บทความสุขภาพตา

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

FemtoLASIK คืออะไร เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แม่นยำและราคาเข้าถึงได้

สรุปสาระสำคัญ FemtoLASIK หรือเฟมโตเลสิก คือเลสิกไร้ใบมีดที่ใช้ Femtosecond Laser สร้างฝากระจกตาแทนใบมีด ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ช่วยแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียงได้อย่างแม่นยำ จุดเด่นคือควบคุมความหนาและขนาดของฝากระจกตาได้แม่นยำ แผลเรียบสม่ำเสมอ ฟื้นตัวเร็ว และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับเลสิกแบบใช้ใบมีด พร้อมค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้มากกว่าเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท ราคาโปรโมชันรีวิวที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) อยู่ที่ 49,990 บาท (2 ตา) จากปกติ 78,000 บาท ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เดือนละ 5,900 บาท ทั้งนี้ควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ FemtoLASIK หรือเฟมโตเลสิก เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยใช้ Femtosecond Laser ในการสร้างฝากระจกตา (Corneal Flap) แทนการใช้ใบมีดแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “เลสิกไร้ใบมีด” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ FemtoLASIK ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความแม่นยำและความปลอดภัย แต่ยังเป็นทางเลือกที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่เชื่อถือได้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกไร้ใบมีด FemtoLASIK คืออะไร? ▶ ข้อดีของการทำ FemtoLASIK ▶ ข้อจำกัดของการทำ FemtoLASIK ▶ วิธีเตรียมตัวก่อนทำ FemtoLASIK ▶ ขั้นตอนการทำ FemtoLASIK ▶ การดูแลตัวเองหลังทำ FemtoLASIK ▶ ทำ FemtoLASIK ราคาเท่าไร? ▶ ใครเหมาะกับการทำ FemtoLASIK ▶ ใครไม่เหมาะกับการทำ FemtoLASIK ▶ หลังผ่าตัด FemtoLASIK ต้องพักฟื้นไหม? ▶ FemtoLASIK แก้ไขปัญหาสายตาได้ถาวรหรือไม่? ▶ ทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เลสิกไร้ใบมีด FemtoLASIK คืออะไร? FemtoLASIK เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง โดยใช้ Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาอย่างละเอียด ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตา จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความสามารถในการควบคุมความหนาและขนาดของฝากระจกตาได้อย่างแม่นยำ ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ ช่วยให้แผลมีความเรียบสม่ำเสมอ ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบใช้ใบมีด ข้อดีของการทำ FemtoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือเชิงกล ความแม่นยำสูง ส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นที่ดีและสม่ำเสมอ แผลมีขนาดเล็กและเรียบ ช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือ flap เคลื่อน เป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่า และเข้าถึงได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท ข้อจำกัดของการทำ FemtoLASIK ยังมีการสร้างฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาในช่วงพักฟื้น อาจมีอาการตาแห้ง แสงกระจาย หรือการมองเห็นไม่คงที่ในระยะแรก ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียดก่อนการรักษา วิธีเตรียมตัวก่อนทำ FemtoLASIK การเตรียมความพร้อมก่อนการทำ FemtoLASIK มีบทบาทสำคัญต่อความแม่นยำของการรักษาและผลลัพธ์การมองเห็นในระยะยาว ผู้เข้ารับการรักษาควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ เข้ารับการตรวจวิเคราะห์ดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินค่าสายตา ความหนาและความโค้งของกระจกตา คุณภาพน้ำตา รวมถึงสุขภาพจอประสาทตา โดยข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนการตรวจและผ่าตัด เนื่องจากคอนแทคเลนส์อาจทำให้รูปทรงกระจกตาเปลี่ยนแปลงชั่วคราว ส่งผลต่อความแม่นยำของค่าที่ใช้ในการรักษา โดยควรงดตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ แจ้งประวัติสุขภาพและการใช้ยาอย่างครบถ้วน รวมถึงโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรือประวัติการรักษาทางตาในอดีต เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมได้อย่างรอบด้าน หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางและสารระเหยบริเวณรอบดวงตา เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือสเปรย์จัดแต่งทรงผม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างการผ่าตัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันผ่าตัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ และส่งเสริมสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการรักษา เตรียมผู้ติดตามในวันผ่าตัด เนื่องจากหลังทำ FemtoLASIK อาจมีอาการตามัว แสบตา หรือไวต่อแสงชั่วคราว ซึ่งไม่เหมาะต่อการขับรถด้วยตนเอง การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมร่วมกับการดูแลโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์การมองเห็นในระยะยาว ขั้นตอนการทำ FemtoLASIK FemtoLASIK เป็นหัตถการที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และดำเนินการด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง โดยก่อนเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ขั้นตอนการรักษาโดยทั่วไป มีดังนี้ การเตรียมดวงตาก่อนผ่าตัด จักษุแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตา และหยอดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรักษา การสร้างฝากระจกตาด้วย Femtosecond Laser ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงแยกชั้นกระจกตาในระดับไมครอน ตามค่าที่คำนวณเฉพาะบุคคล เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปรับค่าสายตา การปรับค่าสายตาด้วย Excimer Laser หลังเปิดฝากระจกตา แพทย์จะใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียด เพื่อให้แสงสามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง การปิดฝากระจกตา เมื่อเสร็จสิ้นการปรับค่าสายตา ฝากระจกตาจะถูกวางกลับเข้าที่เดิมอย่างแนบสนิท โดยไม่ต้องเย็บ และสามารถยึดติดได้ตามธรรมชาติ การดูแลหลังผ่าตัดทันที แพทย์จะตรวจสอบความเรียบร้อยของกระจกตา และอาจใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา เพื่อป้องกันการระคายเคืองและส่งเสริมการฟื้นตัวในระยะแรก โดยรวมแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้สึกสบายตลอดการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์และระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาและการตอบสนองต่อการรักษา การดูแลตัวเองหลังทำ FemtoLASIK การดูแลดวงตาหลังการผ่าตัด FemtoLASIK มีความสำคัญต่อกระบวนการสมานตัวของกระจกตา และคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาโดยเด็ดขาด เนื่องจากกระจกตายังอยู่ในช่วงฟื้นตัว การขยี้ตาอาจส่งผลต่อการยึดตัวของฝากระจกตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ยาหยอดตาช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และเสริมการสมานตัวของเนื้อเยื่อ ควรใช้อย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ป้องกันไม่ให้น้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าตาในระยะแรก โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรก ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า อาบน้ำ หรือสระผม งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา เช่น การเล่นกีฬา หรือกิจกรรมที่มีแรงปะทะ ในช่วง 2–4 สัปดาห์แรก พักสายตาและลดการใช้หน้าจอในช่วงแรก ควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาแห้งและตาล้า สวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง เพื่อป้องกันแสงแดด ลม และฝุ่นละออง ซึ่งอาจกระตุ้นการระคายเคืองของดวงตา เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินการฟื้นตัว และติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมในช่วงหลังผ่าตัด จะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัดและยั่งยืน ทำ FemtoLASIK ราคาเท่าไร? การทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีค่าใช้จ่ายที่ออกแบบให้เข้าถึงได้ ภายใต้มาตรฐานการรักษาระดับสากล โดยรายละเอียดค่าใช้จ่ายมีดังนี้ รายละเอียดราคาโปรโมชัน โปรโมชันพิเศษศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) ราคาโปรโมชัน (รีวิว)เงินสด/โอนเต็มจำนวน ราคาโปรโมชัน (รีวิว)ผ่อนชำระ 0% 6 เดือน ราคาปกติเงินสด/โอนเต็มจำนวน FemtoLASIK 49,990 บาท (2ตา) 8,332 บาท (ต่อเดือน) 78,000 บาท (2ตา) ราคาโปรโมชันรวม ตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียด และพบจักษุแพทย์ก่อนทำเลสิก (หากตรวจ-ผ่าตัดในวันเดียวกัน รับสิทธิ์ตรวจฟรี) ตรวจติดตามผลหลังทำเลสิก 3 ครั้ง (หลังผ่าตัด 1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน) ค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในวันผ่าตัดและกลับบ้าน (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาของแต่ละท่าน) ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ถ้ามี) ค่าตรวจประเมินสภาพสายตาโดยละเอียด ราคา 1,500 บาท (ตรวจ 9 รายการ) ค่าตรวจ HIV ก่อนการผ่าตัด ราคา 300 บาท ค่าน้ำตาเทียม (ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาของแต่ละบุคคล) สิทธิพิเศษเพิ่มเติม สามารถผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ตามเงื่อนไขธนาคารที่ร่วมรายการ แนะนำตรวจสอบโปรโมชันล่าสุดจากทางโรงพยาบาล เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม การประเมินค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการรักษา จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและงบประมาณ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ใครเหมาะกับการทำ FemtoLASIK FemtoLASIK เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี มีสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาวร่วมกับสายตาสั้นและเอียงในระดับที่สามารถรักษาได้ มีสุขภาพดวงตาโดยรวมดี และมีกระจกตาที่มีความหนาและความแข็งแรงเหมาะสม ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น กระจกตาโก่ง หรือติดเชื้อบริเวณดวงตา ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตหรือการทำงาน ใครไม่เหมาะกับการทำ FemtoLASIK แม้ FemtoLASIK จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง แต่ผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมต่อการรักษา ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวาน หรือโรคที่มีผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน หรืออยู่ระหว่างการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน สตรีตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากฮอร์โมนอาจส่งผลต่อค่าสายตา ผู้ที่มีกระจกตาบางผิดปกติ หรือมีโรคของกระจกตา ผู้ที่มีโรคตาอื่นๆ ที่ต้องได้รับการรักษาก่อน เช่น ต้อหิน หรือภาวะอักเสบของดวงตา ทั้งนี้ การพิจารณาความเหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียด หลังผ่าตัด FemtoLASIK ต้องพักฟื้นไหม? หลังการผ่าตัด FemtoLASIK ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยอาจมีอาการระคายเคือง เคืองตา หรือน้ำตาไหลในช่วง 1–2 วันแรก ซึ่งเป็นอาการปกติในกระบวนการฟื้นตัว โดยทั่วไป แนะนำให้พักผ่อนสายตาในช่วง 2–3 วันแรก และหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เพื่อให้กระจกตาสมานตัวได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล FemtoLASIK แก้ไขปัญหาสายตาได้ถาวรหรือไม่? FemtoLASIK เป็นการแก้ไขค่าสายตาที่มีอยู่ในขณะเข้ารับการรักษา โดยช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ไม่สามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสายตาที่เกิดจากอายุหรือปัจจัยทางร่างกายในอนาคตได้ เช่น สายตายาวตามวัย ดังนั้น ผู้เข้ารับการรักษาควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เป็นศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่มีความพร้อมทั้งด้านทีมแพทย์ เทคโนโลยี และมาตรฐานการรักษา โดยมีจุดเด่นดังนี้ มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด สรุป FemtoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดที่มีความแม่นยำสูง ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในด้านความปลอดภัย แผลขนาดเล็ก และระยะฟื้นตัวที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจวิเคราะห์ดวงตาอย่างละเอียด และการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจทำ FemtoLASIK การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน เทคโนโลยีครบครัน และทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ     ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FemtoLASIK (FAQ) FemtoLASIK VS SBK LASIK ต่างกันอย่างไร? FemtoLASIK และ SBK LASIK ต่างกันที่เทคโนโลยีการเปิดชั้นกระจกตา โดย FemtoLASIK ใช้เลเซอร์เฟมโตเซคอนด์ในการแยกชั้นแทนใบมีด ทำให้มีความแม่นยำสูง แผลเรียบเนียน และลดความคลาดเคลื่อนได้ ส่วน SBK LASIK ใช้ใบมีดชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบให้ตัดฝากระจกตาได้บางเป็นพิเศษ เพื่อถนอมเนื้อเยื่อกระจกตาให้ได้มากที่สุด FemtoLASIK แตกต่างจากการทำเลสิกแบบดั้งเดิมอย่างไร? ข้อแตกต่างหลักคือกระบวนการเปิดฝากระจกตา เลสิกแบบดั้งเดิมจะใช้ใบมีดขนาดเล็ก (Microkeratome) ในการตัดแยกชั้นกระจกตา ในขณะที่ FemtoLASIK ใช้เลเซอร์ Femtosecond ที่มีความแม่นยำสูงในการแยกชั้นกระจกตาแทน ซึ่งช่วยให้ได้ฝากระจกตาที่มีความหนาสม่ำเสมอกว่า ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับฝากระจกตา และแผลสมานตัวได้เร็วกว่า การทำ FemtoLASIK เจ็บหรือไม่ และใช้เวลาผ่าตัดนานแค่ไหน? ระหว่างการผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะแพทย์จะหยอดยาชาให้ก่อนเริ่มกระบวนการ อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือถูกกดที่ดวงตาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนระยะเวลาการผ่าตัดจริงนั้นสั้นมาก มักใช้เวลาเพียงข้างละประมาณ 15–20 นาที โดยเป็นเวลาที่ใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตาเพียงไม่กี่วินาทีต่อข้างเท่านั้น สามารถว่ายน้ำหรือออกกำลังกายหลังทำ FemtoLASIK ได้เมื่อไหร่? ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการว่ายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อ น้ำ หรือสิ่งสกปรกเข้าตา ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดการว่ายน้ำหรือดำน้ำประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าฝากระจกตาสมานตัวสนิทและปลอดภัยเต็มที่ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เลสิก (LASIK) คืออะไร? ขั้นตอน ข้อดี และการดูแลหลังทำอย่างไร

สรุปสาระสำคัญ การทำเลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยปรับความโค้งของกระจกตาให้แสงตกกระทบจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลสิกหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, TransPRK, SBK LASIK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® และ PresbyLASIK ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน (ประมาณ 30,000–120,000 บาท/2 ตา) การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและการดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ ในปัจจุบัน “ปัญหาสายตา” เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวม “การทำเลสิก (LASIK)” จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการทำเลสิกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่เลสิกคืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงขั้นตอนการทำเลสิก การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ข้อดี ข้อจำกัด และวิธีดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดในระยะยาว   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? ▶ เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง? ▶ ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ▶ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ▶ ข้อควรทำหลังทำเลสิก ▶ ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี ▶ ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้ ▶ ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร?   การทำเลสิก (LASIK: Laser In Situ Keratomileusis) คือ การผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับสายตาของแต่ละบุคคล หลักการทำงานของเลสิก คือ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตา เปรียบเสมือนการ “เจียระไนเลนส์” ให้มีความโค้งที่พอดี ส่งผลให้แสงสามารถตกกระทบที่จอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ทำให้การมองเห็นกลับมาคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน การทำเลสิกจึงมีความปลอดภัยสูง เจ็บน้อย และใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง?   การทำเลสิกในปัจจุบันสามารถแก้ไข “ปัญหาสายตาผิดปกติ” ได้หลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทมีสาเหตุและลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. สายตาสั้น (Myopia) สายตาสั้น คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัด แต่สามารถมองเห็นระยะใกล้ได้ชัดเจน สาเหตุหลักเกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไป หรือความยาวของลูกตายาวกว่าปกติ ส่งผลให้แสงโฟกัสตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด 2. สายตายาว (Hyperopia) สายตายาว คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด แต่ระยะไกลอาจยังมองเห็นได้ดีกว่า สาเหตุเกิดจากกระจกตามีความโค้งน้อยเกินไป (ค่อนข้างแบน) หรือความยาวของลูกตาสั้นเกินไป ทำให้แสงไปโฟกัสหลังจอประสาทตา นอกจากนี้ “สายตายาวตามวัย” (Presbyopia) มักพบในผู้ที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตาเสื่อมลง ทำให้โฟกัสระยะใกล้ได้ไม่ดีเหมือนเดิม 3. สายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง คือ ภาวะที่การมองเห็นไม่คมชัดในทุกระยะ เนื่องจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้แสงที่เข้าสู่ตาไม่สามารถรวมเป็นจุดโฟกัสเดียวบนจอประสาทตาได้ ทำให้ภาพที่เห็นมีลักษณะเบลอ บิดเบี้ยว หรือซ้อนกัน 4. สายตาสั้นร่วมกับสายตายาวตามวัย เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม และเมื่ออายุมากขึ้น จะเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัยร่วมด้วย สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตา ทำให้ความสามารถในการโฟกัสลดลง ส่งผลให้มีปัญหาทั้งการมองเห็นระยะไกลและระยะใกล้ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเลสิกสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสายตาในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ปัจจุบันเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากค่าสายตา ความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ และคำแนะนำของจักษุแพทย์ 1. PRK   PRK เป็นเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โดยจักษุแพทย์จะลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (Epithelium) ออก จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ก่อนปิดผิวกระจกตาด้วยคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้ดี ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ไม่มีการเปิดฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงของภาวะฝากระจกตาเคลื่อนในระยะยาว ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 5–7 วันแรก มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่วงที่ผิวกระจกตากำลังสมานตัว ใช้ระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น โดยการมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์ มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพ หรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา เช่น นักบิน ทหาร ตำรวจ และนักกีฬา 2. TransPRK   TransPRK เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PRK โดยใช้เลเซอร์ Excimer Laser ลอกผิวกระจกตาและปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือขูดผิวกระจกตา ทำให้ลดการสัมผัสกับเนื้อเยื่อดวงตา ข้อดี ลดอาการระคายเคืองหลังทำเมื่อเทียบกับ PRK แผลเรียบสม่ำเสมอ และโดยทั่วไปฟื้นตัวได้เร็วกว่า PRK การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 3–4 วันแรก ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเลสิกวิธีอื่น เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0 มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพหรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา 3. SBK LASIK   SBK LASIK เป็นการพัฒนาจากเลสิกแบบดั้งเดิม โดยใช้ใบมีดชนิดพิเศษ (Microkeratome) สร้างฝากระจกตาที่มีความบาง ก่อนใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา แล้วปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ฟื้นตัวเร็ว มองเห็นชัดไวภายใน 1–2 วัน ใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบดั้งเดิม ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการตาแห้งในช่วงแรกหลังทำ ผู้ที่ดวงตาค่อนข้างเล็กอาจได้รับคำแนะนำให้เลือกเทคโนโลยีอื่น เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอ ผู้ที่ไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง และมีค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 4. FemtoLASIK   FemtoLASIK เป็นเลสิกไร้ใบมีดที่พัฒนาต่อยอดจาก SBK LASIK โดยใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ก่อนปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายประหยัดที่สุดในกลุ่มเลสิกไร้ใบมีด (ประมาณ 40,000–60,000 บาท/2 ตา) มีความแม่นยำ และปลอดภัยสูงกว่า PRK และ SBK LASIK ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ใบมีด มีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการแสงกระจายหรือมองเห็นไม่ชัดในที่มืดช่วงแรกหลังทำ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงและผลข้างเคียงต่ำ ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง 5. SMILE Pro™ 2.0   SMILE Pro™ 2.0 เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กที่พัฒนาต่อยอดจาก ReLEx SMILE โดยใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์เพียงประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาสายตา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา รู้สึกเจ็บน้อยกว่าวิธีอื่นๆ และฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งเมื่อเทียบกับเลสิกที่มีการเปิดฝากระจกตา มีความแม่นยำสูงด้วยระบบช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์อัตโนมัติ ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 80,000–100,000 บาท/2 ตา) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 6. NanoLASIK   NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้ Ziemer Femto Z8 ซึ่งเป็น Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลในการเปิดฝากระจกตา พร้อมระบบ Iris Registration และโปรแกรม Optimized Aspheric เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและช่วยลดแสงกระจายในเวลากลางคืน ข้อดี ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ประหยัดเนื้อกระจกตา เหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง ลดโอกาสเกิดแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในเวลากลางคืน มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท/2 ตา) มีการเปิดฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาอย่างรุนแรง เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง มีโอกาสทำเลสิกวิธีนี้ได้ ผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วหลังทำเลสิก และต้องการผลข้างเคียงหลังทำต่ำ 7. NanoReLEx®   NanoReLEx® เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โดยใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี AI และ OCT Scan แบบ Real-time ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยระหว่างการรักษา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน และมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อย มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 8. เลสิกสายตายาว PresbyLASIK   PresbyLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดสำหรับรักษาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) โดยพัฒนาต่อยอดจาก Monovision LASIK ด้วยการปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือและแว่นสายตาในชีวิตประจำวัน ข้อดี มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ปรับตัวกับการมองเห็นได้เร็วกว่า Monovision LASIK ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ข้อจำกัด อาจมีอาการแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในช่วงแรกหลังทำ ความคมชัดในบางระยะอาจลดลงเมื่อเทียบกับการแก้ไขสายตาแบบระยะเดียว ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงตามการเสื่อมของสายตาตามวัย เหมาะกับใคร ผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ ผู้ที่ต้องใช้สายตาหลายระยะในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ปรึกษาและตรวจประเมินก่อนทำเลสิก ตรวจวิเคราะห์สภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกเทคโนโลยีเลสิกที่เหมาะกับคุณที่สุด สอบถามราคาแต่ละเทคนิคและโปรโมชันได้ที่นี่ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก   เพื่อให้การผ่าตัดเลสิกเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ผู้เข้ารับการรักษาควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนวันผ่าตัด ควรงดใส่อย่างน้อย 3–7 วัน (หรือมากกว่านั้นในบางประเภท) เพื่อให้กระจกตากลับสู่สภาพปกติ ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย อาบน้ำ ล้างหน้า และสระผมให้สะอาดในวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ งดแต่งหน้าในวันผ่าตัด รวมถึงงดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรือครีมบำรุงรอบดวงตา สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเปลี่ยน แนะนำให้ใส่เสื้อแบบติดกระดุมด้านหน้า เพื่อลดการกระทบกระเทือนบริเวณดวงตาหลังทำ งดใช้น้ำหอมและสเปรย์ทุกชนิด เช่น สเปรย์ผม น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน เพื่อลดการระคายเคืองระหว่างการผ่าตัด งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แจ้งประวัติการใช้ยาให้แพทย์ทราบ รวมถึงยาประจำ อาหารเสริม หรือโรคประจำตัว เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและความปลอดภัย ควรมีผู้ติดตามมาด้วยในวันผ่าตัด และไม่ควรขับรถมาเอง เนื่องจากหลังทำเลสิกอาจมีอาการตาพร่า หรือระคายเคืองชั่วคราว การเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นหลังการผ่าตัดในระยะยาว ข้อควรทำหลังทำเลสิก   เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ผู้เข้ารับการทำเลสิกควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อดวงตา ดังนี้ ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลต่อกระจกตาที่กำลังฟื้นตัว หากมีอาการคัน ควรล้างมือให้สะอาด และใช้นิ้วแตะเบาๆ บริเวณหัวตาหรือหางตาแทน หลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตา โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรกหลังผ่าตัด ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า สระผม หรืออาบน้ำ งดว่ายน้ำหรือดำน้ำ อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำ งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรืออายแชโดว์ ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี ใส่ฝาครอบตาขณะนอนหลับ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาล้าและตาแห้ง การปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี โดยทั่วไปผลลัพธ์จากการทำเลสิกสามารถอยู่ได้นานหลายปี เพราะเป็นการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตาเดิม อย่างไรก็ตาม เลสิกไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของดวงตาได้ เช่น สายตายาวตามวัยที่มักเริ่มพบในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือภาวะต้อกระจกในอนาคต ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงได้แม้เคยทำเลสิกแล้ว ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้   แม้ว่าการทำเลสิกจะเป็นวิธีแก้ไขสายตาที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ โดยผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมกับการทำเลสิก ผู้ที่มีค่าสายตาสั้นสูงมาก (มากกว่า 1,400) ซึ่งอาจเกินขอบเขตที่เลสิกสามารถแก้ไขได้อย่างปลอดภัย ผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา เช่น กระจกตาโก่ง (Keratoconus) ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตา เช่น ตาแห้งรุนแรง หรือมีการติดเชื้อบริเวณดวงตา ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือโรคที่ส่งผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีค่าสายตายังไม่คงที่ (มักพบในช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมและเลือกแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานพยาบาลในการทำเลสิก ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) คือศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยมาตรฐานการรักษาระดับสากล ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบผลลัพธ์การมองเห็นที่มีคุณภาพสูงสุดในระยะยาว จุดเด่นของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ดูแลครบวงจร พร้อมบริการระดับพรีเมียม ตั้งแต่การตรวจ วางแผน ผ่าตัด และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยความพร้อมทั้งด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการทำเลสิกอย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด สรุป การทำเลสิก (LASIK) เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสายตาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0 รวมถึง PresbyLASIK สำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามวัย แต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากโครงสร้างดวงตา ค่าสายตา และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยต้องผ่านการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด และการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์การรักษามีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เลสิกอาจไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีค่าสายตาสูงมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการทำเลสิก การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่ครบครัน เช่น ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัด ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิก (FAQ) ทำเลสิกแล้วสายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ค่าสายตายังไม่คงที่ก่อนทำเลสิก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของดวงตาตามอายุ แต่โดยทั่วไปผลลัพธ์ของเลสิกค่อนข้างคงที่ในระยะยาว หากเริ่มมองไม่ชัดอีกครั้งควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ทำเลสิกแล้วตอนอายุมากขึ้นต้องใส่แว่นไหม อาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมีสายตายาวตามวัย เพราะเลสิกช่วยแก้ค่าสายตาเดิม เช่น สั้น ยาว หรือเอียง แต่ไม่สามารถป้องกันความเสื่อมตามวัยของเลนส์ตาได้ หลังทำเลสิกต้องตรวจตาบ่อยแค่ไหน ควรมาตรวจตามนัดที่จักษุแพทย์กำหนดในช่วงแรกหลังผ่าตัด (1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน หรือตามที่แพทย์นัดติดตามอาการหลังผ่าตัด) หลังจากนั้นควรตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัด ตาแห้งมาก แสบตา หรือมีแสงกระจายผิดปกติ เพื่อดูแลผลลัพธ์และสุขภาพดวงตาในระยะยาว กระจกตาบางทำเลสิกได้ไหม คนที่กระจกตาบางเกินไปมักไม่สามารถทำเลสิกได้ เนื่องจากขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตาอาจทำให้กระจกตาที่เหลือบางจนเกิดอันตราย แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาสายตาที่ปลอดภัยสำหรับคนกระจกตาบาง เช่น การทำเลสิกวิธี NanoLASIK ที่ประหยัดเนื้อกระจกตามากกว่าเลสิกวิธีอื่น (เอกสิทธิ์เฉพาะที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)) หรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ดังนั้น หากคุณกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะช่วยประเมินวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้แทนการทำเลสิกทั่วไป เลสิกแพงไหม ราคาเท่าไหร่ การทำเลสิกมีราคาที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้และสถานพยาบาล โดยทั่วไปราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 บาท ไปจนถึง 150,000 บาทต่อตาทั้งสองข้าง การทำ PRK หรือเลสิกแบบดั้งเดิมมักมีราคาประหยัดที่สุด ส่วนเลสิกแบบไร้ใบมีด เช่น FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® ที่ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงจะมีราคาสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะดูเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับค่าคอนแทคเลนส์และแว่นตาที่คุณต้องจ่ายตลอดชีวิต เลสิกน่ากลัวไหม ความกลัวเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคนที่ต้องทำหัตถการกับดวงตา แต่ในความเป็นจริงการทำเลสิกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความปลอดภัยและแม่นยำสูงมาก ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย ตลอดการผ่าตัดจักษุแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาเพียง 10–15 นาทีต่อข้างเท่านั้น เลสิกเจ็บไหม ก่อนเริ่มขั้นตอนการทำเลสิกแพทย์จะหยอดยาที่ดวงตา ทำให้คุณไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัด แต่อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเบาๆ เพียงไม่กี่วินาทีในบางขั้นตอนเท่านั้น หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก อาจมีอาการระคายเคืองตา น้ำตาไหล หรือเคืองตาคล้ายมีเม็ดทรายอยู่ในตา ซึ่งเป็นอาการปกติที่สามารถบรรเทาได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียมและทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เลสิกมีกี่แบบ? เปรียบเทียบเทคนิค ข้อดี และข้อจำกัดของแต่ละแบบ

