มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE: @bangkokeyehospital 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
อ่านเพิ่มเติม

กระจกตาบางเกิดจากอะไร? อาการ ผลกระทบต่อสายตาและวิธีรักษา

กระจกตาบางคือภาวะที่กระจกตาซึ่งเป็นชั้นโปร่งใสด้านหน้าตาของดวงตามีความหนาน้อยกว่าปกติ ส่งผลต่อการมองเห็นและสุขภาพตา กระจกตาบางเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมตามวัย การขยี้ตาบ่อยๆ โรคทางพันธุกรรม หรือผลข้างเคียงจากการผ่าตัดตา เช่น เลสิก อาการของกระจกตาบางที่สังเกตได้ เช่น ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และสายตาเอียงสูงผิดปกติ กระจกตาบางคือภาวะที่ความหนาของกระจกตาลดลงกว่าปกติ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการโฟกัสแสงเข้าสู่ดวงตา ทำให้การมองเห็นมีความคมชัด หากกระจกตาบางเกินไป อาจเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสายตา เช่น สายตาผิดปกติ หรือมีผลกระทบต่อการรักษาดวงตาด้วยวิธีต่างๆ เช่น เลสิก การเข้าใจสาเหตุ อาการ และการดูแลกระจกตาบางอย่างถูกต้อง จึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและดูแลสุขภาพตาได้ดีขึ้น       กระจกตาคืออะไร? สิ่งสำคัญต่อการมองเห็น กระจกตา (Cornea) คือชั้นโปร่งใสและโค้งอยู่ด้านหน้าสุดของดวงตา ครอบคลุมตาดำ มีหน้าที่ช่วยหักเหแสงให้เข้าสู่ดวงตา ทำให้เรามองเห็นชัดเจน และยังเป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคโดยตรง โดยปกติความหนาของกระจกตาจะอยู่ที่ประมาณ 520-550 ไมครอน และสามารถบางลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นด้วย       รู้จักกับกระจกตาบาง กระจกตาบางคือลักษณะของกระจกตาที่มีความหนาน้อยกว่า 500 ไมครอน (0.5 มิลลิเมตร) โดยทั่วไปไม่ถือเป็นโรคและไม่ต้องรักษา แต่กระจกตาบางจะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น ต้อหิน เพราะทำให้วัดความดันตาต่ำกว่าความจริง รวมถึงส่งผลต่อการเลือกวิธีแก้ไขสายตา เช่น หากผู้ป่วยต้องการทำ LASIK และ มีระดับค่าสายตาที่มีผิดปกติสูง เช่น สั้น หรือ เอียงมาก โดยมีความหนาของกระจกตาน้อย เมื่อเปรียบเทียบกันกับเนื้อกระจกตาที่ต้องใช้ผ่าตัด หลังจากได้รับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียด เเพทย์ประเมินแล้วอาจจะไม่สามารถแก้ไขค่าสายตาได้หมด หรืออาจทำให้ กระจกตาเสี่ยงเป็นโรคกระจกตาอื่นๆหลังการแก้ไข เเพทย์อาจประเมินให้ผู้ป่วยทำการรักษาด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น PRK ICL FemtoLASIK ReLEx SMILE Pro หรือ NanoLASIK  แทนการทำ LASIK แบบทั่วๆไป ซึ่งเป็นการเเก้ไขที่ใช้หรือรบกวนความหนาของกระจกตาน้อยกว่าเพราะฉะนั้น ก่อนทำเลสิกจึงต้องสังเกตและตรวจประเมินความหนาของกระจกตาอย่างละเอียด เพราะหากบางเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะสายตาเอียงผิดปกติ หรือกระจกตาย้วย ซึ่งส่งผลต่อการมองเห็นได้ นอกจากนี้หลายคนยังสงสัยว่า “ใส่คอนแท็กต์เลนส์ ทำให้กระจกตาบางจริงไหม?” คำตอบคือ โดยทั่วไปการใส่คอนแท็กต์เลนส์อย่างถูกวิธี ไม่ได้ทำให้กระจกตาบางลง แต่หากใส่นานเกินไป ไม่ถอดล้างหรือดูแลอย่างถูกต้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเกิดภาวะขาดออกซิเจนที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อบางลงได้เช่นกัน       กระจกตาบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง? กระจกตาบางเกิดได้จากหลายสาเหตุ การเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ช่วยให้สามารถป้องกันและดูแลสุขภาพตาได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้   โรคทางพันธุกรรม แม้ว่าภาวะกระจกตาบางมักเกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง แต่ในบางกรณี ความผิดปกตินี้อาจมีสาเหตุจากโรคพันธุกรรมที่ถ่ายทอดภายในครอบครัว หนึ่งในโรคที่พบบ่อย คือ กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะกระจกตาบาง กระจกตาจะบางลงและโป่งยื่นออกมาคล้ายรูปกรวย ทำให้สายตาเอียงผิดปกติ และการมองเห็นแย่ลงเรื้อรัง มักเริ่มแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นถึงอายุ 30 ปี โรคกระจกตาบางจากพันธุกรรมอื่นๆ (Corneal Dystrophies) เช่น Pellucid Marginal Degeneration (PMD) ซึ่งกระจกตาจะบางลงบริเวณขอบด้านล่าง   การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดตา การผ่าตัดแก้ไขสายตาบางประเภท เช่น การทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK อาจส่งผลให้กระจกตาบางลงได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการเลเซอร์เนื้อกระจกตา ออกไปมากเกินความจำเป็น ทำให้ความหนาของกระจกตาที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอ เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น กระจกตาย้วยในอนาคต นอกจากนี้การบาดเจ็บที่กระจกตาซ้ำๆ รวมถึงการติดเชื้อที่รุนแรง เช่น แผลที่กระจกตาหรือกระจกตาอักเสบ ก็สามารถทำลายเนื้อเยื่อกระจกตาและทำให้เกิดการบางลงได้เช่นกัน โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที   โรคอื่นๆ หรือการใช้ยา โรคทางภูมิคุ้มกันบางชนิด เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือโรคเอสแอลอี (SLE) อาจส่งผลกระทบต่อกระจกตา ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และนำไปสู่ภาวะกระจกตาบางได้ในระยะยาว เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเนื้อเยื่อของตาเอง ในขณะเดียวกัน การใช้ยาหยอดตาบางชนิด โดยเฉพาะยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หากใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาจมีผลข้างเคียงต่อโครงสร้างของกระจกตา