราย! ปล่อยไว้อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา ได้แก่ มีอาการปวดตาและอาจมีอาการตาแดงร่วมด้วย มองเห็นภาพผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นภาพมัว มองเห็นไม่ชัด เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ เป็นต้น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน เพราะมองเห็นได้ไม่ชัด เสี่ยงเป็นต้อหินสูง ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง สูญเสียการมองเห็น วินิจฉัยอาการความดันลูกตาสูงโดยแพทย์ เริ่มต้นการวินิจฉัยอาการความดันลูกตาสูง แพทย์จะซักประวัติและอาการเพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร รวมทั้งมีการทดสอบอื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจดูมุมตา (Gonioscopy) ตรวจสอบว่าระบบระบายน้ำในตาทำงานได้ถูกต้องหรือไม่ ตรวจวัดความหนาของกระจกตา (Corneal Pachymetry) ตรวจวัดความดันลูกตา (Tonometry) ทดสอบลานสายตา (Visual Field Test) เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการมองเห็น     แนวทางการรักษาความดันลูกตาสูง เมื่อมีอาการความดันลูกตาสูงแพทย์จะมีแนวทางการรักษาโดยใช้วิธีลดความดันลูกตาที่หลากหลาย พิจารณาจากอาการและความรุนแรงของผู้ป่วย โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ การรักษาด้วยยา วิธีลดความดันลูกตา หากมีอาการในระยะเริ่มต้นที่ความดันยังไม่สูงมากนัก หรือยังไม่มีความเสียหายต่อเส้นประสาทตา แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาในการรักษา โดยใช้ตัวยาที่หลากหลาย ออกฤทธิ์แตกต่างกันออกไปตามอาการของคนไข้ เช่น ยาลดการผลิตน้ำในลูกตา เช่น Beta-adrenergic Inhibitors, Alpha-adrenergic Agonists และ Carbonic anhydrase inhibitors ยาเพิ่มการระบายน้ำในลูกตา เช่น Cholinergic ยาช่วยลดความดันลูกตา เช่น Prostaglandins การรักษาด้วยเลเซอร์ วิธีลดความดันลูกตาด้วยเลเซอร์มักใช้ในกรณีที่ยาหยอดตาไม่สามารถควบคุมความดันลูกตาได้ เป็นการลดความดันภายในลูกตาผ่านการยิงเลเซอร์พลังงานสูงเข้าไปบริเวณมุมของช่องด้านหน้าลูกตาเพื่อเปิดทางให้ของเหลวระบายออกมาได้ง่ายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การรักษาด้วยเลเซอร์จำเป็นต้องมีการใช้ยาร่วมด้วยเพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดี การรักษาด้วยการผ่าตัด วิธีลดความดันลูกตาด้วยการผ่าตัดมักใช้ในกรณีที่ความดันตาสร้างความเสียหายต่อเส้นประสาทตาอย่างรุนแรง และการรักษาด้วยยาหรือเลเซอร์ไม่ได้ผล เป็นการผ่าตัดเพื่อสร้างช่องระบายน้ำจากช่องลูกตาส่วนหน้าออกมาสู่ภายนอกเพื่อให้ระบายน้ำในตาออกมาได้ดีขึ้น     ดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงความดันลูกตาสูง วิธีลดความดันลูกตาผ่านการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ช่วยลดความเสี่ยงความดันลูกตาสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์มีแนวทางการดูแลตัวเองที่แนะนำดังนี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันลูกตาสูงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากมีโรคทางตา หรือโรคอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อความดันลูกตา ควรเข้ารับการรักษาอย่างสม่ำเสมอ ป้องกันไม่ให้ดวงตาได้รับบาดเจ็บ เช่น สวมใส่แว่นเพื่อป้องกันเศษฝุ่นหรือหินกระเด็นเข้าตา เล่นกีฬาอย่างระมัดระวัง เป็นต้น หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยอดตามาใช้เอง เพราะอาจเผลอใช้ยาที่มีสเตียรอยด์ได้ พักสายตาเมื่อต้องใช้งานดวงตาอย่างหนัก สวมแว่นกันแดดเมื่อต้องออกแดดในช่วงเวลาแดดจัด ไม่สวมใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นระยะเวลานานๆ ติดต่อกันหลายวัน เลือกกินอาหารบำรุงสายตา เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ปลาแซลมอน ปลาทูน่า เป็นต้น รักษาความดันลูกตาสูง ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร เมื่อมีอาการความดันลูกตาสูง หรือพบว่าตัวเองอาจมีความเสี่ยงความดันลูกตาสูงจากโรคหรือปัจจัยอื่นๆ เข้ามารับการตรวจและวินิจฉัยเกี่ยวกับอาการทางตาได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่มีความโดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาจากทีมจักษุแพทย์มากฝีมือ และมีจุดเด่นด้านการรักษาดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ประสบการณ์สูง พร้อมให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษา วินิจฉัย และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ โรงพยาบาลมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ เครื่องมือการรักษาดวงตาที่ได้มาตรฐานระดับสากล มั่นใจในการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย ให้การรักษาอย่างครบวงจร เริ่มตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำ การรักษาที่เหมาะสมกับอาการ ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ บรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง และบุคลากรทางการแพทย์ที่ใส่ใจในการบริการ สรุป ความดันลูกตาคืออัตราการสร้างของเหลวระหว่างการสร้างน้ำเลี้ยงลูกตาและน้ำที่ถูกระบายออกนอกลูกตา หากอัตราดังกล่าวไม่สมดุลกันและวัดค่าได้เกิน 21 มิลลิเมตรปรอท ผู้ป่วยจะมีอาการความดันลูกตาสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการมองเห็นผิดปกติ มองเห็นไม่ชัด มองเห็นภาพมัว ปวดตา ตาแดง ตลอดจนเสี่ยงเป็นต้อหินและสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร หากพบว่าเสี่ยงเป็นความดันลูกตาสูง แนะนำให้รีบพบแพทย์เพื่อหาวิธีลดความดันลูกตาอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก่อนเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เข้ามาตรวจวัดความดันลูกตาและตรวจสุขภาพดวงตาได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalที่นี่โดดเด่นด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาพร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เครื่องมือแพทย์ที่ครบครัน โรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมให้บริการด้วยบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมให้บริการอย่างเป็นกันเอง

ที่อยู่

ศูนย์โรคจอประสาทตา - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

LINE
calling
ติดต่อเรา :