บทความสุขภาพตา

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เช็กอาการสายตาเอียง รู้จักสาเหตุและวิธีรักษา ก่อนสายตาแย่ลง!

สรุปสาระสำคัญ สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา โดยมีสาเหตุหลักจากกระจกตาหรือเลนส์ตาที่มีรูปร่างไม่สมดุล รวมถึงพันธุกรรมและการบาดเจ็บที่ดวงตา สายตาเอียงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว และสายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้นและสายตายาว แนวทางการรักษาสายตาเอียงมี 2 วิธีหลัก คือ การใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ และการรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก ที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีบริการวินิจฉัยและรักษาสายตาเอียงครบวงจร ด้วยทางเลือกการรักษาหลากหลาย เช่น เลสิก (LASIK) ใส่เลนส์เสริม (ICL) และเปลี่ยนเลนส์ตา (No-Blade RLE) ภายใต้มาตรฐานสากล AACI สายตาเอียงเกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา ส่งผลให้การกระจายแสงไม่สมดุล ทำให้การมองเห็นภาพมีความเบลอหรือผิดเพี้ยน หากถามว่าสายตาเอียงอันตรายไหม? สายตาเอียงเองไม่ถือเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือเกิดอาการปวดหัว ตาเหนื่อยล้า และปัญหาการมองเห็นที่ไม่ชัดเจนในระยะยาว บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้แว่นตา คอนแทคเลนส์หรือการทำเลสิก เพื่อให้การมองเห็นชัดเจนและสบายตากว่าเดิม ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ สาเหตุหลักการเกิดสายตาเอียง ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ ▶ เช็กอาการสายตาเอียงภาพที่เห็นเป็นอย่างไร ▶ ประเภทของสายตาเอียงมีอะไรบ้าง? ▶ แนวทางการรักษาสายตาเอียง ▶ 5 ป้องกันสายตาเอียงง่ายๆ ก่อนสายตาเสื่อมลง ▶ รักษาสายตาเอียงที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ FAQ – คำถามที่พบบ่อย สาเหตุหลักการเกิดสายตาเอียง ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ สายตาเอียง (Astigmatism) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบเข้าสู่ตา โดยแสงที่ผ่านเข้ามาในตาไม่กระจายไปทั่วทั้งตาอย่างสมดุล ทำให้ภาพที่เห็นไม่ชัดเจน การโฟกัสแสงของตาจะมีความผิดปกติในบางทิศทาง ซึ่งทำให้เกิดความบิดเบือนของภาพที่มองเห็น สายตาเอียงเกิดจากอะไร? สาเหตุหลักของการเกิดสายตาเอียงมาจากความผิดปกติในกระจกตาหรือเลนส์ของตา ซึ่งไม่สามารถโฟกัสแสงได้อย่างถูกต้อง กระจกตาหรือเลนส์ในตาของผู้ที่มีสายตาเอียงจะมีรูปร่างไม่สมดุลกัน เช่น รูปร่างที่ไม่เป็นรูปกลมแต่มีลักษณะเหมือนวงรี ซึ่งทำให้การกระจายแสงไม่สม่ำเสมอ และทำให้การมองเห็นภาพในทุกทิศทางเกิดความผิดเพี้ยน นอกจากนี้สายตาเอียงยังสามารถเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวที่มีปัญหาสายตาเอียง ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ในลูกหลานก็จะสูงขึ้น และการบาดเจ็บที่ตาหรือการผ่าตัดในบริเวณดวงตาอาจทำให้เกิดความผิดปกติในกระจกตาหรือเลนส์ได้ หากมีอาการของสายตาเอียง เช่น ภาพที่เห็นไม่ชัดเจนหรือมีการบิดเบือน ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม เช็กอาการสายตาเอียงภาพที่เห็นเป็นอย่างไร การสังเกตอาการของสายตาเอียงนั้นไม่ยาก หากพบว่าภาพที่มองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตาพร่าทุกครั้งที่จ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของสายตาเอียง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดหัว หรือรู้สึกเครียดที่บริเวณดวงตาหรือหน้าผาก สิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในขณะที่อ่านหนังสือ หรือมองจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน ทดสอบสายเอียงได้จากสัญญาณหลัก ดังนี้ ภาพที่มองเห็นไม่ชัดเจน หากภาพที่เห็นดูเบลอ หรือไม่ชัดเจนในระยะใกล้หรือไกล อาจเป็นอาการของสายตาเอียง มองเห็นภาพเบลอหรือบิดเบือน ผู้ที่มีสายตาเอียงมักจะเห็นภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง ตาพร่าเมื่อจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ อาการตาพร่ามักจะเกิดขึ้นเมื่อมองหรือจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานาน ปวดหัวหรือรู้สึกเครียดที่บริเวณดวงตา สัญญาณนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อดวงตาต้องทำงานหนักเพื่อปรับโฟกัส หากมีอาการเหล่านี้เป็นประจำ ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพสายตา ประเภทของสายตาเอียงมีอะไรบ้าง? สายตาเอียงเป็นภาวะความผิดปกติทางสายตาที่พบได้บ่อย เกิดจากความโค้งของกระจกตาไม่เท่ากัน ทำให้แสงตกกระทบไม่เป็นจุดเดียวบนจอประสาทตา ส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะนี้มองเห็นภาพเบลอและบิดเบี้ยว โดยแบ่งออกเป็นประเภทได้ดังนี้ สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น ภาวะสายตาเอียงที่พบร่วมกับอาการสายตาสั้น เป็นรูปแบบความผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอร่วมกับกระบอกตายาวเกินไป ทำให้จุดโฟกัสของแสงตกก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นภาพในระยะไกลเบลอหรือไม่ชัดเจน และมีอาการภาพซ้อนหรือผิดเพี้ยนในทิศทางใดทิศทางหนึ่งร่วมด้วย ผู้ที่มีภาวะนี้มักต้องหรี่ตาเพื่อเพ่งมองอยู่เสมอ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หรือเมื่อยล้าดวงตาได้ง่าย หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว ภาวะสายตาเอียงที่เกิดร่วมกับอาการสายตายาว เป็นความผิดปกติจากความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากันผสานกับภาวะกระบอกตาสั้นกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้จุดโฟกัสของแสงตกเลยจอประสาทตาออกไปด้านหลัง ผู้ป่วยจึงมักประสบปัญหามองเห็นภาพในระยะใกล้ไม่ชัดเจน และอาจเห็นภาพบิดเบี้ยวผิดรูปทรงร่วมด้วย ภาวะนี้บีบบังคับให้กล้ามเนื้อตาต้องพยายามเพ่งอย่างหนักเพื่อปรับโฟกัสภาพให้ชัดขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดตาเรื้อรัง ตาล้า หรือมีน้ำตาไหลได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกัน สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้นและสายตายาว ภาวะสายตาเอียงแบบผสม เป็นความผิดปกติของค่าสายตาที่มีความซับซ้อน เกิดจากกระจกตาในแกนหนึ่งมีความโค้งมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะสายตาสั้น ในขณะที่อีกแกนหนึ่งมีความโค้งน้อยเกินไปจนทำให้เกิดภาวะสายตายาว ส่งผลให้จุดโฟกัสของแสงจุดหนึ่งตกก่อนถึงจอประสาทตา และอีกจุดหนึ่งตกเลยจอประสาทตาออกไป ผู้ป่วยจึงมีปัญหาการมองเห็นภาพพร่ามัว ซ้อน และบิดเบี้ยวทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อแก้ไขค่าสายตาทั้งสองรูปแบบไปพร้อมกันเพื่อให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจน แนวทางการรักษาสายตาเอียง สายตาเอียงมีวิธีแก้ไข รักษาให้หายได้ โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ไม่ว่าจะมีภาวะสายตาเอียงเพียงอย่างเดียว หรือมีปัญหาสายตาสั้นและสายตายาวร่วมด้วย โดยการรักษาที่นิยมมีดังนี้ 1. การใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ การใส่แว่นตา หรือคอนแทคเลนส์เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเป็นที่นิยมในการแก้ไขปัญหาสายตาเอียง แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่มีการออกแบบพิเศษจะช่วยในการโฟกัสแสงให้เข้าสู่ตาได้อย่างสมดุล ทำให้การมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผิดเพี้ยนของภาพที่เกิดจากการสายตาเอียง 2. การรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก การรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก เป็นหนึ่งในวิธีช่วยแก้ไขปัญหาการมองเห็นที่เกิดจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงไม่สามารถรวมโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ผู้ที่มีสายตาเอียงจึงมักมองเห็นภาพเบลอ ภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่คมชัด โดยการทำเลสิกจะใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตาของแต่ละบุคคล เพื่อให้การมองเห็นกลับมาคมชัด ลดการพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถเข้าปรึกษาหมอรักษาตาเฉพาะทางที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 5 ป้องกันสายตาเอียงง่ายๆ ก่อนสายตาเสื่อมลง แม้ว่าสายตาเอียงส่วนใหญ่มักเกิดจากพันธุกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่การดูแลสุขภาพตาอย่างถูกต้องก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดอาการนี้ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้การป้องกันยังช่วยให้ดวงตาแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้น โดยมีวิธีการป้องกันสายตาเอียงกันง่ายๆ ดังนี้ ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีหรือทุกสองปีจะช่วยตรวจพบปัญหาสายตาเอียงตั้งแต่เนิ่นๆ และป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตา ใช้แว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ที่เหมาะสมจะช่วยปรับโฟกัสแสงให้สมดุลและป้องกันการเกิดภาวะสายตาเอียงที่รุนแรงขึ้น หากทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้อุปกรณ์มือถือ ควรพักสายตาทุกๆ 20 นาที โดยการมองไปที่ระยะไกลประมาณ 20 วินาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีวิตามิน A, C, E และแร่ธาตุต่างๆ เช่น สังกะสีและโอเมกา 3 ช่วยบำรุงสุขภาพตาและลดความเสี่ยงสายตาเอียง แว่นกันแดดช่วยปกป้องตาจากแสง UV และลดความเสี่ยงจากความเครียดที่ตา รักษาสายตาเอียงที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เรามีบริการวินิจฉัยและรักษาสายตาเอียงที่ครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ในการดูแลและรักษาปัญหาสายตาเอียงโดยเฉพาะ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำก่อนการรักษาสายตาเอียงด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา วิธีการรักษาสายตาเอียงหลากหลายทางเลือก เช่น เลสิก (LASIK) ใส่เลนส์เสริม (ICL) เปลี่ยนเลนส์ตา (No-Blade RLE) การดูแลหลังการรักษาสายตาเอียงที่มีคุณภาพ การรักษาที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ด้วยมาตรฐานสากล AACI นอกจากการรักษาแล้ว โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ยังให้คำแนะนำและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพตาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถดูแลสายตาของตัวเองได้อย่างถูกต้อง สรุป สายตาเอียงเกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา ทำให้ภาพเบลอหรือผิดเพี้ยน สาเหตุหลักมาจากกระจกตาหรือเลนส์ที่ไม่สมดุล กรรมพันธุ์ และอุบัติเหตุ อาการของสายตาเอียงมักจะมีภาพเบี้ยว ปวดหัว หรือรู้สึกตาล้า การรักษามีหลายวิธี เช่น แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือเลสิก การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำและพักสายตาบ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการนี้ได้ นอกจากนี้ยังควรพักสายตาและตรวจสุขภาพตาเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการครบวงจรในการวินิจฉัยและรักษาสายตาเอียงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และผู้ชำนาญการ พร้อมการดูแลหลังการรักษาที่มีคุณภาพ พร้อมการให้คำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม โดยมีบริการผ่าตัดเลสิก และการปรับการมองเห็นด้วยแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ รวมถึงการติดตามผลหลังการรักษา ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ FAQ – คำถามที่พบบ่อย สายตาเอียงรักษาหายไหม? สายตาเอียงสามารถรักษาได้ด้วยการใช้แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือการรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สายตาเอียงสามารถหายไปเองได้ไหม? สายตาเอียงมักจะไม่หายไปเอง และต้องการรักษาสายตาเพื่อแก้ไขการมองเห็น สายตาเอียงสามารถเกิดจากการใช้งานตานานๆ ไหม? คำตอบคืออาจจะใช่ การใช้งานดวงตานานๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ หรือมือถืออาจทำให้เกิดอาการสายตาเอียงที่แย่ลง แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสายตาเอียง ทำเลสิกสายตาเอียงดีไหม? การทำเลสิกสำหรับสายตาเอียงเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องการแก้ไขปัญหาสายตาเอียงในระยะยาว โดยวิธีนี้ช่วยปรับรูปทรงกระจกตาให้เหมาะสมและทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้!

สรุปสาระสำคัญ อาการเบาหวานขึ้นตา คือภาวะที่เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน จนทำให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง ได้แก่ ระยะเริ่มแรกที่ยังไม่แสดงอาการหรือส่งผลต่อการมองเห็นเล็กน้อย และระยะก้าวหน้าที่ส่งผลต่อการมองเห็นจนอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ภาวะแทรกซ้อนของอาการเบาหวานขึ้นตา เช่น เลือดออกในวุ้นตา จอตาลอก ต้อกระจก ต้อหิน ไปจนถึงการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ หากมีอาการเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก แพทย์จะแนะนำให้ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการ แต่หากรุนแรงขึ้นจนเป็นระยะก้าวหน้า แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา เลเซอร์ หรือการผ่าตัดตามความเหมาะสม การรักษาเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาอาการและลดโอกาสเกิดการลุกลามได้ จึงควรเข้าพบแพทย์เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติทางการมองเห็น ผู้ที่เป็นเบาหวานต้องรู้! อาการเบาหวานขึ้นตา ภัยร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าเบาหวานขึ้นตาคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเจาะลึกหาสาเหตุของอาการ รวมถึงแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ไปหาคำตอบกันเลย! เบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน และมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การทำความเข้าใจอาการ ระยะของโรค และแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้ารับการดูแลได้ทันท่วงทีก่อนการมองเห็นจะได้รับผลกระทบอย่างถาวร ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เบาหวานขึ้นตา คืออะไร ▶ อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไร ▶ เบาหวานขึ้นตา 2 ระยะ ที่ควรรู้! ▶ ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานขึ้นตา ▶ การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาโดยแพทย์ ▶ แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตา ▶ ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลเบาหวานขึ้นตา ▶ เบาหวานขึ้นตา รักษาให้หายขาดได้ไหม? ▶ เบาหวานขึ้นตา เลือกกินได้อย่างไร ▶ รักษาเบาหวานขึ้นตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา ดีอย่างไร? ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เบาหวานขึ้นตา คืออะไร โรคเบาหวาน คืออาการที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในการผลิตอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย หรือเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เมื่อร่างกายไม่นำน้ำตาลไปใช้ น้ำตาลก็จะสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากนั่นเอง ส่วนเบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) คือภาวะที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมองได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จึงควรเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไร ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรหมั่นสังเกตอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีหากมีอาการ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต โดยอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้ มองเห็นภาพมัวหรือมองเห็นได้ไม่ชัด เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาเสียหาย ทำให้จอประสาทตาบวม หรือมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา มีจุดดำหรือเส้นใยลอยไปมาในสายตา เกิดจากเลือดหรือของเหลวรั่วไหลออกมาในน้ำวุ้นตา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เกิดจากจอประสาทตาบวม หรือมีของเหลวรั่วซึมเข้าไปในจอประสาทตา มองเห็นสีผิดเพี้ยน อาจมีปัญหาในการแยกแยะสีต่างๆ โดยเฉพาะสีแดงและสีเขียว มองไม่ค่อยเห็นในที่มืด และมีปัญหาในการมองเห็นในสภาพแสงน้อย สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตำแหน่งที่เกิดความเสียหายบนจอประสาทตา เบาหวานขึ้นตา 2 ระยะ ที่ควรรู้! นอกจากอาการเบาหวานขึ้นตาข้างต้นแล้ว เบาหวานขึ้นตายังแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของอาการได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก (Non-Proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR) คือระยะที่หลอดเลือดฝอยเล็กๆ ที่จอประสาทตาเริ่มผิดปกติแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก มีสาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผนังหลอดเลือดที่จอประสาทตาอ่อนแอ เปราะบาง ทำให้หลอดเลือดโป่งพอง มีเลือดออกเล็กน้อย หรือมีของเหลวรั่วซึมออกมา ในระยะนี้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจมองเห็นภาพมัวเล็กน้อย โดยจักษุแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอประสาทตาได้จากการตรวจสุขภาพตา ระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR) คือระยะที่อาการเริ่มรุนแรงมากขึ้น เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาถูกทำลายอย่างรุนแรงจนร่างกายพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มีผนังบาง เปราะและแตกง่าย โดยสาเหตุหลักของระยะนี้คือภาวะขาดออกซิเจนที่จอประสาทตาเนื่องจากหลอดเลือดเดิมถูกทำลาย ร่างกายจึงกระตุ้นให้สร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำออกซิเจนมาเลี้ยงจอประสาทตา ในระยะนี้จะมีอาการมองเห็นภาพมัวมากขึ้น มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาจำนวนมาก มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และอาจสูญเสียการมองเห็น หากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาหรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต้อหินและโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย เบาหวานขึ้นตาห้ามละเลย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อการมองเห็นได้ เบาหวานขึ้นตาหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการเบาหวานขึ้นตา มีดังนี้ เลือดออกในวุ้นตา ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นจุดสีดำลอยไปมา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการนำไปสู่ภาวะวุ้นตาเสื่อม หากปล่อยไว้จนมีเลือดออกมาในปริมาณมากอาจทำให้บดบังการมองเห็นได้ จอประสาทตาลอก แผลในตาที่เกิดจากเบาหวานขึ้นตาส่งผลให้เกิดการดึงรั้งบริเวณจอตาจนเกิดเป็นแผลหรือรอยจอตาลอก ส่งผลให้มองเห็นจุดดำลอยไปมา เห็นแสงวาบ และสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง ต้อกระจก ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดต้อกระจกได้เร็วและพบได้บ่อยกว่าคนทั่วไป โดยเลนส์แก้วตาจะค่อยๆ ขุ่นขึ้น ทำให้ตามัว มองเห็นไม่ชัด สีซีดลง หรือไวต่อแสงมากขึ้น ต้อหิน กลุ่มเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของร่างกาย อาจแทรกแซงการระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง สูญเสียการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาที่ก่อให้เกิดต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาโดยแพทย์ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนเข้ามาตรวจสุขภาพตาเพื่อคัดกรองโรคจอประสาทตาอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติหรือไม่มีสัญญาณของเบาหวานขึ้นตาเลยก็ตาม ในการตรวจ คนไข้มักมีอาการตามัวเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง เนื่องจากต้องหยอดยาขยายม่านตา จึงควรมีผู้ดูแลเดินทางไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับหลังการตรวจ หากตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นโรคเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล เช่น การประคับประคองอาการด้วยการควบคุมระดับน้ำตาล การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา เลเซอร์ หรือผ่าตัด แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกตามระยะอาการ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่และการมองเห็นยังเป็นปกติ แพทย์จะแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมถึงควบคุมอาการโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อประคับประคองอาการและชะลอความรุนแรงของโรค พร้อมนัดให้เข้ามาตรวจหาความผิดปกติของโรคเบาหวานขึ้นจอตาอย่างสม่ำเสมอ หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้าทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา โดยเฉพาะยากลุ่ม