มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

Retina Check-Up: The Best Defense Against Permanent Vision Loss

A Deeper Look at Your Eye Health: Why a Comprehensive Retina Screening is Essential . . .     When it comes to eye health, most of us think about whether we need new glasses or if too much screen time is causing strain. But there’s a part of your eye that does incredible work every second, which many of us overlook: the retina. A regular retina screening is the single best way to protect yourself from preventable vision loss. Think of your retina as the digital sensor inside a smartphone camera. It captures all the light and images around you and instantly sends that information to your brain, allowing you to see the world in detail. The problem? Many retinal diseases begin silently, without any noticeable symptoms. You might not realize anything is wrong until significant damage has already occurred. That’s why a routine check-up with an eye doctor is your best defense.     Why Does the Retina Need a Detailed Examination?   Many conditions can affect the retina. Catching them early through a comprehensive eye exam is critical for saving your sight. Diabetes and Your Eyes: If you have diabetes, an annual diabetic eye exam is non-negotiable. High blood sugar can damage the tiny blood vessels in the retina, leading to diabetic retinopathy, a primary cause of vision loss. Macular Degeneration (AMD): The macula is the central part of your retina responsible for sharp, detailed vision used for reading and recognizing faces. AMD can cause blurry or distorted central vision, but an ophthalmologist can detect the early signs. Retinal Tears or Detachment: The retina can sometimes tear or pull away from its position at the back of the eye. A retinal detachment is a medical emergency that can lead to blindness if not treated immediately. Other Health Conditions: High blood pressure and a family history of eye disease are also significant risk factors that make regular retina screenings even more important.     Who Should Get a Retina Screening?   While everyone should have regular eye exams, some individuals need to be especially proactive: Adults Aged 40 and Over: A baseline eye exam is recommended at this age. Your eye doctor can then advise you on a regular screening schedule. Individuals with Diabetes: This is crucial. A diabetic eye exam should be performed every single year. Those with a Family History of Eye Problems: If macular degeneration or retinal detachment runs in your family, you should be more diligent about your eye health. Anyone Noticing Changes in Vision: A sudden increase in eye floaters and flashes. A dark shadow or "curtain" appearing in your field of vision. Seeing wavy or distorted lines when looking at straight lines. Sudden blurry vision or vision loss. These are urgent symptoms. See an eye doctor immediately. Individuals with High Nearsightedness (Myopia): A high degree of nearsightedness can make the retina thinner and more susceptible to damage. Those Taking Certain Medications: Ask your doctor if any medications you are taking require regular retina monitoring.     What Does Our Comprehensive Screening Involve?   Our screening process is simple and thorough. An ophthalmologist will conduct a complete examination that includes the following steps: ✅ Visual Acuity Test: Precisely measures your eye's ability to see at various distances. ✅ Computerized Autorefraction: Uses modern equipment to accurately measure your eyeglass prescription power. ✅ Automatic Tonometry: Measures the internal pressure of your eye, a critical test for detecting glaucoma. ✅ Dilating Eye Examination: Prepares the eye for a detailed internal inspection by using eye drops to widen the pupils. ✅ Manifest Refraction by a Refractionist: A detailed measurement to determine the optimal prescription for glasses or treatment, based on your direct visual feedback. ✅ Optical Coherence Tomography (OCT) of the Retina: A non-invasive imaging scan that uses light to create cross-section pictures of your retina and its layers. ✅ Fundus Photography: Captures detailed images of the back of your eye (the fundus) to document and monitor its health over time. ✅ Slit Lamp Examination and Specialist Consultation: The ophthalmologist will personally examine your eyes for conditions like cataracts, assess your overall eye health, and discuss the results and any necessary treatment plans with you.   Most eye diseases can be successfully treated when detected early. Waiting for symptoms to appear often means the problem has become more advanced. Choose the best for your vision. Schedule your retina screening today. 
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์จอประสาทตา

ตรวจตาบอดสีเมื่อไร? ตาบอดสีเกิดจากอะไร ความเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้!