ทำให้เนื้อเยื่อกระจกตาอ่อนแอและบางลงได้เช่นกัน       อาการของภาวะกระจกตาบาง ภาวะกระจกตาบางมักพัฒนาอย่างช้าๆ จนอาจไม่สังเกตเห็นได้ในระยะแรก การเรียนรู้ที่จะสังเกตอาการเบื้องต้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้สามารถเข้ารับการตรวจวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที โดยอาการที่อาจพบมีดังนี้ การมองเห็นพร่ามัวหรือไม่ชัดเจน ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ มีค่าสายตาเอียงสูงกว่าปกติ มองเห็นภาพบิดเบี้ยว หรือมีลักษณะผิดรูปจากความจริง       วิธีการตรวจและวินิจฉัยกระจกตาบาง โดยปกติแล้วภาวะกระจกตาบางมักถูกตรวจพบในขั้นตอนการประเมินสายตาก่อนทำเลสิก ซึ่งแพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Keratometerตรวจวัดความโค้งของกระจกตาและค่าสายตาเอียง โดยการสะท้อนแสงบนกระจกตาเพื่อตรวจหารูปร่างและความโค้งที่ผิดปกติ ซึ่งความโค้งที่ผิดปกตินี้ อาจสัมพันธ์กับความบางของกระจกตา นอกจากนั้นยังมีการตรวจ Corneal Tophography หรือแผนภูมิดวงตาเพื่อประเมินค่าความหนาบางและความผิดปกติของกระจกตาอื่นๆด้วย โดยอาจจะมีการวัด Tomographic Biomechanical Index หรือ ค่าความเเข็งเเรงของกระจกตา เสริมเพื่อตรวจความเสี่ยงของโรค Corneal Ectasia หรือโรคกระจกตาโป้งอีกด้วย แม้ว่าจะสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นได้ เช่น มองเห็นไม่ชัดหรือค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย แต่การวินิจฉัยว่ามีกระจกตาบางจริงหรือไม่นั้น ต้องอาศัยการตรวจโดยจักษุแพทย์เท่านั้น เพราะการสังเกตอาการด้วยตนเองเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น ไม่สามารถยืนยันผลได้ ดังนั้นหากสงสัยว่าตนเองมีกระจกตาบาง ควรเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น   สรุป กระจกตาบางเป็นภาวะที่หลายคนไม่รู้ตัว แต่สามารถส่งผลกระทบต่อการมองเห็น เช่น ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย หรือภาพบิดเบี้ยว ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรม โรคภูมิคุ้มกัน การผ่าตัดแก้ไขสายตา หรือการใช้ยาบางชนิด การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่วางแผนทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจวัดความหนาและความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียดที่ Bangkok Eye Hospital ด้วยเครื่องมือทันสมัยและแพทย์เฉพาะทาง เพื่อป้องกันและดูแลสุขภาพดวงตาได้อย่างมั่นใจ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกระจกตาบาง (FAQ) หลายคนที่เพิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับภาวะกระจกตาบางอาจมีข้อสงสัยมากมาย เพื่อช่วยให้เข้าใจมากขึ้น เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะกระจกตาบาง พร้อมคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันในบทความนี้   ทำอย่างไรให้กระจกตาหนาขึ้น ความหนาของกระจกตาไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากเป็นความผิดปกติที่เกิดจากโครงสร้างภายในชั้นกระจกตาเอง   ถ้าปล่อยให้กระจกตาบางแล้วไม่รักษา จะเป็นอย่างไร? สายตาพร่ามัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ปกติได้ กระจกตาโป่งยื่นออกมามากผิดปกติ ทำให้การมองเห็นแย่ลงอย่างถาวร ในบางกรณีรุนแรงมาก อาจเกิดภาวะกระจกตาบวมน้ำฉับพลัน (Acute Hydrops) หรือกระจกตาทะลุ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินและอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้หากไม่ได้รับการปลูกถ่ายกระจกตา   สามารถป้องกันภาวะกระจกตาบางได้ไหม หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ เพราะการขยี้ตาเป็นประจำและรุนแรงสามารถทำให้กระจกตาบางลงและเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกระจกตาย้วยแย่ลง ดูแลสุขภาพตาโดยรวม เช่น ไม่ใช้คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป และรักษาความสะอาดของดวงตา พบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับกระจกตา เพื่อให้สามารถวินิจฉัยและเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีกว่า  
ศูนย์รักษากระจกตา

ตาแห้งมีอาการอย่างไร วิธีรักษา ป้องกัน และพฤติกรรมที่ช่วยลดอาการตาแห้ง

อาการตาแห้ง คือภาวะตาขาดความชุ่มชื้นเพราะการผลิตน้ำตาน้อยเกินไปหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและไม่สบายตาได้ ตาแห้งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้นทำให้การผลิตน้ำตาน้อยลง การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป การจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การรักษาตาแห้งทำได้หลายวิธี เช่น ยาหยอดตา น้ำตาเทียม การประคบอุ่น และการรักษาด้วยยาลดการอักเสบ รักษาอาการตาแห้งที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ   ตาแห้งเป็นโรคที่ทำให้ตารู้สึกแห้งและระคายเคือง เนื่องจากการผลิตน้ำตาลดลงหรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หากดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดอาการและป้องกันภาวะตาแห้งในระยะยาว มาหาสาเหตุของอาการตาแห้ง วิธีรักษา รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้งได้ในบทความนี้     อาการตาแห้ง คืออะไร? ก่อนทำความรู้จักกับอาการตาแห้ง ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘น้ำตา’ กันก่อน โดยน้ำตามีความสำคัญต่อดวงตา เป็นตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจน หล่อเลี้ยงเลี้ยงกระจกตาด้วยออกซิเจน และป้องกันการติดเชื้อและสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำร้ายดวงตา