Anti-VEGF ซึ่งช่วยลดการรั่วของหลอดเลือด ลดอาการบวมบริเวณจุดภาพชัด และทำให้หลอดเลือดที่เกิดขึ้นใหม่ฝ่อลง การรักษาอาจต้องฉีดมากกว่าหนึ่งครั้งและติดตามผลอย่างต่อเนื่องตามการตอบสนองของจอประสาทตา ทั้งนี้ ตัวยาออกฤทธิ์ไม่ถาวรและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในวุ้นตา หรือตาอักเสบ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยเลเซอร์ วิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาที่เริ่มสร้างหลอดเลือดใหม่หรือมีอาการจุดภาพชัดบวม เลเซอร์จะช่วยให้เส้นเลือดใหม่ฝ่อลง จอตายุบ ลดอาการเลือดออกในตา และลดความเสี่ยงตาบอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยการผ่าตัด หากเริ่มมีอาการรุนแรง เลือดออกในตาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการดึงรั้งที่พังผืดจอประสาทตา การผ่าตัดวุ้นตาจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ซ่อมแซมจอตาที่ลอกให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงตาบอด และเรียกคืนการมองเห็นอีกครั้ง ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลอาการเบาหวานขึ้นตา การป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นเบาหวาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว มาดูกันว่ามีแนวทางดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้ กินอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสจัด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด ควบคุมความดันให้ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดหรือลดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตการมองเห็นของตัวเองว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น มองเห็นไม่ชัด ตามัว มองเห็นเป็นจุดดำ ไปพบจักษุแพทย์ตามนัดเป็นประจำ แม้ไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น เบาหวานขึ้นตา รักษาให้หายขาดได้ไหม? อาการเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคจนเป็นสาเหตุให้สูญเสียการมองเห็นได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เบาหวานขึ้นตา เลือกกินได้อย่างไร หากมีอาการเบาหวานหรือเบาหวานขึ้นตา สามารถเลือกกินอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการและรักษาระดับน้ำตาลให้เหมาะสมได้ ดังนี้ เลือกกินผักผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ชมพู่ เลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อลดไขมันในเลือด เช่น เนื้อปลา อกไก่ หลีกเลี่ยงขนมหวานและอาหารที่มีน้ำตาลสูง หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัดหรืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยเกลือแกง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว หรือซอส รักษาเบาหวานขึ้นตา ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร? ผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา สามารถเข้ารับการตรวจ วินิจฉัย และวางแผนการรักษาได้ที่ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตา โดยมีจุดเด่นด้านการดูแลโรคจอประสาทตา ดังนี้ ดูแลโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา มีทีมจักษุแพทย์คอยตรวจวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย มีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฉีดยาเข้าวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ ไปจนถึงการผ่าตัดในรายที่มีข้อบ่งชี้ โดยแพทย์จะพิจารณาจากระยะของโรคและสภาพดวงตา ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การตรวจจนถึงติดตามผล เพราะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเป็นภาวะที่ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษาและวางแผนการดูแลในระยะต่อไป การรักษาเบาหวานขึ้นตาจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อการมองเห็นเริ่มผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี สรุป เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจนส่งผลต่อหลอดเลือดบริเวณจอประสาทตา ในระยะแรกผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น จึงควรควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และโรคประจำตัว ร่วมกับการตรวจจอประสาทตาตามคำแนะนำของแพทย์ หากโรคมีความรุนแรงมากขึ้น อาจเกิดอาการตามัว เห็นจุดดำ ภาพบิดเบี้ยว หรือการมองเห็นลดลง โดยแนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย การฉีดยาเข้าวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัดวุ้นตา ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาพดวงตาของแต่ละคน ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรรอให้มีอาการก่อนเข้ารับการตรวจ แม้ยังมองเห็นได้ชัดเจนก็ควรตรวจสุขภาพตาและจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ซึ่งให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย วางแผนการรักษา ไปจนถึงการติดตามผล โดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาและเครื่องมือสำหรับตรวจประเมินโรคตาอย่างละเอียด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานขึ้นตา (FAQ) เบาหวานขึ้นตามีโอกาสทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือไม่? ภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นสาเหตุหลักที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมต่อเนื่อง หลอดเลือดบริเวณจอประสาทตาจะได้รับความเสียหาย นำไปสู่การรั่วซึม มีเลือดออกในวุ้นตา หรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจตาบ่อยแค่ไหน? ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง นับตั้งแต่เริ่มได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นก็ตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน หากแพทย์ตรวจพบสัญญาณของภาวะเบาหวานขึ้นตา อาจมีการนัดหมายเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ทุกๆ สามถึงหกเดือน เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงและวางแผนแนวทางการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อดวงตา การตั้งครรภ์ส่งผลต่ออาการเบาหวานขึ้นตาหรือไม่? ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวานและกำลังตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงที่ภาวะเบาหวานขึ้นตาจะลุกลามและรุนแรงได้มากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระบบไหลเวียนโลหิต และการทำงานของร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบ และเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอด เพื่อประคับประคองสุขภาพดวงตา เบาหวานขึ้นตา รักษาหายไหม? ภาวะนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมและชะลอไม่ให้โรคไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นได้ สิ่งสำคัญของการรักษาคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการดูแลสุขภาพองค์รวม เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมของหลอดเลือด และรักษาระดับการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด เบาหวานขึ้นตา ฉีดยาเข้าตากี่ครั้ง? จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล การฉีดยาเข้าวุ้นตาไม่ใช่การรักษาเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เนื่องจากโรคนี้เป็นภาวะเรื้อรัง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างต่อเนื่องตามวงรอบที่แพทย์ประเมิน และอาศัยการติดตามผลซ้ำเป็นระยะ เพื่อควบคุมอาการบวมและชะลอการเสื่อมของการมองเห็นในระยะยาว เบาหวานขึ้นตา ฉีดยาหรือเลเซอร์ แบบไหนดีกว่า? ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาจากระยะและความรุนแรงของโรค การฉีดยามักใช้เพื่อลดอาการบวมน้ำที่จุดรับภาพเพื่อช่วยฟื้นฟูการมองเห็น ส่วนการทำเลเซอร์ใช้สำหรับยับยั้งหลอดเลือดเกิดใหม่และป้องกันเลือดออก ในหลายกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ครอบคลุมที่สุด เลเซอร์เบาหวานขึ้นตาแล้วสายตาจะกลับมาชัดไหม? เป้าหมายหลักของการทำเลเซอร์คือการยับยั้งและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนแย่ลง มากกว่าการฟื้นฟูสายตาให้กลับมาคมชัดดังเดิม เลเซอร์จะช่วยทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ ดังนั้นหลังทำเลเซอร์ การมองเห็นอาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เป็นการรักษาระดับสายตาเดิมไว้ไม่ให้เสื่อมไปมากกว่านี้ เบาหวานขึ้นตา ต้องผ่าตัดเมื่อไหร่? จักษุแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเมื่อภาวะเบาหวานขึ้นตาลุกลามถึงขั้นรุนแรง เช่น มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมากจนไม่สามารถดูดซึมหายไปได้เอง เกิดพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา หรือมีภาวะจอประสาทตาหลุดลอก การผ่าตัดจะช่วยนำเลือดและพังผืดออก เพื่อป้องกันอาการตาบอดถาวรและรักษาสายตาที่ยังเหลืออยู่ เป็นเบาหวานแต่ยังมองเห็นชัด ต้องตรวจจอประสาทตาไหม? จำเป็นต้องตรวจอย่างมาก เนื่องจากเบาหวานขึ้นตาในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ผู้ป่วยจะยังคงมองเห็นได้ชัดเจน กว่าจะเริ่มรู้สึกตาพร่ามัว โรคก็มักจะลุกลามเข้าระยะรุนแรงแล้ว การตรวจคัดกรองประจำปีจึงช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่แรก และรักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น ผู้ที่เป็นเบาหวาน จะเป็นเบาหวานขึ้นตาทุกคนไหม? ไม่จำเป็นต้องเกิดภาวะนี้กับผู้ป่วยทุกคน ความเสี่ยงจะแปรผันตามระยะเวลาที่เป็นโรคและการละเลยการควบคุมระดับน้ำตาล หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถลดความเสี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเบาหวานขึ้นตาได้ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสุขภาพดวงตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ทำเลสิกที่ไหนดี? วิธีเลือกศูนย์เลสิกให้ปลอดภัยและคุ้มค่า

