มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

มองเห็นภาพซ้อนขึ้นจากอะไรได้บ้าง? พร้อมวิธีวินิจฉัยและการรักษา

ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออาการที่มองสิ่งเดียวกันเป็นสองภาพพร้อมกัน เกิดจากความผิดปกติของตา กล้ามเนื้อตา เลนส์ตา หรือระบบประสาทบางส่วน สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา หรือสมอง การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาจใช้แว่นแก้ไขสายตา ฝึกกล้ามเนื้อตา หรือรักษาโรคต้นเหตุบางกรณีต้องผ่าตัดตามคำแนะนำแพทย์ อาการเห็นภาพซ้อน (Double Vision) เป็นปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อภาพจากตาทั้งสองข้างไม่รวมกันอย่างถูกต้อง อาจทำให้มองวัตถุไม่ชัดเจนหรือเห็นสองภาพพร้อมกัน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การอ่าน การขับขี่ และความปลอดภัย การเข้าใจสาเหตุและวิธีวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น     ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออะไร? ภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) คือการมองเห็นวัตถุหนึ่งชิ้นเป็นสองชิ้น ภาวะนี้สร้างความรำคาญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การเดิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนหัวและเสียการทรงตัวได้   อาการเห็นภาพซ้อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ   เห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะยังคงอยู่แม้จะปิดตาข้างที่ปกติแล้วก็ตาม แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากความผิดปกติของดวงตาเพียงข้างเดียว เห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากการที่ดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่สอดคล้องกัน     สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อน การที่ตามองเห็นภาพซ้อนไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งสามารถแบ่งตามชนิดและลักษณะของภาพซ้อน ดังนี้   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) ภาวะนี้มักเกิดจากปัญหาที่โครงสร้างภายในดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ตา หรือจอประสาทตา ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะที่ และมักไม่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา   ต้อกระจก (Cataract) ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์ตาซึ่งปกติแล้วจะใสสะอาด เกิดความขุ่นมัว ทำให้แสงที่ส่องผ่านเลนส์ไปยังจอประสาทตาเกิดการกระเจิง ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัดและอาจเห็นเป็นภาพซ้อนได้ในบางครั้ง อาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อนมักค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามอายุ   กระจกตาผิดปกติ   กระจกตาบวมน้ำ (Corneal Edema) เกิดจากการสะสมของน้ำในชั้นกระจกตา ทำให้กระจกตาขุ่นมัวและบวม การมองเห็นจึงไม่ชัดเจนและอาจเห็นภาพซ้อน กระจกตาเป็นแผลหรือแผลเป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระจกตา เช่น แผลจากการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ สามารถส่งผลต่อการหักเหของแสง ทำให้เกิดภาพซ้อน กระจกตาเป็นรูปกรวย (Keratoconus) เป็นภาวะที่กระจกตาค่อยๆ โก่งตัวออกเป็นรูปกรวย ทำให้การหักเหของแสงผิดปกติและมองเห็นภาพซ้อน ปัญหาสายตาและค่าสายตา สายตาเอียง (Astigmatism) เป็นภาวะที่กระจกตามีรูปร่างโค้งไม่สม่ำเสมอ คล้ายลูกรักบี้ ทำให้การมองเห็นภาพในบางทิศทางไม่คมชัดและอาจเห็นภาพซ้อนได้ ส่วนความผิดปกติของเลนส์ตาเทียม สำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม หากเลนส์เกิดการเคลื่อนที่หรือมีปัญหา ก็สามารถทำให้เห็นภาพซ้อนได้เช่นกัน   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) ภาวะนี้มักเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่กล้ามเนื้อตา เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา หรือสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงกว่าและต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว   ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตา ดวงตาแต่ละข้างถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อ 6 มัด หากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรงหรือทำงานไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ดวงตาไม่สามารถเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยปัญหากล้ามเนื้อตาที่ทำให้เห็นภาพซ้อน เช่น   ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Graves' Disease) ภาวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดการอักเสบและบวม ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) เป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อที่ควบคุมดวงตา ทำให้เกิดภาวะตาเหล่และภาพซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทตา เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 4 และ 6 มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวดวงตา หากเส้นประสาทเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากการบาดเจ็บหรือโรค จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตา โรคที่มักส่งผลต่อการมองเห็นภาพซ้อน ได้แก่   เบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาได้ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) เป็นโรคทางระบบประสาทส่วนกลางที่ทำลายปลอกประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและทำให้การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติ หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมดวงตาและทำให้เกิดภาพซ้อนเฉียบพลัน ปัญหาที่สมอง สมองมีหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณภาพจากดวงตาทั้งสองข้าง หากสมองเกิดความผิดปกติ อาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันของดวงตา ปัญหาจากสมองที่ส่งผลทำให้เห็นภาพซ้อน มีดังนี้   เนื้องอกในสมอง หากเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น อาจทำให้เกิดภาพซ้อนได้ ภาวะสมองบวม (Aneurysm) การโป่งพองของหลอดเลือดสมองสามารถไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้เกิดภาพซ้อนและอาการอื่นๆ ตามมา การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury) การกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรงอาจทำลายบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นในสมองได้     ขั้นตอนการวินิจฉัยภาวะเห็นภาพซ้อน เมื่อเกิดอาการเห็นภาพซ้อน การเข้าพบจักษุแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยมีขั้นตอนดังนี้   1. การซักประวัติ จักษุแพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการและความถี่ของการเกิดภาพซ้อน ตรวจว่าภาพซ้อนหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ สังเกตทิศทางของภาพซ้อนว่าเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน พร้อมสอบถามอาการร่วม เช่น ปวดหัว เวียนหัว หรืออาการอื่นๆ รวมถึงประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะและโรคประจำตัว   2. แนวทางในการตรวจหาอาการ การตรวจวินิจฉัยการมองเห็นภาพซ้อนจะเริ่มจากการตรวจตาอย่างละเอียด จักษุแพทย์จะวัดค่าสายตา ตรวจกระจกตาและเลนส์ตา พร้อมประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา จากนั้นอาจตรวจเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบ เช่น เบาหวานหรือต่อมไทรอยด์ และหากสงสัยว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับสมองหรือเส้นประสาท จักษุแพทย์อาจส่งตรวจ CT Scan หรือ MRI เพื่อดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น     แนวทางการรักษาอาการเห็นภาพซ้อน การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนจำเป็นต้องระบุสาเหตุที่แท้จริงก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาหลักที่ทำให้เกิดอาการ โดยวิธีการรักษา มีดังนี้   การรักษาโรคพื้นฐาน หากสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือไทรอยด์ การควบคุมโรคให้ดีจะช่วยให้อาการภาพซ้อนดีขึ้นได้ ใช้แว่นตาปริซึม สำหรับผู้ที่มีภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้างจากปัญหาที่กล้ามเนื้อตา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้แว่นตาปริซึมเพื่อช่วยปรับทิศทางของแสงและรวมภาพให้เป็นภาพเดียว ฉีดโบท็อกซ์ สำหรับภาวะตาเหล่หรือกล้ามเนื้อตาทำงานไม่สอดคล้องกัน แพทย์อาจฉีดโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา แก้ไขภาวะต้อกระจก การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ การผ่าตัด ในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะตาเหล่หรือมีเนื้องอก การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในการรักษา ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม นอกจากการรักษาแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมก็มีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันอาการเห็นภาพซ้อนแย่ลง ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน   อย่าละเลยอาการ หากมีอาการเห็นภาพซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือตลอดเวลา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควบคุมโรคประจำตัว หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดวงตา การพักผ่อน การพักผ่อนอย่างเพียงพอและลดการใช้สายตาอย่างหนักอาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี     รักษาอาการเห็นภาพซ้อนที่ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยการเน้นทั้งเทคโนโลยี การรักษาที่ทันสมัย และประสบการณ์จากจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ที่มีอาการเห็นภาพซ้อน เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ บริการเด่นของโรงพยาบาลประกอบด้วย   ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลเพื่อการรักษาดวงตาอย่างปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ สรุป อาการเห็นภาพซ้อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา จนถึงปัญหาสมอง การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจสายตาและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียด บางกรณีอาจต้องตรวจเลือดหรือทำ CT/MRI เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การปรับแก้สายตา การใช้ยา หรือการผ่าตัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวัง เช่น หลีกเลี่ยงความเครียดตา และพักสายตาเป็นประจำ จะช่วยลดอาการแย่ลง ภาวะนี้ควรได้รับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเห็นภาพซ้อน (FAQ) ตอบคำถามเกี่ยวกับอาการเห็นภาพซ้อน เช่น สาเหตุ เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รักษาได้หรือไม่ และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อช่วยให้เข้าใจอาการและแนวทางการดูแลได้ดียิ่งขึ้น   เล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อน เกิดจากอะไร การเล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อนมักเกิดจากความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา หรือสายตาเอียง (Astigmatism) ทำให้ตาโฟกัสไม่แม่นยำเมื่อจ้องจอเป็นเวลานาน นอกจากนี้ อาจเกิดจากภาวะตาแห้งหรือการใช้สายตามากเกินไปก็ทำให้เห็นภาพซ้อนชั่วคราวได้ หากอาการยังคงมีหรือรุนแรง ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด   เห็นภาพซ้อน อันตรายไหม? การเห็นภาพซ้อนอาจไม่อันตรายหากเกิดจากความเมื่อยล้าของตาหรือสายตาผิดปกติชั่วคราว แต่หากเกิดบ่อยๆ หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดตา ปวดหัว เวียนศีรษะ หรือเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของปัญหากล้ามเนื้อตา เลนส์ตา เส้นประสาทตา หรือสมอง จึงควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้เหมาะสม   มองเห็นภาพซ้อนระยะไกล เกิดจากอะไร การมองเห็นภาพซ้อนระยะไกลมักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล ทำให้การจัดแนวลูกตาไม่ตรงกัน หรือเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ตา เช่น เลนส์เอียงหรือเลนส์ตาเทียมเคลื่อน รวมถึงบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางระบบประสาทหรือสมอง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