ภาวะตาบอดสีเป็นหนึ่งในปัญหาทางสายตาที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการแยกแยะสี ซึ่งอาจมีผลต่อการทำงานหรือการขับขี่ยานพาหนะ สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะตาบอดสี การตรวจตาบอดสีเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้ถึงภาวะนี้ได้อย่างชัดเจน บทความนี้พามาเจาะลึกสาเหตุของภาวะตาบอดสี ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยภายนอก พร้อมแนะนำวิธีตรวจตาบอดสีที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม โรคตาบอดสีคืออาการความบกพร่องในการมองเห็นและแยกแยะสี โดยผู้ป่วยอาจไม่สามารถมองเห็นสีแดง เขียว หรือน้ำเงินได้ชัดเจน แม้จะมีปัญหาในการรับรู้สี แต่ความสามารถในการมองเห็นวัตถุและรูปร่างยังปกติ ตาบอดสีแดง-เขียว เป็นประเภทที่พบมากที่สุด ทำให้แยกแยะระหว่างสีแดงและเขียวได้ยาก ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของ Cone cell หรือ เซลล์รูปกรวย ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลืองจะพบน้อยกว่า มักเกิดจากโรคมากกว่าพันธุกรรม ทำให้แยกแยะสีน้ำเงินกับเขียว และสีเหลืองกับแดงได้ยาก ตาบอดสีทั้งหมด (Monochromacy) เป็นภาวะที่พบน้อยมาก ทำให้เห็นโลกในโทนสีเทาทั้งหมด เกิดจากเซลล์รูปกรวยไม่ทำงาน ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีอาจถูกเข้าใจผิดว่ามีปัญหาการเรียนรู้ โดยเฉพาะในวิชาที่เกี่ยวข้องกับสี แต่สามารถเรียนวิชาอื่นได้ปกติ การขับขี่ยานพาหนะอาจมีความยากลำบาก ต้องอาศัยการสังเกตความเข้มของไฟจราจรแทนการแยกสี การประกอบอาชีพอาจมีข้อจำกัด โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องแยกแยะสีอย่างแม่นยำ เช่น นักบิน นักเคมี หรือนักออกแบบกราฟิก     อาการของโรคตาบอดสีเป็นอย่างไร โรคตาบอดสี (Color blindness) คือความบกพร่องในการมองเห็นและแยกแยะสี โดยผู้ป่วยอาจไม่สามารถมองเห็นสีแดง เขียว หรือน้ำเงินได้ชัดเจน ทั้งนี้แม้จะมีปัญหาในการรับรู้สี แต่การมองเห็นวัตถุ รูปร่าง และภาพโดยรวมยังคงชัดเจนเหมือนคนปกติ โรคนี้ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาการตาบอดสีสามารถแบ่งความรุนแรงได้ 3 ระดับดังนี้ ความรุนแรงระดับต่ำยังสามารถบอกหรือคาดเดาสีที่เห็นได้ โดยอาจเห็นสีเพี้ยนไปจากความเป็นจริงไม่มาก ความรุนแรงระดับกลางเริ่มแยกสีได้ยากขึ้น อาจไม่สามารถคาดเดาสีได้และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ความรุนแรงระดับสูงตาบอดสีประเภทนี้จะเห็นสีเพียงแค่สีขาวดำ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ตาบอดสีเกิดจากอะไรได้บ้าง? สาเหตุของการเกิดโรคตาบอดสีนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ สามารถเป็นได้ตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นได้ในภายหลัง ดังนี้ กรรมพันธุ์หรือเป็นตาบอดสีมาแต่กำเนิด เป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด โดยพบในเพศชาย 7% และในเพศหญิงประมาณ 0.5 - 1% อายุเมื่ออายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลทำให้เซลล์ต่างๆ ในดวงตาเกิดการเสื่อมสภาพลง โรคเกี่ยวกับดวงตาเช่น โรคต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก โรคทางกายเช่น โรคต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม เบาหวาน อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน การเกิดอุบัติเหตุกระทบบริเวณดวงตาหรือดวงตาได้รับการบาดเจ็บเสียหาย ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดเช่น ยารักษาวัณโรค ยาต้านอาการทางจิตและยาปฏิชีวนะ สารเคมีบางชนิดเช่น สาร Styrene ที่พบในผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือโฟม 3 ประเภทของภาวะตาบอดสี หลายคนอาจสงสัยว่าผู้ที่เป็นโรคตาบอดสีมองเห็นสีอย่างไร? ซึ่งก่อนจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องรู้ก่อนว่าตาบอดสีไม่ได้มีแค่แบบเดียว