สรุปสาระสำคัญ การทำเลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดที่ใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา เพื่อแก้ไขสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ให้กลับมามองเห็นชัดโดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ เทคโนโลยีเลสิกปีล่าสุดมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ PRK, TransPRK, SBK LASIK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoRelex® ไปจนถึง NanoPresby LASIK แต่ละแบบเหมาะกับสภาพกระจกตาและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน เกณฑ์เลือกโรงพยาบาลทำเลสิก ได้แก่ ใบอนุญาตสถานพยาบาล มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีครบทุกวิธี รีวิวที่น่าเชื่อถือ การเดินทางสะดวก และราคาที่แจกแจงชัดเจน ราคาโปรโมชันที่ศูนย์เลสิก Laser Vision เริ่มต้น 36,000 บาท (PRK / SBK LASIK) ไปจนถึง 108,000 บาท (NanoLASIK / NanoRelex®) ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาพดวงตาโดยจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ เป็นที่รู้กันดีว่า หากมีปัญหาสายตา ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน การทำเลสิกเป็นวิธีรักษาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสามารถแก้ไขค่าสายตาให้กลับมาปกติ ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาสายตากลับมามองเห็นได้ชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายมากขึ้น บทความนี้แนะนำวิธีเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานปีล่าสุดกัน พร้อมเช็กลิสต์เทคนิคการทำเลสิกก่อนตัดสินใจว่าจะทำเลสิกที่ไหนดี   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ รู้จักการทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? ▶ เทคโนโลยีการทำเลสิกปีล่าสุด เลือกแบบไหนดี? ▶ ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเลสิก ▶ ทำเลสิกที่ไหนดี? รวมข้อควรรู้ก่อนเลือกโรงพยาบาล ▶ ทำเลสิกที่ศูนย์เลสิก Laser Vision ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) รู้จักการทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? การทำเลสิก (Laser In Situ Keratomileusis: LASIK) คือการผ่าตัดที่ใช้เลเซอร์เอ็กไซเมอร์ (Excimer Laser) ปรับความโค้งของกระจกตา เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาวโดยกำเนิดหรือสายตายาวตามอายุ โดยใช้เทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตาให้สามารถหักเหแสงไปตกยังจุดรับภาพได้พอดี ทำให้หลังการทำเลสิกสามารถมองเห็นภาพในระยะต่างๆ ได้ชัดเจนเป็นปกติ เทคโนโลยีการทำเลสิกปีล่าสุด เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับปัญหาสายตา? เทคโนโลยีรักษาด้วยวิธีการทำเลสิกปีล่าสุด มีทั้งเลสิกสายตาสั้นและเลสิกสายตายาว และเลสิกสายตาเอียง ขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติของสายตาที่ต้องการแก้ไข ดังนี้ PRK (สำหรับสายตาสั้น ยาว เอียง)   PRK (พีอาร์เค) เป็นเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์วิธีแรก โดยใช้เทคนิคลอกผิวกระจกตาชั้นนอก (Epithelium) ออก ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา แล้วใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษเพื่อช่วยให้แผลสมานตัว ข้อดีคือไม่มีการเปิดฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงของภาวะฝากระจกตาเคลื่อนในระยะยาว และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม หลังทำอาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 5–7 วันแรก และใช้เวลาประมาณ 3–4 สัปดาห์กว่าการมองเห็นจะค่อยๆ คงที่ เหมาะสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพพิเศษหรือผู้ที่เล่นกีฬาที่มีโอกาสเกิดการกระแทกบริเวณดวงตา เช่น ตำรวจ ทหาร นักบิน นักกีฬารักบี้ TransPRK (สำหรับสายตาสั้น เอียง) TransPRK (ทรานส์พีอาร์เค) เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PRK โดยใช้ Excimer Laser ลอกผิวกระจกตาและปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องใช้เครื่องมือสัมผัสผิวกระจกตา จึงช่วยลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อดวงตา แผลมีความเรียบสม่ำเสมอ อาการระคายเคืองน้อยกว่า PRK และการมองเห็นมักกลับมาชัดภายในประมาณ 2 สัปดาห์ แม้ยังอาจมีอาการปวดหรือแสบตาในช่วง 3–4 วันแรก และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0 เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา SBK LASIK (สำหรับสายตาสั้น ยาว เอียง)   SBK LASIK (เอสบีเคเลสิก) เป็นการพัฒนาจากเลสิก (LASIK) แบบดั้งเดิม โดยใช้ใบมีด Microkeratome สร้างฝากระจกตาที่มีความบาง ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ทำให้ฟื้นตัวเร็วและมองเห็นชัดภายในประมาณ 1–2 วัน อีกทั้งยังใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบดั้งเดิมและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการเปิดฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกรุนแรงหลังทำ และอาจมีอาการตาแห้งในช่วงแรก เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง มีกระจกตาหนาเพียงพอ ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง FemtoLASIK (สำหรับสายตาสั้น ยาว เอียง)   FemtoLASIK (เฟมโตเลสิก) เป็นเลสิกไร้ใบมีดที่ใช้ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จากนั้นใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา จึงมีความแม่นยำและปลอดภัยสูงกว่า ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ใบมีด รวมถึงมีอาการปวดหรือระคายเคืองน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK โดยยังเป็นเลสิกไร้ใบมีดที่มีค่าใช้จ่ายคุ้มค่าที่สุดในปัจจุบัน SMILE Pro™ 2.0 (สำหรับสายตาสั้น เอียง หรือสายตายาวตามอายุ) SMILE Pro™ 2.0 (สมายโปร 2.0) เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กที่ใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) แล้วนำออกผ่านแผลขนาดเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์ประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา จุดเด่นคือ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา และลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งเมื่อเทียบกับเลสิกที่มีการเปิดฝากระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาวร่วมด้วย (Monovision) ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วและลดโอกาสเกิดตาแห้งหลังทำ NanoLASIK (สำหรับสายตาสั้น เอียง หรือสายตายาวตามอายุ)   NanoLASIK (นาโนเลสิก) เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ที่พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้ Ziemer Femto Z8 ซึ่งเป็น Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูล ร่วมกับระบบ Iris Registration และ Optimized Aspheric เพื่อเพิ่มความแม่นยำและช่วยลดแสงฟุ้งในเวลากลางคืน จุดเด่นคือใช้พลังงานเลเซอร์ต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา ฟื้นตัวเร็ว ประหยัดเนื้อกระจกตา จึงเหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูงหรือกระจกตาค่อนข้างบาง ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เป็นศูนย์รักษาสายตาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ติดตั้งเครื่อง Femtosecond Laser และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการรักษาคนไข้ สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเลสิกและมาตรฐานการรักษาที่ทันสมัยต่อเนื่องจนมาถึงในปัจจุบัน NanoRelex® (สำหรับสายตาสั้นและเอียง) NanoRelex® (นาโนรีเลกส์) เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก บุกเบิกโดยศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โดยใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ผ่านแผลขนาด 2–3 มิลลิเมตร พร้อมระบบ AI และ OCT Scan แบบ Real-time ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยระหว่างการรักษา จุดเด่นคือแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว กลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา ลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้ง และใช้เลเซอร์พลังงานต่ำเพื่อลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อดวงตา NanoPresby LASIK / Presby LASIK (สำหรับสายตายาวตามอายุ) NanoPresby LASIK หรือ Presby LASIK (เพรสบี้เลสิก) เป็นเลสิกไร้ใบมีด สำหรับรักษาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) โดยพัฒนาจาก Monovision LASIK ด้วยการปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ช่วยให้มองเห็นได้ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ และสามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1–2 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไปและเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ รวมถึงผู้ที่ต้องใช้สายตาหลายระยะในชีวิตประจำวันและต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเลสิก การเลือกเทคโนโลยีทำเลสิกขึ้นอยู่กับปัญหาสายตาและไลฟ์สไตล์ ตารางด้านล่างนี้ได้รวบรวมข้อมูลสรุปจุดเด่นของนวัตกรรมแต่ละประเภท เพื่อให้คุณเปรียบเทียบความแตกต่างได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจง่ายก่อนตัดสินใจรับคำปรึกษากับจักษุแพทย์ เทคโนโลยี จุดเด่น / ข้อดี เหมาะกับใคร PRK (พีอาร์เค) ไม่เปิดฝากระจกตา ลอกผิวกระจกตาก่อนยิงเลเซอร์ เหมาะกับผู้ที่กระจกตาค่อนข้างบาง สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง TransPRK (ทรานส์พีอาร์เค) ใช้เลเซอร์ลอกผิวและปรับกระจกตาในขั้นตอนเดียว ไม่สัมผัสดวงตา ลดการระคายเคือง สายตาสั้น และสายตาเอียง SBK LASIK (เอสบีเคเลสิก) เปิดฝากระจกตาด้วยใบมีดชนิดพิเศษที่มีความบาง ฟื้นตัวเร็ว ใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่า LASIK แบบเดิม สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง FemtoLASIK (เฟมโตเลสิก) เลสิกไร้ใบมีด ใช้ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตา แม่นยำ ฟื้นตัวเร็ว สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (Monovision) SMILE Pro™ 2.0 (สมายโปร 2.0) พัฒนาจาก ReLEx SMILE ยิงเลเซอร์เพียงประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบจัดตำแหน่งดวงตาอัตโนมัติ สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (Monovision) NanoLASIK (นาโนเลสิก) ใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูล ร่วมกับระบบ Iris Registration ช่วยลดแสงฟุ้งและประหยัดเนื้อกระจกตา สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (Monovision) โดยเฉพาะผู้ที่กระจกตาบางหรือค่าสายตาสูง NanoRelex® (นาโนรีเลกส์) เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำระดับนาโนจูล พร้อม AI และ OCT Scan แบบ Real-time สายตาสั้นและสายตาเอียง NanoPresby LASIK / Presby LASIK ออกแบบสำหรับสายตายาวตามอายุ ช่วยให้มองเห็นได้หลายระยะ ลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ทำเลสิกที่ไหนดี? รวมข้อควรรู้ก่อนเลือกโรงพยาบาล หลังจากรู้จักแต่ละเทคนิคการทำเลสิกไปแล้ว มาพิจารณาอย่างรอบคอบดูว่าควรทำเลสิกที่ไหนดี? การตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลที่มีคุณภาพมีความสำคัญ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญในชีวิตประจำวัน หากเลือกไม่ดีอาจทำให้มีปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดและปัญหาหลังการผ่าตัด บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกที่มีคุณภาพ เพื่อให้พิจารณาก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ โรงพยาบาลได้มาตรฐาน มีใบอนุญาต การมีเลขที่ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลเป็นสิ่งสำคัญที่การันตีว่าสถานพยาบาลนั้นได้จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการตรวจสอบทั้งด้านอาคาร สิ่งแวดล้อม เครื่องมือ และมีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีคุณสมบัติตามกำหนด ดังนั้น เมื่อพิจารณาว่า “เลสิกที่ไหนดี” เลขที่ใบอนุญาตจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ควรตรวจสอบ โดยคุณสามารถดูได้จากที่สถานพยาบาลต้องติดแสดงไว้อย่างชัดเจน หรือตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสะอาด มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล การเลือกสถานพยาบาลที่มีความสะอาดและได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์เลสิก เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน หากสถานที่ขาดความสะอาดหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น การติดเชื้อที่ดวงตาหรือการสูญเสียการมองเห็น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรประมาทเลย มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาสายตา (เลสิก) หลายคนคงสงสัยว่าควรทำเลสิกที่ไหนดี และมีวิธีเลือกโรงพยาบาลที่ทำเลสิกเก่งๆ จากอะไร รวมไปถึงควรเลือกทำกับหมอศูนย์เลสิกคนไหนดี? เริ่มต้นง่ายๆ คุณควรพิจารณาจากจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตาโดยตรง ซึ่งจะจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ 6 ปี และเรียนต่อเฉพาะทางด้านจักษุวิทยาในหน่วยที่เกี่ยวข้องกับกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา พร้อมทั้งมีใบประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง หากคุณกำลังมองหาว่าที่ไหนมีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านเลสิกโดยตรงในไทย สามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ได้จากฐานข้อมูลแพทยสภา อุปกรณ์ครบ เทคโนโลยีการรักษาทันสมัย การทำเลสิกเป็นการผ่าตัดที่สำคัญต่อดวงตาซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นใบมีดจากเครื่อง Microkeratome ในการทำเลสิกทั่วไป หรือเลเซอร์จากเครื่อง Femtosecond Laser สำหรับเฟมโตเลสิก สมายโปร นาโนเลสิก นาโนรีเลกส์ หรือเพรสบี้เลสิก ดังนั้น การเลือกสถานพยาบาลที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ที่เหมาะสมในการรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเทคโนโลยีเลสิกให้เลือกครบทุกวิธี เลสิกสายตายาวที่ไหนดี? เลสิกสายตาเอียงที่ไหนดี? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากเลือกสถานพยาบาลที่มีทางเลือกในการทำเลสิกที่ครบทุกวิธี เช่น ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เพราะเลสิกมีรูปแบบการแก้ไขปัญหาสายตาที่แตกต่างกัน โดยแต่ละประเภทมีเอกลักษณ์และข้อจำกัดเฉพาะตัว ซึ่งแต่ละคนก็เหมาะสมกับวิธีการที่แตกต่างกันไป ดังนั้น เมื่อต้องตัดสินใจว่า “เลสิกที่ไหนดี?” การเลือกศูนย์เลสิกที่มีตัวเลือกการรักษาหลากหลายจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะสามารถให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้ารับบริการได้อย่างครอบคลุมทุกรูปแบบ มีรีวิวที่น่าเชื่อถือ ในการเลือกว่าจะทำเลสิกที่ไหนดี นอกจากการศึกษารายละเอียดต่างๆ แล้ว รีวิวจากผู้เคยรับการรักษามีความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ควรเลือกอ่านรีวิวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและใช้วิจารณญาณพิจารณา เนื่องจากรีวิวเป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจมีทั้งจริงและปลอม การอ่านรีวิวที่เชื่อถือได้จะช่วยให้ทราบข้อมูลที่สถานพยาบาลอาจไม่ได้แจ้งไว้ และเป็นประสบการณ์ตรงที่หาไม่ได้จากแหล่งอื่น เดินทางสะดวกสบาย ตำแหน่งที่ตั้งของสถานพยาบาลเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าเลสิกที่ไหนดี เนื่องจากหลังทำเลสิก การมองเห็นจะไม่ชัดชั่วคราวและต้องกลับไปพักฟื้น อีกทั้งผู้ป่วยจำเป็นต้องกลับมาพบจักษุแพทย์เป็นระยะเพื่อติดตามผลหรือหากมีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น ควรเลือกสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่พักหรือที่ทำงาน มีการเดินทางสะดวกทั้งรถส่วนตัว (มีที่จอดรถเพียงพอ) หรือรถสาธารณะที่มีหลากหลายเส้นทาง ราคาคุ้มค่า สมเหตุสมผล การเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกที่เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องพิจารณาทั้งด้านค่าใช้จ่ายและคุณภาพการบริการที่ได้รับ โดยสถานพยาบาลที่ดีควรมีการแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายบานปลาย ราคาการทำเลสิกในแต่ละสถานพยาบาลจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทการรักษาและรายละเอียดบริการ บางแห่งรวมค่าตรวจทั้งหมดแล้ว ขณะที่บางแห่งอาจคิดเฉพาะค่าผ่าตัดและมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม ผู้สนใจจึงควรศึกษาเงื่อนไขอย่างละเอียดและเปรียบเทียบโปรโมชันระหว่างสถานพยาบาลต่างๆ โดยที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีบริการทำเลสิกหลายประเภท ดังนี้ ประเภทการรักษาและราคาโปรโมชัน (ผ่อนได้นาน 10 เดือนตามราคาที่โรงพยาบาลกำหนด) เทคโนโลยี ราคาโปรโมชัน สิทธิ์ผ่อนชำระ SMILE Pro™ 2.0 88,000 บาท 8,800 บาท/เดือน NanoReLEx® 108,000 บาท 10,800 บาท/เดือน NanoLASIK 108,000 บาท 10,800 บาท/เดือน NanoPresby / Presby LASIK เริ่มต้น 86,000 บาท เริ่มต้น 8,600 บาท/เดือน TransPRK 55,000 บาท 5,500 บาท/เดือน FemtoLASIK 49,990 บาท 4,999 บาท/เดือน SBK LASIK 36,000 บาท 3,600 บาท/เดือน PRK 36,000 บาท 3,600 บาท/เดือน   ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ค่าตรวจประเมินสภาพตาพร้อมปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง ราคาโปรโมชัน 1,500 บาท (ฟรี! หากตรวจ-ทำเลสิกในวันเดียวกัน) ค่าบริการรวมค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการผ่าตัด และค่าบริการตรวจติดตามผลหลังการผ่าตัด (ขึ้นอยู่กับวิธีการทำเลสิกในแต่ละเทคโนโลยี) *ราคาโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามแคมเปญในแต่ละช่วงเวลา และยังไม่รวมค่าตรวจประเมินสภาพดวงตาก่อนผ่าตัด ตรวจสอบราคาล่าสุดได้ที่หน้าโปรโมชันของโรงพยาบาล *สิทธิ์ผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน จำกัดเฉพาะบัตรเครดิตที่ร่วมรายการเท่านั้น ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำเลสิกที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (Laser Vision) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร อยากทำเลสิกกับโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านตาโดยตรงมีที่ไหนแนะนำบ้าง? สามารถปรึกษาและรักษาได้ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) เป็นศูนย์รักษาสายตาผิดปกติที่มีเทคโนโลยีการรักษาสายตาครบทุกทางเลือก เน้นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการบริการที่ประทับใจ ด้วยจักษุแพทย์ผู้มากความรู้เกี่ยวกับดวงตาและทีมงานที่มีประสบการณ์ โดยมีจุดเด่นดังนี้ มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) สรุป การทำเลสิกเป็นการผ่าตัดด้วยเลเซอร์เอ็กไซเมอร์เพื่อปรับความโค้งของกระจกตา แก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะต่างๆ เมื่อต้องการเลือกว่าเลสิกที่ไหนดี? ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น ใบอนุญาตและมาตรฐานสถานพยาบาล ความเชี่ยวชาญของแพทย์ ความทันสมัยของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ ทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย รีวิวที่น่าเชื่อถือ ความสะดวกในการเดินทาง และความคุ้มค่าของราคากับคุณภาพบริการที่ได้รับ หากใครสนใจทำเลสิก มาปรึกษาและรักษาได้ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตาที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิก (FAQ) ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตา หลายคนอาจยังมีความกังวลหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอน ผลลัพธ์ และการดูแลตัวเองหลังทำ เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิกมาฝาก เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจให้คุณคลายความกังวลและเตรียมความพร้อมได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น ทำเลสิกเจ็บไหม และต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานแค่ไหน? การทำเลสิกเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาเพียงสั้นๆ และแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย เนื่องจากก่อนการผ่าตัด จักษุแพทย์จะทำการหยอดยาชาเพื่อระงับความรู้สึกบริเวณดวงตา ผู้เข้ารับการรักษาอาจรู้สึกเพียงแรงกดเบาๆ หรือความตึงเครียดเล็กน้อยระหว่างที่เครื่องมือกำลังทำงาน หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น แผลจะมีขนาดเล็กมาก ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นภายใน 1-2 วันเท่านั้น ทําเลสิกอยู่ได้กี่ปี และค่าสายตาจะกลับมาสั้นอีกหรือไม่ในอนาคต? หลายคนมักมีคำถามว่าทําเลสิกอยู่ได้กี่ปี โดยทั่วไปผลลัพธ์ของการทำเลสิกจะอยู่ได้ในระยะยาว กระจกตาที่ถูกปรับแต่งแล้วจะไม่กลับคืนสภาพเดิม อย่างไรก็ตาม อาจมีโอกาสกลับมาสายตาสั้น หรือค่าสายตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การตอบสนองของร่างกายในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระจกตา พฤติกรรมการใช้สายตา หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและอายุ หากได้รับการดูแลปกป้องดวงตาอย่างถูกวิธี พักผ่อนสายตาเป็นระยะ และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ผลลัพธ์ที่ดีจากการทำเลสิกก็จะสามารถอยู่คู่กับคุณไปได้อย่างยาวนาน หากเป็นคนชอบดำน้ำลึก สามารถทำเลสิกได้ไหม และควรเลือกเทคนิคใด? สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมหรือกำลังมองหาศูนย์เลสิกสำหรับคนชอบดำน้ำลึก (Scuba Diving) การทำเลสิกสามารถทำได้ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เนื่องจากเทคนิคเหล่านี้จะช่วยรักษารูปทรงและโครงสร้างความแข็งแรงของกระจกตาไว้ได้มากที่สุด ทำให้ดวงตาสามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของแรงดันน้ำใต้ทะเลได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ควรเว้นระยะพักฟื้นอย่างน้อย 1-3 เดือนก่อนลงดำน้ำ หรือตามที่แพทย์แนะนำ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