ทำไมตากระตุกบ่อย? รู้ถึงสาเหตุ พร้อมวิธีรักษาและแนวทางการป้องกัน

สรุปสาระสำคัญ อาการตากระตุกคือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อตาโดยไม่ตั้งใจ มักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเป็นต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม สาเหตุของตากระตุกมักเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป หรือใช้สายตามากเกินไป วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก ได้แก่ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด งดการใช้สายตามากเกินไป ประคบอุ่นบริเวณรอบดวงตา และหลีกเลี่ยงคาเฟอีน หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น การฉีด Botox รักษาด้วยยา หรือการผ่าตัด เคยรู้สึกไหมว่าอยู่ดีๆ เปลือกตากระตุกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วครู่ แต่บางคนกลับรู้สึกว่าตากระตุกบ่อยจนเริ่มกังวล หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ “ตากระตุกเกิดจากขาดวิตามินอะไร?” หรือเกี่ยวข้องกับความเครียดและสุขภาพร่างกายหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับสาเหตุของตากระตุก พร้อมแนวทางดูแล รักษา และป้องกันอย่างถูกวิธี ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ อาการตากระตุกคืออะไร? ▶ สาเหตุของอาการตากระตุก ▶ ตากระตุกบ่อย บ่งบอกถึงอะไรได้บ้าง? ▶ การวินิจฉัยเพื่อตรวจหาความรุนแรง ▶ วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก ▶ แนวทางป้องกันตากระตุก ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) อาการตากระตุกคืออะไร? ตากระตุก (Eye Twitching) คืออาการที่เปลือกตาขยับหรือสั่นอย่างรวดเร็วโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือบ่อยครั้งจนสร้างความรำคาญได้ อาการนี้สามารถเกิดได้ทั้งที่เปลือกตาบนและล่าง โดยเฉพาะตากระตุกข้างขวาหรือตากระตุกข้างซ้ายก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน จากมุมมองทางการแพทย์พบว่า โดยทั่วไปมักไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของระบบประสาท ตากระตุกข้างขวา และ ตากระตุกข้างซ้าย ต่างกันหรือไม่ ตากระตุกสามารถเกิดได้ทั้งข้างขวาและข้างซ้าย โดยกลไกและสาเหตุหลักไม่แตกต่างกัน คือเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป ดื่มคาเฟอีนมาก หรือขาดแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและวิตามินบี 12 หากตากระตุกข้างใดข้างหนึ่งต่อเนื่องเกิน 1 สัปดาห์ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ใบหน้าอ่อนแรง ควรพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กระบบประสาทโดยเฉพาะ สาเหตุของอาการตากระตุก ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยในชีวิตประจำวันที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง ดังนี้: ความเครียดและความวิตกกังวลที่สะสมเป็นเวลานาน การนอนหลับไม่เป็นเวลา หรือนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องจอสมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก การขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น แมกนีเซียม วิตามินบี 12 หรือวิตามินดี โรคตาและระบบประสาท เช่น ตาแห้ง โรคภูมิแพ้ (เยื่อบุตาอักเสบ) หรือความผิดปกติของเส้นประสาทคู่ที่ 7 ตากระตุกบ่อย บ่งบอกถึงอะไรได้บ้าง? หากอาการหนังตากระตุกเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรง อาจเป็นสัญญาณของกลุ่มอาการเหล่านี้: โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s Palsy) โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) โรคทูเร็ตต์ (Tourette's Disorder) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) การวินิจฉัยเพื่อตรวจหาความรุนแรงของตากระตุก จักษุแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากมีความสงสัยว่าเกิดจากความผิดปกติภายใน อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม: การตรวจ MRI: เพื่อดูว่ามีหลอดเลือดหรือก้อนเนื้อไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่ การตรวจ EMG: เพื่อวัดกิจกรรมไฟฟ้าของกล้ามเนื้อและระบบประสาท วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก 1. การฉีดโบท็อกซ์ (Botox) เป็นแนวทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในทางการแพทย์ แพทย์จะฉีดโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อรอบดวงตาเพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 3-6 เดือน 2. การรักษาด้วยยา การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยานอนหลับบางชนิด เช่น Lorazepam หรือ Clonazepam เพื่อบรรเทาอาการชั่วคราว (ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์) 3. การรักษาตามปัจจัยกระตุ้น น้ำตาเทียม: ลดอาการระคายเคืองจากตาแห้ง รักษาการอักเสบ: เช่น อาการเปลือกตาอักเสบ ภูมิแพ้ หรือติดเชื้อ เพื่อลดการกระตุก แว่นตาดำ FL-41: ช่วยกรองแสงจ้าและลดความล้าของกล้ามเนื้อตา ปรึกษาแพทย์และรักษาตากระตุก ประเมินอาการโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด สอบถามค่าบริการฉีด Botox หรือค่านัดหมายแพทย์ได้ที่นี่ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ แนวทางป้องกันตากระตุก สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: ลดเวลาใช้หน้าจอ และพักสายตาทุก 20 นาที นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ (7-8 ชั่วโมงต่อวัน) งดคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ ที่ส่งผลต่อระบบประสาท ประคบอุ่น บริเวณดวงตา 10-15 นาทีเพื่อคลายกล้ามเนื้อ หากตาแห้งหรือระคาย สามารถหยอดน้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการได้ สรุป: อาการตากระตุกส่วนใหญ่มักหายได้เองจากการพักผ่อน แต่หากมีอาการเรื้อรัง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยเชิงลึกด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยครับ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตากระตุก (FAQ) นวดแก้ตากระตุกทำอย่างไร การนวดกดจุดรอบดวงตา ควรใช้นิ้วหัวแม่มือนวดเบาๆ เป็นวงกลมรอบดวงตาเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ หลีกเลี่ยงการกดแรงหรือสัมผัสดวงตาโดยตรง ตาซ้ายกระตุกไม่หยุดเกิดจากอะไร อาจเกิดจากความเครียด พักผ่อนน้อย ใช้สายตาหนัก หรือขาดแร่ธาตุแมกนีเซียม หากกระตุกต่อเนื่องนานเกิน 1 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กระบบประสาท ตากระตุกกี่วันหาย ตากระตุกทั่วไปมักหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 2-3 วัน แต่หากเกิน 1 สัปดาห์หรือมีอาการแสบตา ตาแดงร่วมด้วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันที *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