ในทางการแพทย์ โรคตาบอดสีถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก แต่ละประเภทส่งผลต่อการมองเห็นสีที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้     1. ตาบอดสีแดง - เขียว (Red-Green Color Blindness) ผู้ที่มีอาการตาบอดสีแดง - เขียวจะมีความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างสองสีนี้ โดยขึ้นอยู่กับเซลล์ Cone ที่ผิดปกติ ผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีแดงน้อย (Protanomaly) จะเห็นโทนสีแดง ส้ม และเหลืองเป็นโทนสีเขียว หรือหากขาดเซลล์นี้ไป (Protanopia) จะเห็นสีแดงเป็นสีดำ ในทางกลับกัน คนที่มีเซลล์รูปกรวยสีเขียวน้อย (Deuteranomaly) จะมองเห็นโทนสีเขียวเป็นโทนสีแดง และหากขาดเซลล์นี้ไปเลยจะเห็นสีเขียวเป็นสีดำ     2. ตาบอดสีน้ำเงิน - เหลือง (Blue-Yellow Color Blindness) การตาบอดสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน (Tritanomaly) และตาบอดสีเหลือง (Tritanopia) เป็นภาวะที่พบได้น้อยกว่าประเภทอื่น มักเกิดจากโรคมากกว่าพันธุกรรม ผู้ที่มีภาวะนี้จะประสบปัญหาในการแยกแยะระหว่างสีน้ำเงินกับสีเขียว และสีเหลืองกับสีแดง โดยผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงินน้อยจะแยกสีน้ำเงินกับสีเขียวได้ยาก ส่วนผู้ที่ไม่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงินเลยจะมีปัญหาในการแยกโทนสีที่มีสีน้ำเงินและสีเหลืองผสมอยู่ เช่น สีน้ำเงินกับสีเขียว หรือสีม่วงกับสีแดง     3. ตาบอดสีทั้งหมด (Complete Color Blindness) ผู้ที่มีอาการตาบอดสีทั้งหมด หรือ Monochromacy เกิดจากการที่เซลล์รูปกรวยทั้งหมดไม่ทำงานหรือขาดหายไปจากดวงตา ซึ่งพบได้น้อยมากในปัจจุบัน คนกลุ่มนี้จะเห็นโลกในโทนสีเทาทั้งหมด มีการมองเห็นสลับสีกัน เช่น ระหว่างสีเขียวกับสีน้ำเงิน สีแดงกับสีดำ สีเหลืองกับสีขาว และบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความไวต่อแสงของดวงตาอีกด้วย     ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะตาบอดสี ภาวะตาบอดสีอาจไม่ได้สร้างผลกระทบในเรื่องของการแยกแยะสีเท่านั้น เพราะเมื่อแยกสีได้ลำบากอาจส่งผลกระทบอื่นตามมาด้วย ดังนี้ ปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผู้ที่มีภาวะตาบอดสี โดยเฉพาะในวัยเด็ก มักถูกเข้าใจผิดว่ามีปัญหาการเรียนรู้ เนื่องจากคำตอบหรือการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสีไม่ตรงกับเด็กทั่วไป ซึ่งแท้จริงแล้วยังสามารถเรียนรู้ได้ปกติ เพียงแต่รับรู้สีที่แตกต่างออกไป ทำให้ได้รับผลกระทบในวิชาศิลปะ การประเมินพัฒนาการทางภาษา และการเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสี ในส่วนของกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เน้นสีสันนั้นก็สามารถทำได้ปกติเหมือนคนทั่วไป ขับขี่ยานพาหนะลำบาก โรคตาบอดสีส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการขับขี่รถยนต์ ผู้ที่มีภาวะนี้ต้องพยายามสังเกตความแตกต่างของไฟจราจรจากความเข้มของสีที่ไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าสังเกตได้ก็จะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ การทดสอบตาบอดสีสำหรับใบขับขี่จึงต้องมีการประเมินความสามารถในการแยกแยะสัญญาณไฟจราจรและเกณฑ์อื่นๆ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน การประกอบอาชีพจำกัด ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงบางอาชีพเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น รวมถึงเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน อาชีพที่ต้องพึ่งพาการแยกแยะสีอย่างแม่นยำ เช่น นักบิน ผู้ทำงานกับสารเคมี จิตรกร หรือนักออกแบบกราฟิก อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะนี้ เนื่องจากความคลาดเคลื่อนในการมองเห็นสีอาจส่งผลต่อคุณภาพงานหรือก่อให้เกิดอันตรายได้ ตาบอดสีสังเกตเห็นได้ตั้งแต่อายุเท่าไร? โดยปกติ ตาบอดสีที่เกิดจากกรรมพันธุ์สามารถสังเกตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เด็กอาจแสดงอาการผ่านการแยกสีของวัตถุ ของเล่น หรือสีในหนังสือภาพไม่ถูกต้อง คุณครูและผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมเช่นการเลือกสีผิดหรือสับสนระหว่างสีที่ใกล้เคียงกัน หากมีข้อสงสัยควรพาเด็กไปตรวจตาเพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัด ตาบอดสีรักษาได้ไหม? รักษาได้อย่างไร โรคตาบอดสีที่เกิดจากพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รูปกรวยที่น้อยหรือขาดหายไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีทดแทน ส่วนตาบอดสีที่เกิดจากโรคหรือยาบางชนิด อาจมีโอกาสดีขึ้นหากรักษาสาเหตุ อย่างไรก็ตาม มีอุปกรณ์ช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น แว่นกรองสีหรือคอนแท็กต์เลนส์สีชั่วคราว ที่ช่วยเพิ่มความเข้มของสีทำให้แยกสีได้ดีขึ้น จักษุแพทย์จะทำการตรวจสายตาเพื่อประเมินและวินิจฉัยภาวะตาบอดสี โดยเริ่มจากการใช้แผ่นทดสอบอิชิฮารา (Ishihara test) ให้ผู้ป่วยอ่านตัวเลขหรือลากเส้นภาพที่มีสีที่คนตาบอดสีมักสับสน ต่อมาใช้เครื่อง Anomaloscope ทดสอบการผสมสีเพื่อวัดความบกพร่องในการมองเห็นสีแดงและสีเขียว และสุดท้ายทำการทดสอบ Farnsworth Munsell โดยให้เรียงฝาครอบสีที่คล้ายกันต่อเนื่องกัน เพื่อคัดกรองระดับความบกพร่องในการมองเห็นสีตั้งแต่ระดับน้อยจนถึงมาก     วิธีทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง แบบทดสอบ Ishihara ใช้งานอย่างไร? แบบทดสอบIshiharaเป็นวิธีตรวจตาบอดสีที่ได้รับความนิยม ประกอบด้วยภาพวงกลมที่มีจุดสีต่างๆ ซึ่งซ่อนตัวเลขหรือลวดลายไว้ภายใน ผู้ที่มีอาการตาบอดสีจะมองเห็นตัวเลขผิดไปจากคนปกติหรือมองไม่เห็นเลย สามารถทดสอบเบื้องต้นได้ผ่านแบบทดสอบออนไลน์ แต่หากต้องการผลที่แม่นยำควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์โดยตรง เมื่อไรที่ควรตรวจตาบอดสี? เมื่อไรควรตรวจตาบอดสี? เด็กที่มีปัญหาเรื่องการแยกสีตั้งแต่อายุยังน้อยควรเข้ารับการตรวจ รวมถึงผู้ที่ต้องการสอบเข้าวิชาชีพที่ต้องใช้การแยกสี เช่น นักบิน วิศวกร หรือช่างเทคนิค ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสี และผู้ที่มีปัญหาทางสายตาหรือได้รับยาที่อาจส่งผลต่อการมองเห็นสีก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน เลือกตรวจตาบอดสีที่ไหนดี? การเลือกสถานที่ตรวจตาบอดสีควรคำนึงถึงคุณภาพและความเชี่ยวชาญเป็นหลัก โดยควรเลือกศูนย์ตรวจตาที่มีจักษุแพทย์เฉพาะทางและอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน โรงพยาบาลตาหรือคลินิกเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานจะสามารถวินิจฉัยภาวะตาบอดสีได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการดูแลสายตาต่อไป ตรวจตาบอดสีที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร แนะนำให้เข้ามาตรวจตาบอดสีได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยบุคลากรทางการแพทย์มากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับดวงตา และจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ตาบอดสีเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการแยกแยะสี อาจมีสาเหตุเกิดจากพันธุกรรม โรคทางตา หรือปัจจัยอื่นๆ การตรวจวินิจฉัยทำได้ง่ายด้วยแบบทดสอบ Ishihara และวิธีอื่นๆ ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองมีอาการควรเข้ารับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินแนวทางการดูแลที่เหมาะสม ศูนย์ตรวจตาที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือสามารถให้การวินิจฉัยและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันกับภาวะตาบอดสีได้อย่างมีคุณภาพ สำหรับคนที่อยากตรวจตาบอดสี แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย
ศูนย์จอประสาทตา

อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้!

ผู้ป่วยเบาหวานต้องรู้! อาการเบาหวานขึ้นตา ภัยร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าอาการเบาหวานขึ้นตาคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเจาะลึกหาสาเหตุของอาการ รวมถึงแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ไปหาคำตอบกันเลย! อาการเบาหวานขึ้นตา คือภาวะที่เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจนทำให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับความเสียหาย จนส่งผลกระทบต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง ได้แก่ ระยะเริ่มแรกที่ยังไม่แสดงอาการ หรือส่งผลต่อการมองเห็นเล็กน้อย และระยะก้าวหน้าที่ส่งผลต่อการมองเห็นจนอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ภาวะแทรกซ้อนของอาการเบาหวานขึ้นตา เช่น เลือดออกในวุ้นตาจอตาลอกต้อหินไปจนถึงการสูญเสียการมองเห็น หากมีอาการเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก แพทย์จะแนะนำให้ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการ แต่หากเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้นจนเป็นระยะก้าวหน้าแพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยยา เลเซอร์ หรือการผ่าตัดตามเหมาะสม รักษาเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาอาการและลดโอกาสเกิดการลุกลามได้ จึงควรเข้ามาพบแพทย์เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติทางการมองเห็น     เบาหวานขึ้นตา คืออะไร โรคเบาหวาน คืออาการที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในการผลิตอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย หรือเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เมื่อร่างกายไม่นำน้ำตาลไปใช้น้ำตาลก็จะสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากนั่นเอง อาการเบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) คือภาวะที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมองได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงควรเฝ้าระวังเป็นอย่างมากเพราะอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้เลยทีเดียว! อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไร ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหมั่นสังเกตอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีหากมีอาการ ป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต โดยอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้ มองเห็นภาพมัวหรือมองเห็นได้ไม่ชัดเกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาเสียหาย ทำให้จอประสาทตาบวม หรือมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาเกิดจากเลือดหรือของเหลวรั่วไหลออกมาในน้ำวุ้นตา มองเห็นภาพบิดเบี้ยวเกิดจากจอประสาทตาบวม หรือมีของเหลวรั่วซึมเข้าไปในจอประสาทตา มองเห็นสีผิดเพี้ยนอาจมีปัญหาในการแยกแยะสีต่างๆ โดยเฉพาะสีแดงและสีเขียว มองไม่ค่อยเห็นในที่มืดและมีปัญหาในการมองเห็นในสภาพแสงน้อย สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตำแหน่งที่เกิดความเสียหายบนจอประสาทตา     เบาหวานขึ้นตา 2 ระยะ ที่ควรรู้! นอกจากอาการเบาหวานขึ้นตาข้างต้นแล้ว เบาหวานขึ้นตายังแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของอาการได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้ เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก (Non-Proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR) คือระยะที่หลอดเลือดฝอยเล็กๆ ที่จอประสาทตาเริ่มผิดปกติแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก มีสาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผนังหลอดเลือดที่จอประสาทตาอ่อนแอ เปราะบาง ทำให้หลอดเลือดโป่งพอง มีเลือดออกเล็กน้อย หรือมีของเหลวรั่วซึมออกมา ในระยะนี้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจมีมองเห็นภาพมัวเล็กน้อย จักษุแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอประสาทตาได้จากการตรวจตาหากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR) คือระยะที่อาการเริ่มรุนแรงมากขึ้น เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาถูกทำลายอย่างรุนแรงจนร่างกายพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มีผนังบาง เปราะและแตกง่าย โดยสาเหตุหลักของระยะนี้คือภาวะขาดออกซิเจนที่จอประสาทตาเนื่องจากหลอดเลือดเดิมถูกทำลาย ร่างกายจึงกระตุ้นให้สร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำออกซิเจนมาเลี้ยงจอประสาทตา ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการมองเห็นภาพมัวมากขึ้น มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาจำนวนมาก มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และอาจสูญเสียการมองเห็นหากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาหรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดต้อหิน และโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย     เบาหวานขึ้นตาห้ามละเลย อาจสูญเสียการมองเห็นได้! เบาหวานขึ้นตาหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ โดยมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้ เลือดออกในวุ้นตาผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นจุดสีดำลอยไปมา หากปล่อยไว้จนมีเลือดออกมาในปริมาณมากอาจทำให้บดบังการมองเห็นได้ และใช้เวลารักษาอาการเลือดออกในวุ้นตาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน จอตาลอกแผลในตาที่เกิดจากเบาหวานขึ้นตาส่งผลให้เกิดการดึงรั้งบริเวณจอตาจนเกิดเป็นแผลหรือรอยจอตาลอก ส่งผลให้มองเห็นจุดดำลอยไปมา เห็นแสงวาบ และสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง ต้อหินกลุ่มเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของร่างกายอาจแทรกแซงการระบายน้ำในลูกตา ความดันตาจึงสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง สูญเสียการมองเห็นอาการเบาหวานขึ้นตาที่ก่อให้เกิดต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาโดยแพทย์ วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนเข้ามาตรวจตาและขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติหรือไม่มีอาการที่เป็นสัญญาณของเบาหวานขึ้นตาเลยก็ตาม หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจบ่อยขึ้นเพื่อประคองอาการ หลังจากตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตา ผู้ป่วยมีมักมีอาการตามัวเป็นเวลา 4 - 6 ชั่วโมง จึงควรมีผู้ดูแลเดินทางไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางหลังการวินิจฉัยนั่นเอง     แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตา วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกตามระยะอาการ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ การมองเห็นยังเป็นปกติ แพทย์จะแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมถึงควบคุมอาการโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อประคับประคองอาการและชะลอความรุนแรงของโรค พร้อมนัดให้ผู้ป่วยเข้ามาตรวจหาความผิดปกติของโรคอย่างสม่ำเสมอ หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจะได้รับการรักษาทันท่วงที แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้าทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยยาแพทย์จะฉีดยาเข้าวุ้นตาเพื่อลดการรั่วของหลอดเลือด และทำให้หลอดเลือดที่เกิดขึ้นมาใหม่ฝ่อลง อย่างไรก็ตาม ตัวยาออกฤทธิ์ไม่ถาวรและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในวุ้นตา ตาอักเสบ เป็นต้น รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยเลเซอร์วิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาที่เริ่มสร้างหลอดเลือดใหม่หรืออาการจุดภาพชัดบวม เลเซอร์จะช่วยให้เส้นเลือดใหม่ฝ่อลง จอตายุบ ลดอาการเลือดออกในตา และลดความเสี่ยงตาบอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยการผ่าตัดหากผู้ป่วยเริ่มมีอาการรุนแรง เลือดออกในตาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการดึงรั้งที่พังผืดจอประสาทตา การผ่าตัดวุ้นตาจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ซ่อมแซมจอตาที่ลอกให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงตาบอด และเรียกคืนการมองเห็น ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลอาการเบาหวานขึ้นตา การป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นเบาหวาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว มาดูกันว่ามีแนวทางดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้ กินอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสจัด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม อยู่ในระดับปกติที่ระหว่าง 70 - 100 mg/dL ควบคุมความดันให้ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดหรือลดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตการมองเห็นของตัวเองว่ามีอาการผิดปกติไหม เช่น มองเห็นไม่ชัด ตามัว มองเห็นเป็นจุดดำ เป็นต้น ไปพบจักษุแพทย์ตามนัดเป็นประจำแม้ไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น เบาหวานขึ้นตา รักษาให้หายขาดได้ไหม? อาการเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคจนเป็นสาเหตุให้สูญเสียการมองเห็นได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด     เบาหวานขึ้นตา เลือกกินได้อย่างไร หากมีอาการเบาหวานหรือเบาหวานขึ้นตาสามารถเลือกกินอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการและรักษาระดับน้ำตาลให้เหมาะสมได้ ดังนี้ เลือกกินผักผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น เลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อลดไขมันในเลือด เช่น เนื้อปลา อกไก่ เป็นต้น หลีกเลี่ยงขนมหวานและอาหารที่มีน้ำตาลสูง หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัดหรืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยเกลือแกง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว หรือซอส รักษาเบาหวานขึ้นตา ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเบาหวานขึ้นตาได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยข้อโดดเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ คอยให้คำปรึกษา วินิจฉัย และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โรงพยาบาลมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เป็นการรักษาสมัยใหม่ด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาที่แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลให้การรักษาอย่างครบวงจร พร้อมให้บริการตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ตลอดจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ โรงพยาบาลใส่ใจในการบริการ และมีบรรยากาศที่เป็นกันเอง สรุป อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่จอประสาทตาได้รับความเสียหายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ในระยะเริ่มแรกจะยังไม่รุนแรงมากนัก แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองผ่านการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและการเลือกกิน พร้อมประคับประคองโรคอื่นๆ ด้วย แต่หากเป็นหนักถึงขั้นระยะก้าวหน้า ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด มองเห็นเป็นจุดดำ หรือสูญเสียการมองเห็นเลยก็ได้ แพทย์จะรักษาโดยการใช้ยา การเลเซอร์ หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานแม้ว่าจะยังมองเห็นได้ชัดเจนเป็นปกติ ควรเข้ามาตรวจสุขภาพดวงตาเพื่อเฝ้าระวังอาการเบาหวาน มาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalเรามีบริการตรวจและรักษาอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างครบวงจรด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ รักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มั่นใจได้ในผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