ฉีดยาเข้าวุ้นตาคืออะไร? เหมาะกับใคร พร้อมขั้นตอนและวิธีดูแลหลังฉีด

ฉีดยาเข้าวุ้นตาคือการฉีดยารักษาโรคจอประสาทตาโดยตรงเข้าไปในวุ้นตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นและควบคุมอาการบวมหรือเลือดรั่วที่จอประสาทตา ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตาเริ่มจากตรวจประเมินตา ทำความสะอาดและใช้ยาชาเฉพาะที่ จากนั้นแพทย์จะฉีดยาเข้าไปในวุ้นตาอย่างแม่นยำ และติดตามผลหลังการฉีดเพื่อความปลอดภัย การฉีดยาเข้าวุ้นตาช่วยรักษาโรคจอประสาทตาโดยตรง ออกฤทธิ์รวดเร็ว แม่นยำ เจ็บน้อย ปลอดภัย และไม่ต้องพักโรงพยาบาล การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคจอประสาทตาที่ได้ผลดีและมีความปลอดภัยสูง โดยการฉีดยาเข้าไปในช่องว่างภายในลูกตาโดยตรง เพื่อให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดตรงจุดที่เป็นปัญหา หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังจะเข้ารับการรักษานี้ การทำความเข้าใจขั้นตอนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น     ฉีดยาเข้าวุ้นตา คืออะไร การฉีดยาเข้าวุ้นตา คือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้รักษาโรคทางจอตาและวุ้นตาหลายชนิด โดยแพทย์จะฉีดยาเข้าไปโดยตรงในช่องวุ้นตาซึ่งอยู่บริเวณกลางลูกตา เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด การรักษานี้มักใช้กับผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (AMD) เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เส้นเลือดในจอตาผิดปกติ หรือมีภาวะเลือดออกและบวมที่จอประสาทตา   ข้อดีคือยาสามารถออกฤทธิ์ได้ตรงตำแหน่งโดยไม่ต้องผ่านระบบไหลเวียนของร่างกายมากนัก ทำให้ลดผลข้างเคียง แต่การฉีดต้องทำโดยจักษุแพทย์ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การอักเสบหรือความดันตาสูงชั่วคราว   การฉีดยาเข้าวุ้นตา เหมาะกับใคร การฉีดยาเข้าวุ้นตานี้เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหรือเป็นโรคจอประสาทตาที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของเส้นเลือด เช่น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) โดยเฉพาะภาวะจุดรับภาพบวมจากเบาหวาน (Diabetic Macular Edema) เกิดจากเส้นเลือดในจอประสาทตาได้รับความเสียหาย ทำให้มีเลือดหรือน้ำเหลืองรั่วเข้าสู่จุดรับภาพ ส่งผลให้มองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือพร่ามัว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (Wet Age-related Macular Degeneration) ภาวะที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นใต้จอประสาทตาและมีเลือดรั่วซึม ทำให้จุดรับภาพบวมและเสียความสามารถในการมองเห็นรายละเอียด การตรวจและรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น การฉีดยาต้าน VEGF สามารถชะลอการเสื่อมและลดการสูญเสียการมองเห็นได้ เส้นเลือดดำจอประสาทตาอุดตัน (Retinal Vein Occlusion) ภาวะที่เส้นเลือดดำในจอประสาทตาเกิดการอุดตัน ส่งผลให้เลือดและน้ำเหลืองรั่วซึมเข้าสู่จอประสาทตา ทำให้ภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว หากไม่รักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น จุดรับภาพบวมเรื้อรังหรือจอประสาทตาเสื่อมถาวรได้   ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตา ขั้นตอนการฉีดยาใช้เวลาไม่นานและมักไม่เจ็บ เพราะแพทย์จะทำการใช้ยาชาเฉพาะจุดก่อนฉีด โดยมีขั้นตอน ดังนี้   ผู้ป่วยจะได้รับการหยอดยาชาเฉพาะที่ และทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือเล็กๆ เพื่อถ่างเปลือกตาไว้ จากนั้นจะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากฉีดยาเข้าไปที่บริเวณตาขาว (Sclera) การฉีดใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แพทย์จะตรวจดูตาอีกครั้งเพื่อประเมินผลเบื้องต้น และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังการฉีด ข้อดีและประโยชน์ของการฉีดยาเข้าวุ้นตา การฉีดยาเข้าวุ้นตามีประสิทธิภาพสูงเพราะตัวยาออกฤทธิ์ตรงจุดที่จอประสาทตา ทำให้ได้ผลการรักษาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังเจ็บน้อยและใช้เวลาสั้น ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและสามารถกลับบ้านได้ทันที นอกจากนี้ยังเป็นวิธีรักษามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก มีความเสี่ยงต่ำและปลอดภัย     ข้อควรระวังหลังฉีดยาเข้าวุ้นตา การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการฉีดยาเข้าวุ้นตาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงและทำให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยหลังจากฉีดยาแล้ว มีข้อควรระวังและแนวทางการปฏิบัติตัวหลังฉีดยาเข้าตาบางอย่าง คือ   ห้ามขยี้ตาหรือเกาตาโดยเด็ดขาด อย่างน้อย 3-5 วันแรก เพราะอาจทำให้แผลเล็กๆ ที่เกิดจากการฉีดเปิดออกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกหลังการฉีด ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดหน้าแทนการล้างหน้า ใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง และล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการหยอดตาทุกครั้ง พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน งดการออกกำลังกายหนัก การยกของหนัก หรือการก้มศีรษะลงต่ำในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อป้องกันไม่ให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น งดการว่ายน้ำ หรือลงเล่นในแหล่งน้ำที่อาจไม่สะอาด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ยาที่ใช้จริงในการฉีดยาเข้าวุ้นตา มีอะไรบ้าง นอกเหนือจากการผ่าตัดจอประสาทตาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการในการรักษาโรคจอประสาทตาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ คือการใช้ยาในกลุ่ม Anti-VEGF เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นเลือดที่ผิดปกติและลดอาการบวมน้ำบริเวณจุดรับภาพชัด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการตามัวในโรคเบาหวานขึ้นตาหรือโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยในปัจจุบันมีนวัตกรรมยาหลายชนิดที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น Lucentis ที่เน้นความแม่นยำในการซึมผ่านชั้นจอตา หรือ Eylea ที่ช่วยดักจับโปรตีนตัวการของโรคได้กว้างขวางขึ้น   เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาที่ครอบคลุมทั้งในด้านประสิทธิภาพสูงสุดและความคุ้มค่าสำหรับคนไข้ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพจึงเลือกใช้ยา Avastin และ Vabysmo เป็นตัวหลักในการรักษา โดยยาแต่ละชนิดมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ที่แตกต่างกันไป    ยา Avastin สำหรับ Avastin นั้นถือเป็นยาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากให้ผลการรักษาที่ดีและมีความคุ้มค่าสูง ช่วยให้คนไข้สามารถเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการคงสภาพการมองเห็นในระยะยาว   ยา Vabysmo ในส่วนของเคสที่มีความซับซ้อนหรือต้องการประสิทธิภาพในการรักษาขั้นสูงสุด โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพได้นำนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Vabysmo เข้ามาใช้ เพราะยาตัวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการจักษุวิทยาด้วยเทคโนโลยี Dual-Pathway ที่ไม่ได้เพียงแค่ยับยั้งโปรตีน VEGF เหมือนยาในอดีต แต่ยังสามารถยับยั้งโปรตีน Ang-2 ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เส้นเลือดเปราะบางและเกิดการอักเสบ ความโดดเด่นของ Vabysmo คือความสามารถในการทำให้จุดรับภาพแห้งสนิทได้รวดเร็วและคงสภาพได้ยาวนานกว่าเดิม ส่งผลให้คนไข้ไม่จำเป็นต้องมาฉีดยาบ่อยครั้ง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความกังวลในการเข้ารับการรักษา   ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาจะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดว่ายาชนิดใดที่เหมาะสมกับสภาพดวงตาและไลฟ์สไตล์ของคนไข้แต่ละท่านมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการฉีดยาเข้าวุ้นตาจะเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาการมองเห็นให้ยาวนานที่สุด     ฉีดยาเข้าวุ้นตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการการฉีดยาเข้าวุ้นตา โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยกับประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ การผ่าตัดจอประสาทตาโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ และ OCT เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด การฉีดยาเข้าวุ้นตา สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะจุดรับภาพบวมจากเบาหวาน ต้อหินชนิดเปียก หรือจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก เพื่อรักษาโรคโดยตรงและเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น การติดตามและฟื้นฟูการมองเห็นหลังการผ่าตัดหรือฉีดยาอย่างใกล้ชิด พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังการรักษา การดูแลความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการรักษาและการพักฟื้น  โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป การฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นวิธีรักษาโรคจอประสาทตาโดยตรงที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีจุดรับภาพบวมจากเบาหวาน ต้อหินชนิดเปียก หรือจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก ขั้นตอนใช้เวลาไม่นานและเจ็บน้อยเพราะแพทย์ใช้ยาชาเฉพาะที่ ตัวยาจะออกฤทธิ์ตรงบริเวณจอประสาทตา ช่วยให้ผลการรักษารวดเร็วและแม่นยำ หลังฉีดแพทย์จะติดตามผลและแนะนำวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทำให้มั่นใจได้ในความปลอดภัยและการฟื้นฟูการมองเห็น ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักโรงพยาบาล มารักษาโรคจอประสาทตาและฉีดยาเข้าวุ้นตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาเข้าวุ้นตา (FAQ) สำหรับผู้ที่สนใจการรักษาโรคจอประสาทตาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา อาจมีคำถามหลายข้อที่สงสัย เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาได้ชัดเจน เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาเข้าวุ้นตามาให้คุณเข้าใจได้อย่างครบถ้วน   ฉีดยาเข้าวุ้นตาต้องทำกี่ครั้ง จำนวนครั้งในการฉีดยาเข้าวุ้นตาขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรงของภาวะที่เกิดกับจอประสาทตา บางรายอาจฉีดเพียงครั้งเดียว แต่บางรายอาจต้องฉีดซ้ำเป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและคงการมองเห็นให้ดีที่สุด   ฉีดยาเข้าวุ้นตา ราคากี่บาท ราคาการฉีดยาเข้าวุ้นตาจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ความรุนแรงของโรค จำนวนครั้งที่ต้องฉีด และสภาพจอประสาทตาของผู้ป่วยแต่ละราย จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับการรักษาในแต่ละครั้ง   ฉีดยาเข้าวุ้นตา กี่วันหาย หลังฉีดยาเข้าวุ้นตา ผลการรักษามักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาฟื้นตัวเต็มที่จะแตกต่างกันไปตามสภาพโรคและการตอบสนองของแต่ละบุคคล บางรายอาจต้องติดตามและฉีดซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้การมองเห็นคงที่และดีที่สุด
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

สิ่งที่ควรรู้ก่อนผ่าตัดจอประสาทตา พร้อมการเตรียมตัวและข้อควรระวัง

ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ผู้ที่มีจอประสาทตาหลุดลอก เบาหวานขึ้นจอประสาทตารุนแรง รูที่จุดรับภาพ พังผืดบนจอประสาทตา หรือเลือดออกในวุ้นตา วิธีผ่าตัดจอประสาทตาหลักๆ คือ การสลายวุ้นตา เพื่อนำวุ้นตาที่ขุ่นหรือมีเลือดออกออกไป พร้อมแก้ไขจอประสาทตาโดยใช้เลเซอร์หรือฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคน อีกวิธีคือการดึงรั้งจอประสาทตาจากภายนอก เพื่อให้จอประสาทตาแนบกับผนังตา เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด เลเซอร์ภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซดันจอ และ OCT ช่วยตรวจประเมินความเสียหายของจอประสาทตาอย่างละเอียด การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาในระยะรุนแรง เช่น จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก หรือจอประสาทตาเสื่อมขั้นรุนแรง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร การทำความเข้าใจขั้นตอนการผ่าตัด เทคโนโลยีที่ใช้ รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษา ไม่เพียงช่วยคลายความกังวล แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเตรียมตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการมองเห็นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดอีกด้วย     ใครบ้างที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา? การผ่าตัดจอประสาทตาจะพิจารณาเมื่อจอประสาทตาเกิดความสูญเสียรุนแรง และไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยกลุ่มอาการและโรคที่ต้องผ่าตัด ได้แก่   จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาหลุดลอก(Retinal Detachment) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสายตาที่จอประสาทตาแยกตัวออกจากชั้นใต้เยื่อตาทำให้จุดรับภาพเสียการทำงาน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาการที่สังเกตได้ ได้แก่ เห็นแสงวาบหรือแฟลช ลอยเป็นจุดหรือเส้นลอยไปมา มองเห็นม่านมืดปกคลุมบางส่วนของภาพ และภาพพร่ามัว การตรวจวินิจฉัยและผ่าตัดจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อดวงตา   จุดภาพชัดเสื่อม จุดภาพชัดเสื่อม (Macular Degeneration) โดยเฉพาะชนิดเปียก (Wet AMD) เป็นภาวะที่มีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้เปราะบาง แตกง่าย และอาจทำให้เกิดเลือดออกหรือน้ำเหลืองรั่วซึมเข้าสู่ชั้นจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นบริเวณตรงกลางภาพพร่ามัว บิดเบี้ยว หรือมีจุดดำบัง   โรคนี้สามารถลุกลามได้เร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร การรักษาในปัจจุบัน เช่น การฉีดยายับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ (Anti-VEGF) การเลเซอร์ หรือการผ่าตัดจอประสาทตา สามารถช่วยชะลอความเสื่อมและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจะทำให้เส้นเลือดเล็กๆ ในจอประสาทตาเสียหาย แตก รั่ว หรือบวม ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว มองไม่ชัด และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมจนสูญเสียการมองเห็นได้ถาวร   วิธีดูแลรักษามีทั้งการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเลเซอร์ การฉีดยาเข้าในลูกตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น   รูที่จุดรับภาพ รูที่จุดรับภาพ (Macular Hole) คือการเกิดรูเล็กๆ บริเวณจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน หากเกิดรูขึ้นจะทำให้การมองเห็นผิดเพี้ยน เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นไม่ชัดตรงกลางภาพ แต่รอบข้างยังเห็นได้ปกติ   สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือเกิดจากการดึงรั้งของวุ้นในตา บางรายอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่ตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การมองเห็นแย่ลงเรื่อยๆ การรักษาหลักคือการผ่าตัดจอประสาทตา ซึ่งช่วยปิดรูและฟื้นฟูการมองเห็นได้ในหลายกรณี   พังผืดที่จอประสาทตา พังผืดที่จอประสาทตา (Epiretinal Membrane) คือการเกิดเยื่อบางๆ หรือพังผืดบนผิวของจอประสาทตา โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพ พังผืดนี้จะดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้การมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นภาพซ้อน อาการมักค่อยๆ เป็นทีละน้อย และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับตา เช่น เบาหวานขึ้นตา วุ้นตาเสื่อม หรือเคยผ่าตัดตา   หากเป็นไม่มาก อาจไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นรุนแรงจนทำให้การมองเห็นลดลงมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาเอาพังผืดออก ซึ่งสามารถช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้นได้ในหลายกรณี   เลือดออกในวุ้นตา เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) คือภาวะที่มีเลือดรั่วไหลเข้าไปในวุ้นตา ซึ่งเป็นเจลใสภายในลูกตา ทำให้การมองเห็นขุ่นมัว มองเห็นเป็นเงาดำ คล้ายหมอกหรือหยดหมึกลอยไปมา หากเลือดออกมากอาจทำให้มองเห็นแสงรางๆ หรือถึงขั้นมองไม่เห็นเลย   สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก การบาดเจ็บที่ตา หรือหลอดเลือดผิดปกติในจอประสาทตา ภาวะนี้ถือว่าสำคัญเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตารุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร   การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง เช่น พักการใช้สายตา หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมาก การใช้เลเซอร์รักษาจอประสาทตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตาเอาเลือดออกจากวุ้นตา (Vitrectomy) เพื่อช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดขึ้น     การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดจอประสาทตา ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น   ควรปรึกษาจักษุแพทย์อย่างละเอียด พร้อมแจ้งประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภูมิแพ้ยา และเข้ารับการตรวจร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ เช่น ตรวจเลือด หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด แพทย์อาจให้งดยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือวาร์ฟาริน ก่อนวันผ่าตัด โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ควรมีคนขับรถหรือผู้ดูแลในวันผ่าตัด เพื่อช่วยในการเดินทางกลับบ้านและดูแลในช่วงพักฟื้นแรกๆ เนื่องจากสายตาจะยังมองไม่ชัดเจน วิธีการผ่าตัดจอประสาทตา เมื่อจอประสาทตาเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง การรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาจึงเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ โดยมีหลายเทคนิควิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรง ดังนี้   การผ่าตัดสลายวุ้นตา การผ่าจอประสาทตาเป็นหัตถการที่ซับซ้อน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กมาก โดยแพทย์จะทำแผลเล็กๆ บนตาขาว 3 จุดเพื่อสอดเครื่องมือเข้าไปภายในดวงตา ขั้นแรกคือการตัดและสลายวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือมีเลือดออก เพื่อเปิดทางให้สามารถมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงทำการแก้ไขปัญหาที่พบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาภาวะเลือดออก การใช้เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ หรือการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเพื่อช่วยดันจอประสาทตาให้กลับมาแนบเข้าที่ เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน แพทย์จะปิดแผลด้วยไหมละลายที่สามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องตัดออกภายหลัง   การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา (Scleral Buckle) เป็นการรักษาที่แพทย์ใช้วัสดุซิลิโคนหรือฟองน้ำขนาดเล็กเย็บติดไว้กับผนังตาขาวด้านนอก วัสดุนี้จะทำหน้าที่กดผนังตาเข้าไปเล็กน้อย เพื่อช่วยปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตาและทำให้จอประสาทตากลับมาแนบกับผนังตาตามเดิม การผ่าตัดชนิดนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะจอประสาทตาหลุดลอกจากการฉีกขาด โดยเฉพาะในรายที่ยังไม่มีพังผืดดึงรั้งมากนัก   ข้อดีคือวัสดุที่ใส่เข้าไปสามารถอยู่ในดวงตาได้ถาวรโดยไม่ก่อปัญหาส่วนใหญ่ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำการระบายหรือดูดของเหลวที่สะสมอยู่ใต้จอประสาทตาออกเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้จอประสาทตาแนบกับผนังตาได้เร็วขึ้น หลังผ่าตัดอาจมีอาการเจ็บตา ตาแดง หรือมองเห็นไม่ชัดในระยะแรก แต่โดยทั่วไปมักจะดีขึ้นเมื่อดวงตาเริ่มฟื้นตัว     เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา การผ่าตัดจอประสาทตาในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงทักษะของแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยเพิ่มทั้งความแม่นยำและความปลอดภัย   เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก (Micro-instruments) หัวเครื่องมือที่มีขนาดเล็กเพียง 23-27 G (เทียบเท่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4-0.6 มม.) ทำให้ทำแผลผ่าตัดได้เล็กมากและช่วยให้แผลหายเร็ว กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด (Surgical Microscope) กล้องกำลังขยายสูงที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน เลเซอร์ (Endolaser) ใช้เลเซอร์เพื่อรักษาเส้นเลือดผิดปกติหรือเชื่อมรอยฉีกขาดของจอประสาทตาจากภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซ (Silicone Oil/Gas) ใช้ฉีดเข้าไปในลูกตาเพื่อดันจอประสาทตาให้แนบติดกับผนังตาในช่วงพักฟื้น OCT (Optical Coherence Tomography) เทคโนโลยีการถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความเสียหายของจอประสาทตาได้อย่างละเอียดทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งผู้ป่วยและญาติควรทำความเข้าใจขั้นตอนและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หากแพทย์ฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปในลูกตา แพทย์จะแนะนำให้นอนในท่าทางที่กำหนด เช่น นอนคว่ำหน้า ตะแคง หรือหงายหน้า เป็นระยะเวลาตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะท่าทางนี้จะช่วยให้ก๊าซหรือน้ำมันสามารถดันจอประสาทตาให้เข้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หยอดตาตามชนิดและความถี่ที่แพทย์สั่ง โดยล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการหยอดตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในช่วงสัปดาห์แรก ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา งดการล้างหน้าโดยตรง แต่ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าแทน และงดการขยี้ตาโดยเด็ดขาด ห้ามเดินทางโดยเครื่องบินหากแพทย์ฉีดก๊าซเข้าในตา เพราะการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอาจทำให้ก๊าซขยายตัวและเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การก้มเงยศีรษะ การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการเล่นกีฬาที่มีการกระทบกระเทือน ควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เช่น การดูโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้และระยะเวลาพักฟื้น การผ่าตัดจอประสาทตาช่วยแก้ไขความผิดปกติและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยบางรายอาจมองเห็นดีขึ้นทันที ขณะที่บางรายต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ หลังผ่าตัดผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างเข้มงวด โดยแพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำหรือจัดท่าพิเศษเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนดันจอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงพักฟื้นใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักจนกว่าจะหายดี   ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดจอประสาทตา ราคาในการผ่าตัดจอประสาทตาหรือผ่าตัดพังผืดจอประสาทตาแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและวิธีการที่ใช้ โดยทั่วไปจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าห้องผ่าตัด ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าเลนส์แก้วตาเทียมในกรณีที่จำเป็น แนะนำให้สอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายโดยตรงจากโรงพยาบาลที่เลือกเข้ารับการรักษาเพื่อความชัดเจนและเหมาะสมกับแผนการรักษาของแต่ละบุคคล   เทคโนโลยีการผ่าตัดจอประสาทตาของ Bangkok Eye Hospital  เทคโนโลยีที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพเลือกใช้เพื่อคืนอิสระแห่งการมองเห็นให้กับคนไข้ผ่านนวัตกรรม เรียกว่า PPV หรือการผ่าตัดวุ้นตาทางพาร์สพลานา โดยมีหัวใจสำคัญคือเครื่อง Constellation Vision System ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดในการรักษาโรคจอประสาทตาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาวะจอประสาทตาลอก เบาหวานขึ้นตา หรือพังผืดที่จุดรับภาพชัด โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นอุปกรณ์ผ่าตัด แต่เปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการที่ผสานรวมเทคโนโลยีชั้นสูงไว้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของดวงตาคนไข้   ความโดดเด่นของเครื่อง Constellation ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพนำมาใช้ เริ่มต้นจากเทคโนโลยี ULTRAVIT® ซึ่งเป็นหัวตัดวุ้นตาความเร็วสูงที่สามารถทำงานได้ถึง 7,500 ถึง 10,000 ครั้งต่อนาที ความเร็วระดับนี้ช่วยให้จักษุแพทย์สามารถกำจัดวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือดึงรั้งพังผืดออกได้อย่างนุ่มนวลและต่อเนื่องที่สุด โดยลดแรงสะเทือนหรือแรงดึงรั้งที่จะเกิดขึ้นกับจอประสาทตาที่บางเบาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันระบบควบคุมความดันลูกตาอัจฉริยะหรือ IOP Control จะคอยตรวจวัดและรักษาความดันภายในลูกตาให้คงที่แบบเรียลไทม์ในทุกเสี้ยววินาทีของการผ่าตัด ป้องกันภาวะลูกตาฟีบหรือความดันตาสูงเกินไป ช่วยให้สภาวะภายในดวงตาของคนไข้มีความเสถียรและลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ในระหว่างที่แพทย์กำลังจัดการกับวุ้นตาและพังผืดอยู่นั้น ระบบส่องสว่างความละเอียดสูงแบบ Xenon จะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อจอประสาทตาได้อย่างชัดเจนแม้ในจุดที่บางที่สุด และเมื่อพบรอยฉีกขาดหรือจุดที่ต้องการการซ่อมแซม จักษุแพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการทำ Endolaser ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์จากภายในลูกตาโดยตรงผ่านระบบเลเซอร์ PurePoint® ที่ติดตั้งมาในเครื่อง Constellation พลังงานเลเซอร์ที่เสถียรจะช่วยเชื่อมปิดรอยฉีกขาดหรือจัดการกับเส้นเลือดที่ผิดปกติจากโรคเบาหวานได้อย่างแม่นยำประดุจการสมานรอยร้าวด้วยแสงที่ช่วยให้จอประสาทตากลับมาติดสนิทได้อย่างมั่นคง การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกันช่วยให้แพทย์สามารถทำความสะอาด ซ่อมแซม และล็อกตำแหน่งจอประสาทตาให้เสร็จสิ้นได้อย่างสมบูรณ์ภายในการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว   ผลลัพธ์ที่คนไข้จะได้รับจากการผ่าตัดผ่านเทคโนโลยีขนาดเล็กพิเศษหรือ Small Gauge Surgery ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ คือแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มจนสามารถสมานตัวได้เอง โดยไม่ต้องเย็บแผล ช่วยลดความระคายเคืองและความบอบช้ำหลังการผ่าตัดได้อย่างมหาศาล ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว    อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปแทนที่วุ้นตาเพื่อช่วยกดจอประสาทตาไว้ ซึ่งคนไข้อาจจำเป็นต้องนอนคว่ำหน้าตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษาด้วยเลเซอร์และก๊าซทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด การเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพจึงเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อโอกาสในการกลับมามองเห็นโลกที่สดใสอีกครั้ง   ผ่าตัดจอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการผ่าตัดจอประสาทตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   ตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างครบถ้วน เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ และ OCT เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด หลังการผ่าตัด ทีมแพทย์จะดูแลและติดตามฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม แนะนำแนวทางการรักษาและวิธีดูแลหลังผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ให้ความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการผ่าตัดและการพักฟื้น   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย   สรุป การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจอประสาทตา เช่น จอประสาทตาหลุดลอก รูที่จุดรับภาพ หรือเบาหวานขึ้นจอประสาทตา โดยมีวิธีหลักคือการสลายวุ้นตาและการดึงรั้งจอประสาทตา เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น เทคนิคสมัยใหม่ใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์ และ OCT ช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง ผู้ป่วยควรเตรียมตัวตามคำแนะนำแพทย์ ทั้งการงดน้ำอาหาร จัดการยาประจำตัว และมีผู้ดูแลในช่วงพักฟื้น การฟื้นตัวมักใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ปรึกษาและผ่าตัดจอประสาทตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาอย่างครบวงจรและปลอดภัย   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้! คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตา (FAQ) รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตาและคำตอบที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   อาการหลังผ่าตัดจอประสาทตามีอะไรบ้าง หลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพเบลอหรือพร่ามัวชั่วคราว มีอาการระคายเคือง แสบตา หรือน้ำตาไหลเล็กน้อย บางรายอาจเห็นเงาหรือจุดลอย รวมถึงแสงวาบและตาบวมรอบดวงตาเป็นปกติ แต่หากมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เห็นแสงวาบหรือจุดดำเพิ่มขึ้น หรือการมองเห็นลดลง ควรรีบติดต่อจักษุแพทย์ทันทีเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน   ผ่าตัดจอประสาทตา นอนโรงพยาบาลกี่วัน โดยทั่วไปหลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยมักต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1–2 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของการผ่าตัด รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินและแจ้งระยะเวลาพักฟื้นที่เหมาะสมก่อนกลับบ้าน   ผ่าตัดจอประสาทตา ทำไมต้องนอนคว่ำ หลังผ่าตัดจอประสาทตา แพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนที่ฉีดเข้าไปในลูกตาดันจอประสาทตากลับเข้าที่ได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้จอประสาทตาแนบติดกับผนังตาและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ทำให้การฟื้นตัวและผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพสูงสุด
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111