หนังตากระตุกเกิดจากอะไร? และเคล็ดลับดูแลสายตาเพื่อป้องกันอาการ

หนังตากระตุกคืออาการที่กล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตาขยับหรือกระตุกโดยไม่ตั้งใจ โดยมักเกิดที่เปลือกตาบนและเกิดขึ้นเป็นระยะๆ อาจเป็นเพียงชั่วขณะหรือเกิดบ่อยๆ เป็นอาการที่ไม่รุนแรง หนังตากระตุกมักเกิดจากความเครียดหรือวิตกกังวล นอนหลับไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป ขาดแมกนีเซียม โรคพาร์กินสัน หรือการติดเชื้อที่เปลือกตา อาการเปลือกตากระตุกที่ควรพบจักษุแพทย์ ได้แก่ กระตุกตาต่อเนื่องเกิน 2-3 สัปดาห์ มีอาการปวด หรือทำให้ลืมตาลำบาก ตาแดงหรือมีขี้ตา กระตุกเกิดร่วมกับการเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้า หากมีอาการหนังตากระตุกต่อเนื่องหรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรพบจักษุแพทย์ที่ Bangkok Eye Hospital เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม   การที่หนังตากระตุกเป็นอาการที่หลายคนคุ้นเคย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล แต่ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรใส่ใจ มาดูกันว่าอาการนี้เกิดจากอะไร และเราจะดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการนี้ได้อย่างไร     อาการหนังตากระตุกคืออะไร? ตากระตุก (Eye Twitching) คืออาการที่หนังตาขยับหรือหนังใต้ตากระตุกอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเกิดขึ้นแค่เพียงเล็กน้อยหรือถี่จนทำให้เกิดความรำคาญได้ อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งที่เปลือกตาบนและล่าง แต่พบมากที่เปลือกตาบน โดยทั่วไปแล้วอาการตากระตุกมักไม่รุนแรงและไม่มีความเจ็บปวด     สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการหนังตากระตุก อาการหนังตากระตุกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือสภาวะร่างกาย ดังนี้ ความเครียดและความวิตกกังวลสะสมเป็นเวลานาน นอนหลับไม่เป็นเวลาหรือนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป เช่น การมองจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานๆ โดยไม่พักสายตา ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์มากในปริมาณมาก แสงสว่างที่จ้าเกินไป ลม หรือมลพิษทางอากาศ การขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารบางชนิด เช่น แมกนีเซียม วิตามินบี 12 หรือวิตามินดี การระคายเคืองที่เปลือกตาด้านใน หรือโรคภูมิแพ้ โรคตาที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น ตาแห้ง ที่อาจทำให้เปลือกตากระตุกหรือเกร็งจากการพยายามรักษาความชุ่มชื้นให้กับตา โรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ในการรักษา     อาการหนังตากระตุกบ่อยๆ บ่งบอกถึงอะไร? แม้ว่าอาการหนังตากระตุกจะเป็นอาการที่ไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองในหลายกรณี แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ หรือมีอาการที่รุนแรงขึ้น ควรสังเกตให้ดี เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ เช่น โรคทูเร็ตต์ (Tourette's Disorder) โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s Palsy) โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) โรคกล้ามเนื้อใบหน้าบิดเกร็ง (Facial Dystonia) โรคคอบิดเกร็ง (Cervical dystonia) โรคกล้ามเนื้อช่องปากหรือขากรรไกรบิดเกร็ง (Oromandibular Dystonia) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis)     วิธีการรักษาเปลือกตากระตุกและการบรรเทาอาการ การรักษาและบรรเทาอาการเปลือกตากระตุกสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ดังนี้ รับประทานยา การใช้กลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อหรือกลุ่มยานอนหลับ อาจช่วยบรรเทาอาการหนังตากระตุกชั่วคราว เช่น ยาลอราซีแพม (Lorazepam) ยาไตรเฮกซีเฟนิดิล (Trihexyphenidyl) และยาโคลนาซีแพม (Clonazepam) อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้อาจมีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รักษาตามปัจจัยที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อเปลือกตาเกร็งกระตุก การจัดการกับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตา เช่น การใช้น้ำตาเทียมอาการกล้ามเนื้อเปลือกตากระตุกอาจเกิดจากตาแห้ง การใช้น้ำตาเทียมช่วยให้ความชุ่มชื้น ลดการระคายเคือง และป้องกันการกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตา การรักษาเปลือกตาอักเสบหากการกระตุกเกิดจากการอักเสบ เช่น โรคภูมิแพ้หรือการติดเชื้อ การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาสเตียรอยด์จะช่วยลดอาการอักเสบและทำให้การกระตุกหายไป การใช้แว่นตาดำ (FL-41)ช่วยกรองแสงจ้า เช่น แสงจากจอคอมพิวเตอร์หรือแสงแดด ลดการกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตา โดยช่วยให้ตารู้สึกสบายและลดอาการกระตุก ฉีดโบท็อกซ์ การฉีดโบท็อกซ์ได้รับการรับรองในการรักษาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งที่ควบคุมไม่ได้ และปัจจุบันเป็นวิธีที่นิยมและแนะนำมากที่สุดในการรักษาอาการเปลือกตากระตุก แพทย์จะฉีดโบท็อกซ์ลงไปบริเวณกล้ามเนื้อรอบดวงตาที่มีอาการกระตุก เพื่อทำให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นอ่อนแรงชั่วคราว และไม่สามารถหดเกร็งได้ โบท็อกซ์จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและบล็อกสัญญาณจากเส้นประสาทที่กระตุ้นการกระตุก