กระจกตาเป็นฝ้า : สาเหตุ วิธีการรักษา และทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ

กระจกตาเป็นฝ้า สาเหตุ วิธีการรักษา และทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ ณ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ กระจกตาเปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรกที่แสงจะผ่านเข้าสู่ดวงตา หาก "กระจกตา" เกิดขุ่นมัว การมองเห็นย่อมได้รับผลกระทบ "กระจกตาเป็นฝ้า" เป็นภาวะที่กระจกตาสูญเสียความใส ทำให้มองเห็นภาพมัว ไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพซ้อน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุของกระจกตาเป็นฝ้า กระจกตาเป็นฝ้าอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ การติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ซึ่งอาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการบาดเจ็บที่กระจกตา แผลที่กระจกตา เกิดจากการบาดเจ็บ การระคายเคืองจากฝุ่นละออง สารเคมี หรือการติดเชื้อ โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคกระจกตาโค้งผิดปกติ (Keratoconus) ทำให้กระจกตาบางและโป่งนูนผิดปกติ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคตา เช่น โรคตาอักเสบ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์หยอดตาเป็นเวลานาน การสัมผัสสารเคมี เช่น สารฟอกขาว กรด ด่าง การขาดวิตามินเอ อาการของกระจกตาเป็นฝ้า มองเห็นภาพมัว อาจเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความขุ่นมัวของกระจกตา เห็นภาพซ้อน ตาแดง ปวดตา เคืองตา น้ำตาไหล แพ้แสง วิธีการรักษากระจกตาเป็นฝ้า การรักษากระจกตาเป็นฝ้าขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โดยทั่วไปมีวิธีการรักษาดังนี้ การใช้ยา เช่น ยาหยอดตา ยาป้ายตา เพื่อลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ หรือรักษาตามสาเหตุ การผ่าตัด การปลูกถ่ายกระจกตา : ในกรณีที่กระจกตาเสียหายมาก การขัดกระจกตาด้วยเลเซอร์ : เช่น PTK การรักษาอื่นๆ เช่น การประคบอุ่น การใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พร้อมดูแลรักษากระจกตาเป็นฝ้าอย่างครบวงจร ด้วย ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา : ประสบการณ์สูง เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เทคโนโลยีที่ทันสมัย : เครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาอย่างแม่นยำ ปลอดภัย เครื่องตรวจวัดความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography) เครื่องตรวจวัดความหนาของกระจกตา (Pachymetry) เลเซอร์ Excimer และ เลเซอร์ Femtosecond การดูแลอย่างครบวงจร : ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา การติดตามผล จนกระทั่งหายเป็นปกติ บริการที่สะดวกสบาย : บรรยากาศเป็นกันเอง ใส่ใจทุกขั้นตอน คืนความใสการมองเห็นที่คมชัดให้กับดวงตาที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 02-511-2111  
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

รายชื่อประกันภัย

บริษัทประกันคู่สัญญา บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ลูม่าแคร์ จำกัด บริษัท บลูเวนเจอร์ ทีพีเอ จำกัด บริษัท เอดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด Asian Assistance (Thailand) Co., Ltd. APRIL Assistance (Thailand) Co., Ltd. International SOS (Thailand) Co., Ltd. Assist International Services Co., Ltd. บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ซัมซุงประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) Euro-Center (Thailand) Co., Ltd. บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) Europ Assistance (Thailand) Co., Ltd. Henner-GMC บริษัท สยามสไมล์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท โตเกียวมารีน ประกันชีวิต (ประเทศไทย) บริษัทเจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท แปซิฟิคครอส ประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เฮลท์ เบนนิฟิท คอนซัลแท้นส์ จำกัด บริษัท เอไอเอ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซันเดย์ แคร์ จำกัด บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกประสานสิทธิ์ประกัน: 02-511-2111 ต่อ 3803, 3804 UR Nurse: 02-511-2111 ต่อ 3805
ศูนย์จอประสาทตา

5 สุดยอดอาหารบำรุงจอประสาทตา

5 สุดยอดอาหารบำรุงจอประสาทตา :  เสริมแกร่งสายตาคู่ใจ เพื่อการมองเห็นที่คมชัด จอประสาทตา คือ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้เรามองเห็นโลกอันสวยงามรอบตัวเรา การดูแลรักษาจอประสาทตาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น อาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ นอกจากการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับจอประสาทตาได้ อาหาร 5 ชนิด ที่ช่วยบำรุงจอประสาทตา และความสำคัญของสารอาหารแต่ละชนิดในอาหาร 1.    ผักใบเขียวเข้ม : ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม และผักบุ้ง อุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากแสงสีฟ้าและรังสียูวี o    ลูทีนและซีแซนทีน : ทำหน้าที่เป็นเหมือน “แว่นกันแดดภายใน” ช่วยกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration - AMD) อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Ophthalmology 2.    ปลาที่มีไขมันสูง : ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแมคเคอเรล เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพของจอประสาทตา o    กรดไขมันโอเมก้า-3 : ช่วยลดการอักเสบและป้องกันจอประสาทตาแห้ง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าโอเมก้า-3 อาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Ophthalmology 3.    ไข่ : ไข่แดงอุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน และสังกะสี o    สังกะสี : ช่วยในการขนส่งวิตามินเอไปยังจอประสาทตา ซึ่งวิตามินเอมีบทบาทสำคัญในการมองเห็นในที่แสงน้อย การขาดสังกะสีอาจนำไปสู่ภาวะตาบอดกลางคืนได้ 4.    ผลไม้ตระกูลเบอร์รี : บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และราสเบอร์รี เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ o    สารต้านอนุมูลอิสระ : ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาจากความเสียหาย และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังดวงตา ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพตาโดยรวม 5.    ถั่วและเมล็ดพืช : อัลมอนด์ วอลนัท และเมล็ดทานตะวัน เป็นแหล่งของวิตามินอี o    วิตามินอี : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา วิตามินอียังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมตามที่ระบุในวารสารทางการแพทย์หลายฉบับ เมนูอาหารบำรุงสายตาที่คุณสามารถทำเองได้ง่ายๆ สลัดผักโขมกับปลาแซลมอนย่าง : อุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน และโอเมก้า-3 ไข่เจียวใส่ผัก : ได้รับทั้งลูทีน ซีแซนทีน และสังกะสี โยเกิร์ตกับผลไม้รวมและถั่ว : รวมสารอาหารบำรุงสายตาหลายชนิดไว้ในเมนูเดียว น้ำปั่นบลูเบอร์รี : ดื่มง่าย ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเต็มๆ ผลงานวิจัยสนับสนุน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Ophthalmology พบว่า การรับประทานอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมขั้นสูงได้ งานวิจัยในวารสาร Archives of Ophthalmology ระบุว่า ผู้ที่รับประทานปลาที่มีไขมันสูงเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยรับประทาน  ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เรามีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คอยให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางจอประสาทตาอย่างครบวงจรหากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพตา หรือต้องการเข้ารับการตรวจเช็คสุขภาพตา สามารถติดต่อได้ที่ 02-511-2111 ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ได้ทันที เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมองเห็นโลกได้อย่างชัดเจน สุขภาพตาที่ดี เริ่มต้นจากการใส่ใจ
ศูนย์จอประสาทตา

จอประสาทตา: กุญแจสำคัญสู่โลกที่สดใส - ใส่ใจสุขภาพดวงตา ตรวจเช็กก่อนสาย

"จอประสาทตา" กุญแจสำคัญสู่โลกที่สดใส ดวงตา คือ หน้าต่างที่เปิดให้เราเห็นโลกใบนี้ แต่เบื้องหลังความงดงามนั้น มี "จอประสาทตา" หรือเรตินา ทำหน้าที่เสมือนกล้องถ่ายรูปที่มีความละเอียดสูงสุด คอยบันทึกทุกภาพที่เราเห็น แปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งต่อไปยังสมอง ให้เราได้สัมผัสกับสีสัน ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดต่างๆ รอบตัว จอประสาทตา สำคัญอย่างไร? ลองนึกภาพว่า หาก "กล้อง" หรือจอประสาทตาของเราเกิดขีดข่วนหรือเสียหาย ภาพที่ออกมาก็จะเบลอ พร่ามัว ไม่คมชัด จอประสาทตาก็เช่นกัน หากเกิดความผิดปกติจะส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็น อาจเริ่มจากตามัว มองเห็นภาพบิดเบี้ยว จนลุกลามถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อคุณภาพชีวิต ภัยเงียบที่จ้องคุกคาม : โรคจอประสาทตา โรคจอประสาทตามีหลายชนิด บางชนิดอาจไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่ค่อยๆ ทำลายการมองเห็นอย่างช้าๆ จึงเป็น "ภัยเงียบ" ที่เราต้องตระหนักและหมั่นตรวจเช็คสุขภาพดวงตาอยู่เสมอ ตัวอย่างโรคจอประสาทตาที่พบบ่อย ได้แก่ :       • จอประสาทตาเสื่อม : พบมากในผู้สูงอายุ ทำให้สูญเสียการมองเห็นบริเวณกลางภาพ ส่งผลต่อการอ่านหนังสือ การขับรถ และกิจวัตรประจำวันอื่นๆ       • เบาหวานขึ้นจอประสาทตา : ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ทำให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาผิดปกติ อาจนำไปสู่การมองเห็นภาพซ้อน หรือสูญเสียการมองเห็นได้       • จอประสาทตาฉีกขาด : เกิดจากการลอกตัวของชั้นจอประสาทตา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างกะทันหัน จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ในโอกาสวันจอประสาทตาโลกนี้ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ขอเชิญชวนทุกท่านมาดูแลและใส่ใจสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะการตรวจเช็คจอประสาทตาเป็นประจำเพื่อป้องกันและรักษาความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคทางตา ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ: มั่นใจ..ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง เรามีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คอยให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคจอประสาทตาอย่างครบวงจร ด้วยความใส่ใจและมาตรฐานระดับสากล เพื่อให้คุณมั่นใจว่าดวงตาของคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด  

ที่อยู่

ศูนย์โรคจอประสาทตา - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

LINE
calling
ติดต่อเรา :