สรุปสาระสำคัญ ปัจจุบันเลสิกมี 9 เทคนิคหลัก แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามวิธีจัดการกระจกตา ได้แก่ กลุ่มลอกผิวกระจกตา (PRK, TransPRK) กลุ่มเปิดฝากระจกตา (SBK LASIK, FemtoLASIK, NanoLASIK, NanoPresby LASIK) และกลุ่มแผลเล็กไม่เปิดฝากระจกตา (ReLEx SMILE, SMILE Pro™ 2.0, NanoRelex®) กลุ่มลอกผิวกระจกตาเหมาะกับผู้ที่กระจกตาบางหรือเสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา แต่พักฟื้นนานกว่า ส่วนกลุ่มแผลเล็กช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตาและลดภาวะตาแห้งได้ดีที่สุด ราคาแตกต่างกันตามเทคโนโลยี ตั้งแต่ประมาณ 30,000–40,000 บาท (PRK, SBK LASIK) ไปจนถึง 100,000–120,000 บาท (NanoLASIK, NanoRelex®) ต่อ 2 ตา ผู้ที่เหมาะกับการทำเลสิกควรมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี กระจกตาหนาเพียงพอ และไม่มีโรคทางตาที่รุนแรง ทั้งนี้การเลือกเทคนิคที่เหมาะสมต้องผ่านการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์เสมอ ปัญหาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ล้วนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การทำเลสิกจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการทำเลสิกหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีจุดเด่น ขั้นตอนการรักษา ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เนื้อหานี้จะพาคุณไปรู้จักว่าเลสิกมีกี่แบบ พร้อมเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี และแนวทางเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับค่าสายตา งบประมาณ และไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกมีทั้งหมดกี่แบบ ▶ เปรียบเทียบเลสิกแต่ละประเภท ▶ ใครที่เหมาะกับการทำเลสิก? ▶ วิธีเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ▶ ข้อควรระวังและข้อห้ามหลังทำเลสิก ▶ ทำเลสิกราคาเท่าไร? ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เลสิกมีทั้งหมดกี่แบบ เทคนิคการทำเลสิกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหาสายตาในรูปแบบที่หลากหลาย โดยแต่ละประเภทมีหลักการทำงาน ข้อดี และข้อควรระวังที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 1. PRK การทำ PRK จะเริ่มต้นด้วยการลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (Epithelium) ออกทั้งหมด จากนั้นแพทย์จะใช้เลเซอร์ (Excimer Laser) เข้าไปปรับแต่งความโค้งของกระจกตาให้สอดคล้องกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข ปิดท้ายด้วยการใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษเพื่อปกป้องดวงตาและช่วยให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้เป็นอย่างดี ข้อดี เป็นวิธีที่ราคาจับต้องได้ง่าย (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ลดความเสี่ยงจากภาวะฝากระจกตาเคลื่อน หรือปัญหาเกี่ยวกับฝากระจกตาในระยะยาว เนื่องจากไม่มีขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตา ข้อจำกัด ในช่วง 5–7 วันแรก ผู้เข้ารับการรักษาอาจรู้สึกปวด แสบ หรือเคืองตา มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าในช่วงที่รอให้ผิวเนื้อเยื่อกระจกตาสร้างขึ้นมาใหม่ ใช้ระยะเวลาพักฟื้นนานกว่าวิธีอื่น โดยการมองเห็นจะค่อยๆ ปรับตัวจนคมชัดในเวลาประมาณ 3–4 สัปดาห์ มีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยฝ้าขุ่นบนกระจกตา โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสูงมากๆ หรือมีโรคทางกระจกตาอื่นๆ ร่วมด้วย เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ผู้ที่มีปัญหากระจกตาบาง หรือสภาพดวงตาไม่เหมาะกับการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ชอบเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม หรือประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงต่อการถูกกระแทกบริเวณดวงตา เช่น ตำรวจ ทหาร นักบิน หรือนักกีฬา 2. TransPRK นวัตกรรมนี้พัฒนาต่อยอดมาจาก PRK เดิม โดยใช้เลเซอร์ (Excimer Laser) เพียงอย่างเดียวในการทำงานแบบเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการลอกผิวกระจกตาและการปรับแต่งความโค้งในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ สัมผัสหรือขูดที่ผิวดวงตา ข้อดี ช่วยลดความรู้สึกระคายเคืองหลังรับบริการได้ดีกว่าการทำ PRK แบบดั้งเดิม รอยแผลมีความเรียบเนียนสม่ำเสมอ ส่งผลให้ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่า ระยะเวลาที่สายตาจะกลับมาปรับตัวคมชัดใช้เวลาลดลง เหลือเพียงประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบ หรือเคืองตาได้ในช่วง 3–4 วันแรก ระยะเวลาพักฟื้นยังถือว่านานกว่ากลุ่มเลสิกทั่วไป (เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0) อาจพบความเสี่ยงเรื่องกระจกตาเป็นฝ้าขุ่นได้ ในรายที่มีค่าสายตาผิดปกติมาก หรือมีโรคทางกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้นและเอียง ผู้ที่กระจกตาค่อนข้างบาง หรือไม่สามารถทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตาได้ ผู้ที่ทำงานหรือมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการโดนกระแทกที่ดวงตา 3. SBK LASIK เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากเลสิกยุคแรก โดยเปลี่ยนมาใช้ใบมีดชนิดพิเศษ (Microkeratome) ที่สามารถแยกชั้นฝากระจกตาได้บางเป็นพิเศษ จากนั้นจึงใช้เลเซอร์ (Excimer Laser) ในการปรับรูปทรงกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตา แล้วจึงพับฝากลับเข้าตำแหน่งเดิม ข้อดี ราคาประหยัดและเข้าถึงได้ง่าย (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดขึ้นภายในประมาณ 1–2 วัน สูญเสียเนื้อกระจกตาน้อยกว่าการทำเลสิกด้วยใบมีดแบบรุ่นเก่า ข้อจำกัด เนื่องจากมีการสร้างฝากระจกตา จึงต้องระมัดระวังอุบัติเหตุหรือการกระแทกอย่างรุนแรงในช่วงแรก ผู้รับบริการบางรายอาจพบภาวะตาแห้งในช่วงแรกๆ หากผู้เข้ารับการรักษามีดวงตาที่ค่อนข้างเล็ก แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีอื่นแทน เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ผู้ที่ต้องการพักฟื้นระยะสั้นและอยากกลับมาใช้สายตาตามปกติ ผู้ที่มีความหนาของกระจกตาอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถทำได้ ผู้ที่มีค่าสายตาอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่มีปัญหาตาแห้งขั้นรุนแรง 4. FemtoLASIK FemtoLASIK หรือที่เรียกกันว่า “เลสิกไร้ใบมีด” เป็นเทคโนโลยีที่ยกระดับมาจาก SBK LASIK โดยเปลี่ยนจากการใช้ใบมีดมาเป็นคลื่นเลเซอร์ (Femtosecond Laser) ในการสร้างฝากระจกตาแทน จากนั้นจึงยิงเลเซอร์ (Excimer Laser) เพื่อสลายเนื้อเยื่อปรับค่าสายตา และปิดฝากระจกตาลง ข้อดี เป็นทางเลือกของเลสิกไร้ใบมีดที่ราคาคุ้มค่า (ประมาณ 40,000–60,000 บาท/2 ตา) ให้ความแม่นยำสูงกว่าวิธี PRK และ SBK LASIK ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการใช้ใบมีด อาการแสบตา ปวด หรือระคายเคืองมีน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK อย่างเห็นได้ชัด ข้อจำกัด ยังคงเป็นวิธีที่มีการแยกชั้นฝากระจกตา จึงมีความเสี่ยงหากโดนกระแทกแรงๆ ในช่วงแรก อาจพบอาการมองเห็นแสงแตกกระจาย หรือความคมชัดลดลงในที่แสงน้อยช่วงแรก เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้น เอียง หรือทำเลสิกแบบรักษาทั้งสายตาสั้น เอียง และยาวพร้อมกัน (Monovision) ผู้ที่ต้องการใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ผู้ที่คาดหวังผลลัพธ์ที่มีความแม่นยำสูง ผู้ที่มีความหนากระจกตาเพียงพอและไม่มีอาการตาแห้งขั้นรุนแรง 5. ReLEx SMILE ReLEx SMILE (รีเลกส์สมาย) ถือเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (Lenticule Extraction) โดยจักษุแพทย์จะใช้คลื่นเลเซอร์ (Femtosecond Laser) เพียงชนิดเดียวในการตัดแต่งชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ภายในชั้นกระจกตา จากนั้นจะคีบเอาชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านรอยเปิดขนาดเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่มีการแยกชั้นหรือเปิดฝากระจกตาเหมือนการทำเลสิกแบบดั้งเดิม ข้อดี ไม่มีการเปิดฝากระจกตา ช่วยให้โครงสร้างของกระจกตายังคงความแข็งแรงไว้ได้มาก รบกวนเส้นประสาทบนกระจกตาน้อยมาก จึงช่วยลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังผ่าตัดได้ดีกว่าเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา แผลมีขนาดเล็ก ทำให้เจ็บน้อยและร่างกายฟื้นตัวได้ไว ข้อจำกัด เป็นเทคโนโลยีรุ่นพื้นฐานก่อนที่จะพัฒนามาเป็น SMILE Pro™ 2.0 จึงใช้เวลายิงเลเซอร์นานกว่าเล็กน้อย ยังไม่มีระบบจัดตำแหน่งดวงตาและเล็งศูนย์กลางแบบอัตโนมัติ (ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของจักษุแพทย์ในการเล็งตำแหน่ง) เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้น หรือสายตาเอียง ผู้ที่ต้องการรักษาสายตายาวด้วยเทคนิคการมองเห็นแบบสลับตา (Monovision) ผู้ที่กังวลเรื่องภาวะตาแห้ง และต้องการรักษาสภาพความแข็งแรงของกระจกตาไว้ให้ได้มากที่สุด 6. SMILE Pro™ 2.0 นวัตกรรมเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก ReLEx SMILE โดยใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ตัดแต่งชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ภายในชั้นกระจกตา แล้วคีบออกมาผ่านรอยกรีดแผลเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์สั้นมากเพียง 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำระดับสูง ข้อดี แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก ช่วยรักษาสภาพความแข็งแรงของกระจกตาไว้ได้เป็นอย่างดี เจ็บน้อยระหว่างทำ และพักฟื้นระยะสั้น มีอัตราการเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเลสิกชนิดที่มีการเปิดฝากระจกตาอย่างเห็นได้ชัด มีความแม่นยำสูงด้วยระบบนำวิถีจัดตำแหน่งเลเซอร์แบบอัตโนมัติ ข้อจำกัด ราคาค่อนข้างสูงกว่าวิธีอื่น (ประมาณ 80,000–100,000 บาท/2 ตา) ไม่รองรับการแก้ไขผู้ที่มีปัญหาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้น เอียง หรือต้องการทำแบบ Monovision ผู้ที่ต้องการใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยและกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาแห้ง 7. NanoLASIK NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ซึ่งพัฒนามาจาก FemtoLASIK โดยเลือกใช้เครื่อง Ziemer Femto Z8 ปล่อยพลังงานเลเซอร์ที่ต่ำมากระดับนาโนจูลเพื่อแยกชั้นฝากระจกตา ทำงานร่วมกับระบบ Iris Registration และโปรแกรม Optimized