เมื่อฉีดโบท็อกซ์แล้วอาการตากระตุกจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลของโบท็อกซ์จะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน เมื่อยาหมดฤทธิ์ อาการอาจกลับมา จึงแนะนำให้กลับไปพบแพทย์หากอาการยังคงมีอยู่ การผ่าตัด การผ่าตัดสำหรับอาการตากระตุกจะพิจารณาในกรณีที่อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยโบท็อกซ์หรือวิธีอื่นๆ โดยการผ่าตัดอาจจะทำการตัดเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเปลือกตา เพื่อหยุดการกระตุกที่ไม่สามารถควบคุมได้     หนังตากระตุกหายได้เองไหม? และเมื่อไรที่ควรพบแพทย์? โดยทั่วไปแล้วอาการกล้ามเนื้อเปลือกตากระตุกมักหายได้เองหากหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที หนังตากระตุกที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนรบกวนหรือมีผลต่อชีวิตประจำวันและการทำงาน อาการเปลือกตากระตุกที่ไม่หายไปภายใน 2-3 สัปดาห์ เปลือกตากระตุกที่ทำให้ลืมตายากหรือเปลือกตาปิดสนิท อาการตาเกร็งหรือกะพริบตาค้างจนไม่สามารถลืมตาขึ้นได้เอง ตาแดง หรือมีขี้ตา รวมถึงเปลือกตาตก มีการกระตุกบริเวณอื่นของใบหน้าหรือร่างกายร่วมด้วย     วิธีป้องกันไม่ให้เกิดเปลือกตากระตุก การป้องกันอาการเปลือกตากระตุกสามารถทำได้โดยการหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อเปลือกตา ดังนี้ ลดเวลาในการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ นอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หาสิ่งที่ช่วยให้ผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือการฝึกหายใจเพื่อลดความเครียด นวดกล้ามเนื้อรอบดวงตาเพื่อช่วยคลายความตึงเครียด ประคบร้อนหรืออุ่นบริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที หากเกิดอาการตาแห้งหรือระคายเคือง สามารถหยอดน้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการ   สรุป หนังตากระตุกคืออาการที่กล้ามเนื้อเปลือกตาขยับโดยไม่ตั้งใจ มักเกิดที่เปลือกตาบน สาเหตุรวมถึงความเครียด การนอนน้อย การใช้สายตานาน ขาดสารอาหาร หรือแสงจ้า โดยวิธีรักษา ได้แก่ ใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ น้ำตาเทียม แว่นตากรองแสง โบท็อกซ์ หรือการผ่าตัดในกรณีที่จำเป็น หากมีอาการหนังตากระตุกต่อเนื่องหรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรพบจักษุแพทย์ที่Bangkok Eye Hospitalเพื่อรับคำปรึกษาและการรักษาที่เหมาะสม
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

อาการงูสวัดขึ้นตาคืออะไร? สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกันไม่ให้ลุกลาม

งูสวัดขึ้นตาคือการติดเชื้อไวรัสงูสวัดที่ลามไปยังดวงตา อาการของงูสวัดที่ตา ได้แก่ ปวดตา ตาแดง ตามัว ผื่นรอบดวงตา น้ำตาไหล และอาจมีไข้และปวดเมื่อย หากเชื้อลุกลาม อาจส่งผลต่อเปลือกตา กระจกตา ม่านตา และจอประสาทตา การรักษางูสวัดขึ้นตาใช้ยาต้านไวรัส เช่น Acyclovir และยาสเตียรอยด์เพื่อบรรเทาอาการอักเสบ การป้องกันสามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนงูสวัด และรักษาภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง หากมีอาการน่าสงสัยเกี่ยวกับงูสวัดขึ้นตา ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสมโดยเร็วที่สุด งูสวัดขึ้นตาคืออาการที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อดวงตาและอาจนำไปสู่ปัญหาทางสายตาได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มารู้จักอาการ สาเหตุ วิธีการรักษา และการป้องกันไม่ให้อาการลุกลาม     อะไรทำให้เกิดงูสวัดขึ้นตา? งูสวัดขึ้นตาหรือ Herpes zoster ophthalmicus เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสที่เคยติดเชื้อได้หมด เชื้อจึงแฝงตัวอยู่ในปมประสาทคู่ที่ 5 ซึ่งเชื่อมโยงกับดวงตา ภาวะนี้พบได้ประมาณ 10-25% ของผู้ที่เป็นโรคงูสวัดทั้งหมด     ลักษณะของอาการงูสวัดขึ้นตา อาการของงูสวัดขึ้นตาทำให้ปวดตา ตาแดง ตามัว ผื่นรอบดวงตา น้ำตาไหล อาจมีไข้และปวดเมื่อย อาการมักรุนแรงกว่างูสวัดบริเวณอื่น หากเชื้อลุกลาม อาจส่งผลต่อดวงตา เปลือกตา กระจกตา ม่านตา และจอประสาทตา ดังนี้ ดวงตาอักเสบจากงูสวัดขึ้นตา ผื่นและตุ่มน้ำมักปรากฏตามเส้นประสาทรอบดวงตา และจะกลายเป็นสะเก็ดภายใน 5-6 วัน หากตุ่มน้ำลามถึงปลายจมูก งูสวัดที่ตาอาจทำให้เกิดการอักเสบในลูกตา ซึ่งอาจส่งผลต่อเปลือกตา เยื่อบุตา ตาขาว กระจกตา ช่องหน้าลูกตา เส้นเลือดที่เลี้ยงประสาทตา น้ำวุ้นตา จอประสาทตา ขั้วประสาทตา และเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา งูสวัดที่ตาทำให้เปลือกตาและเยื่อบุตาขาวอักเสบ เปลือกตาอักเสบจากงูสวัดขึ้นตาที่พบได้บ่อย อาจทำให้หนังตาตกจากอาการบวมและอักเสบ ตุ่มน้ำรอบเปลือกตาเมื่อหายแล้วอาจเหลือรอยแผลเป็น ส่วนเยื่อบุตาอาจมีอาการแดงและบวมได้ กระจกตาชั้นเนื้อเยื่อบนสุดอักเสบจากงูสวัดขึ้นตา ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสงูสวัดที่ตามักพบอาการกระจกตาชั้นเนื้อเยื่อบนสุดอักเสบในช่วงแรกหลังผื่นขึ้นที่ผิวหนัง โดยอาการมักหายเองภายในไม่กี่วัน โดยจะมีลักษณะเป็นเส้นแตกกิ่งหรือจุดๆ บนผิวกระจกตา กระจกตาชั้นกลางอักเสบจากงูสวัดขึ้นตา จุดขาวๆ บนกระจกตาชั้นกลางที่เกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ อาจเกิดขึ้นและเป็นๆ หายๆ พบในประมาณ 5% ของผู้ป่วย มักเกิดในช่วงที่ผื่นแดงและตุ่มน้ำเริ่มแห้ง รอยจากงูสวัดขึ้นตานี้คล้ายกับการอักเสบของกระจกตาจากไวรัสเริม การอักเสบนี้มักตอบสนองดีต่อยาหยอดตากลุ่ม Corticosteroid แต่บางครั้งอาจเรื้อรังและต้องค่อยๆ ลดการใช้ยา อาการอักเสบในช่องหน้าลูกตาและม่านตาจากงูสวัดที่ตา การอักเสบที่ม่านตาและช่องหน้าลูกตาจากงูสวัดที่ตาอาจทำให้ตามัวได้ โดยมักไม่รุนแรง แต่บางครั้งอาจทำให้เกิดความดันตาสูงระหว่างการอักเสบ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในส่วนหน้าหรือส่วนหลังของดวงตา จอประสาทตาและขั้วประสาทตาอักเสบจากงูสวัดขึ้นตา การอักเสบที่จอประสาทตาจากงูสวัดที่ตาถือเป็นภาวะรุนแรงที่โรคมีการดำเนินเร็ว โดยเชื้อไวรัสสามารถทำให้เกิดรอยขาวที่จอประสาทตา พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ และอาจนำไปสู่การลอกของจอประสาทตา ทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวร ส่วนภาวะขั้วประสาทตาบวมก็เป็นอีกหนึ่งอาการที่อาจพบได้เช่นกัน ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นงูสวัดที่ตา ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้มักมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปในการเกิดอาการงูสวัดที่ดวงตา ผู้ที่มีอายุมากมักเสี่ยงต่อการเป็นงูสวัด เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 50-60 ปี ผู้ที่เป็น Hutchinson’s sign คือผื่นงูสวัดที่ลามถึงข้างจมูก ซึ่งเป็นแขนงของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 การติดเชื้อในบริเวณนี้สามารถลุกลามไปถึงดวงตาได้ ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอจึงเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสงูสวัด ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อไวรัสได้ดีเท่าที่ควร     การดูแลและรักษางูสวัดขึ้นตา การดูแลและรักษางูสวัดที่ตาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เกิดปัญหาการมองเห็นถาวร ซึ่งวิธีการรักษามีดังนี้ หลังผื่นขึ้นใน 72 ชั่วโมง ควรใช้ยา Acyclovir 800 มิลลิกรัม วันละ 5 ครั้ง นาน 7-10 วัน หรือใช้ Valacyclovir 1 กรัม หรือ Famciclovir 250-500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เพื่อลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่ดวงตาและลดอาการปวดเส้นประสาท ยาหยอดตาจักษุแพทย์อาจพิจารณาให้ยาหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการอักเสบของกระจกตาหรือในกรณีที่มีภาวะม่านตาอักเสบ     ผลกระทบจากการไม่รักษางูสวัดขึ้นตา หากไม่รีบรักษางูสวัดขึ้นตา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อการมองเห็นและสุขภาพดวงตาได้ เช่น แผลเรื้อรังที่กระจกตา อักเสบเรื้อรังที่ช่องหน้าลูกตา อัมพาตของเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อตา ปวดตามเส้นประสาทที่เลี้ยงลูกตา แผลเป็นที่เปลือกตาทำให้เปลือกตาผิดรูป แผลเรื้อรังจากการเสื่อมของเส้นประสาทที่เลี้ยงกระจกตา ความรู้สึกที่กระจกตาลดลง ส่งผลให้น้ำตาลดลง แผลเรื้อรังอาจทำให้เกิดการติดเชื้อเพิ่มเติม กระจกตาอาจบางลงจนทะลุได้     วิธีป้องกันและลดโอกาสเป็นโรคงูสวัด การป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคงูสวัด โดยเฉพาะในกรณีที่อาจลุกลามไปถึงตาจนเป็นงูสวัดที่ตานั้นสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้ รับประทานอาหารให้หลากหลายและมีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นและตุ่มของผู้ป่วยงูสวัด วัคซีนงูสวัดลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้จริงไหม? การฉีดวัคซีนงูสวัดเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและผู้สูงอายุ เนื่องจากวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสูงถึง 97% ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดโอกาสการเกิดโรคซ้ำได้ สรุป งูสวัดขึ้นตาคือการติดเชื้อไวรัสงูสวัดที่ลามไปยังดวงตา ทำให้เกิดอาการปวดตา ตามัว หรือเจ็บรอบดวงตา บางครั้งมีผื่นที่เปลือกตาและรอบดวงตา ซึ่งเชื้อที่เข้าตาอาจส่งผลกระทบต่อกระจกตา ม่านตา และเส้นประสาทที่เกี่ยวข้อง หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรหรือเกิดปัญหาทางสายตาอื่นๆ ได้ หากมีอาการน่าสงสัยควรเข้ารับการรักษาที่Bangkok Eye Hospitalเพื่อการดูแลที่เหมาะสม
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออาการที่เส้นประสาทตาอักเสบจนส่งผลให้การส่งข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมองทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นไม่ชัด ไปจนถึงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบถาวร โรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และอาการบาดเจ็บของดวงตา จักษุแพทย์มีแนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบได้ด้วยการจ่ายยาตามสาเหตุของการเกิดโรค ทั้งยาแบบกินและแบบฉีด ส่วนกรณีที่มีอาการรุนแรง หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย จักษุแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ป้องกันโรคจอประสาทตาอักเสบได้โดยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือบ่อยๆ ปรับการกิน งดสูบบุหรี่ สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ รักษาโรคจอประสาทตาอักเสบที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalรักษาโดยจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย มั่นใจได้ในผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ   โรคจอประสาทตาอักเสบ โรคร้ายที่มาพร้อมกับเส้นประสาทตาอักเสบ เป็นตัวการของการมองเห็นภาพไม่ชัด ตาไวต่อแสง อาการปวดตา ไปจนถึงอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร! บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับโรคจอประสาทตาอักเสบให้มากขึ้น ตั้งแต่อาการ สาเหตุ ตลอดจนการวินิจฉัย การรักษา และแนวทางการป้องกัน     โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออะไร โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออาการที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทตา ซึ่งเป็นกลุ่มของเส้นใยประสาทที่ส่งข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมอง ส่งผลให้มองเห็นภาพไม่ชัด โดยเฉพาะบริเวณกลางของภาพ และอาจมีอาการปวดตาเวลาขยับลูกตาร่วมด้วย อาการแบบไหนถึงเรียกว่า จอประสาทตาอักเสบ อาการของโรคจอประสาทตาอักเสบที่พบได้บ่อย มีดังนี้ รู้สึกปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณดวงตา มองเห็นจุดดำตรงกลางลานสายตา ตาแดงก่ำหรือแดงเป็นเลือด ตาไวต่อแสง รู้สึกแสบตาเมื่อโดนแสงสว่าง น้ำตาไหลมากผิดปกติ มองเห็นแสงวาบในดวงตาข้างที่มีอาการเส้นประสาทตาอักเสบ สูญเสียการมองเห็นสีบางสี มีปัญหาด้านการแยกแยะสี สูญเสียการมองเห็นด้านข้าง มองเห็นภาพเบลอข้างใดข้างหนึ่งของดวงตา สูญเสียการมองเห็นในตาข้างใดข้างหนึ่ง ไปจนถึงตาบอดสนิท     จอประสาทตาอักเสบมักเกิดจากอะไร? สาเหตุของโรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากสาเหตุทั้งการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ดังนี้ จอประสาทตาอักเสบที่มาจากการติดเชื้อ โรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากตั้งแต่เกิดหรือเกิดขึ้นทีหลัง โดยมาจากเชื้อ ดังนี้ การติดเชื้อแบคทีเรียเช่น วัณโรค ซิฟิลิส การติดเชื้อราโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อราแคนดิดา การติดเชื้อไวรัสเช่น เริม เอชไอวี โรคหัดเยอรมัน การติดเชื้อปรสิตเช่น โทโคพลาสโมซิส ซึ่งอาจมาจากแมว โรคภูมิต้านทานผิดปกติเช่น โรคเบห์เช็ท และซาร์คอยโดซิส จอประสาทตาอักเสบที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ โรคจอประสาทตาอักเสบ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ อาการบาดเจ็บบริเวณดวงตา โรคภูมิต้านทานผิดปกติและโรคอักเสบเช่น โรครูมาตอยด์ มะเร็งบางชนิดเช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง     การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบ ในการวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบก่อนทำการรักษา จักษุแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียด โดยมีแนวทางการวินิจฉัย ดังนี้ การขยายม่านตาและตรวจจอประสาทตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slitlamp)โดยจักษุเเพทย์เพื่อดูจอประสาทตาและเส้นเลือดที่เลี้ยงจอประสาทตา รวมถึงการตรวจวัดความดันลูกตา การตรวจจอประสาทตาด้วยเทคนิค Optical Coherence Tomography (OCT)เป็นการวัดความหนาของจอประสาทตาและการบวมของจอประสาทตาหรือ ดูขั้วประสาทตาได้อย่างชัดเจน การตรวจจอประสาทตาด้วยการฉีดสารเรืองแสงฟลูออเรสซีนเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดและการรั่วของหลอดเลือด การตรวจจอประสาทตาด้วยการฉีดสารเรืองอินโดไซยานีนกรีน(ICG Angiography)เพื่อดูการทำงานของหลอดเลือดขนาดเล็กในจอประสาทตา     จอประสาทตาอักเสบ รักษาได้อย่างไร การรักษาจอประสาทตาอักเสบ ทำได้ทั้งแบบใช้ยาและผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาตามระดับความรุนแรงของอาการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การใช้ยา การรักษาจอประสาทตาอักเสบด้วยการใช้ยา โดยปกติแล้วจะใช้ยาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ โดยมีตัวยาที่จักษุแพทย์พิจารณาจ่ายให้ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบ มีดังนี้ การให้สเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำเป็นการรักษาเริ่มต้นมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคจอประสาทตาอักเสบและเส้นประสาทตาอักเสบ ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทตาและช่วยเร่งการฟื้นตัวของการมองเห็น สเตียรอยด์ชนิดรับประทานในบางกรณีอาจมีการสั่งจ่ายสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหลังจากการรักษาทางหลอดเลือดดำครั้งแรก เพื่อลดการอักเสบและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ การแลกเปลี่ยนพลาสมา (PLEX)หากสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำไม่ได้ผล อาจพิจารณาทำ PLEX โดยเอาส่วนที่เป็นของเหลวในเลือด (พลาสมา) ออก จากนั้นแทนที่ด้วยสารทดแทนพลาสมา หรือพลาสมาที่ได้รับบริจาค ยาปรับเปลี่ยนโรค (DMTs)หากโรคเส้นประสาทตาอักเสบเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาจแนะนำให้ใช้ DMTs เพื่อจัดการกับโรคประจำตัวและป้องกันไม่ให้เกิดโรคจอประสาทตาอักเสบในอนาคต   การผ่าตัด การรักษาจอประสาทตาอักเสบด้วยการผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยวิธีการจ่ายยาทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อย่าง มีเลือดออกในวุ้นตา หรือมีพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา เป็นต้น โดยการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) คือการผ่าตัดภายในลูกตา เพื่อนำวุ้นตา (Vitreous) ที่เป็นของเหลวใสภายในลูกตาออก และกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติที่อาจกดทับหรือดึงรั้งจอประสาทตาออกไป โดยหลังจากการผ่าตัด การอักเสบของจอประสาทตาจะลดลง ลดอาการระคายเคืองของจอประสาทตา หรือในบางกรณียังช่วยฟื้นฟูการมองเห็นที่สูญเสียจากจอประสาทตาอักเสบได้ด้วยเช่นกัน     จอประสาทตาอักเสบสามารถป้องกันได้ไหม? เนื่องจากอาการจอประสาทตาอักเสบเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ บางสาเหตุอาจป้องกันได้แต่บางสาเหตุก็ป้องกันไม่ได้ จึงมีแนวทางการดูแลสุขภาพดวงตาเพื่อลดโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาอักเสบ ดังนี้ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสดวงตา พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หากมีอาการโรคจอประสาทตาอักเสบ สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อทำการวินิจฉัยให้ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจส่งผลให้เกิดจอประสาทตาอักเสบ รักษาโรคจอประสาทตาอักเสบ ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการโรคจอประสาทตาอักเสบ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาครบทุกด้าน ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลเฉพาะทางฯ มีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติทางดวงตา สายตา และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป อาการโรคจอประสาทตาอักเสบ เกิดจากเส้นประสาทตาที่อักเสบจนส่งผลให้การส่งข้อมูลการมองเห็นจากตาไปยังสมองทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตา ตาแดง ตาไวต่อแสง มองเห็นจุดดำกลางลานสายตา มองเห็นภาพเบลอ หรืออาจสูญเสียการมองเห็นแบบถาวร ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบจึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาการรักษาตามอาการของผู้ป่วยตั้งแต่การจ่ายยาไปจนถึงการผ่าตัด เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาออกมาปลอดภัย ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรค พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อให้การรักษาปลอดภัย และได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำมาที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital(โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ในการดูแลคนไข้โรคเฉพาะทางดวงตาคอยให้การดูแล ตั้งแต่ขั้นตอนการปรึกษาตลอดจนการรักษา และยังมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยเพื่อให้ประสิทธิภาพการรักษาออกมาปลอดภัยและเหมาะสมอีกด้วย