ตาแห้ง เป็นอาการที่ปริมาณน้ำตาที่เข้ามาหล่อเลี้ยงผิวตามีไม่เพียงพอส่งผลให้ผิวตาอักเสบได้ โดยอาการของตาแห้งอาจเริ่มจากการแสบตา หรือรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา รวมถึงอาจพบอาการตาแดง เจ็บ หรือมีการพร่ามัวที่ดีขึ้นเมื่อกะพริบตา นอกจากนี้ยังอาจรู้สึกฝืดๆ หนักๆ ที่ตา หรือลืมตาลำบาก และบางครั้งอาจมีอาการตาล้าหรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ     ทำไมถึงมีอาการตาแห้งได้ ตาแห้งเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความสบายของดวงตาและการมองเห็น โดยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานเกินไป อาการภูมิแพ้ที่ตาซึ่งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน หรือมลภาวะ อยู่ในที่ร้อน ลมแรง หรือความชื้นต่ำ ความผิดปกติของต่อมไขมันขอบตา การพบตัวไร (Demodex blepharitis) บริเวณโคนขนตา ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำตา การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะในเพศหญิงที่อาจทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง     อาการตาแห้งเกิดจากอะไร มีปัจจัยอะไรบ้าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำตาหรือการทำงานของต่อมน้ำตา หากมีลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ง่ายขึ้น สร้างน้ำตาได้น้อยกว่าปกติ  (Aqueous Tear Deficiency) กลุ่มคนที่มีความผิดปกติหรือปัจจัยที่ส่งผลให้สามารถสร้างน้ำตาได้น้อย ได้แก่   กลุ่มคนที่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome โรครูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือภาวะที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน เช่น Primary Sjogren’s Syndrome กลุ่มคนที่ไม่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome เช่น ต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติตั้งแต่เกิด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การแพ้ยารุนแรง หรือการอักเสบที่ทำให้ท่อน้ำตาตัน กลุ่มคนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน มักพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลให้การผลิตน้ำตาและสารคัดหลั่งอื่นๆ ในร่างกายลดลง การกินยาบางประเภท เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิต หรือยาคลายเครียดบางชนิด ที่มีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้ตาแห้งมากขึ้น เนื่องจากสารเหล่านี้สามารถลดการผลิตน้ำตาได้ น้ำตาระเหยเร็ว (Evaporative Dry Eyes)  ปัจจัยที่ส่งผลให้การระเหยของน้ำตาเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ ได้แก่   ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ เปลือกตาอักเสบที่เกิดจากความผิดปกติของชั้นไขมัน จะทำให้การสร้างน้ำตาชั้นน้ำมันลดลง ซึ่งทำให้เกิดการระเหยของน้ำตาได้เร็วขึ้น ความผิดปกติของเปลือกตา การปิดตาไม่สนิทหรือการกะพริบตาน้อยผิดปกติ ซึ่งทำให้การกระจายน้ำตาผิดปกติ และเพิ่มการระเหยของน้ำตา โดนสารเคมีหรือแพ้ยารุนแรง การอักเสบของเยื่อบุตาอาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งส่งผลต่อการสร้างน้ำตาชั้นเมือกที่ติดกับกระจกตา ทำให้การสร้างน้ำตาผิดปกติ การใช้สายตามาก พบมากในวัยทำงานจากพฤติกรรมจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่ค่อยกะพริบตา และการใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ดูดน้ำออกจากดวงตา ทำให้การผลิตน้ำตาลดลงและน้ำตาระเหยเร็ว     วิธีรักษาหรือวิธีแก้โรคตาแห้ง วิธีรักษาโรคตาแห้งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล โดยใช้วิธีต่างๆ รวมทั้งการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ดังนี้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการโดนลมแรง ฝุ่นควัน หรือแสงจ้า โดยการใส่แว่นกันแดดและแว่นกันลม เพื่อป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้ตาแห้งขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานานๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงจากดวงตาที่อาจทำให้อาการตาแห้งแย่ลงได้ ใช้น้ำตาเทียม ในการรักษาอาการตาแห้ง น้ำตาเทียมเป็นตัวช่วยที่ดี โดยมี 2 ชนิดให้เลือกใช้ ได้แก่   น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ในรูปแบบขวด ควรใช้ไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน อาจแบ่งการใช้ยาเพิ่มน้ำตาตามช่วงเวลาของวัน เช่น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ซึ่งเหมาะสำหรับอาการตาแห้งที่ไม่รุนแรง น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย แบบกระเปาะ เปิดแล้วมีอายุ 24 ชั่วโมง หรือขวดที่มีระบบวาล์วพิเศษใช้ได้นาน 6 เดือน ใช้บ่อยได้ตามต้องการ เช่น ทุก 1-2 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง  ใช้ยาหยอดตาเพิ่มปริมาณน้ำตา มียาหยอดตาที่ช่วยเพิ่มน้ำตาและรักษาอาการตาแห้งได้ โดยแต่ละชนิดจะช่วยรักษาตามอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้   ยา Diquafosol ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำตาชั้นเมือกและชั้นน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาและลดอาการแห้ง ยาปฏิชีวนะ Doxycycline ยาลดการอักเสบของเปลือกตาช่วยลดการอักเสบและอาการระคายเคืองที่เกิดจากตาแห้ง ยากลุ่ม Steroids โดยยานี้ช่วยบรรเทาการอักเสบของผิวตาและลดอาการระคายเคืองที่เกิดจากการขาดน้ำตา ยา Cyclosporine ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant) ชนิดหยอดตา ช่วยลดการอักเสบในตาและเพิ่มการผลิตน้ำตา โดยการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้ การทำความสะอาดเปลือกตา การทำความสะอาดเปลือกตาและประคบอุ่นด้วยแชมพูเด็กผสมเจือจางหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเปลือกตาช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันในเปลือกตา ทำให้ชั้นไขมันที่เคลือบน้ำตาทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันน้ำตาระเหยเร็วและลดอาการตาแห้ง ใช้ Autologous Serum การรักษาอาการตาแห้งชนิดรุนแรงโดยใช้สารที่ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อทำได้โดยการเจาะเลือดจากผู้ป่วยไปปั่นแยกเป็น Serum และนำมาหยอดร่วมกับการใช้น้ำตาเทียม ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ และส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อให้กลับสู่สภาพปกติได้ดีขึ้น การอุดท่อระบายน้ำตาที่หัวตา (Punctal Plug) การรักษาอาการตาแห้งที่รุนแรงทำได้โดยการอุดช่องทางที่น้ำตาไหลออกจากตา (Punctum) ซึ่งมีทั้งชนิดอุดชั่วคราวและชนิดอุดถาวร โดยการใส่ Silicone Plug หรือ Punctal Cautery ซึ่งเป็นการจี้บริเวณช่องทางที่น้ำตาระบายออกจากตา วิธีนี้ช่วยให้ดวงตาเก็บน้ำตาไว้ได้นานขึ้น ลดการระเหยของน้ำตา และช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก     การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง การป้องกันอาการตาแห้งทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ดังนี้    หยุดพักจากการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือทุกๆ 20 นาที โดยการหลับตาสัก 20 วินาที หรือมองสิ่งที่อยู่ไกลประมาณ 20 ฟุต เพื่อให้ตาได้พักและผ่อนคลาย งดการใช้คอนแท็กต์เลนส์ต่อเนื่อง ควรสลับใส่แว่นในระหว่างวันเพื่อให้ดวงตาได้พัก ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดความเครียดของดวงตา เตือนตัวเองให้กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้น้ำตาเคลือบตาและช่วยลดการระเหยของน้ำตา หากอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมแรง ควรสวมแว่นกันแดดกันลมเพื่อปกป้องตาจากสภาพแวดล้อม กินอาหารที่ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ปลา หรืออาหารที่มีโอเมกา 3 ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของตา  ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน สรุป ตาแห้งคืออาการที่น้ำตาผลิตไม่เพียงพอหรือระเหยเร็วเกินไป ทำให้ดวงตารู้สึกแห้ง ระคายเคือง และอาจเกิดการอักเสบได้ รักษาได้หลายวิธี เช่น ใช้น้ำตาเทียม ประคบอุ่น ใช้ยาเพื่อเพิ่มการสร้างน้ำตาหรือลดการอักเสบ และป้องกันตาแห้งได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตา รวมถึงการใช้ยาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา  สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง รับการรักษาได้ที่ ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งให้การดูแลปัญหาตาแห้งที่ส่งผลต่อการมองเห็นและระบบประสาท โดยจักษุแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษาภาวะตาแห้งอย่างครบวงจร

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที

สิ่งที่ควรรู้ก่อนผ่าตัดจอประสาทตา พร้อมการเตรียมตัวและข้อควรระวัง

ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ผู้ที่มีจอประสาทตาหลุดลอก เบาหวานขึ้นจอประสาทตารุนแรง รูที่จุดรับภาพ พังผืดบนจอประสาทตา หรือเลือดออกในวุ้นตา วิธีผ่าตัดจอประสาทตาหลักๆ คือ การสลายวุ้นตา เพื่อนำวุ้นตาที่ขุ่นหรือมีเลือดออกออกไป พร้อมแก้ไขจอประสาทตาโดยใช้เลเซอร์หรือฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคน อีกวิธีคือการดึงรั้งจอประสาทตาจากภายนอก เพื่อให้จอประสาทตาแนบกับผนังตา เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด เลเซอร์ภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซดันจอ และ OCT ช่วยตรวจประเมินความเสียหายของจอประสาทตาอย่างละเอียด การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาในระยะรุนแรง เช่น จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก หรือจอประสาทตาเสื่อมขั้นรุนแรง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร การทำความเข้าใจขั้นตอนการผ่าตัด เทคโนโลยีที่ใช้ รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษา ไม่เพียงช่วยคลายความกังวล แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเตรียมตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการมองเห็นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดอีกด้วย     ใครบ้างที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา? การผ่าตัดจอประสาทตาจะพิจารณาเมื่อจอประสาทตาเกิดความสูญเสียรุนแรง และไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยกลุ่มอาการและโรคที่ต้องผ่าตัด ได้แก่   จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาหลุดลอก(Retinal Detachment) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสายตาที่จอประสาทตาแยกตัวออกจากชั้นใต้เยื่อตาทำให้จุดรับภาพเสียการทำงาน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาการที่สังเกตได้ ได้แก่ เห็นแสงวาบหรือแฟลช ลอยเป็นจุดหรือเส้นลอยไปมา มองเห็นม่านมืดปกคลุมบางส่วนของภาพ และภาพพร่ามัว การตรวจวินิจฉัยและผ่าตัดจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อดวงตา   จุดภาพชัดเสื่อม จุดภาพชัดเสื่อม (Macular Degeneration) โดยเฉพาะชนิดเปียก (Wet AMD) เป็นภาวะที่มีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้เปราะบาง แตกง่าย และอาจทำให้เกิดเลือดออกหรือน้ำเหลืองรั่วซึมเข้าสู่ชั้นจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นบริเวณตรงกลางภาพพร่ามัว บิดเบี้ยว หรือมีจุดดำบัง   โรคนี้สามารถลุกลามได้เร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร การรักษาในปัจจุบัน เช่น การฉีดยายับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ (Anti-VEGF) การเลเซอร์ หรือการผ่าตัดจอประสาทตา สามารถช่วยชะลอความเสื่อมและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจะทำให้เส้นเลือดเล็กๆ ในจอประสาทตาเสียหาย แตก รั่ว หรือบวม ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว มองไม่ชัด และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมจนสูญเสียการมองเห็นได้ถาวร   วิธีดูแลรักษามีทั้งการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเลเซอร์ การฉีดยาเข้าในลูกตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น   รูที่จุดรับภาพ รูที่จุดรับภาพ (Macular Hole) คือการเกิดรูเล็กๆ บริเวณจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน หากเกิดรูขึ้นจะทำให้การมองเห็นผิดเพี้ยน เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นไม่ชัดตรงกลางภาพ แต่รอบข้างยังเห็นได้ปกติ   สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือเกิดจากการดึงรั้งของวุ้นในตา บางรายอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่ตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การมองเห็นแย่ลงเรื่อยๆ การรักษาหลักคือการผ่าตัดจอประสาทตา ซึ่งช่วยปิดรูและฟื้นฟูการมองเห็นได้ในหลายกรณี   พังผืดที่จอประสาทตา พังผืดที่จอประสาทตา (Epiretinal Membrane) คือการเกิดเยื่อบางๆ หรือพังผืดบนผิวของจอประสาทตา โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพ พังผืดนี้จะดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้การมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นภาพซ้อน อาการมักค่อยๆ เป็นทีละน้อย และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับตา เช่น เบาหวานขึ้นตา วุ้นตาเสื่อม หรือเคยผ่าตัดตา   หากเป็นไม่มาก อาจไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นรุนแรงจนทำให้การมองเห็นลดลงมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาเอาพังผืดออก ซึ่งสามารถช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้นได้ในหลายกรณี   เลือดออกในวุ้นตา เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) คือภาวะที่มีเลือดรั่วไหลเข้าไปในวุ้นตา ซึ่งเป็นเจลใสภายในลูกตา ทำให้การมองเห็นขุ่นมัว มองเห็นเป็นเงาดำ คล้ายหมอกหรือหยดหมึกลอยไปมา หากเลือดออกมากอาจทำให้มองเห็นแสงรางๆ หรือถึงขั้นมองไม่เห็นเลย   สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก การบาดเจ็บที่ตา หรือหลอดเลือดผิดปกติในจอประสาทตา ภาวะนี้ถือว่าสำคัญเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตารุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร   การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง เช่น พักการใช้สายตา หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมาก การใช้เลเซอร์รักษาจอประสาทตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตาเอาเลือดออกจากวุ้นตา (Vitrectomy) เพื่อช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดขึ้น     การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดจอประสาทตา ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น   ควรปรึกษาจักษุแพทย์อย่างละเอียด พร้อมแจ้งประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภูมิแพ้ยา และเข้ารับการตรวจร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ เช่น ตรวจเลือด หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด แพทย์อาจให้งดยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือวาร์ฟาริน ก่อนวันผ่าตัด โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ควรมีคนขับรถหรือผู้ดูแลในวันผ่าตัด เพื่อช่วยในการเดินทางกลับบ้านและดูแลในช่วงพักฟื้นแรกๆ เนื่องจากสายตาจะยังมองไม่ชัดเจน วิธีการผ่าตัดจอประสาทตา เมื่อจอประสาทตาเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง การรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาจึงเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ โดยมีหลายเทคนิควิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรง ดังนี้   การผ่าตัดสลายวุ้นตา การผ่าจอประสาทตาเป็นหัตถการที่ซับซ้อน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กมาก โดยแพทย์จะทำแผลเล็กๆ บนตาขาว 3 จุดเพื่อสอดเครื่องมือเข้าไปภายในดวงตา ขั้นแรกคือการตัดและสลายวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือมีเลือดออก เพื่อเปิดทางให้สามารถมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงทำการแก้ไขปัญหาที่พบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาภาวะเลือดออก การใช้เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ หรือการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเพื่อช่วยดันจอประสาทตาให้กลับมาแนบเข้าที่ เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน แพทย์จะปิดแผลด้วยไหมละลายที่สามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องตัดออกภายหลัง   การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา (Scleral Buckle) เป็นการรักษาที่แพทย์ใช้วัสดุซิลิโคนหรือฟองน้ำขนาดเล็กเย็บติดไว้กับผนังตาขาวด้านนอก วัสดุนี้จะทำหน้าที่กดผนังตาเข้าไปเล็กน้อย