Aspheric เพื่อความแม่นยำสูงและลดปัญหาแสงกระจายตอนกลางคืน ข้อดี การใช้พลังงานต่ำช่วยทะนุถนอมเนื้อเยื่อตา ลดการบอบช้ำ ช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี ใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยใช้เวลาพักฟื้นระยะสั้น (ประมาณ 1 วัน) ประหยัดเนื้อกระจกตา จึงเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีสายตาสั้นมากหรือกระจกตาบางสามารถทำได้ ช่วยลดปัญหาแสงฟุ้งหรือแตกกระจายเมื่อต้องใช้สายตาตอนกลางคืน มีการทำงานร่วมกับ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด มีค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท/2 ตา) เนื่องจากมีการสร้างฝากระจกตา จึงยังต้องระวังอุบัติเหตุจากการกระแทกที่รุนแรง เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้น เอียง หรือต้องการทำแบบ Monovision ผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง หรือมีกระจกตาค่อนข้างบางที่อยู่ในเกณฑ์สามารถทำเลสิกได้ ผู้ที่ต้องการให้ร่างกายใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย 8. NanoRelex® เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กเอกสิทธิ์จากศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ใช้คลื่น Femtosecond Laser ระดับพลังงานต่ำ (นาโนจูล) ในการสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกมาผ่านแผลผ่าตัดเล็กขนาด 2–3 มิลลิเมตร ผสานกับเทคโนโลยี AI และการสแกนตาแบบ 3 มิติ (OCT Scan) แบบ Real-time ตลอดการรักษา เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย ข้อดี แผลเล็ก กระจกตาจึงยังคงความแข็งแรงและโครงสร้างเดิมไว้ได้ดี เลเซอร์พลังงานต่ำทำให้อ่อนโยนต่อดวงตา ลดการบาดเจ็บ และใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อย ใช้เวลาพักฟื้นระยะสั้น (ประมาณ 1 วัน) และโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อย ระบบ AI และ OCT Scan ช่วยตรวจสอบและควบคุมความแม่นยำขณะรักษา ข้อจำกัด งบประมาณค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท/2 ตา) ยังไม่สามารถรองรับการรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการรักษาสายตาสั้นและเอียง ผู้ที่ต้องการพักฟื้นระยะสั้นและสามารถใช้งานดวงตาได้ตามปกติ ผู้ที่กังวลเรื่องปัญหาตาแห้งหลังรับบริการ 9. NanoPresby LASIK / Presby LASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก Monovision LASIK โดยใช้เลเซอร์ปรับแต่งผิวกระจกตาให้มีลักษณะคล้ายเลนส์หลายระยะ (Multifocal Vision) ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล เพื่อลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ข้อดี ช่วยให้การมองเห็นครอบคลุมในทุกระยะ ทั้งใกล้ กลาง และไกล สมองปรับตัวรับภาพได้เป็นธรรมชาติกว่าการทำ Monovision LASIK พักฟื้นระยะสั้น ช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดขึ้นภายในประมาณ 1 วัน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดการสวมใส่แว่นสายตาหรือแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ข้อจำกัด ในระยะแรกหลังรับบริการ อาจพบปัญหาแสงฟุ้งหรือแสงกระจายได้บ้าง ความคมชัดในบางระยะอาจมีความแตกต่างกันเมื่อเทียบกับการแก้ไขสายตาแบบระยะเดียว ประสิทธิภาพการมองเห็นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต ตามความเสื่อมของดวงตาตามวัย เหมาะกับใคร ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่เริ่มเผชิญกับปัญหาสายตายาวตามอายุ ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ต้องใช้สายตาในการโฟกัสหลายระยะสลับไปมา ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและไม่อยากพกแว่นสายตาหรือแว่นอ่านหนังสือติดตัวตลอดเวลา เปรียบเทียบเลสิกแต่ละประเภท เทคโนโลยี ข้อโดดเด่น เหมาะกับใคร PRK (พีอาร์เค) เทคโนโลยีแบบไร้การเปิดฝากระจกตา ใช้วิธีลอกผิวชั้นนอกก่อนยิงเลเซอร์ ปลอดภัยต่อโครงสร้างตา และช่วยประหยัดเนื้อกระจกตา ผู้ที่มีสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง (รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดเรื่องกระจกตาบาง) TransPRK (ทรานส์พีอาร์เค) ใช้เลเซอร์ทั้งลอกผิวและปรับความโค้งกระจกตารวดเดียวจบ ไร้อุปกรณ์สัมผัสดวงตา แผลเรียบเนียนและช่วยลดอาการระคายเคือง ผู้ที่มีสายตาสั้น และสายตาเอียง SBK LASIK (เอสบีเคเลสิก) ใช้ใบมีดชนิดพิเศษช่วยเปิดฝากระจกตาได้บางกว่าเลสิกรุ่นเก่า ช่วยประหยัดเนื้อกระจกตา แผลหายไว และสายตากลับมามองเห็นชัดเจนได้รวดเร็ว ผู้ที่มีสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง FemtoLASIK (เฟมโตเลสิก) เลสิกไร้ใบมีด ใช้คลื่นเลเซอร์ในการเปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด ให้ความแม่นยำสูง เจ็บน้อย และร่างกายฟื้นตัวได้ไว ผู้ที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (ต้องการทำ Monovision) ReLEx SMILE (รีเลกส์สมาย) เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ช่วยรักษาสภาพความแข็งแรงของดวงตา และลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะตาแห้งหลังทำได้อย่างดีเยี่ยม ผู้ที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (ต้องการทำ Monovision) SMILE Pro™ 2.0 (สมายโปร 2.0) นวัตกรรมอัปเกรดความไว ใช้เวลายิงเลเซอร์สั้นเพียง 8 วินาที/ข้าง มาพร้อมระบบนำวิถีจัดตำแหน่งดวงตาอัตโนมัติ แม่นยำสูงและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายขณะเข้ารับการรักษา ผู้ที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (ต้องการทำ Monovision) NanoLASIK (นาโนเลสิก) เลสิกไร้ใบมีดพลังงานต่ำระดับนาโนจูล ช่วยถนอมเนื้อกระจกตาและลดปัญหาแสงแตกกระจายในเวลากลางคืน ตอบโจทย์ผู้ที่มีกระจกตาบางหรือมีค่าสายตาสูง ผู้ที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (ต้องการทำ Monovision) NanoRelex® (นาโนรีเลกส์) เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก อ่อนโยนต่อดวงตาด้วยเลเซอร์พลังงานต่ำ (นาโนจูล) มอบความแม่นยำขั้นสุดด้วยระบบ AI และการสแกนดวงตา 3 มิติ (OCT Scan) แบบเรียลไทม์ ผู้ที่มีสายตาสั้น และสายตาเอียง NanoPresby LASIK / Presby LASIK นวัตกรรมเพื่อผู้มีสายตายาวตามอายุโดยเฉพาะ ปรับผิวกระจกตาให้มองเห็นคมชัดครอบคลุมทุกระยะ (ใกล้-กลาง-ไกล) ช่วยให้เลิกพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ใครที่เหมาะกับการทำเลสิก? การทำเลสิกเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะสมกับการรักษาวิธีนี้ ซึ่งคนที่เหมาะกับการทำเลสิก ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี กระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีความผิดปกติ ไม่มีโรคทางตาที่รุนแรง เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือจอประสาทตาเสื่อม ไม่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการหายของแผล เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ วิธีเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ควรงดใส่คอนแทคเลนส์ล่วงหน้าก่อนวันผ่าตัด ในวันผ่าตัดควรล้างหน้าและสระผมให้สะอาด หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าและใส่เสื้อผ้าที่ติดกระดุมหน้าเพื่อความสะดวก ห้ามใช้น้ำหอมหรือสเปรย์ดับกลิ่นทุกชนิด งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันผ่าตัด แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานเป็นประจำเพื่อพิจารณาการหยุดยา เช่น ยารักษาสิว ยากดภูมิคุ้มกัน ในวันผ่าตัดไม่ควรขับรถเอง ควรมีผู้ติดตามเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการเดินทาง ข้อควรระวังและข้อห้ามหลังทำเลสิก ห้ามขยี้ตาอย่างเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการล้างหน้าหรือนำน้ำเข้าตาโดยตรงในช่วงแรก หากรู้สึกคัน ให้ล้างมือให้สะอาดก่อนใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ที่หัวตาหรือหางตาเท่านั้น ห้ามว่ายน้ำและดำน้ำจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากแพทย์ งดแต่งหน้ารอบดวงตาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หยอดยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ใส่ฝาครอบตาก่อนนอนจนครบ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตา พักสายตาเป็นระยะเมื่อใช้สายตาหนักหรือเป็นเวลานาน ทำเลสิกราคาเท่าไร? ราคาในการทำเลสิกขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ จึงควรเข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพตากับทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญของ Bangkok Eye Hospital เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด โดยแพทย์จะพิจารณาจากค่าสายตา ลักษณะกระจกตา และความต้องการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องสิทธิประกันและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ รวมถึงนัดหมายเพื่อการดูแลอย่างครบถ้วนหลังทำเลสิก ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ สรุป เลสิกมีกี่แบบ? การทำเลสิกมีหลายเทคนิคให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น PRK, LASIK, FemtoLASIK และ ReLEx SMILE ซึ่งแต่ละวิธีแตกต่างกันที่เทคโนโลยีการแยกชั้นกระจกตา ขนาดแผล และการฟื้นตัว การเลือกประเภทเลสิกที่เหมาะสมควรผ่านการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด แนะนำปรึกษาทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ซึ่งมีเครื่องมือทันสมัยและดูแลครบวงจรทุกขั้นตอนการรักษา ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกมีกี่แบบ (FAQ) การตัดสินใจทำเลสิกเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับข้อมูลครบถ้วน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้น นี่คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกมีกี่แบบ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่ายและกระชับ เคยทำเลสิกไปแล้ว ทำซ้ำเทคนิคอื่นได้ไหม หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขซ้ำในอนาคต (ซึ่งพบได้น้อย) แพทย์จะพิจารณาจากสภาพกระจกตาที่เหลืออยู่และเทคนิคเดิมที่เคยทำไป ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ทำเลสิกแบบมีฝากระจกตา (LASIK) มาแล้ว หากต้องการแก้ไขซ้ำก็มักจะใช้วิธีเปิดฝาเดิมเพื่อยิงเลเซอร์ใหม่ แต่ถ้าเคยทำ PRK มาก่อน อาจต้องพิจารณา PRK ซ้ำ ทั้งนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำที่ดีที่สุดหลังจากตรวจประเมินอย่างละเอียดอีกครั้ง การเลือกประเภทเลสิกส่งผลต่อระยะเวลาพักฟื้นแค่ไหน การเลือกประเภทเลสิกส่งผลต่อระยะเวลาพักฟื้นอย่างชัดเจน เช่น PRK อาจใช้เวลาฟื้นตัวหลายวันถึงสัปดาห์ ส่วน LASIK, FemtoLASIK และ ReLEx SMILE ฟื้นตัวได้เร็วภายใน 1-3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ ซึ่งในปัจจุบันเลสิกมีกี่แบบขึ้นกับการแบ่งตามเทคนิค เช่น PRK, LASIK, FemtoLASIK และ ReLEx SMILE ที่ต่างกันในเรื่องขนาดแผล ความแม่นยำ และระยะเวลาฟื้นตัว เลือกทำเลสิกแบบไหนดี การเลือกวิธีการทำเลสิกที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ค่าสายตา ลักษณะความโค้งและความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ ความต้องการในการฟื้นตัวของแต่ละคน รวมถึงงบประมาณที่มี เนื่องจากราคาเลสิกจะแตกต่างกันตามเทคโนโลยีที่เลือกใช้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  

สายตายาวตามอายุเกิดจากอะไร และมีวิธีรักษาแบบไหนบ้าง?

สรุปสาระสำคัญ สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากเลนส์แก้วตาที่แข็งขึ้นและสูญเสียความยืดหยุ่นตามวัย ทำให้ปรับโฟกัสระยะใกล้ได้ลดลง มักเริ่มพบในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป แนวทางแก้ไขสายตายาวตามอายุมีหลายวิธี เช่น แว่นสายตา คอนแทคเลนส์ สายตายาว เปลี่ยนเลนส์ตาเทียม ที่ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีเทคโนโลยีในการแก้ไขสายตายาวตามอายุหลากหลายวิธี โดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ สายตายาวตามวัยคืออะไร? ▶ สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสายตายาวตามอายุ ▶ อาการของสายตายาวตามอายุที่พบบ่อย ▶ แนวทางแก้ไขสายตายาวตามอายุ ▶ แนวทางการเลือกวิธีรักษาสายตายาว ▶ วิธีดูแลสายตาและชะลอการเปลี่ยนแปลงของสายตา ▶ รักษาสายตายาวที่ศูนย์รักษาสายตายาว (LASER VISION) Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ อ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) สายตายาวตามวัยคืออะไร? เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตา (Crystalline Lens) จะค่อย ๆ สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนรูปร่างเพื่อปรับโฟกัสระยะใกล้ได้ดีเหมือนเดิม ร่วมกับการทำงานของกล้ามเนื้อภายในตาที่ช่วยในการปรับโฟกัสซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามวัย ส่งผลให้การมองวัตถุใกล้เริ่มพร่ามัวและต้องยื่นสิ่งของออกห่างมากขึ้นจึงจะมองเห็นชัด ภาวะนี้แตกต่างจาก สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของกำลังหักเหแสงของดวงตา เช่น ลูกตาสั้นกว่าปกติหรือกระจกตาแบน ทำให้แสงไปโฟกัสหลังจอประสาทตา และอาจส่งผลต่อการมองเห็นทั้งระยะใกล้และระยะไกล สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสายตายาวตามอายุ สายตายาวตามอายุเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัยของระบบที่ช่วยให้ดวงตาปรับโฟกัสระยะใกล้ โดยมักเริ่มเห็นอาการชัดขึ้นในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น เลนส์แก้วตาแข็งขึ้น เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อย ๆ สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ความสามารถในการเปลี่ยนรูปร่างเพื่อเพิ่มกำลังโฟกัสสำหรับการมองใกล้ลดลง การปรับโฟกัสของดวงตาลดลงตามวัย กล้ามเนื้อภายในตาที่เกี่ยวข้องกับการปรับโฟกัส หรือ Ciliary Muscle ทำงานร่วมกับเลนส์แก้วตาในการมองระยะใกล้ เมื่ออายุมากขึ้น ระบบการปรับโฟกัสนี้จะทำงานได้ลดลง จึงเพ่งวัตถุใกล้ได้ยากกว่าเดิม อายุที่เพิ่มขึ้น อายุเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะสายตายาวตามอายุ โดยอาการมักเริ่มสังเกตได้ในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป แต่อายุที่เริ่มมีอาการและระดับความรุนแรงอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล อาการของสายตายาวตามอายุที่พบบ่อย อาการของสายตายาวตามอายุมักค่อยๆ ก่อตัวขึ้นและสังเกตได้ชัดเจนเมื่อต้องทำกิจกรรมที่ใช้สายตาระยะใกล้ ผู้ที่มีภาวะนี้มักพบความผิดปกติที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน หากเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ควรเข้าพบหมอรักษาตาเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ มองใกล้ไม่ชัด ตัวหนังสือหรือวัตถุที่อยู่ใกล้ดูพร่ามัว ต้องยืดแขนหรือยื่นสิ่งของออกไปให้ไกลขึ้นจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน อาการตาล้า รู้สึกเมื่อยล้าดวงตา ปวดกระบอกตา หลังจากใช้อ่านหนังสือ ใช้งานสมาร์ตโฟน หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ปวดศีรษะ การพยายามเพ่งสายตาอย่างหนักเพื่อปรับโฟกัสภาพ จะทำให้เกิดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อตาและลุกลามไปสู่อาการปวดศีรษะ ต้องการแสงสว่างมากขึ้น ต้องอาศัยแสงสว่างที่มากขึ้นกว่าปกติในการอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ในระยะใกล้เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น แนวทางแก้ไขสายตายาวตามอายุ แนวทางแก้ไข สายตายาวตามอายุ มีหลายวิธี โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาจากค่าสายตา อายุ สุขภาพดวงตา และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด แว่นสายตา แว่นสายตาเป็นวิธีที่ง่ายและนิยมใช้มากที่สุดสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหามองใกล้ไม่ชัด โดยสามารถเลือกได้ทั้ง แว่นอ่านหนังสือ สำหรับใช้งานระยะใกล้ หรือ แว่นโปรเกรสซีฟ ที่ช่วยให้มองเห็นได้ทั้งระยะใกล้ กลาง และไกลในแว่นเพียงอันเดียว คอนแทคเลนส์ ผู้ที่ไม่ต้องการใส่แว่นสามารถเลือกใช้ คอนแทคเลนส์ชนิดมัลติโฟคอล (Multifocal Contact Lenses) ซึ่งออกแบบให้รองรับการมองเห็นหลายระยะ ทั้งใกล้ กลาง และไกล โดยควรตรวจวัดค่าสายตาและเลือกชนิดเลนส์ให้เหมาะกับดวงตาและการใช้งานของแต่ละบุคคล เลสิกแก้สายตายาวตามอายุ เลสิกสายตายาวตามอายุ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่น โดยใช้เลเซอร์ปรับการมองเห็นให้รองรับทั้งระยะใกล้ กลาง และไกลตามเทคนิคที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ที่ศูนย์เลสิก Laser Vision มีทางเลือก เช่น PresbyLASIK และ NanoPresbyLASIK โดยจักษุแพทย์จะประเมินค่าสายตา โครงสร้างกระจกตา ตาข้างถนัด และรูปแบบการใช้ชีวิตก่อนวางแผนรักษา การเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม No-Blade RLE การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเป็นการนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออก และใส่ เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens: IOL) ทดแทน โดยสามารถเลือกเลนส์ที่ช่วยรองรับการมองเห็นหลายระยะในผู้ที่มีความเหมาะสม วิธีนี้อาจเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามอายุและต้องการลดการพึ่งพาแว่นในระยะยาว โดยจักษุแพทย์จะประเมินอายุ ค่าสายตา สุขภาพดวงตา และชนิดของเลนส์ที่เหมาะสมก่อนการรักษา สรุป: แนวทางแก้ไขสายตายาวตามอายุมีทั้ง แว่นสายตา คอนแทคเลนส์ เลสิกสายตายาว และการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน จึงควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเลือกวิธีรักษาให้เหมาะกับดวงตาของแต่ละบุคคล ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ แนวทางการเลือกวิธีรักษาสายตายาว การตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากหลายปัจจัย เริ่มจากไลฟ์สไตล์และความต้องการส่วนตัว เช่น ต้องการความสะดวกสบายในการมองเห็นทุกกิจกรรมหรือไม่ สุขภาพดวงตา โดยรวมก็สำคัญ ควร ปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อตรวจและประเมินว่าดวงตาเหมาะกับวิธีรักษาแบบใด ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ก็มีส่วน เช่น ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาเพียงบางส่วน หรืออยากเลิกใช้แว่นตาโดยถาวร รวมถึงงบประมาณที่มีผลต่อการเลือกวิธีรักษา เนื่องจากแต่ละเทคนิคมีค่าใช้จ่ายและบริการที่แตกต่างกัน วิธีดูแลสายตาและชะลอการเปลี่ยนแปลงของสายตา การดูแลดวงตาเพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงของสายตาสามารถทำได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตาจ้องมองหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน แนะนำให้พักสายตาทุก 20 นาทีโดยมองออกไปไกลๆ เพื่อลดการเพ่ง นอกจากนี้ควรจัดแสงสว่างให้เพียงพอต่อการใช้งาน พร้อมทั้งรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อบำรุงดวงตา นอกจากนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปีเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น รักษาสายตายาวที่ศูนย์รักษาสายตายาว (LASER VISION) Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ ศูนย์รักษาสายตายาว (LASER VISION) และจักษุแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูง พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาสายตายาว รวมถึงปัญหาสายตาอื่น ๆ อย่างแม่นยำ ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเน้นการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างปลอดภัยครบวงจร สรุป สายตายาวตามอายุ เป็นการเปลี่ยนแปลงของดวงตาที่เกิดขึ้นตามวัย และมีหลายแนวทางในการแก้ไข ตั้งแต่ แว่นสายตา คอนแทคเลนส์ เลสิกสายตายาวตามอายุ ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE) การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับอายุ ค่าสายตา สุขภาพดวงตา และรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล สำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่น อาจพิจารณา PresbyLASIK หรือการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาด้วย RLE ร่วมกับเลนส์แก้วตาเทียมชนิดหลายระยะ (Multifocal IOL) และในผู้ที่มีสายตาเอียง อาจพิจารณาเลนส์ชนิด Toric ตามความเหมาะสม โดยจักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษาเป็นรายบุคคล ผู้ที่มีปัญหา สายตายาวตามอายุ สามารถเข้ารับการตรวจประเมินได้ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) และศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision ซึ่งมีทางเลือกในการแก้ไขสายตายาวตามอายุหลายวิธี เพื่อให้จักษุแพทย์พิจารณาวิธีที่เหมาะกับดวงตาและการใช้ชีวิตของแต่ละคน อ่านบทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล เลสิกสายตายาว ปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น พร้อมข้อควรรู้ก่อนทำ เลสิก (LASIK) คืออะไร? ขั้นตอน ข้อดี และการดูแลหลังทำ แก้ไขปัญหาสายตาให้มองเห็นชัดเจน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการรักษาสายตายาว (FAQ) สำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามอายุและกำลังมองหาวิธีแก้ไข อาจมีคำถามเกี่ยวกับวิธีรักษา ความเหมาะสม ผลลัพธ์ และข้อควรพิจารณาของแต่ละทางเลือก คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจสายตายาวตามอายุและเตรียมข้อมูลก่อนเข้ารับการตรวจประเมินกับจักษุแพทย์ สายตายาวตามอายุทำเลสิกได้ไหม? ทำได้ในบางราย โดยอาจใช้เทคนิคที่วางแผนการมองเห็นให้ตาข้างหนึ่งเน้นมองไกลและอีกข้างช่วยมองใกล้ เช่น Monovision หรือเทคนิคเลเซอร์สำหรับสายตายาวตามอายุ ทั้งนี้ต้องตรวจค่าสายตา โครงสร้างกระจกตา และทดสอบว่าผู้รับบริการสามารถปรับตัวกับรูปแบบการมองเห็นดังกล่าวได้หรือไม่ เลสิกรักษาสายตายาวอยู่ได้กี่ปี ผลลัพธ์จากการทำเลสิกแก้สายตายาวถือว่าถาวรในโครงสร้างกระจกตา แต่สายตายาวตามวัยอาจยังค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นผู้ที่ทำเลสิกอาจต้องปรับแว่นสำหรับอ่านใกล้บ้างในอนาคต ขึ้นอยู่กับอายุและการเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาธรรมชาติ สายตายาวตามอายุมีวิธีรักษาแบบไม่ใส่แว่นไหม? มีหลายทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการพึ่งพาแว่น เช่น การทำเลสิกสายตายาวด้วยวิธี Monovision หรือ PresbyLASIK รวมถึงการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมในผู้ที่เหมาะสม แต่ต้องให้จักษุแพทย์ประเมินก่อนว่าแนวทางใดเหมาะกับดวงตาและการใช้ชีวิตของแต่ละคน สายตายาวหายเองได้ไหม? สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ไม่สามารถหายเองได้ เพราะเกิดจากการที่เลนส์แก้วตาค่อย ๆ แข็งขึ้นและสูญเสียความยืดหยุ่นตามวัย ทำให้ความสามารถในการปรับโฟกัสระยะใกล้ลดลง แนวทางแก้ไขมีหลายวิธี เช่น แว่นสายตา คอนแทคเลนส์ เลสิกสายตายาวตามอายุ หรือการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม โดยควรเข้ารับการตรวจประเมินเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับดวงตาและการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ทำไมอายุ 40 แล้วอ่านหนังสือหรือโทรศัพท์ไม่ชัด? เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อย ๆ แข็งขึ้นและปรับรูปร่างเพื่อโฟกัสระยะใกล้ได้ลดลง จึงทำให้การอ่านข้อความเล็ก ๆ หรือดูโทรศัพท์ในระยะใกล้เริ่มไม่ชัด ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยของสายตายาวตามอายุ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  

คอนเเทคเลนส์คืออะไร? วิธีดูแลทำความสะอาด พร้อมข้อควรรู้เบื้องต้น

สรุปสาระสำคัญ คอนแทคเลนส์เป็นแผ่นพลาสติกบางใสที่สวมบนกระจกตา ช่วยแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด สายตาเอียง และสายตายาวตามอายุ แบ่งเป็นชนิดแข็ง (RGP) และชนิดนิ่มที่มีทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และเลนส์สี การเลือกคอนแทคเลนส์ควรพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ ค่าสายตาและความโค้งของเลนส์ให้ตรงกับกระจกตา ค่าอมน้ำที่เหมาะกับภาวะตาแห้ง และวัสดุที่ให้ออกซิเจนผ่านได้ดีอย่าง Silicone Hydrogel การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้เกิดตาแห้ง เยื่อบุตาอักเสบ กระจกตาขาดออกซิเจน หรือกระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย จึงต้องล้างมือทุกครั้ง ห้ามใส่นอนหรือว่ายน้ำ และเปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ทุกวัน หากมีอาการตาแดงรุนแรง มีขี้ตามาก ปวดตา สู้แสงไม่ได้ หรือตามัวลงกะทันหัน ควรถอดเลนส์ออกทันทีและรีบพบจักษุแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง คอนแทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการแก้ปัญหาสายตาหรือเปลี่ยนลุคให้ดวงตาดูโดดเด่นมากขึ้น ไม่ว่าจะใส่แทนแว่นสายตาหรือเพื่อความสวยงาม แต่การใช้คอนแทคเลนส์อย่างไม่ระวัง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพตาได้ ดังนั้นจึงควรรู้วิธีการใช้งาน การดูแลรักษา และข้อควรระวังเบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพตาที่ดีในระยะยาว ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ คอนแทคเลนส์คืออะไร? ▶ ประเภทของคอนแทคเลนส์ ▶ คอนแทคเลนส์แบบอื่นๆ ▶ ประโยชน์ของคอนแทคเลนส์ ▶ วิธีเลือกคอนแทคเลนส์สายตาสั้นให้สบายตาและเหมาะกับดวงตา ▶ วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี ▶ วิธีถอดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง ▶ การเก็บรักษาคอนแทคเลนส์หลังใช้งาน ▶ ปัญหาต่อเยื่อบุตาและกระจกตา ▶ ข้อควรระวังในการใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้น ▶ อาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ควรรีบพบแพทย์ ▶ คอนแทคเลนส์รายวัน รายเดือน และรายปี ต่างกันอย่างไร ▶ ใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้นทุกวันอันตรายหรือไม่ ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คอนแทคเลนส์คืออะไร? คอนแทคเลนส์เป็นแผ่นพลาสติกบางใสรูปวงกลม ที่สวมใส่บนกระจกตาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะสายตาผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงตาไม่สามารถรวมแสงให้ตกบนจอรับภาพได้อย่างพอดี ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน โดยคอนแทคเลนส์สามารถช่วยปรับการมองเห็นให้ดีขึ้นในผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด สายตาเอียง และสายตายาวตามอายุ ประเภทของคอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ลักษณะสายตา และความสะดวกสบายของผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งออกได้ตามวัสดุและระยะเวลาการใช้งานดังนี้ คอนแทคเลนส์แบบแข็ง คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่พบได้บ่อยคือแบบกึ่งแข็ง (Rigid Gas-Permeable: RGP) ซึ่งสามารถให้ออกซิเจนซึมผ่านเข้าสู่กระจกตาได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาเอียงมาก หรือผู้ป่วยโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) โดยเลนส์ชนิดนี้จะช่วยปรับรูปร่างความโค้งของกระจกตาให้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น ส่งผลให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสวมใส่สบายและหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้ คอนแทคเลนส์รายวัน คือเลนส์ที่ใส่เฉพาะระหว่างวันแล้วถอดทิ้ง ไม่ต้องทำความสะอาด ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งาน และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสะดวกที่สุด คอนแทคเลนส์รายสัปดาห์ คือเลนส์ที่ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ คอนแทคเลนส์รายเดือน คือเลนส์ที่ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ทุก 1 เดือน คอนแทคเลนส์แบบใส่ระยะยาว สามารถใส่นอนได้ต่อเนื่องหลายวัน แต่เสี่ยงติดเชื้อสูง แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้งานเป็นประจำ คอนแทคเลนส์แก้สายตาเอียง เป็นเลนส์ชนิดนิ่ม ราคาสูง แก้ปัญหาสายตาเอียงได้แต่ประสิทธิภาพอาจสู้เลนส์แข็งไม่ได้ มีทั้งแบบรายวันและใส่ระยะยาว คอนแทคเลนส์สี ใช้ได้ทั้งแก้ไขสายตาผิดปกติและเสริมความสวยงาม แบ่งตามการใช้งาน เช่น เลนส์แฟชั่น บิ๊กอาย เลนส์กรองแสงยูวี และเลนส์แก้ตาบอดสี ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คอสเมติกคอนแทคเลนส์ (Cosmetic Contact Lenses) เป็นเลนส์ที่ใส่เพื่อเปลี่ยนสีหรือลักษณะดวงตา เช่น ตาแมวหรือแวมไพร์ แม้ไม่ใช้เพื่อแก้สายตา แต่ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนใช้เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ คอนแทคเลนส์แบบอื่นๆ นอกจากคอนแทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขค่าสายตาทั่วไปแล้ว ยังมีคอนแทคเลนส์ประเภทอื่นๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น คอนแทคเลนส์ไฮบริด เป็นเลนส์ผสมระหว่างนิ่มและแข็ง ช่วยแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง และปัญหากระจกตาได้ดี เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีกระจกตาผิดปกติ คอนแทคเลนส์ชนิดแก้สายตายาวตามอายุ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ใช้ช่วยให้มองเห็นทั้งใกล้และไกลได้ชัด เช่น แบบ Bifocal, Multifocal หรือแบบ Monovision ที่ใส่คนละค่าสายตาในแต่ละข้าง คอนแทคเลนส์หลายระดับ (Multifocal Contact Lenses) คือเลนส์ที่มีทั้งแบบแข็งและนิ่ม ภายในเลนส์มีค่าสายตาหลายระดับช่วยให้ใช้งานได้สะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามวัย (Presbyopia) คอนแทคเลนส์ครอบแผลชนิดพิเศษ ใช้หลังการผ่าตัดดวงตา เพื่อช่วยปกป้องและส่งเสริมการสมานตัวของผิวกระจกตาให้เร็วขึ้น ประโยชน์ของคอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มีประโยชน์หลากหลายด้าน เช่น ช่วยแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยการใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้นและสายตายาว ทำให้ผู้ใส่มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้และไกล รวมถึงมีทัศนวิสัยที่ดีกว่าแว่นตา นอกจากนี้ผู้ใส่แว่นมักมีมุมมองด้านข้าง (Peripheral Vision) ที่จำกัด คอนแทคเลนส์สายตาจึงช่วยเพิ่มการมองเห็นด้านข้างให้ชัดเจนขึ้น คอนแทคเลนส์ยังเหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกใส่แว่น และช่วยปรับลุคให้ดูดี มีความมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะคอนแทคเลนส์แฟชัน เช่น เลนส์สี หรือเลนส์บิ๊กอาย วิธีเลือกคอนแทคเลนส์สายตาสั้นให้สบายตาและเหมาะกับดวงตา การเลือกคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยให้มองเห็นได้คมชัด แต่ยังช่วยเพิ่มความสบายในการสวมใส่และลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพดวงตาในระยะยาว เนื่องจากดวงตาของแต่ละคนมีค่าสายตา ความโค้งของกระจกตา ปริมาณน้ำตา และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ก่อนเลือกคอนแทคเลนส์จึงควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1. เลือกคอนแทคเลนส์ให้ตรงกับค่าสายตา ควรตรวจวัดค่าสายตากับจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรเป็นประจำ เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาเหมาะสม รวมถึงขนาดและความโค้งของเลนส์ (Base Curve) ที่พอดีกับกระจกตา ช่วยให้สวมใส่สบายและลดการเสียดสีกับดวงตา 2. พิจารณาค่าอมน้ำของคอนแทคเลนส์ ผู้ที่มีอาการตาแห้งหรือใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน ควรเลือกคอนแทคเลนส์ที่มีค่าอมน้ำเหมาะสม โดยทั่วไปเลนส์ที่มีค่าอมน้ำต่ำถึงปานกลางอาจเหมาะกับผู้ที่มีภาวะตาแห้ง เนื่องจากช่วยลดการดึงความชื้นจากผิวดวงตา 3. เลือกวัสดุที่ให้ออกซิเจนผ่านได้ดี คอนแทคเลนส์ที่ผลิตจากวัสดุ Silicone Hydrogel สามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าสู่กระจกตาได้ดีกว่าวัสดุแบบเดิม ช่วยลดอาการตาแดง เพิ่มความสบายในการสวมใส่ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี การใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีช่วยเพิ่มความสบายตาและลดความเสี่ยงในการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีกลิ่นหรือน้ำมันมาก เพราะอาจทำให้ตาระคายเคือง เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาดที่ไม่เป็นขุยหรือผ้าเช็ดมือ ยืนบนพื้นเรียบและสะอาด เช่น ใกล้อ่างล้างหน้า ปิดฝาท่อระบายน้ำถ้าอยู่เหนืออ่าง เริ่มใส่เลนส์ข้างขวาก่อน (ถ้าถนัดซ้าย ให้เริ่มข้างซ้าย) เพื่อไม่ให้ใส่สลับข้าง หยิบเลนส์จากกล่องเก็บโดยใช้ปลายนิ้ว (หลีกเลี่ยงเล็บ) ล้างเลนส์ด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้ง หากเลนส์ตกพื้น ให้ล้างน้ำยาใหม่ก่อนใส่ วางเลนส์ไว้ที่ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลาง ตรวจสอบว่าเลนส์ไม่ฉีกขาด ตรวจดูว่าเลนส์ไม่กลับด้าน โดยดูขอบเลนส์ ถ้าขอบเลนส์เป็นรูปถ้วยและตั้งตรงคือถูกต้อง ใช้มือที่ไม่ถนัดดึงเปลือกตาบนขึ้น และใช้นิ้วกลางหรืออื่นๆ ดึงเปลือกตาล่างลง มองตรงไปข้างหน้าแล้วค่อยๆ วางเลนส์ลงบนตา ปิดตาเบาๆ แล้วลืมตา กะพริบตาช้าๆ เพื่อให้เลนส์อยู่กลางตา เช็กในกระจกว่าเลนส์อยู่ตรงกลางและรู้สึกสบาย หากไม่สบายหรือตาไม่ชัด ให้ขยับเลนส์หรือนำเลนส์ออกแล้วใส่ใหม่ ทำซ้ำขั้นตอนเดียวกันกับเลนส์อีกข้าง วิธีถอดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง การถอดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องสำคัญต่อสุขภาพดวงตาและช่วยป้องกันการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนจับคอนแทคเลนส์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ตา รินสารละลายที่ใช้แช่คอนแทคเลนส์ทิ้งให้หมด จากนั้นผึ่งลมหรือเช็ดกล่องเก็บเลนส์ให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ยืนหน้ากระจก ดึงเปลือกตาล่างลงด้วยนิ้วกลางของมือที่ถนัด ถอดเลนส์ออกจากตาข้างที่ต้องการก่อน เพื่อป้องกันความสับสน ใช้นิ้วชี้เลื่อนเลนส์ลงไปที่ขอบตาสีขาวอย่างช้าๆ บีบเลนส์ด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือเบาๆ เพื่อดึงเลนส์ออกจากตา ทำซ้ำขั้นตอนกับตาอีกข้าง ใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่แนะนำทำความสะอาดเลนส์อย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงน้ำยาที่ทำเองหรือไม่ผ่านการรับรอง ใส่คอนแทคเลนส์ลงในกล่องเก็บเลนส์ที่แช่ในสารละลาย หรือทิ้งเลนส์หากเป็นแบบใช้ครั้งเดียว การเก็บรักษาคอนแทคเลนส์หลังใช้งาน การเก็บรักษาคอนแทคเลนส์หลังใช้งานอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและยืดอายุการใช้งานของเลนส์ รวมถึงช่วยรักษาความสะอาดและความปลอดภัยให้กับดวงตาของคุณก่อนใช้ในครั้งต่อไป ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ทุกวันด้วยน้ำยาล้างเลนส์ โดยถูเลนส์เบาๆ ด้วยปลายนิ้วเพื่อขจัดเชื้อและสิ่งสกปรกอย่างทั่วถึง ก่อนเก็บแช่ค้างคืนในตลับ เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ใหม่ทุกครั้งหลังใช้ หลีกเลี่ยงการแช่เลนส์ทันทีหลังถอดโดยไม่ทำความสะอาดก่อน ล้างทำความสะอาดตลับใส่เลนส์ทุกสัปดาห์ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วปล่อยให้แห้งก่อนใช้งานครั้งต่อไป ห้ามล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ หรือน้ำลายเด็ดขาด เพราะเสี่ยงติดเชื้อและทำให้เลนส์ปนเปื้อนได้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมาตรฐาน เพื่อยืดอายุเลนส์และป้องกันติดเชื้อดวงตา ควรเปลี่ยนตลับคอนแทคเลนส์ทุก 3 เดือน และล้างตลับก่อนใช้แล้วตากให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อ หลีกเลี่ยงการแบ่งน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ใส่ขวดอื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ห้ามใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่หมดอายุ เก่าเก็บ หรือเปิดทิ้งไว้นานแล้ว ปัญหาต่อเยื่อบุตาและกระจกตา ปัญหาเยื่อบุตาและกระจกตาอาจเกิดจากคอนแทคเลนส์ไม่สะอาด ใช้ของไม่ได้มาตรฐาน หรือแพ้วัสดุที่ใช้ผลิต โดยอันตรายที่พบได้บ่อยมีดังนี้ ตาแห้ง (Dry eyes) อาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์นาน หรือมีน้ำตาน้อย ทำให้ระคายเคือง แสบตา และไวต่อแสง โรคภูมิแพ้ (Allergies) อาจเกิดจากการแพ้คอนแทคเลนส์หรือสารที่ใช้ร่วม ทำให้ตาแดง แสบ และคันตา เยื่อบุตาอักเสบจากคอนแทคเลนส์ (Giant Papillary Conjunctivitis) ใส่คอนแทคเลนส์แล้วตาแดงมักเกิดจากการแพ้เลนส์หรือสารดูแลเลนส์ นอกจากนี้อาจมีอาการระคายเคือง และตุ่มด้านในเปลือกตา เยื่อบุตาอักเสบจากสารเคมี (Toxic Conjunctivitis) เกิดจากการแพ้สารในผลิตภัณฑ์คอนแทคเลนส์ ทำให้ตาอักเสบหรือกระจกตาถลอกได้ แผลอักเสบที่กระจกตา (Superficial Punctate Keratitis) อาจเกิดจากตาแห้งขณะใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้เกิดแผลเล็กๆ บริเวณกระจกตา ส่งผลให้รู้สึกเจ็บหรือคอนแท็กต์เลนส์ฉีกขาดได้ อาการเลนส์คับแน่น (Tight Lenses Syndrome) เกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ทำให้เลนส์ติดแน่นกับกระจกตา กระจกตาบวมน้ำ มองเห็นไม่ชัด เปลือกตาอักเสบ หรือมีเส้นเลือดเล็กๆ ขึ้นที่ตา กระจกตาขาดออกซิเจน (Corneal hypoxia) มักเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป อาจทำให้กระจกตาเป็นแผล เลือดออก และเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น กระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Microbial Keratitis) มักเกิดในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์นิ่มหรือใส่ขณะนอนหลับ ทำให้ตาแดง เจ็บตา แฉะ แพ้แสง และระคายเคืองจากการติดเชื้อในเลนส์ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ข้อควรระวังในการใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้น แม้คอนแทคเลนส์จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่การใช้งานอย่างผิดวิธีหรือละเลยเรื่องความสะอาดอาจนำไปสู่ปัญหาหรือการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ดังนั้น ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น รักษาความสะอาดเสมอ ต้องล้างมือด้วยสบู่และเช็ดมือให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนที่จะทำการสัมผัสคอนแทคเลนส์หรือสัมผัสบริเวณดวงตา ห้ามใส่นอนหรือว่ายน้ำ การใส่นอนทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกระจกตาไม่เพียงพอ ส่วนการว่ายน้ำอาจทำให้เชื้อโรคหรือแบคทีเรียจากน้ำเข้าสู่ดวงตาจนติดเชื้อได้ เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ทุกวัน ห้ามใช้น้ำยาแช่เลนส์ซ้ำเด็ดขาด และควรเปลี่ยนตลับใส่คอนแทคเลนส์ใหม่ทุกๆ 3 เดือนเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย อาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ควรรีบพบแพทย์ ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางมาก หากคุณใส่คอนแทคเลนส์แล้วรู้สึกไม่สบายตาหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือซื้อยามาหยอดเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือติดเชื้อที่กระจกตา ควรรีบถอดเลนส์ออกทันทีและสังเกตอาการต่อไปนี้เพื่อไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด ตาแดงรุนแรงหรือมีขี้ตามาก อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อเฉพาะทาง ปวดตาหรือสู้แสงไม่ได้ หากมีอาการปวดลึกๆ ในดวงตา หรือรู้สึกเคืองตาเจ็บปวดมากเมื่อต้องมองแสงสว่าง อาจเกิดแผลถลอกที่กระจกตา ตามัวลงกะทันหัน หากการมองเห็นลดลงอย่างเห็นได้ชัดหรือมีภาพซ้อนแม้จะถอดคอนแทคเลนส์ออกแล้ว ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็น คอนแทคเลนส์รายวัน รายเดือน และรายปี ต่างกันอย่างไร คอนแทคเลนส์รายวันออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง จึงมีความสะอาดสูงสุดและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ตาแห้งง่ายหรือไม่ได้ใส่ทุกวัน ส่วนรายเดือนต้องถอดล้างทำความสะอาดและแช่น้ำยาทุกคืน มีความคุ้มค่าด้านราคาและเหมาะกับผู้ที่ใส่เป็นประจำ ขณะที่รายปีจะมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด วัสดุมักมีความทนทานสูง แต่ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดมากเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการสะสมของคราบโปรตีนและเชื้อโรคที่อาจทำอันตรายต่อดวงตา ใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้นทุกวันอันตรายหรือไม่ การใส่คอนแทคเลนส์ทุกวันไม่อันตรายหากปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างถูกต้องและเลือกใช้เลนส์ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม การใส่ติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 8-10 ชั่วโมงต่อวันอาจทำให้กระจกตาขาดออกซิเจน เกิดภาวะตาแห้ง หรือเส้นเลือดฝอยงอกใหม่ในดวงตาได้ ดังนั้น ควรมีวันหยุดพักการใส่คอนแทคเลนส์โดยสลับไปสวมแว่นสายตาบ้าง ใช้น้ำตาเทียมเมื่อรู้สึกแห้ง และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปีเพื่อความปลอดภัย สรุป คอนแทคเลนส์เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาสายตาที่สะดวกและได้รับความนิยมสูง เช่น คอนแทคเลนส์รายวัน รายเดือน และคอนแทคเลนส์สีเพื่อแฟชัน แต่การใช้งานที่ไม่ถูกวิธีหรือขาดการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาตา เช่น ตาแห้ง ติดเชื้อ หรือเยื่อบุตาอักเสบได้ ควรล้างมือก่อนใส่และถอดเลนส์ทุกครั้ง ทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาในกล่องเก็บเลนส์อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ หากมีอาการผิดปกติหรือปัญหาจากการใส่คอนแทคเลนส์ สามารถมารักษาและปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เพื่อดูแลดวงตาให้ปลอดภัยและสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอนแทคเลนส์ (FAQ) รวมคำตอบสำหรับคำถามทั่วไปเกี่ยวกับการใช้งาน การดูแลรักษา และข้อควรรู้ที่สำคัญ เพื่อช่วยให้คุณใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีและปลอดภัย ก่อนตัดสินใจใช้งานจริง ใส่คอนแทคเลนส์เกิน 8 ชม. อันตรายไหม ใน 1 วัน ใส่คอนแทคเลนส์เกิน 8 ชม. ได้ไหม? คอนแทคเลนส์ใส่ได้กี่ชั่วโมง? คำตอบคือควรใส่ไม่เกิน 8-9 ชั่วโมง เพราะใส่นานเกินไปอาจทำให้ตาแห้ง ระคายเคือง หรืออักเสบ หากจำเป็นต้องใส่นาน ให้ใช้น้ำตาเทียมเติมความชุ่มชื้นระหว่างวัน การใส่คอนแทคเลนส์นาน ทำให้กระจกตาบางจริงไหม กระจกตาแต่ละคนมีความหนาแตกต่างกันตามธรรมชาติ การใส่คอนแทคเลนส์อาจทำให้ตาแห้งได้ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อความหนาของกระจกตาโดยตรง การหยุดใส่คอนแทคเลนส์ช่วยให้อาการตาแห้งดีขึ้น แต่กระจกตาจะไม่กลับมาหนาขึ้น เผลอใส่คอนแทคเลนส์นอน เป็นอะไรไหม ดวงตาต้องการออกซิเจนตลอดเวลา แต่เมื่อใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ว่าจะรายวันหรือรายเดือน ดวงตาจะได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ หากนอนหลับขณะใส่เลนส์จะทำให้ออกซิเจนลดลงมาก เพราะเปลือกตาปิดกระจกตาไม่สามารถรับอากาศได้ ส่งผลให้ตาแดง ระคายเคือง และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายขึ้น บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111