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา

บริษัทประกันที่รับ Fax Claim | โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

รายชื่อบริษัทประกันที่สามารถ Fax Claim ได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ลูม่าแคร์ จำกัด บริษัท บลูเวนเจอร์ ทีพีเอ จำกัด บริษัท เอดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด Asian Assistance (Thailand) Co., Ltd. APRIL Assistance (Thailand) Co., Ltd. International SOS (Thailand) Co., Ltd. Assist International Services Co., Ltd. บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ซัมซุงประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) Euro-Center (Thailand) Co., Ltd. บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) Europ Assistance (Thailand) Co., Ltd. Henner-GMC บริษัท สยามสไมล์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท โตเกียวมารีน ประกันชีวิต (ประเทศไทย) บริษัทเจนเนอราลี่ ประกันภัย (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) บริษัท แปซิฟิคครอส ประกันสุขภาพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอไอเอ จำกัด (มหาชน) บริษัท เฮลท์ เบนนิฟิท คอนซัลแท้นส์ จำกัด บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด บริษัท ซันเดย์ แคร์ จำกัด บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)  บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ แผนกประสานสิทธิ์ประกัน: 02-511-2111 ต่อ 3803, 3804 UR Nurse: 02-511-2111 ต่อ 3805
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา

Understanding Pterygium: Causes, Symptoms, and Treatment Options

  How people notice and see Pterygium without knowing it is Pterygium   Have you ever looked in the mirror and noticed a small, fleshy growth on the white part of your eye, usually near the nose? It might appear slightly red, or you might feel like something’s stuck in your eye. This growth can slowly creep onto the clear, center part of your eye, known as the cornea, causing discomfort, dryness, or even blurred vision. Many people mistake these signs for simple irritation, dryness, or tired eyes, unaware that they might be dealing with a condition called pterygium.   1. What is Pterygium? Pterygium (pronounced tuh-RIJ-ee-um) is a common eye condition that looks like a triangular or wedge-shaped growth on the eye’s surface. It usually starts small but can slowly expand toward the cornea. Though it might look concerning, it’s not cancerous. For some, it’s just a minor cosmetic issue, but for others, it can cause vision problems or significant discomfort   2. Why does it happen? Pterygium happens mainly due to long-term exposure to UV light from the sun, which is why it’s often called "surfer’s eye." But you don’t have to be a surfer to get it - anyone who spends a lot of time outdoors, especially without proper eye protection, is at risk. Dust, wind, and dry environments can also irritate the eye and contribute to its development. Genetics can play a part, too, as pterygium is more common in certain families. Pinguecula and pterygium are often mistaken for each other. Pinguecula is a yellowish bump on the conjunctiva, while pterygium extends onto the cornea and can affect vision. Proper diagnosis is key.   3. What to do when you notice it? If you spot a growth on your eye or feel persistent discomfort, dryness, or redness, don’t ignore it. Make an appointment with an eye specialist, especially if it’s growing or starting to affect your vision. The doctor can diagnose pterygium with a simple eye exam and discuss whether it needs to be treated right away or monitored over time.   4. Treatment Options Observation and Protection: In mild cases, protecting your eyes from the sun with sunglasses and using lubricating eye drops can help keep symptoms in check. Medication: If the pterygium becomes red and inflamed, doctors may prescribe anti-inflammatory eye drops to reduce irritation.  Surgery: When pterygium grows too large, affects vision, or causes significant discomfort, surgery to remove the growth may be recommended. This involves removing the tissue and often placing a graft (a small piece of your own conjunctiva) to cover the area and reduce the chance of it coming back.   5. Advice from Bangkok Eye Hospital and Next Steps At Bangkok Eye Hospital, our experienced ophthalmologists often see patients who are unsure what’s causing their eye discomfort or unusual growths. It’s essential to address these concerns early to avoid complications. If surgery is necessary, one of the best innovations available today is using fibrin glue during pterygium surgery, which offers many benefits over traditional stitches.     To learn more about how fibrin glue can improve your recovery and comfort, check out our next article on this advanced treatment here. If you’re experiencing symptoms or want a consultation, don’t hesitate to reach out to Bangkok Eye Hospital - our team is here to guide you through every step of your eye care journey.

ที่อยู่

ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :