มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้!

สรุปสาระสำคัญ อาการเบาหวานขึ้นตา คือภาวะที่เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน จนทำให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับความเสียหาย และส่งผลกระทบต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง ได้แก่ ระยะเริ่มแรกที่ยังไม่แสดงอาการหรือส่งผลต่อการมองเห็นเล็กน้อย และระยะก้าวหน้าที่ส่งผลต่อการมองเห็นจนอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ภาวะแทรกซ้อนของอาการเบาหวานขึ้นตา เช่น เลือดออกในวุ้นตา จอตาลอก ต้อกระจก ต้อหิน ไปจนถึงการสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ หากมีอาการเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก แพทย์จะแนะนำให้ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการ แต่หากรุนแรงขึ้นจนเป็นระยะก้าวหน้า แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา เลเซอร์ หรือการผ่าตัดตามความเหมาะสม การรักษาเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาอาการและลดโอกาสเกิดการลุกลามได้ จึงควรเข้าพบแพทย์เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติทางการมองเห็น ผู้ที่เป็นเบาหวานต้องรู้! อาการเบาหวานขึ้นตา ภัยร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าเบาหวานขึ้นตาคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเจาะลึกหาสาเหตุของอาการ รวมถึงแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ไปหาคำตอบกันเลย! เบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน และมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น การทำความเข้าใจอาการ ระยะของโรค และแนวทางการรักษาอย่างถูกต้อง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เข้ารับการดูแลได้ทันท่วงทีก่อนการมองเห็นจะได้รับผลกระทบอย่างถาวร ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เบาหวานขึ้นตา คืออะไร ▶ อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไร ▶ เบาหวานขึ้นตา 2 ระยะ ที่ควรรู้! ▶ ภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานขึ้นตา ▶ การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาโดยแพทย์ ▶ แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตา ▶ ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลเบาหวานขึ้นตา ▶ เบาหวานขึ้นตา รักษาให้หายขาดได้ไหม? ▶ เบาหวานขึ้นตา เลือกกินได้อย่างไร ▶ รักษาเบาหวานขึ้นตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา ดีอย่างไร? ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เบาหวานขึ้นตา คืออะไร โรคเบาหวาน คืออาการที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในการผลิตอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย หรือเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เมื่อร่างกายไม่นำน้ำตาลไปใช้ น้ำตาลก็จะสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากนั่นเอง ส่วนเบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) คือภาวะที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมองได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จึงควรเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก เพราะอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไร ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรหมั่นสังเกตอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีหากมีอาการ และป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต โดยอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้ มองเห็นภาพมัวหรือมองเห็นได้ไม่ชัด เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาเสียหาย ทำให้จอประสาทตาบวม หรือมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา มีจุดดำหรือเส้นใยลอยไปมาในสายตา เกิดจากเลือดหรือของเหลวรั่วไหลออกมาในน้ำวุ้นตา มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เกิดจากจอประสาทตาบวม หรือมีของเหลวรั่วซึมเข้าไปในจอประสาทตา มองเห็นสีผิดเพี้ยน อาจมีปัญหาในการแยกแยะสีต่างๆ โดยเฉพาะสีแดงและสีเขียว มองไม่ค่อยเห็นในที่มืด และมีปัญหาในการมองเห็นในสภาพแสงน้อย สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตำแหน่งที่เกิดความเสียหายบนจอประสาทตา เบาหวานขึ้นตา 2 ระยะ ที่ควรรู้! นอกจากอาการเบาหวานขึ้นตาข้างต้นแล้ว เบาหวานขึ้นตายังแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของอาการได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้ ระยะที่ 1 เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก (Non-Proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR) คือระยะที่หลอดเลือดฝอยเล็กๆ ที่จอประสาทตาเริ่มผิดปกติแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก มีสาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผนังหลอดเลือดที่จอประสาทตาอ่อนแอ เปราะบาง ทำให้หลอดเลือดโป่งพอง มีเลือดออกเล็กน้อย หรือมีของเหลวรั่วซึมออกมา ในระยะนี้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจมองเห็นภาพมัวเล็กน้อย โดยจักษุแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอประสาทตาได้จากการตรวจสุขภาพตา ระยะที่ 2 เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR) คือระยะที่อาการเริ่มรุนแรงมากขึ้น เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาถูกทำลายอย่างรุนแรงจนร่างกายพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มีผนังบาง เปราะและแตกง่าย โดยสาเหตุหลักของระยะนี้คือภาวะขาดออกซิเจนที่จอประสาทตาเนื่องจากหลอดเลือดเดิมถูกทำลาย ร่างกายจึงกระตุ้นให้สร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำออกซิเจนมาเลี้ยงจอประสาทตา ในระยะนี้จะมีอาการมองเห็นภาพมัวมากขึ้น มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาจำนวนมาก มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และอาจสูญเสียการมองเห็น หากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาหรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต้อหินและโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย เบาหวานขึ้นตาห้ามละเลย อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อการมองเห็นได้ เบาหวานขึ้นตาหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการเบาหวานขึ้นตา มีดังนี้ เลือดออกในวุ้นตา ผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นจุดสีดำลอยไปมา ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการนำไปสู่ภาวะวุ้นตาเสื่อม หากปล่อยไว้จนมีเลือดออกมาในปริมาณมากอาจทำให้บดบังการมองเห็นได้ จอประสาทตาลอก แผลในตาที่เกิดจากเบาหวานขึ้นตาส่งผลให้เกิดการดึงรั้งบริเวณจอตาจนเกิดเป็นแผลหรือรอยจอตาลอก ส่งผลให้มองเห็นจุดดำลอยไปมา เห็นแสงวาบ และสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง ต้อกระจก ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเกิดต้อกระจกได้เร็วและพบได้บ่อยกว่าคนทั่วไป โดยเลนส์แก้วตาจะค่อยๆ ขุ่นขึ้น ทำให้ตามัว มองเห็นไม่ชัด สีซีดลง หรือไวต่อแสงมากขึ้น ต้อหิน กลุ่มเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของร่างกาย อาจแทรกแซงการระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง สูญเสียการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาที่ก่อให้เกิดต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาโดยแพทย์ แพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานทุกคนเข้ามาตรวจสุขภาพตาเพื่อคัดกรองโรคจอประสาทตาอย่างละเอียดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติหรือไม่มีสัญญาณของเบาหวานขึ้นตาเลยก็ตาม ในการตรวจ คนไข้มักมีอาการตามัวเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมง เนื่องจากต้องหยอดยาขยายม่านตา จึงควรมีผู้ดูแลเดินทางไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับหลังการตรวจ หากตรวจวินิจฉัยแล้วพบว่าเป็นโรคเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล เช่น การประคับประคองอาการด้วยการควบคุมระดับน้ำตาล การรักษาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา เลเซอร์ หรือผ่าตัด แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกตามระยะอาการ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่และการมองเห็นยังเป็นปกติ แพทย์จะแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมถึงควบคุมอาการโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อประคับประคองอาการและชะลอความรุนแรงของโรค พร้อมนัดให้เข้ามาตรวจหาความผิดปกติของโรคเบาหวานขึ้นจอตาอย่างสม่ำเสมอ หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจะได้รับการรักษาได้อย่างทันท่วงที แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้าทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา โดยเฉพาะยากลุ่ม Anti-VEGF ซึ่งช่วยลดการรั่วของหลอดเลือด ลดอาการบวมบริเวณจุดภาพชัด และทำให้หลอดเลือดที่เกิดขึ้นใหม่ฝ่อลง การรักษาอาจต้องฉีดมากกว่าหนึ่งครั้งและติดตามผลอย่างต่อเนื่องตามการตอบสนองของจอประสาทตา ทั้งนี้ ตัวยาออกฤทธิ์ไม่ถาวรและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในวุ้นตา หรือตาอักเสบ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยเลเซอร์ วิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาที่เริ่มสร้างหลอดเลือดใหม่หรือมีอาการจุดภาพชัดบวม เลเซอร์จะช่วยให้เส้นเลือดใหม่ฝ่อลง จอตายุบ ลดอาการเลือดออกในตา และลดความเสี่ยงตาบอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยการผ่าตัด หากเริ่มมีอาการรุนแรง เลือดออกในตาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการดึงรั้งที่พังผืดจอประสาทตา การผ่าตัดวุ้นตาจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ซ่อมแซมจอตาที่ลอกให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงตาบอด และเรียกคืนการมองเห็นอีกครั้ง ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลอาการเบาหวานขึ้นตา การป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นเบาหวาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว มาดูกันว่ามีแนวทางดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้ กินอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสจัด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่แพทย์กำหนด ควบคุมความดันให้ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดหรือลดการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตการมองเห็นของตัวเองว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ เช่น มองเห็นไม่ชัด ตามัว มองเห็นเป็นจุดดำ ไปพบจักษุแพทย์ตามนัดเป็นประจำ แม้ไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น เบาหวานขึ้นตา รักษาให้หายขาดได้ไหม? อาการเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคจนเป็นสาเหตุให้สูญเสียการมองเห็นได้ ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เบาหวานขึ้นตา เลือกกินได้อย่างไร หากมีอาการเบาหวานหรือเบาหวานขึ้นตา สามารถเลือกกินอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการและรักษาระดับน้ำตาลให้เหมาะสมได้ ดังนี้ เลือกกินผักผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ชมพู่ เลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อลดไขมันในเลือด เช่น เนื้อปลา อกไก่ หลีกเลี่ยงขนมหวานและอาหารที่มีน้ำตาลสูง หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัดหรืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยเกลือแกง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว หรือซอส รักษาเบาหวานขึ้นตา ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร? ผู้ที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา สามารถเข้ารับการตรวจ วินิจฉัย และวางแผนการรักษาได้ที่ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตา โดยมีจุดเด่นด้านการดูแลโรคจอประสาทตา ดังนี้ ดูแลโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา มีทีมจักษุแพทย์คอยตรวจวินิจฉัย ประเมินความรุนแรงของโรค และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย มีทางเลือกในการรักษาหลายรูปแบบ ตั้งแต่การฉีดยาเข้าวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ ไปจนถึงการผ่าตัดในรายที่มีข้อบ่งชี้ โดยแพทย์จะพิจารณาจากระยะของโรคและสภาพดวงตา ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่การตรวจจนถึงติดตามผล เพราะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาเป็นภาวะที่ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษาและวางแผนการดูแลในระยะต่อไป การรักษาเบาหวานขึ้นตาจึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเมื่อการมองเห็นเริ่มผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดและติดตามอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหรือควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี สรุป เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจนส่งผลต่อหลอดเลือดบริเวณจอประสาทตา ในระยะแรกผู้ป่วยอาจยังไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น จึงควรควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และโรคประจำตัว ร่วมกับการตรวจจอประสาทตาตามคำแนะนำของแพทย์ หากโรคมีความรุนแรงมากขึ้น อาจเกิดอาการตามัว เห็นจุดดำ ภาพบิดเบี้ยว หรือการมองเห็นลดลง โดยแนวทางการรักษาอาจประกอบด้วย การฉีดยาเข้าวุ้นตา การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัดวุ้นตา ขึ้นอยู่กับระยะของโรคและสภาพดวงตาของแต่ละคน ผู้ที่เป็นเบาหวานจึงไม่ควรรอให้มีอาการก่อนเข้ารับการตรวจ แม้ยังมองเห็นได้ชัดเจนก็ควรตรวจสุขภาพตาและจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจและปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ซึ่งให้บริการตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย วางแผนการรักษา ไปจนถึงการติดตามผล โดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาและเครื่องมือสำหรับตรวจประเมินโรคตาอย่างละเอียด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเบาหวานขึ้นตา (FAQ) เบาหวานขึ้นตามีโอกาสทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือไม่? ภาวะเบาหวานขึ้นตาเป็นสาเหตุหลักที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวได้ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการประเมินและดูแลอย่างถูกต้อง เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงสะสมต่อเนื่อง หลอดเลือดบริเวณจอประสาทตาจะได้รับความเสียหาย นำไปสู่การรั่วซึม มีเลือดออกในวุ้นตา หรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานและเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปี แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติก็ตาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจตาบ่อยแค่ไหน? ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง นับตั้งแต่เริ่มได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็นก็ตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน หากแพทย์ตรวจพบสัญญาณของภาวะเบาหวานขึ้นตา อาจมีการนัดหมายเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เช่น ทุกๆ สามถึงหกเดือน เพื่อประเมินความเปลี่ยนแปลงและวางแผนแนวทางการรักษาได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่จะเกิดผลกระทบต่อดวงตา การตั้งครรภ์ส่งผลต่ออาการเบาหวานขึ้นตาหรือไม่? ผู้หญิงที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคเบาหวานและกำลังตั้งครรภ์ จะมีความเสี่ยงที่ภาวะเบาหวานขึ้นตาจะลุกลามและรุนแรงได้มากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ระบบไหลเวียนโลหิต และการทำงานของร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว สตรีมีครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบ และเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอด เพื่อประคับประคองสุขภาพดวงตา เบาหวานขึ้นตา รักษาหายไหม? ภาวะนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมและชะลอไม่ให้โรคไปสู่ระยะที่รุนแรงขึ้นได้ สิ่งสำคัญของการรักษาคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการดูแลสุขภาพองค์รวม เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมของหลอดเลือด และรักษาระดับการมองเห็นที่มีอยู่ให้นานที่สุด เบาหวานขึ้นตา ฉีดยาเข้าตากี่ครั้ง? จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับการตอบสนองของแต่ละบุคคล การฉีดยาเข้าวุ้นตาไม่ใช่การรักษาเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เนื่องจากโรคนี้เป็นภาวะเรื้อรัง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องเข้ารับการฉีดยาอย่างต่อเนื่องตามวงรอบที่แพทย์ประเมิน และอาศัยการติดตามผลซ้ำเป็นระยะ เพื่อควบคุมอาการบวมและชะลอการเสื่อมของการมองเห็นในระยะยาว เบาหวานขึ้นตา ฉีดยาหรือเลเซอร์ แบบไหนดีกว่า? ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะแพทย์จะพิจารณาจากระยะและความรุนแรงของโรค การฉีดยามักใช้เพื่อลดอาการบวมน้ำที่จุดรับภาพเพื่อช่วยฟื้นฟูการมองเห็น ส่วนการทำเลเซอร์ใช้สำหรับยับยั้งหลอดเลือดเกิดใหม่และป้องกันเลือดออก ในหลายกรณีแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่ครอบคลุมที่สุด เลเซอร์เบาหวานขึ้นตาแล้วสายตาจะกลับมาชัดไหม? เป้าหมายหลักของการทำเลเซอร์คือการยับยั้งและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนแย่ลง มากกว่าการฟื้นฟูสายตาให้กลับมาคมชัดดังเดิม เลเซอร์จะช่วยทำลายหลอดเลือดที่ผิดปกติ ดังนั้นหลังทำเลเซอร์ การมองเห็นอาจไม่ได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่เป็นการรักษาระดับสายตาเดิมไว้ไม่ให้เสื่อมไปมากกว่านี้ เบาหวานขึ้นตา ต้องผ่าตัดเมื่อไหร่? จักษุแพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเมื่อภาวะเบาหวานขึ้นตาลุกลามถึงขั้นรุนแรง เช่น มีเลือดออกในวุ้นตาปริมาณมากจนไม่สามารถดูดซึมหายไปได้เอง เกิดพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา หรือมีภาวะจอประสาทตาหลุดลอก การผ่าตัดจะช่วยนำเลือดและพังผืดออก เพื่อป้องกันอาการตาบอดถาวรและรักษาสายตาที่ยังเหลืออยู่ เป็นเบาหวานแต่ยังมองเห็นชัด ต้องตรวจจอประสาทตาไหม? จำเป็นต้องตรวจอย่างมาก เนื่องจากเบาหวานขึ้นตาในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ ผู้ป่วยจะยังคงมองเห็นได้ชัดเจน กว่าจะเริ่มรู้สึกตาพร่ามัว โรคก็มักจะลุกลามเข้าระยะรุนแรงแล้ว การตรวจคัดกรองประจำปีจึงช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่แรก และรักษาทันก่อนสูญเสียการมองเห็น ผู้ที่เป็นเบาหวาน จะเป็นเบาหวานขึ้นตาทุกคนไหม? ไม่จำเป็นต้องเกิดภาวะนี้กับผู้ป่วยทุกคน ความเสี่ยงจะแปรผันตามระยะเวลาที่เป็นโรคและการละเลยการควบคุมระดับน้ำตาล หากผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิต และระดับไขมันให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถลดความเสี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเบาหวานขึ้นตาได้ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสุขภาพดวงตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา

จอประสาทตาฉีกขาดหรือจอประสาทตาหลุดลอก ต้นตอของปัญหาตาพร่ามัว การมองเห็นผิดปกติ และอาจส่งผลให้เลือดออกในตา บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับจอประสาทตาฉีกขาดให้มากขึ้น ตั้งแต่นิยาม อาการ สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง ตลอดจนแนวทางการรักษาจอประสาทตาฉีกขาดอย่างเหมาะสม รวมถึงวิธีการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะจอประสาทตาฉีกขาดได้ในบทความนี้   จอประสาทตาฉีกขาด คือภาวะเนื้อเยื่อจอประสาทตาหรือ Retina ซึ่งมีหน้าที่รับสัญญาณภาพและส่งไปประมวลผลที่สมองเกิดรูหรือฉีกขาด ส่งผลต่อการมองเห็นที่ผิดปกติ เมื่อจอประสาทตาฉีกขาดจะมีอาการตาพร่ามัว เกิดตะกอนสีดำในดวงตา เวลามองจะเห็นจุดดำ เส้นสีดำ เห็นแสงคล้ายไฟกะพริบหรือฟ้าแล่บ และมีอาการเลือดออกในดวงตา การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบไม่ผ่าตัด ใช้รักษาในกรณีที่อาการยังไม่รุนแรง ม่านตายังไม่เกิดรู หรือการฉีกขาด ทำได้ 3 วิธี ได้แก่ การฉายแสงเลเซอร์ การใช้ความเย็นจี้ และการฉีดแก๊ส การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบผ่าตัด เหมาะสำหรับการรักษาจอประสาทตาฉีกขาดที่มีอาการรุนแรง ทำได้ 2 แบบ ได้แก่ การผ่าตัดจอประสาทตา และการผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่าตัดวุ้นตาและจอประสาทตา รักษาจอประสาทตาฉีกขาดที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่มีจักษุแพทย์และทีมงานรักษาที่เชี่ยวชาญด้านโรคตาโดยเฉพาะเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยครบวงจร จอประสาทตาฉีกขาด คืออะไร จอประสาทตา หรือ จอตา (Retina) เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่มีลักษณะเป็นชั้นบางอยู่ในลูกตา ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อประมวลผล โดยที่เนื้อเยื่อจะมีตัวกลางเรียกว่าวุ้นตา ซึ่งในคนที่มีอายุน้อยส่วนของวุ้นตาจะมีลักษณะขาวใสสีไข่ขาวดิบ เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นตาจะสูญเสียการคงตัวและมีลักษณะเหลวขึ้น หากมีการขยับดวงตาแรงก็อาจเกิดการฉีกขาดและทำให้ ‘วุ้นตาเสีย’ และทำให้จอประสาทตาฉีกขาด ตามมาด้วยปัญหาการมองเห็นที่ผิดปกติ ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามภาวะจอประสาทตาฉีกขาดไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นได้จากอีกหลายสาเหตุเช่นกัน อาการจอประสาทตาฉีกขาด เป็นอย่างไร เมื่อมีภาวะอาการจอประสาทตาฉีกขาด มักจะส่งผลต่อดวงตาและส่งผลกับการมองเห็น โดยมีลักษณะอาการที่สังเกตได้ชัดเจนมีดังต่อไปนี้ มีอาการตาพร่ามัว มีตะกอนสีดำในดวงตา มีจุดดำหรือเส้นสีดำขวางการมองเห็น มีอาการมองเห็นภาพไฟกะพริบหรือฟ้าแล่บ มีอาการเลือดออกในดวงตา     จอประสาทตาฉีกขาด เกิดจากสาเหตุใด อย่างที่รู้กันไปแล้วว่าภาวะจอประสาทตาฉีกขาดมีสาเหตุจากปัญหาวุ้นตาสูญเสียการคงตัวและทำให้จอตาฉีกขาดหากขยับดวงตาแรง ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดจอประสาทตาฉีกขาดร่วมด้วย ดังนี้ มีภาวะสายตาสั้นมาก ๆ คนในครอบครัวมีประวัติจอประสาทตาลอก เคยมีประวัติผ่าตัดลูกตา ปัจจัยด้านสุขภาพ อย่างโรคเบาหวาน อักเสบติดเชื้อในลูกตา เนื้องอกบริเวณลูกตา มะเร็งในลูกตา หรือโรคจอประสาทตาหลุดลอก เกิดอุบัติเหตุกระทบกับดวงตาอย่างรุนแรง ใครเสี่ยงเป็นจอประสาทตาฉีกขาดบ้าง ภาวะจอประสาทตาฉีกขาดเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทำให้ภาวะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนปกติ ได้แก่ กลุ่มคนที่มีปัญหาสายตาสั้น กลุ่มคนที่เคยเข้ารับการผ่าตัดดวงตา กลุ่มคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคจอประสาทตาลอก หรือคนที่มีคนในครอบครัวพบภาวะโรคจอประสาทตาฉีกขาด วินิจฉัยอาการจอประสาทตาฉีกขาด เนื่องจากภาวะจอประสาทตาฉีกขาด เป็นภาวะที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากการสังเกตภายนอกและสังเกตอาการได้ยาก เพราะมีอาการคล้ายกับโรคตาอื่นๆ จักษุแพทย์จึงต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะในการตรวจจอประสาทตาฉีกขาด ได้แก่ เครื่องมือตรวจจอประสาทตา Ophthalmoscope ที่มีแสงสว่างและกำลังขยายสูงในการตรวจหรือใช้รวมกับเครื่องมือชนิดพิเศษอื่น ๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp) ประกอบกับการใช้คอนแท็กต์เลนส์พิเศษ เครื่องตรวจตาความถี่สูง (Ultrasound) หรือการถ่ายภาพอัลตราซาวนด์กรณีที่มีปัญหาเลือดออกในตา     การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบไม่ผ่าตัด กรณีที่มีจอประสาทตาฉีกขาดอาการที่ไม่รุนแรง ม่านตายังไม่เกิดรู หรือการฉีกขาด สามารถรักษาอาการจอประสาทตาฉีกโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ดังนี้ การฉายแสงเลเซอร์หรือ Photocoagulation หรือ Laser surgery เป็นการรักษาโดยการยิงเลเซอร์ไปยังรอยขาดของจอประสาทตา ซึ่งข้อดีของการรักษาด้วยแสงเลเซอร์คือ มีความเสี่ยงน้อยเพราะไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้เข้ารับการรักษาไม่จำไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล เดินทางกลับบ้านได้ทันทีหลังรักษาเสร็จ การใช้ความเย็นจี้หรือ Cryopexy เป็นการรักษาด้วยการใช้ความเย็นจี้ไปยังบริเวณที่ฉีกขาดเช่นเดียวกับการฉายแสงเลเซอร์ การฉีดแก๊สหรือ Pneumatic Retinopexy เป็นการรักษาด้วยการฉีกแก๊สหรืออากาศเข้าสู่ดวงตา เพื่อหยุดของเหลวไม่ให้ไหลเข้าไปในช่องว่างหลังจากประสาทตาทำร่วมกับการรักษาด้วยการฉายแสงเลเซอร์หรือการจี้ด้วยความเย็น และทำในผู้ป่วยจอประสาทตาฉีกขาดบางราย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบผ่าตัด สำหรับการรักษาจอประสาทตาฉีกขาดด้วยการผ่าตัดเป็นการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ม่านตาเกิดการฉีกขาด โดยปัจจุบันการรักษาด้วยการผ่าตัดมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดจอประสาทตาหรือ Scleral Buckling เป็นการผ่าตัดเพื่อดันให้ผนังดวงตากลับมาติดกับจอประสาทตา โดยใช้วัสดุมาหนุนที่รอบนอกของดวงตา แต่ในการผ่าตัดแพทย์อาจทำร่วมกับการฉายเลเซอร์หรือใช้ความเย็นเพื่อปิดรอยฉีกขาด การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่าตัดวุ้นตาและจอประสาทตาหรือ Aitrectomy Machine เป็นการผ่าตัดรักษาจอประสาทตาฉีกขาดด้วยการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในตาดำหลังจากได้รับยาสลบ ซึ่งจุดเด่นของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ เครื่องมือที่ใช้มีขนาดเล็ก จึงไม่ต้องเย็บแผลให้เกิดการระคายเคือง อีกทั้งยังไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย   ป้องกันจอประสาทตาฉีกขาดได้อย่างไร เนื่องด้วยจอประสาทตาฉีกขาดมักมีจุดเริ่มต้นจากภาวะวุ้นตาเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้โดยการ สวมแว่นตานิรภัยหรืออุปกรณ์ป้องกันดวงตา ทุกครั้งเมื่อเล่นกีฬาผาดโผนหรืออยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสุขภาพดวงตาประจำปี เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินความเสี่ยง หากตรวจพบรอยบางหรือรอยฉีกขาดขนาดเล็ก แพทย์จะสามารถทำการยิงเลเซอร์ป้องกันได้ทันท่วงที ก่อนที่อาการจะรุนแรงจนกระทบต่อการมองเห็น โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย รักษาประสาทตาฉีกขาด ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีประสาทตาฉีกขาด แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป จอประสาทตาฉีกขาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งอายุที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาสายตาสั้น โรคประจำตัว โรคตา และการประสบอุบัติเหตุ ด้วยเหตุนี้การป้องกันภาวะจอประสาทตาฉีกขาดที่ดีที่สุดคือ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำและหมั่นสังเกตอาการของตัวเอง หากมีความผิดปกติให้รีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที มาที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalที่นี่นอกจากจะมีจักษุแพทย์และทีมงานรักษาที่เชี่ยวชาญด้านโรคตาโดยเฉพาะแล้ว ยังมาพร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ครบวงจร มั่นใจได้ในประสิทธิภาพการรักษาดวงตาของคุณ
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

จอประสาทตาเสื่อมและเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน

สรุปสาระสำคัญ (KEY TAKEAWAYS) จอประสาทตาเสื่อม (AMD) ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักคือ แบบแห้ง (พบได้บ่อย) และแบบเปียก (รุนแรงกว่า) อาการเตือนที่สำคัญคือ มองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพเบลอ ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน หรือเห็นเส้นตรงดูเป็นคลื่นโค้งงอ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาหลายวิธี เช่น การใช้ยาฉีด (ต้าน VEGF), เลเซอร์ทำลายเส้นเลือดผิดปกติ, การผ่าตัด รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Gene therapy และ Stem cell therapy จอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์บริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย อาจเริ่มจากมองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน จนกระทั่งมองไม่เห็นภาพตรงกลางในที่สุด โดยทั่วไป จอประสาทตาเสื่อม มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และพันธุกรรม 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ▶ อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง? ▶ วิธีลดความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ▶ จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร? ▶ วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ▶ ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีรักษา ▶ เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-90%) เกิดจากการสะสมของของเสียที่จอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD): เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า (ประมาณ 10-20%) แต่มีความรุนแรงมากกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้อาจรั่วหรือแตก ทำให้เกิดการบวมและเป็นแผลเป็นที่จอประสาทตาส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว จอประสาทตาเสื่อม เป็นสาเหตุอันดับที่สามของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง? อาการของ จอประสาทตาเสื่อม ขึ้นอยู่กับระยะของโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งจะแบ่งตามกลุ่มอาการเป็น 3 ระยะ: ระยะแรก ระยะกลาง และระยะสุดท้าย โดยที่อาการมักจะแย่ลงตามเวลาและระยะของโรค จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะแรกมักจะไม่มีอาการใด ๆ ใน จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะกลาง บางคนยังไม่มีอาการ บางคนอาจสังเกตเห็นอาการเล็กน้อย เช่น ภาพเบลอเล็กน้อยในบริเวณศูนย์กลางภาพหรือปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อย ใน AMD ระยะสุดท้าย (ทั้งแบบเปียกและแห้ง) หลายคนสังเกตเห็นว่าเส้นตรงเริ่มดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ คุณอาจสังเกตเห็นบริเวณภาพเบลอใกล้ศูนย์กลางภาพ เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณภาพเบลอนี้อาจขยายใหญ่ขึ้น สีอาจดูไม่สดใสเหมือนเดิม และคุณอาจมีปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อยมากขึ้น การที่เส้นตรงดูเป็นคลื่นเป็นสัญญาณเตือนสำหรับ AMD ระยะสุดท้าย หากคุณสังเกตเห็นอาการนี้ ให้พบจักษุแพทย์ทันที เราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงต่อ โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ได้อย่างไร? มีหลายงานวิจัยที่บ่งบอกว่าถ้าเราทำตามพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ อาจชะลอการเป็นจอประสาทตาเสื่อม (หรือชะลอการสูญเสียการมองเห็นจากจอประสาทตาเสื่อม) ได้ เลิกสูบบุหรี่ หรือไม่เริ่มสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลให้ปกติ กินอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงผักใบเขียวและปลา จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร? ส่วนมากจะมีใช้การตรวจตา โดยการจะมีการตรวจขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตา และการสแกนจอประสาทตาด้วยเครื่อง Optical Coherence Tomography (OCT) วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม 1. การรักษาด้วยยาและอาหารเสริม วิตามินและแร่ธาตุ: การรับประทานวิตามินซี, อี, เบต้าแคโรทีน, สังกะสี และทองแดง อาจช่วยชะลอการลุกลามของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งในบางราย ยาฉีด: ยาต้าน VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) เป็นการรักษาหลักสำหรับจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ยานี้ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ 2. การรักษาด้วยเลเซอร์ Photodynamic therapy (PDT): ใช้เลเซอร์ร่วมกับยาฉีดเพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ Laser photocoagulation: ใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติโดยตรง 3. การผ่าตัด การผ่าตัดเอาเลือดออก: ในกรณีที่เลือดออกในดวงตา อาจต้องผ่าตัดเพื่อเอาเลือดออก การผ่าตัดปลูกถ่ายจอประสาทตา: เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี วิธีการรักษา ข้อดี ข้อเสีย วิตามินและแร่ธาตุ ราคาถูกปลอดภัย ไม่ได้ผลกับทุกคน อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย ยาฉีด ได้ผลดีในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ต้องฉีดเข้าดวงตาเป็นประจำ อาจมีผลข้างเคียง การรักษาด้วยเลเซอร์ ได้ผลดีในการทำลายเส้นเลือดใหม่ อาจทำลายเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ, ไม่ได้ผลกับทุกคน การผ่าตัด อาจช่วยรักษาภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด, ไม่ได้ผลกับทุกคน ปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาจอประสาทตาเสื่อม การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ยาฉีดชนิดใหม่: ยาฉีดที่ออกฤทธิ์นานขึ้น ช่วยลดความถี่ในการฉีด Gene therapy: เป็นการรักษาโดยการใส่ยีนที่ปกติเข้าไปในเซลล์จอประสาทตาเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย Stem cell therapy: เป็นการรักษาโดยการใช้สเต็มเซลล์เพื่อสร้างเซลล์จอประสาทตาใหม่   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป: การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับจอประสาทตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม มีกี่ชนิด แบบไหนอันตรายกว่ากัน? แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ แบบแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาการจะค่อยๆ แย่ลงอย่างช้าๆ และแบบเปียก (Wet AMD) ซึ่งพบได้น้อยกว่าแต่มีความรุนแรงมากกว่า ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีเลือดออกใต้จอประสาทตา เห็นเส้นตรงดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ เป็นสัญญาณของโรคอะไร? การมองเห็นเส้นตรงดูบิดเบี้ยว เป็นคลื่น หรือโค้งงอ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ระยะสุดท้าย หากมีอาการนี้ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาทันที โรคจอประสาทตาเสื่อม รักษาหายขาดได้หรือไม่? ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษา (เช่น การฉีดยา การทำเลเซอร์) และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตในการมองเห็นของผู้ป่วยได้ *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

ฉีดยาเข้าวุ้นตาคืออะไร? เหมาะกับใคร พร้อมขั้นตอนและวิธีดูแลหลังฉีด

ฉีดยาเข้าวุ้นตาคือการฉีดยารักษาโรคจอประสาทตาโดยตรงเข้าไปในวุ้นตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นและควบคุมอาการบวมหรือเลือดรั่วที่จอประสาทตา ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตาเริ่มจากตรวจประเมินตา ทำความสะอาดและใช้ยาชาเฉพาะที่ จากนั้นแพทย์จะฉีดยาเข้าไปในวุ้นตาอย่างแม่นยำ และติดตามผลหลังการฉีดเพื่อความปลอดภัย การฉีดยาเข้าวุ้นตาช่วยรักษาโรคจอประสาทตาโดยตรง ออกฤทธิ์รวดเร็ว แม่นยำ เจ็บน้อย ปลอดภัย และไม่ต้องพักโรงพยาบาล การฉีดยาเข้าวุ้นตา (Intravitreal Injection) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาโรคจอประสาทตาที่ได้ผลดีและมีความปลอดภัยสูง โดยการฉีดยาเข้าไปในช่องว่างภายในลูกตาโดยตรง เพื่อให้ตัวยาสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุดตรงจุดที่เป็นปัญหา หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังจะเข้ารับการรักษานี้ การทำความเข้าใจขั้นตอนและข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้รู้สึกสบายใจมากขึ้น     ฉีดยาเข้าวุ้นตา คืออะไร การฉีดยาเข้าวุ้นตา คือหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้รักษาโรคทางจอตาและวุ้นตาหลายชนิด โดยแพทย์จะฉีดยาเข้าไปโดยตรงในช่องวุ้นตาซึ่งอยู่บริเวณกลางลูกตา เพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด การรักษานี้มักใช้กับผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ (AMD) เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เส้นเลือดในจอตาผิดปกติ หรือมีภาวะเลือดออกและบวมที่จอประสาทตา   ข้อดีคือยาสามารถออกฤทธิ์ได้ตรงตำแหน่งโดยไม่ต้องผ่านระบบไหลเวียนของร่างกายมากนัก ทำให้ลดผลข้างเคียง แต่การฉีดต้องทำโดยจักษุแพทย์ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อเพื่อป้องกันการติดเชื้อและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การอักเสบหรือความดันตาสูงชั่วคราว   การฉีดยาเข้าวุ้นตา เหมาะกับใคร การฉีดยาเข้าวุ้นตานี้เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาหรือเป็นโรคจอประสาทตาที่มีสาเหตุจากความผิดปกติของเส้นเลือด เช่น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) โดยเฉพาะภาวะจุดรับภาพบวมจากเบาหวาน (Diabetic Macular Edema) เกิดจากเส้นเลือดในจอประสาทตาได้รับความเสียหาย ทำให้มีเลือดหรือน้ำเหลืองรั่วเข้าสู่จุดรับภาพ ส่งผลให้มองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือพร่ามัว หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ จอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (Wet Age-related Macular Degeneration) ภาวะที่มีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นใต้จอประสาทตาและมีเลือดรั่วซึม ทำให้จุดรับภาพบวมและเสียความสามารถในการมองเห็นรายละเอียด การตรวจและรักษาแต่เนิ่นๆ เช่น การฉีดยาต้าน VEGF สามารถชะลอการเสื่อมและลดการสูญเสียการมองเห็นได้ เส้นเลือดดำจอประสาทตาอุดตัน (Retinal Vein Occlusion) ภาวะที่เส้นเลือดดำในจอประสาทตาเกิดการอุดตัน ส่งผลให้เลือดและน้ำเหลืองรั่วซึมเข้าสู่จอประสาทตา ทำให้ภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว หากไม่รักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น จุดรับภาพบวมเรื้อรังหรือจอประสาทตาเสื่อมถาวรได้   ขั้นตอนการฉีดยาเข้าวุ้นตา ขั้นตอนการฉีดยาใช้เวลาไม่นานและมักไม่เจ็บ เพราะแพทย์จะทำการใช้ยาชาเฉพาะจุดก่อนฉีด โดยมีขั้นตอน ดังนี้   ผู้ป่วยจะได้รับการหยอดยาชาเฉพาะที่ และทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือเล็กๆ เพื่อถ่างเปลือกตาไว้ จากนั้นจะใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากฉีดยาเข้าไปที่บริเวณตาขาว (Sclera) การฉีดใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แพทย์จะตรวจดูตาอีกครั้งเพื่อประเมินผลเบื้องต้น และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังการฉีด ข้อดีและประโยชน์ของการฉีดยาเข้าวุ้นตา