ผู้ที่เป็นเบาหวานต้องรู้! อาการเบาหวานขึ้นตา ภัยร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าเบาหวานขึ้นตาคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเจาะลึกหาสาเหตุของอาการ รวมถึงแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ไปหาคำตอบกันเลย!
เบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน และมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การทำความเข้าใจอาการ ระยะของโรค และแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้ารับการดูแลได้ทันท่วงทีก่อนการมองเห็นจะได้รับผลกระทบอย่างถาวร
📌 สารบัญเนื้อหา

โรคเบาหวาน คืออาการที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในการผลิตอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย หรือเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เมื่อร่างกายไม่นำน้ำตาลไปใช้ น้ำตาลก็จะสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากนั่นเอง
ส่วนเบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) คือภาวะที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมองได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อการมองเห็น
อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จึงควรเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้

ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรหมั่นสังเกตอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีหากมีอาการ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต โดยอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้

นอกจากอาการเบาหวานขึ้นตาข้างต้นแล้ว เบาหวานขึ้นตายังแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของอาการได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้
เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก (Non-Proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR) คือระยะที่หลอดเลือดฝอยเล็กๆ ที่จอประสาทตาเริ่มผิดปกติแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก มีสาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผนังหลอดเลือดที่จอประสาทตาอ่อนแอ เปราะบาง ทำให้หลอดเลือดโป่งพอง มีเลือดออกเล็กน้อย หรือมีของเหลวรั่วซึมออกมา ในระยะนี้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจมองเห็นภาพมัวเล็กน้อย โดยจักษุแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอประสาทตาได้จากการตรวจสุขภาพตา
เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR) คือระยะที่อาการเริ่มรุนแรงมากขึ้น เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาถูกทำลายอย่างรุนแรงจนร่างกายพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มีผนังบาง เปราะและแตกง่าย โดยสาเหตุหลักของระยะนี้คือภาวะขาดออกซิเจนที่จอประสาทตาเนื่องจากหลอดเลือดเดิมถูกทำลาย ร่างกายจึงกระตุ้นให้สร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำออกซิเจนมาเลี้ยงจอประสาทตา
ในระยะนี้จะมีอาการมองเห็นภาพมัวมากขึ้น มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาจำนวนมาก มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และอาจสูญเสียการมองเห็น หากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาหรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต้อหินและโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย
เบาหวานขึ้นตาหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการเบาหวานขึ้นตา มีดังนี้
แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนเข้ามาตรวจสุขภาพตาเพื่อคัดกรองโรคจอประสาทตาอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติหรือไม่มีสัญญาณของเบาหวานขึ้นตาเลยก็ตาม
ในการตรวจ คนไข้มักมีอาการตามัวเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง เนื่องจากต้องหยอดยาขยายม่านตา จึงควรมีผู้ดูแลเดินทางไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับหลังการตรวจ หากตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นโรคเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล เช่น การประคับประคองอาการด้วยการควบคุมระดับน้ำตาล การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา เลเซอร์ หรือผ่าตัด

วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกตามระยะอาการ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้
วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่และการมองเห็นยังเป็นปกติ แพทย์จะแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมถึงควบคุมอาการโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อประคับประคองอาการและชะลอความรุนแรงของโรค พร้อมนัดให้เข้ามาตรวจหาความผิดปกติของโรคเบาหวานขึ้นจอตาอย่างสม่ำเสมอ หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้าทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้

การป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นเบาหวาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว มาดูกันว่ามีแนวทางดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้
อาการเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคจนเป็นสาเหตุให้สูญเสียการมองเห็นได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
หากมีอาการเบาหวานหรือเบาหวานขึ้นตา สามารถเลือกกินอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการและรักษาระดับน้ำตาลให้เหมาะสมได้ ดังนี้
ผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา สามารถเข้ารับการตรวจ วินิจฉัย และวางแผนการรักษาได้ที่ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตา โดยมีจุดเด่นด้านการดูแลโรคจอประสาทตา ดังนี้
การรักษาเบาหวานขึ้นตาจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อการมองเห็นเริ่มผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี
เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจนส่งผลต่อหลอดเลือดบริเวณจอประสาทตา ในระยะแรกผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น จึงควรควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และโรคประจำตัว ร่วมกับการตรวจจอประสาทตาตามคำแนะนำของแพทย์
หากโรคมีความรุนแรงมากขึ้น อาจเกิดอาการตามัว เห็นจุดดำ ภาพบิดเบี้ยว หรือการมองเห็นลดลง โดยแนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย การฉีดยาเข้าวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัดวุ้นตา ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาพดวงตาของแต่ละคน
ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรรอให้มีอาการก่อนเข้ารับการตรวจ แม้ยังมองเห็นได้ชัดเจนก็ควรตรวจสุขภาพตาและจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ซึ่งให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย วางแผนการรักษา ไปจนถึงการติดตามผล โดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาและเครื่องมือสำหรับตรวจประเมินโรคตาอย่างละเอียด
ภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นสาเหตุหลักที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมต่อเนื่อง หลอดเลือดบริเวณจอประสาทตาจะได้รับความเสียหาย นำไปสู่การรั่วซึม มีเลือดออกในวุ้นตา หรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม
ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง นับตั้งแต่เริ่มได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นก็ตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน หากแพทย์ตรวจพบสัญญาณของภาวะเบาหวานขึ้นตา อาจมีการนัดหมายเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ทุกๆ สามถึงหกเดือน เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงและวางแผนแนวทางการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อดวงตา
ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวานและกำลังตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงที่ภาวะเบาหวานขึ้นตาจะลุกลามและรุนแรงได้มากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระบบไหลเวียนโลหิต และการทำงานของร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบ และเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอด เพื่อประคับประคองสุขภาพดวงตา
ภาวะนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมและชะลอไม่ให้โรคไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นได้ สิ่งสำคัญของการรักษาคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการดูแลสุขภาพองค์รวม เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมของหลอดเลือด และรักษาระดับการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด
จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล การฉีดยาเข้าวุ้นตาไม่ใช่การรักษาเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เนื่องจากโรคนี้เป็นภาวะเรื้อรัง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างต่อเนื่องตามวงรอบที่แพทย์ประเมิน และอาศัยการติดตามผลซ้ำเป็นระยะ เพื่อควบคุมอาการบวมและชะลอการเสื่อมของการมองเห็นในระยะยาว
ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาจากระยะและความรุนแรงของโรค การฉีดยามักใช้เพื่อลดอาการบวมน้ำที่จุดรับภาพเพื่อช่วยฟื้นฟูการมองเห็น ส่วนการทำเลเซอร์ใช้สำหรับยับยั้งหลอดเลือดเกิดใหม่และป้องกันเลือดออก ในหลายกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ครอบคลุมที่สุด
เป้าหมายหลักของการทำเลเซอร์คือการยับยั้งและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนแย่ลง มากกว่าการฟื้นฟูสายตาให้กลับมาคมชัดดังเดิม เลเซอร์จะช่วยทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ ดังนั้นหลังทำเลเซอร์ การมองเห็นอาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เป็นการรักษาระดับสายตาเดิมไว้ไม่ให้เสื่อมไปมากกว่านี้
จักษุแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเมื่อภาวะเบาหวานขึ้นตาลุกลามถึงขั้นรุนแรง เช่น มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมากจนไม่สามารถดูดซึมหายไปได้เอง เกิดพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา หรือมีภาวะจอประสาทตาหลุดลอก การผ่าตัดจะช่วยนำเลือดและพังผืดออก เพื่อป้องกันอาการตาบอดถาวรและรักษาสายตาที่ยังเหลืออยู่
จำเป็นต้องตรวจอย่างมาก เนื่องจากเบาหวานขึ้นตาในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ผู้ป่วยจะยังคงมองเห็นได้ชัดเจน กว่าจะเริ่มรู้สึกตาพร่ามัว โรคก็มักจะลุกลามเข้าระยะรุนแรงแล้ว การตรวจคัดกรองประจำปีจึงช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่แรก และรักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น
ไม่จำเป็นต้องเกิดภาวะนี้กับผู้ป่วยทุกคน ความเสี่ยงจะแปรผันตามระยะเวลาที่เป็นโรคและการละเลยการควบคุมระดับน้ำตาล หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถลดความเสี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเบาหวานขึ้นตาได้
มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสุขภาพดวงตาอย่างตรงจุด
*หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230