การฉีดยาเข้าวุ้นตามีประสิทธิภาพสูงเพราะตัวยาออกฤทธิ์ตรงจุดที่จอประสาทตา ทำให้ได้ผลการรักษาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังเจ็บน้อยและใช้เวลาสั้น ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีและสามารถกลับบ้านได้ทันที นอกจากนี้ยังเป็นวิธีรักษามาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก มีความเสี่ยงต่ำและปลอดภัย     ข้อควรระวังหลังฉีดยาเข้าวุ้นตา การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีหลังการฉีดยาเข้าวุ้นตาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดผลข้างเคียงและทำให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยหลังจากฉีดยาแล้ว มีข้อควรระวังและแนวทางการปฏิบัติตัวหลังฉีดยาเข้าตาบางอย่าง คือ   ห้ามขยี้ตาหรือเกาตาโดยเด็ดขาด อย่างน้อย 3-5 วันแรก เพราะอาจทำให้แผลเล็กๆ ที่เกิดจากการฉีดเปิดออกและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรกหลังการฉีด ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดหน้าแทนการล้างหน้า ใช้ยาหยอดตาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ห้ามหยุดยาเอง และล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการหยอดตาทุกครั้ง พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน งดการออกกำลังกายหนัก การยกของหนัก หรือการก้มศีรษะลงต่ำในช่วงสัปดาห์แรก เพื่อป้องกันไม่ให้ความดันในลูกตาสูงขึ้น งดการว่ายน้ำ หรือลงเล่นในแหล่งน้ำที่อาจไม่สะอาด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ยาที่ใช้จริงในการฉีดยาเข้าวุ้นตา มีอะไรบ้าง นอกเหนือจากการผ่าตัดจอประสาทตาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว สิ่งสำคัญอีกประการในการรักษาโรคจอประสาทตาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ คือการใช้ยาในกลุ่ม Anti-VEGF เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเส้นเลือดที่ผิดปกติและลดอาการบวมน้ำบริเวณจุดรับภาพชัด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการตามัวในโรคเบาหวานขึ้นตาหรือโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ โดยในปัจจุบันมีนวัตกรรมยาหลายชนิดที่เป็นมาตรฐานสากล เช่น Lucentis ที่เน้นความแม่นยำในการซึมผ่านชั้นจอตา หรือ Eylea ที่ช่วยดักจับโปรตีนตัวการของโรคได้กว้างขวางขึ้น   เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการรักษาที่ครอบคลุมทั้งในด้านประสิทธิภาพสูงสุดและความคุ้มค่าสำหรับคนไข้ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพจึงเลือกใช้ยา Avastin และ Vabysmo เป็นตัวหลักในการรักษา โดยยาแต่ละชนิดมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ที่แตกต่างกันไป    ยา Avastin สำหรับ Avastin นั้นถือเป็นยาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก เนื่องจากให้ผลการรักษาที่ดีและมีความคุ้มค่าสูง ช่วยให้คนไข้สามารถเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้ง่ายขึ้น ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการคงสภาพการมองเห็นในระยะยาว   ยา Vabysmo ในส่วนของเคสที่มีความซับซ้อนหรือต้องการประสิทธิภาพในการรักษาขั้นสูงสุด โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพได้นำนวัตกรรมล่าสุดอย่าง Vabysmo เข้ามาใช้ เพราะยาตัวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของวงการจักษุวิทยาด้วยเทคโนโลยี Dual-Pathway ที่ไม่ได้เพียงแค่ยับยั้งโปรตีน VEGF เหมือนยาในอดีต แต่ยังสามารถยับยั้งโปรตีน Ang-2 ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เส้นเลือดเปราะบางและเกิดการอักเสบ ความโดดเด่นของ Vabysmo คือความสามารถในการทำให้จุดรับภาพแห้งสนิทได้รวดเร็วและคงสภาพได้ยาวนานกว่าเดิม ส่งผลให้คนไข้ไม่จำเป็นต้องมาฉีดยาบ่อยครั้ง ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความกังวลในการเข้ารับการรักษา   ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาจะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดว่ายาชนิดใดที่เหมาะสมกับสภาพดวงตาและไลฟ์สไตล์ของคนไข้แต่ละท่านมากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการฉีดยาเข้าวุ้นตาจะเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาการมองเห็นให้ยาวนานที่สุด     ฉีดยาเข้าวุ้นตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการการฉีดยาเข้าวุ้นตา โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยกับประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ การผ่าตัดจอประสาทตาโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ และ OCT เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด การฉีดยาเข้าวุ้นตา สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะจุดรับภาพบวมจากเบาหวาน ต้อหินชนิดเปียก หรือจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก เพื่อรักษาโรคโดยตรงและเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็น การติดตามและฟื้นฟูการมองเห็นหลังการผ่าตัดหรือฉีดยาอย่างใกล้ชิด พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองหลังการรักษา การดูแลความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการรักษาและการพักฟื้น  โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป การฉีดยาเข้าวุ้นตาเป็นวิธีรักษาโรคจอประสาทตาโดยตรงที่มีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีจุดรับภาพบวมจากเบาหวาน ต้อหินชนิดเปียก หรือจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก ขั้นตอนใช้เวลาไม่นานและเจ็บน้อยเพราะแพทย์ใช้ยาชาเฉพาะที่ ตัวยาจะออกฤทธิ์ตรงบริเวณจอประสาทตา ช่วยให้ผลการรักษารวดเร็วและแม่นยำ หลังฉีดแพทย์จะติดตามผลและแนะนำวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ทำให้มั่นใจได้ในความปลอดภัยและการฟื้นฟูการมองเห็น ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักโรงพยาบาล มารักษาโรคจอประสาทตาและฉีดยาเข้าวุ้นตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาเข้าวุ้นตา (FAQ) สำหรับผู้ที่สนใจการรักษาโรคจอประสาทตาด้วยการฉีดยาเข้าวุ้นตา อาจมีคำถามหลายข้อที่สงสัย เพื่อให้เข้าใจวิธีการรักษาได้ชัดเจน เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดยาเข้าวุ้นตามาให้คุณเข้าใจได้อย่างครบถ้วน   ฉีดยาเข้าวุ้นตาต้องทำกี่ครั้ง จำนวนครั้งในการฉีดยาเข้าวุ้นตาขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรงของภาวะที่เกิดกับจอประสาทตา บางรายอาจฉีดเพียงครั้งเดียว แต่บางรายอาจต้องฉีดซ้ำเป็นระยะตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและคงการมองเห็นให้ดีที่สุด   ฉีดยาเข้าวุ้นตา ราคากี่บาท ราคาการฉีดยาเข้าวุ้นตาจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ความรุนแรงของโรค จำนวนครั้งที่ต้องฉีด และสภาพจอประสาทตาของผู้ป่วยแต่ละราย จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับการรักษาในแต่ละครั้ง   ฉีดยาเข้าวุ้นตา กี่วันหาย หลังฉีดยาเข้าวุ้นตา ผลการรักษามักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ระยะเวลาฟื้นตัวเต็มที่จะแตกต่างกันไปตามสภาพโรคและการตอบสนองของแต่ละบุคคล บางรายอาจต้องติดตามและฉีดซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้การมองเห็นคงที่และดีที่สุด
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

สิ่งที่ควรรู้ก่อนผ่าตัดจอประสาทตา พร้อมการเตรียมตัวและข้อควรระวัง

ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ผู้ที่มีจอประสาทตาหลุดลอก เบาหวานขึ้นจอประสาทตารุนแรง รูที่จุดรับภาพ พังผืดบนจอประสาทตา หรือเลือดออกในวุ้นตา วิธีผ่าตัดจอประสาทตาหลักๆ คือ การสลายวุ้นตา เพื่อนำวุ้นตาที่ขุ่นหรือมีเลือดออกออกไป พร้อมแก้ไขจอประสาทตาโดยใช้เลเซอร์หรือฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคน อีกวิธีคือการดึงรั้งจอประสาทตาจากภายนอก เพื่อให้จอประสาทตาแนบกับผนังตา เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด เลเซอร์ภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซดันจอ และ OCT ช่วยตรวจประเมินความเสียหายของจอประสาทตาอย่างละเอียด การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาในระยะรุนแรง เช่น จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก หรือจอประสาทตาเสื่อมขั้นรุนแรง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร การทำความเข้าใจขั้นตอนการผ่าตัด เทคโนโลยีที่ใช้ รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษา ไม่เพียงช่วยคลายความกังวล แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเตรียมตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการมองเห็นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดอีกด้วย     ใครบ้างที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา? การผ่าตัดจอประสาทตาจะพิจารณาเมื่อจอประสาทตาเกิดความสูญเสียรุนแรง และไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยกลุ่มอาการและโรคที่ต้องผ่าตัด ได้แก่   จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาหลุดลอก(Retinal Detachment) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสายตาที่จอประสาทตาแยกตัวออกจากชั้นใต้เยื่อตาทำให้จุดรับภาพเสียการทำงาน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาการที่สังเกตได้ ได้แก่ เห็นแสงวาบหรือแฟลช ลอยเป็นจุดหรือเส้นลอยไปมา มองเห็นม่านมืดปกคลุมบางส่วนของภาพ และภาพพร่ามัว การตรวจวินิจฉัยและผ่าตัดจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อดวงตา   จุดภาพชัดเสื่อม จุดภาพชัดเสื่อม (Macular Degeneration) โดยเฉพาะชนิดเปียก (Wet AMD) เป็นภาวะที่มีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้เปราะบาง แตกง่าย และอาจทำให้เกิดเลือดออกหรือน้ำเหลืองรั่วซึมเข้าสู่ชั้นจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นบริเวณตรงกลางภาพพร่ามัว บิดเบี้ยว หรือมีจุดดำบัง   โรคนี้สามารถลุกลามได้เร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร การรักษาในปัจจุบัน เช่น การฉีดยายับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ (Anti-VEGF) การเลเซอร์ หรือการผ่าตัดจอประสาทตา สามารถช่วยชะลอความเสื่อมและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจะทำให้เส้นเลือดเล็กๆ ในจอประสาทตาเสียหาย แตก รั่ว หรือบวม ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว มองไม่ชัด และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมจนสูญเสียการมองเห็นได้ถาวร   วิธีดูแลรักษามีทั้งการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเลเซอร์ การฉีดยาเข้าในลูกตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น   รูที่จุดรับภาพ รูที่จุดรับภาพ (Macular Hole) คือการเกิดรูเล็กๆ บริเวณจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน หากเกิดรูขึ้นจะทำให้การมองเห็นผิดเพี้ยน เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นไม่ชัดตรงกลางภาพ แต่รอบข้างยังเห็นได้ปกติ   สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือเกิดจากการดึงรั้งของวุ้นในตา บางรายอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่ตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การมองเห็นแย่ลงเรื่อยๆ การรักษาหลักคือการผ่าตัดจอประสาทตา ซึ่งช่วยปิดรูและฟื้นฟูการมองเห็นได้ในหลายกรณี   พังผืดที่จอประสาทตา พังผืดที่จอประสาทตา (Epiretinal Membrane) คือการเกิดเยื่อบางๆ หรือพังผืดบนผิวของจอประสาทตา โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพ พังผืดนี้จะดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้การมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นภาพซ้อน อาการมักค่อยๆ เป็นทีละน้อย และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับตา เช่น เบาหวานขึ้นตา วุ้นตาเสื่อม หรือเคยผ่าตัดตา   หากเป็นไม่มาก อาจไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นรุนแรงจนทำให้การมองเห็นลดลงมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาเอาพังผืดออก ซึ่งสามารถช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้นได้ในหลายกรณี   เลือดออกในวุ้นตา เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) คือภาวะที่มีเลือดรั่วไหลเข้าไปในวุ้นตา ซึ่งเป็นเจลใสภายในลูกตา ทำให้การมองเห็นขุ่นมัว มองเห็นเป็นเงาดำ คล้ายหมอกหรือหยดหมึกลอยไปมา หากเลือดออกมากอาจทำให้มองเห็นแสงรางๆ หรือถึงขั้นมองไม่เห็นเลย   สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก การบาดเจ็บที่ตา หรือหลอดเลือดผิดปกติในจอประสาทตา ภาวะนี้ถือว่าสำคัญเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตารุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร   การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง เช่น พักการใช้สายตา หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมาก การใช้เลเซอร์รักษาจอประสาทตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตาเอาเลือดออกจากวุ้นตา (Vitrectomy) เพื่อช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดขึ้น     การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดจอประสาทตา ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น   ควรปรึกษาจักษุแพทย์อย่างละเอียด พร้อมแจ้งประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภูมิแพ้ยา และเข้ารับการตรวจร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ เช่น ตรวจเลือด หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด แพทย์อาจให้งดยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือวาร์ฟาริน ก่อนวันผ่าตัด โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ควรมีคนขับรถหรือผู้ดูแลในวันผ่าตัด เพื่อช่วยในการเดินทางกลับบ้านและดูแลในช่วงพักฟื้นแรกๆ เนื่องจากสายตาจะยังมองไม่ชัดเจน วิธีการผ่าตัดจอประสาทตา เมื่อจอประสาทตาเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง การรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาจึงเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ โดยมีหลายเทคนิควิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรง ดังนี้   การผ่าตัดสลายวุ้นตา การผ่าจอประสาทตาเป็นหัตถการที่ซับซ้อน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กมาก โดยแพทย์จะทำแผลเล็กๆ บนตาขาว 3 จุดเพื่อสอดเครื่องมือเข้าไปภายในดวงตา ขั้นแรกคือการตัดและสลายวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือมีเลือดออก เพื่อเปิดทางให้สามารถมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงทำการแก้ไขปัญหาที่พบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาภาวะเลือดออก การใช้เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ หรือการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเพื่อช่วยดันจอประสาทตาให้กลับมาแนบเข้าที่ เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน แพทย์จะปิดแผลด้วยไหมละลายที่สามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องตัดออกภายหลัง   การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา (Scleral Buckle) เป็นการรักษาที่แพทย์ใช้วัสดุซิลิโคนหรือฟองน้ำขนาดเล็กเย็บติดไว้กับผนังตาขาวด้านนอก วัสดุนี้จะทำหน้าที่กดผนังตาเข้าไปเล็กน้อย เพื่อช่วยปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตาและทำให้จอประสาทตากลับมาแนบกับผนังตาตามเดิม การผ่าตัดชนิดนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะจอประสาทตาหลุดลอกจากการฉีกขาด โดยเฉพาะในรายที่ยังไม่มีพังผืดดึงรั้งมากนัก   ข้อดีคือวัสดุที่ใส่เข้าไปสามารถอยู่ในดวงตาได้ถาวรโดยไม่ก่อปัญหาส่วนใหญ่ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำการระบายหรือดูดของเหลวที่สะสมอยู่ใต้จอประสาทตาออกเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้จอประสาทตาแนบกับผนังตาได้เร็วขึ้น หลังผ่าตัดอาจมีอาการเจ็บตา ตาแดง หรือมองเห็นไม่ชัดในระยะแรก แต่โดยทั่วไปมักจะดีขึ้นเมื่อดวงตาเริ่มฟื้นตัว     เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา การผ่าตัดจอประสาทตาในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงทักษะของแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยเพิ่มทั้งความแม่นยำและความปลอดภัย   เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก (Micro-instruments) หัวเครื่องมือที่มีขนาดเล็กเพียง 23-27 G (เทียบเท่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4-0.6 มม.) ทำให้ทำแผลผ่าตัดได้เล็กมากและช่วยให้แผลหายเร็ว กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด (Surgical Microscope) กล้องกำลังขยายสูงที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน เลเซอร์ (Endolaser) ใช้เลเซอร์เพื่อรักษาเส้นเลือดผิดปกติหรือเชื่อมรอยฉีกขาดของจอประสาทตาจากภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซ (Silicone Oil/Gas) ใช้ฉีดเข้าไปในลูกตาเพื่อดันจอประสาทตาให้แนบติดกับผนังตาในช่วงพักฟื้น OCT (Optical Coherence Tomography) เทคโนโลยีการถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความเสียหายของจอประสาทตาได้อย่างละเอียดทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งผู้ป่วยและญาติควรทำความเข้าใจขั้นตอนและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หากแพทย์ฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปในลูกตา แพทย์จะแนะนำให้นอนในท่าทางที่กำหนด เช่น นอนคว่ำหน้า ตะแคง หรือหงายหน้า เป็นระยะเวลาตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะท่าทางนี้จะช่วยให้ก๊าซหรือน้ำมันสามารถดันจอประสาทตาให้เข้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หยอดตาตามชนิดและความถี่ที่แพทย์สั่ง โดยล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการหยอดตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในช่วงสัปดาห์แรก ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา งดการล้างหน้าโดยตรง แต่ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าแทน และงดการขยี้ตาโดยเด็ดขาด ห้ามเดินทางโดยเครื่องบินหากแพทย์ฉีดก๊าซเข้าในตา เพราะการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอาจทำให้ก๊าซขยายตัวและเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การก้มเงยศีรษะ การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการเล่นกีฬาที่มีการกระทบกระเทือน ควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เช่น การดูโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้และระยะเวลาพักฟื้น การผ่าตัดจอประสาทตาช่วยแก้ไขความผิดปกติและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยบางรายอาจมองเห็นดีขึ้นทันที ขณะที่บางรายต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ หลังผ่าตัดผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างเข้มงวด โดยแพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำหรือจัดท่าพิเศษเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนดันจอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงพักฟื้นใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักจนกว่าจะหายดี   ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดจอประสาทตา ราคาในการผ่าตัดจอประสาทตาหรือผ่าตัดพังผืดจอประสาทตาแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและวิธีการที่ใช้ โดยทั่วไปจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าห้องผ่าตัด ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าเลนส์แก้วตาเทียมในกรณีที่จำเป็น แนะนำให้สอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายโดยตรงจากโรงพยาบาลที่เลือกเข้ารับการรักษาเพื่อความชัดเจนและเหมาะสมกับแผนการรักษาของแต่ละบุคคล   เทคโนโลยีการผ่าตัดจอประสาทตาของ Bangkok Eye Hospital  เทคโนโลยีที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพเลือกใช้เพื่อคืนอิสระแห่งการมองเห็นให้กับคนไข้ผ่านนวัตกรรม เรียกว่า PPV หรือการผ่าตัดวุ้นตาทางพาร์สพลานา โดยมีหัวใจสำคัญคือเครื่อง Constellation Vision System ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดในการรักษาโรคจอประสาทตาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาวะจอประสาทตาลอก เบาหวานขึ้นตา หรือพังผืดที่จุดรับภาพชัด โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นอุปกรณ์ผ่าตัด แต่เปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการที่ผสานรวมเทคโนโลยีชั้นสูงไว้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของดวงตาคนไข้   ความโดดเด่นของเครื่อง Constellation ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพนำมาใช้ เริ่มต้นจากเทคโนโลยี ULTRAVIT® ซึ่งเป็นหัวตัดวุ้นตาความเร็วสูงที่สามารถทำงานได้ถึง 7,500 ถึง 10,000 ครั้งต่อนาที ความเร็วระดับนี้ช่วยให้จักษุแพทย์สามารถกำจัดวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือดึงรั้งพังผืดออกได้อย่างนุ่มนวลและต่อเนื่องที่สุด โดยลดแรงสะเทือนหรือแรงดึงรั้งที่จะเกิดขึ้นกับจอประสาทตาที่บางเบาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันระบบควบคุมความดันลูกตาอัจฉริยะหรือ IOP Control จะคอยตรวจวัดและรักษาความดันภายในลูกตาให้คงที่แบบเรียลไทม์ในทุกเสี้ยววินาทีของการผ่าตัด ป้องกันภาวะลูกตาฟีบหรือความดันตาสูงเกินไป ช่วยให้สภาวะภายในดวงตาของคนไข้มีความเสถียรและลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ในระหว่างที่แพทย์กำลังจัดการกับวุ้นตาและพังผืดอยู่นั้น ระบบส่องสว่างความละเอียดสูงแบบ Xenon จะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อจอประสาทตาได้อย่างชัดเจนแม้ในจุดที่บางที่สุด และเมื่อพบรอยฉีกขาดหรือจุดที่ต้องการการซ่อมแซม จักษุแพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการทำ Endolaser ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์จากภายในลูกตาโดยตรงผ่านระบบเลเซอร์ PurePoint® ที่ติดตั้งมาในเครื่อง Constellation พลังงานเลเซอร์ที่เสถียรจะช่วยเชื่อมปิดรอยฉีกขาดหรือจัดการกับเส้นเลือดที่ผิดปกติจากโรคเบาหวานได้อย่างแม่นยำประดุจการสมานรอยร้าวด้วยแสงที่ช่วยให้จอประสาทตากลับมาติดสนิทได้อย่างมั่นคง การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกันช่วยให้แพทย์สามารถทำความสะอาด ซ่อมแซม และล็อกตำแหน่งจอประสาทตาให้เสร็จสิ้นได้อย่างสมบูรณ์ภายในการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว   ผลลัพธ์ที่คนไข้จะได้รับจากการผ่าตัดผ่านเทคโนโลยีขนาดเล็กพิเศษหรือ Small Gauge Surgery ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ คือแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มจนสามารถสมานตัวได้เอง โดยไม่ต้องเย็บแผล ช่วยลดความระคายเคืองและความบอบช้ำหลังการผ่าตัดได้อย่างมหาศาล ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว    อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปแทนที่วุ้นตาเพื่อช่วยกดจอประสาทตาไว้ ซึ่งคนไข้อาจจำเป็นต้องนอนคว่ำหน้าตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษาด้วยเลเซอร์และก๊าซทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด การเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพจึงเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อโอกาสในการกลับมามองเห็นโลกที่สดใสอีกครั้ง   ผ่าตัดจอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการผ่าตัดจอประสาทตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   ตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างครบถ้วน เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ และ OCT เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด หลังการผ่าตัด ทีมแพทย์จะดูแลและติดตามฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม แนะนำแนวทางการรักษาและวิธีดูแลหลังผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ให้ความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการผ่าตัดและการพักฟื้น   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย   สรุป การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจอประสาทตา เช่น จอประสาทตาหลุดลอก รูที่จุดรับภาพ หรือเบาหวานขึ้นจอประสาทตา โดยมีวิธีหลักคือการสลายวุ้นตาและการดึงรั้งจอประสาทตา เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น เทคนิคสมัยใหม่ใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์ และ OCT ช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง ผู้ป่วยควรเตรียมตัวตามคำแนะนำแพทย์ ทั้งการงดน้ำอาหาร จัดการยาประจำตัว และมีผู้ดูแลในช่วงพักฟื้น การฟื้นตัวมักใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ปรึกษาและผ่าตัดจอประสาทตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาอย่างครบวงจรและปลอดภัย   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้! คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตา (FAQ) รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตาและคำตอบที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   อาการหลังผ่าตัดจอประสาทตามีอะไรบ้าง หลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพเบลอหรือพร่ามัวชั่วคราว มีอาการระคายเคือง แสบตา หรือน้ำตาไหลเล็กน้อย บางรายอาจเห็นเงาหรือจุดลอย รวมถึงแสงวาบและตาบวมรอบดวงตาเป็นปกติ แต่หากมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เห็นแสงวาบหรือจุดดำเพิ่มขึ้น หรือการมองเห็นลดลง ควรรีบติดต่อจักษุแพทย์ทันทีเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน   ผ่าตัดจอประสาทตา นอนโรงพยาบาลกี่วัน โดยทั่วไปหลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยมักต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1–2 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของการผ่าตัด รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินและแจ้งระยะเวลาพักฟื้นที่เหมาะสมก่อนกลับบ้าน   ผ่าตัดจอประสาทตา ทำไมต้องนอนคว่ำ หลังผ่าตัดจอประสาทตา แพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนที่ฉีดเข้าไปในลูกตาดันจอประสาทตากลับเข้าที่ได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้จอประสาทตาแนบติดกับผนังตาและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ทำให้การฟื้นตัวและผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพสูงสุด
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

เลเซอร์จอประสาทตา วิธีรักษาจอประสาทตาให้มองเห็นชัดและได้ผลเร็ว

เลเซอร์จอประสาทตาคือการรักษาด้วยลำแสงเลเซอร์ไปยังจุดที่ผิดปกติของจอประสาทตา เพื่อป้องกันการลอก ฉีกขาด หรือความเสียหายของจอประสาทตา และช่วยคงประสิทธิภาพการมองเห็น เลเซอร์จอประสาทตาช่วยรักษาภาวะเส้นเลือดผิดปกติจากเบาหวานขึ้นตา รอยฉีกขาดหรือรูรั่วที่จอประสาทตา ภาวะบวมที่จุดรับภาพ และเส้นเลือดอุดตันในจอประสาทตา เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาคือปลอดภัย เห็นผลเร็ว ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาโรคจอประสาทตาด้วยเลเซอร์นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เผชิญกับภาวะคุกคามการมองเห็น เทคโนโลยีเลเซอร์จอประสาทตาเปรียบเสมือนเครื่องมืออันแม่นยำที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมและปกป้อง จอประสาทตาของเราจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิม หากคุณกำลังพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ การทำความเข้าใจขั้นตอน ข้อดี และความปลอดภัยจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ   การเลเซอร์จอประสาทตาคืออะไร? การเลเซอร์จอประสาทตาเป็นการยิงลำแสงเลเซอร์เข้มข้นไปยังจุดที่ต้องการบนจอประสาทตา พลังงานจากเลเซอร์จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นแข็งตัวเล็กน้อย ช่วยหยุดความเสียหายและป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างแผลเป็นบนผิวจอประสาทตาเพื่อลดการงอกของเส้นเลือดใหม่ จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาภาวะเส้นเลือดในตาแตกหรืออุดตัน เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นจอประสาทตา   เลเซอร์จอประสาทตาช่วยรักษาอะไรบ้าง? เลเซอร์จอประสาทตาเป็นการรักษาที่ใช้แก้ไขโรคและความผิดปกติของจอประสาทตาหลายประเภท ซึ่งพบบ่อยและส่งผลต่อการมองเห็น เช่น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานสามารถทำให้หลอดเลือดในจอประสาทตาผิดปกติ เกิดหลอดเลือดงอกใหม่ที่เปราะและแตกง่าย หรือเกิดจุดบวมที่รับภาพชัด (Macular Edema) การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาบางส่วนช่วยผนึกหลอดเลือดที่รั่วซึม และยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติ ทำให้ลดอาการบวมและป้องกันการตกเลือดในตาได้   จอประสาทตาเป็นรูหรือฉีกขาด เมื่อจอประสาทตามีรอยฉีกขาด น้ำจากวุ้นตาอาจซึมผ่านเข้าไปด้านใต้ ทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาเป็นรูหรือหลุดลอก (Retinal Detachment) ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดถาวร การยิงเลเซอร์จอประสาทตาจะเปรียบเสมือนการเชื่อม (Welding) หรือเย็บขอบรอยฉีกให้ติดแน่นกับเนื้อเยื่อใต้จอประสาทตา ป้องกันไม่ให้น้ำไหลผ่านเข้าไป เพิ่มความปลอดภัยให้ดวงตา   เส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน เมื่อเส้นเลือดดำในจอประสาทตาเกิดการอุดตัน เลือดและน้ำจะรั่วเข้าสู่จอประสาทตา ทำให้เกิดอาการบวมและสายตาพร่ามัว การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาจะช่วยลดการบวม ลดการรั่วซึมของของเหลว และป้องกันความเสียหายถาวรต่อจอประสาทตา ทำให้สายตาชัดขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น   ขั้นตอนการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา หลายคนอาจกังวลเรื่องความเจ็บหรือความเสี่ยง แต่จริงๆ แล้วเลเซอร์จอประสาทตาปลอดภัย ใช้เวลา 10-20 นาทีต่อครั้ง และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยมีขั้นตอนในการรักษาคือ   จักษุแพทย์จะตรวจสภาพตาอย่างละเอียด และอาจมีการขยายรูม่านตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้น จากนั้นจะหยอดยาชาเฉพาะที่บริเวณดวงตา และใช้เลนส์สัมผัสพิเศษวางบนลูกตาเพื่อช่วยในการมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะนั่งในท่าที่สบาย แพทย์จะใช้เครื่องยิงเลเซอร์ที่ต่อกับกล้องจุลทรรศน์ ค่อยๆ ยิงแสงเลเซอร์ไปยังจุดที่กำหนดบนจอประสาทตา โดยผู้ป่วยจะเห็นแสงวาบเล็กน้อย และอาจรู้สึกเหมือนมีเข็มจิ้มเบาๆ แต่โดยรวมแล้วไม่ได้สร้างความเจ็บปวดรุนแรง หลังการยิงเลเซอร์ ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวลงเล็กน้อยเนื่องจากยาขยายม่านตา และควรมีผู้ติดตามเพื่อขับรถกลับบ้าน เนื่องจากสายตาอาจยังมองเห็นไม่ชัดเจน ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาช่วยแก้ไขปัญหาจอประสาทตาได้ตรงจุด ปลอดภัย และเห็นผลเร็ว จึงทำให้ผู้เข้ารับการรักษามั่นใจในประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย พร้อมทั้งมีข้อดีหลายประการดังนี้   เทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงมาก แพทย์สามารถควบคุมตำแหน่งและพลังงานของเลเซอร์ได้อย่างละเอียด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงที่ไม่เกี่ยวข้อง การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่มีบาดแผลจากการผ่าตัด จึงมีความเสี่ยงน้อยและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน วิธีมาตรฐานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในหลายโรคจอประสาทตา การรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยเลเซอร์จอประสาทตา ช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามจนต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าในอนาคต ข้อควรปฏิบัติหลังเลเซอร์จอประสาทตา หลังจากทำเลเซอร์จอประสาทตา การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสายตาและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด มีข้อควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หลังทำเลเซอร์ ควรพักสายตา หลีกเลี่ยงการเพ่งหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน หากแพทย์ให้ยาหยอดตาหรือต้านการอักเสบ ต้องใช้ยาตามเวลาและปริมาณที่กำหนดเพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการอักเสบ หากเกิดอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดงมาก หรือมีภาพลอย แสงกะพริบ หรือจอประสาทตาบวม ควรติดต่อแพทย์ทันที ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก ยกของหนัก หรือกีฬาที่เสี่ยงกระแทกดวงตา การกลับมาตรวจตาตามที่แพทย์นัดมีความสำคัญ เพื่อประเมินการฟื้นตัวและประสิทธิภาพของเลเซอร์ ระยะพักฟื้นและผลลัพธ์ที่ได้หลังเลเซอร์จอประสาทตา หลังการยิงเลเซอร์จอประสาทตาในช่วง 1-2 วันแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัว เห็นแสงวาบ หรือมีตาแดงเล็กน้อยจากยาขยายม่านตา ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง สำหรับระยะยาว สิ่งสำคัญคือการรักษาดวงตาที่เหลืออยู่และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่ม การมองเห็นอาจไม่ดีขึ้นทันที และในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน   ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค จำนวนครั้งที่ต้องทำเลเซอร์ และประเภทของเครื่องมือที่ใช้ โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าอุปกรณ์ และค่ายา   ประเภทของเลเซอร์ที่ใช้รักษาจอประสาทตา เพื่อให้เข้าใจถึงประสิทธิภาพการรักษาที่เป็นเลิศของโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เราสามารถแยกประเภทของเลเซอร์ตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ครับ   1. Argon Laser / Green Laser (Photocoagulation)  นี่คือเลเซอร์พื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด มีลักษณะเป็นแสงสีเขียวที่มีพลังงานความร้อนสูง แพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดนี้ในการจี้ เพื่อให้เกิดรอยไหม้เล็กๆ บนจอตา ใช้สำหรับปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตา (Retinal Break) เพื่อป้องกันจอประสาทตาลอก หรือใช้ยิงกระจัดกระจายทั่วจอตา (PRP) ในคนไข้เบาหวานขึ้นตา เพื่อยับยั้งการสร้างเส้นเลือดผิดปกติ   2. Micropulse Laser (Sub-threshold Laser) เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์สมัยใหม่ที่ปรับปรุงมาจากเลเซอร์ความร้อน โดยจะปล่อยพลังงานเป็นจังหวะสั้นๆ (Pulse) ทำให้เกิดการรักษาโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงและไม่เกิดรอยไหม้ที่มองเห็นได้ ใช้สำหรับรักษาอาการจุดรับภาพชัดบวมน้ำ (Macular Edema) หรือภาวะน้ำขังใต้จอประสาทตา โดยเน้นการกระตุ้นเซลล์จอประสาทตาให้กลับมาทำงานปกติโดยไม่เกิดแผลเป็น   3. Endolaser (Integrated with Constellation)  ดังที่กล่าวไปข้างต้น เลเซอร์ชนิดนี้จะถูกใช้งานผ่านระบบของเครื่อง Constellation ในระหว่างการผ่าตัด โดยความร้อนจากปลายโพรบจะส่งตรงไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษาอย่างแม่นยำที่สุด ใช้สำหรับเคสจอประสาทตาลอกที่ซับซ้อน หรือกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาจนไม่สามารถยิงเลเซอร์จากภายนอกได้   4. YAG Laser (สำหรับการรักษาต่อเนื่อง) แม้ YAG Laser  มักถูกใช้ในการรักษาต้อหินหรือถุงหุ้มเลนส์ตาขุ่น แต่ในบางกรณีจักษุแพทย์อาจใช้เพื่อจัดการกับพังผืดหรือตะกอนบางอย่างในตาที่ส่งผลกระทบต่อจอประสาทตาในมุมที่เฉพาะเจาะจง     เลเซอร์จอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร เลเซอร์จอประสาทตาเป็นวิธีรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันความเสียหายของจอประสาทตาและรักษาการมองเห็นให้คงที่ Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณ โดยสิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ การยิงเลเซอร์จอประสาทตาใช้ลำแสงเข้มข้นตรงบริเวณที่ต้องการรักษา พลังงานจากเลเซอร์ช่วยสร้างเนื้อเยื่อแข็งเล็กน้อย ป้องกันการรั่วซึมของเลือดและน้ำ และหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลาม แพทย์จะติดตามการฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป เลเซอร์จอประสาทตาเป็นวิธีรักษาโรคและความผิดปกติของจอประสาทตาอย่างตรงจุด ช่วยป้องกันการฉีกขาดหรือหลุดลอกของจอประสาทตา และเสริมประสิทธิภาพการมองเห็นได้รวดเร็ว ปลอดภัย และไม่ต้องพักฟื้นนาน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา จอประสาทตาบวม หรือเส้นเลือดดำอุดตันในตา การรักษาจะใช้ลำแสงเลเซอร์เข้มข้นยิงไปยังจุดที่ต้องการ เพื่อผนึกหลอดเลือดที่รั่วซึมและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม หลังยิงเลเซอร์อาจมีอาการตามัวเล็กน้อย แต่จะดีขึ้นเองและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 10-20 นาที และสามารถติดตามผลการมองเห็นได้อย่างใกล้ชิด มาตรวจเพื่อหาความเสี่ยงหรือรักษาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา วุ้นในตาเสื่อม อันตรายต่อการมองเห็น มาหาสาเหตุและวิธีการรักษา คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์จอประสาทตา (FAQ) เพื่อให้เข้าใจวิธีการทำ ผลลัพธ์ และการดูแลหลังทำเลเซอร์จอประสาทตา เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์จอประสาทตามาอธิบายอย่างเข้าใจง่ายในส่วนนี้   อาการหลังยิงเลเซอร์จอประสาทตาเป็นอย่างไร หลังทำเลเซอร์จอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเห็นแสงวาบ หรือมีตาแดงจากยาขยายม่านตา อาการเหล่านี้มักค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-2 วัน ส่วนการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้นอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพจอประสาทตาและโรคที่รักษา   ผลข้างเคียงของการทำเลเซอร์จอประสาทตา ผลข้างเคียงของการทำเลเซอร์จอประสาทตาโดยทั่วไปมักไม่รุนแรง อาจพบอาการตามัวชั่วคราว แสบตา แสงจ้า หรือตาแดงเล็กน้อย ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงเกิดได้น้อยมาก เช่น การมองเห็นจุดดำเพิ่มขึ้นหรือจอประสาทตาเสียหาย แพทย์จะให้คำแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน   เลเซอร์จอประสาทตา ต้องใช้เวลารักษากี่ครั้ง จำนวนครั้งในการทำเลเซอร์จอประสาทตาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค รวมถึงตำแหน่งและขอบเขตของจุดที่ต้องรักษา โดยทั่วไปบางรายอาจทำครั้งเดียวก็เพียงพอ แต่บางรายอาจต้องทำหลายครั้งตามดุลยพินิจของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่อยู่

ศูนย์โรคจอประสาทตา - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

LINE
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111