เพื่อช่วยปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตาและทำให้จอประสาทตากลับมาแนบกับผนังตาตามเดิม การผ่าตัดชนิดนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะจอประสาทตาหลุดลอกจากการฉีกขาด โดยเฉพาะในรายที่ยังไม่มีพังผืดดึงรั้งมากนัก   ข้อดีคือวัสดุที่ใส่เข้าไปสามารถอยู่ในดวงตาได้ถาวรโดยไม่ก่อปัญหาส่วนใหญ่ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำการระบายหรือดูดของเหลวที่สะสมอยู่ใต้จอประสาทตาออกเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้จอประสาทตาแนบกับผนังตาได้เร็วขึ้น หลังผ่าตัดอาจมีอาการเจ็บตา ตาแดง หรือมองเห็นไม่ชัดในระยะแรก แต่โดยทั่วไปมักจะดีขึ้นเมื่อดวงตาเริ่มฟื้นตัว     เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา การผ่าตัดจอประสาทตาในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงทักษะของแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยเพิ่มทั้งความแม่นยำและความปลอดภัย   เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก (Micro-instruments) หัวเครื่องมือที่มีขนาดเล็กเพียง 23-27 G (เทียบเท่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4-0.6 มม.) ทำให้ทำแผลผ่าตัดได้เล็กมากและช่วยให้แผลหายเร็ว กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด (Surgical Microscope) กล้องกำลังขยายสูงที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน เลเซอร์ (Endolaser) ใช้เลเซอร์เพื่อรักษาเส้นเลือดผิดปกติหรือเชื่อมรอยฉีกขาดของจอประสาทตาจากภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซ (Silicone Oil/Gas) ใช้ฉีดเข้าไปในลูกตาเพื่อดันจอประสาทตาให้แนบติดกับผนังตาในช่วงพักฟื้น OCT (Optical Coherence Tomography) เทคโนโลยีการถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความเสียหายของจอประสาทตาได้อย่างละเอียดทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งผู้ป่วยและญาติควรทำความเข้าใจขั้นตอนและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หากแพทย์ฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปในลูกตา แพทย์จะแนะนำให้นอนในท่าทางที่กำหนด เช่น นอนคว่ำหน้า ตะแคง หรือหงายหน้า เป็นระยะเวลาตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะท่าทางนี้จะช่วยให้ก๊าซหรือน้ำมันสามารถดันจอประสาทตาให้เข้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หยอดตาตามชนิดและความถี่ที่แพทย์สั่ง โดยล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการหยอดตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในช่วงสัปดาห์แรก ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา งดการล้างหน้าโดยตรง แต่ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าแทน และงดการขยี้ตาโดยเด็ดขาด ห้ามเดินทางโดยเครื่องบินหากแพทย์ฉีดก๊าซเข้าในตา เพราะการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอาจทำให้ก๊าซขยายตัวและเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การก้มเงยศีรษะ การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการเล่นกีฬาที่มีการกระทบกระเทือน ควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เช่น การดูโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้และระยะเวลาพักฟื้น การผ่าตัดจอประสาทตาช่วยแก้ไขความผิดปกติและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยบางรายอาจมองเห็นดีขึ้นทันที ขณะที่บางรายต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ หลังผ่าตัดผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างเข้มงวด โดยแพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำหรือจัดท่าพิเศษเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนดันจอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงพักฟื้นใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักจนกว่าจะหายดี   ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดจอประสาทตา ราคาในการผ่าตัดจอประสาทตาหรือผ่าตัดพังผืดจอประสาทตาแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและวิธีการที่ใช้ โดยทั่วไปจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าห้องผ่าตัด ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าเลนส์แก้วตาเทียมในกรณีที่จำเป็น แนะนำให้สอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายโดยตรงจากโรงพยาบาลที่เลือกเข้ารับการรักษาเพื่อความชัดเจนและเหมาะสมกับแผนการรักษาของแต่ละบุคคล   เทคโนโลยีการผ่าตัดจอประสาทตาของ Bangkok Eye Hospital  เทคโนโลยีที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพเลือกใช้เพื่อคืนอิสระแห่งการมองเห็นให้กับคนไข้ผ่านนวัตกรรม เรียกว่า PPV หรือการผ่าตัดวุ้นตาทางพาร์สพลานา โดยมีหัวใจสำคัญคือเครื่อง Constellation Vision System ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดในการรักษาโรคจอประสาทตาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาวะจอประสาทตาลอก เบาหวานขึ้นตา หรือพังผืดที่จุดรับภาพชัด โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นอุปกรณ์ผ่าตัด แต่เปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการที่ผสานรวมเทคโนโลยีชั้นสูงไว้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของดวงตาคนไข้   ความโดดเด่นของเครื่อง Constellation ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพนำมาใช้ เริ่มต้นจากเทคโนโลยี ULTRAVIT® ซึ่งเป็นหัวตัดวุ้นตาความเร็วสูงที่สามารถทำงานได้ถึง 7,500 ถึง 10,000 ครั้งต่อนาที ความเร็วระดับนี้ช่วยให้จักษุแพทย์สามารถกำจัดวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือดึงรั้งพังผืดออกได้อย่างนุ่มนวลและต่อเนื่องที่สุด โดยลดแรงสะเทือนหรือแรงดึงรั้งที่จะเกิดขึ้นกับจอประสาทตาที่บางเบาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันระบบควบคุมความดันลูกตาอัจฉริยะหรือ IOP Control จะคอยตรวจวัดและรักษาความดันภายในลูกตาให้คงที่แบบเรียลไทม์ในทุกเสี้ยววินาทีของการผ่าตัด ป้องกันภาวะลูกตาฟีบหรือความดันตาสูงเกินไป ช่วยให้สภาวะภายในดวงตาของคนไข้มีความเสถียรและลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ในระหว่างที่แพทย์กำลังจัดการกับวุ้นตาและพังผืดอยู่นั้น ระบบส่องสว่างความละเอียดสูงแบบ Xenon จะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อจอประสาทตาได้อย่างชัดเจนแม้ในจุดที่บางที่สุด และเมื่อพบรอยฉีกขาดหรือจุดที่ต้องการการซ่อมแซม จักษุแพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการทำ Endolaser ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์จากภายในลูกตาโดยตรงผ่านระบบเลเซอร์ PurePoint® ที่ติดตั้งมาในเครื่อง Constellation พลังงานเลเซอร์ที่เสถียรจะช่วยเชื่อมปิดรอยฉีกขาดหรือจัดการกับเส้นเลือดที่ผิดปกติจากโรคเบาหวานได้อย่างแม่นยำประดุจการสมานรอยร้าวด้วยแสงที่ช่วยให้จอประสาทตากลับมาติดสนิทได้อย่างมั่นคง การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกันช่วยให้แพทย์สามารถทำความสะอาด ซ่อมแซม และล็อกตำแหน่งจอประสาทตาให้เสร็จสิ้นได้อย่างสมบูรณ์ภายในการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว   ผลลัพธ์ที่คนไข้จะได้รับจากการผ่าตัดผ่านเทคโนโลยีขนาดเล็กพิเศษหรือ Small Gauge Surgery ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ คือแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มจนสามารถสมานตัวได้เอง โดยไม่ต้องเย็บแผล ช่วยลดความระคายเคืองและความบอบช้ำหลังการผ่าตัดได้อย่างมหาศาล ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว    อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปแทนที่วุ้นตาเพื่อช่วยกดจอประสาทตาไว้ ซึ่งคนไข้อาจจำเป็นต้องนอนคว่ำหน้าตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษาด้วยเลเซอร์และก๊าซทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด การเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพจึงเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อโอกาสในการกลับมามองเห็นโลกที่สดใสอีกครั้ง   ผ่าตัดจอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการผ่าตัดจอประสาทตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   ตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างครบถ้วน เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ และ OCT เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด หลังการผ่าตัด ทีมแพทย์จะดูแลและติดตามฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม แนะนำแนวทางการรักษาและวิธีดูแลหลังผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ให้ความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการผ่าตัดและการพักฟื้น สรุป การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจอประสาทตา เช่น จอประสาทตาหลุดลอก รูที่จุดรับภาพ หรือเบาหวานขึ้นจอประสาทตา โดยมีวิธีหลักคือการสลายวุ้นตาและการดึงรั้งจอประสาทตา เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น เทคนิคสมัยใหม่ใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์ และ OCT ช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง ผู้ป่วยควรเตรียมตัวตามคำแนะนำแพทย์ ทั้งการงดน้ำอาหาร จัดการยาประจำตัว และมีผู้ดูแลในช่วงพักฟื้น การฟื้นตัวมักใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ปรึกษาและผ่าตัดจอประสาทตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาอย่างครบวงจรและปลอดภัย   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้! คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตา (FAQ) รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตาและคำตอบที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   อาการหลังผ่าตัดจอประสาทตามีอะไรบ้าง หลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพเบลอหรือพร่ามัวชั่วคราว มีอาการระคายเคือง แสบตา หรือน้ำตาไหลเล็กน้อย บางรายอาจเห็นเงาหรือจุดลอย รวมถึงแสงวาบและตาบวมรอบดวงตาเป็นปกติ แต่หากมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เห็นแสงวาบหรือจุดดำเพิ่มขึ้น หรือการมองเห็นลดลง ควรรีบติดต่อจักษุแพทย์ทันทีเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน   ผ่าตัดจอประสาทตา นอนโรงพยาบาลกี่วัน โดยทั่วไปหลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยมักต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1–2 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของการผ่าตัด รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินและแจ้งระยะเวลาพักฟื้นที่เหมาะสมก่อนกลับบ้าน   ผ่าตัดจอประสาทตา ทำไมต้องนอนคว่ำ หลังผ่าตัดจอประสาทตา แพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนที่ฉีดเข้าไปในลูกตาดันจอประสาทตากลับเข้าที่ได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้จอประสาทตาแนบติดกับผนังตาและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ทำให้การฟื้นตัวและผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพสูงสุด

สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคืออาการอะไร? พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคือภาวะที่มองใกล้และมองไกลไม่ชัดในคนสายตาสั้นที่เริ่มมีสายตายาวตามอายุ รักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันได้ด้วยแว่น คอนแทคเลนส์ เลสิก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ขึ้นกับคำแนะนำจักษุแพทย์ การเลือกวิธีรักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันขึ้นอยู่กับสายตา อายุ ความหนากระจกตา และคำแนะนำของจักษุแพทย์ สายตาสั้นและยาวพร้อมกันเป็นภาวะที่พบได้ในผู้ใหญ่บางคน โดยเฉพาะเมื่อสายตาสั้นเริ่มมีสายตายาวตามอายุร่วมด้วย ทำให้การมองใกล้และไกลผิดปกติ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอ หรือขับรถ การเข้าใจสาเหตุและแนวทางการแก้ไขจึงช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลและรักษาสายตาได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ     สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคืออะไร? สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำให้มองใกล้ไม่ชัดและมองไกลไม่ชัด สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม แว่นสายตาสั้นช่วยให้มองไกลชัดขึ้น แต่เมื่อเริ่มมีสายตายาวตามอายุร่วมด้วย แว่นสายตาสั้นเดิมจะเริ่มไม่เพียงพอในการมองใกล้ ทำให้ต้องปรับวิธีใช้หรือเปลี่ยนเลนส์เพื่อแก้ไขปัญหานี้   สำหรับคนที่มีภาวะสายตาสั้นอยู่แล้ว ปัญหานี้เกิดจาก "โครงสร้างทางกายภาพ" ของดวงตาที่มีความยาวของกระบอกตามากเกินปกติ หรือกระจกตามีความโค้งมากเกินไป ทำให้เมื่อแสงเดินทางเข้าสู่ดวงตา จุดโฟกัสของภาพจึงตกก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นภาวะที่คงอยู่กับเรามาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น   ในขณะที่สายตายาวตามอายุนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสั้นหรือยาวของกระบอกตา แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงตามกาลเวลา เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 40 ปีขึ้นไป อวัยวะภายในดวงตาที่เรียกว่า "เลนส์ตา" (Crystalline Lens) ซึ่งเคยมีความยืดหยุ่นสูงเปรียบเสมือนเจลลี่ จะเริ่มเกิดการแข็งตัวตามธรรมชาติ ประกอบกับกล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่ปรับโฟกัสเริ่มอ่อนแรงลง ทำให้ความสามารถในการ "ซูม" หรือปรับโฟกัสเพื่อมองระยะใกล้สูญเสียไป   เมื่อสองภาวะมาเจอกัน เหตุผลที่เราสามารถมีสายตาสั้นและสายตายาวตามอายุพร้อมกันได้ ก็เพราะความผิดปกติของโครงสร้าง (กระบอกตายาว) ยังคงอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ความเสื่อมตามวัย (เลนส์ตาแข็ง) ก็เข้ามาสมทบ   ผู้ที่มีปัญหานี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวคือ เมื่อมองไกล ภาพก็ยังคงเบลอเพราะค่าสายตาสั้นเดิมไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่อสวมแว่นสายตาสั้นเพื่อแก้การมองไกล แล้วพยายามจะอ่านหนังสือหรือดูมือถือ กลับพบว่ามองไม่ชัดเช่นกัน เพราะเลนส์ตาที่เสื่อมสภาพไม่สามารถปรับโฟกัสสู้กับกำลังของเลนส์แว่นได้อีกต่อไป   อย่างไรก็ตามอาจมีข้อยกเว้นเล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นน้อยๆ (เช่น ประมาณ -100 ถึง -200) ที่อาจรู้สึกว่าตนเองโชคดีกว่าคนอื่น เพราะเมื่อถอดแว่นสายตาสั้นออก จุดโฟกัสตามธรรมชาติของสายตาสั้นจะไปตกที่ระยะอ่านหนังสือพอดี ทำให้สามารถถอดแว่นเพื่ออ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องพึ่งแว่นสายตายาว แต่หากเมื่อใดที่ใส่แว่นสายตาสั้นกลับเข้าไป อาการมองใกล้ไม่ชัดก็จะปรากฏขึ้นทันที     การแก้ไขและรักษาสายตาสั้นกับยาวพร้อมกัน การแก้ไขสายตาผสมจะเน้นไปที่การทำให้แสงที่เข้าสู่ดวงตาโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือก โดยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้   1. การแก้ไขด้วยอุปกรณ์ภายนอก สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน การใช้วิธีแก้ไขด้วยอุปกรณ์ภายนอกถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและง่ายต่อการปรับตัว ดังนี้   H4: แว่นตา Progressive  ทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันและถือเป็นมาตรฐานใหม่ของคนวัยทำงาน คือ "เลนส์โปรเกรสซีฟ" (Progressive Lenses) หรือที่หลายคนเรียกว่าเลนส์ไร้รอยต่อ ความพิเศษของเลนส์ชนิดนี้คือการออกแบบโครงสร้างให้ค่าสายตาไล่ระดับจากบนลงล่างอย่างนุ่มนวล โดยส่วนบนของเลนส์จะทำหน้าที่แก้ไขสายตาสั้นเพื่อการมองไกล ไล่ระดับลงมาสู่ระยะกลางสำหรับดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ และจบที่ส่วนล่างสุดสำหรับอ่านหนังสือหรือดูมือถือ    ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือผู้สวมใส่สามารถมองเห็นชัดได้ทุกระยะโดยไม่ต้องถอดเข้าถอดออก ที่สำคัญคือไม่มีเส้นขีดคั่นบนตัวเลนส์ ทำให้ดูเหมือนแว่นสายตาปกติ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ให้ดูหนุ่มสาว ไม่ดูมีอายุเหมือนแว่นตารุ่นคุณปู่คุณย่าในอดีต แลกมากับการที่ผู้สวมใส่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวในช่วงแรกเล็กน้อยเพื่อให้คุ้นชินกับมุมมองภาพด้านข้าง   H4: คอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มัลติโฟกัส (Multifocal Contact Lenses) เปรียบเสมือนฝาแฝดของแว่นโปรเกรสซีฟในรูปแบบคอนแทคเลนส์ โดยเลนส์ชนิดนี้ถูกออกแบบให้มีค่าสายตาหลายระยะซ้อนกันอยู่ภายในเลนส์ชิ้นเดียว มักมีลักษณะเป็นวงกลมซ้อนกันคล้ายเป้ายิงปืน (Concentric Rings) โดยอาจให้จุดกึ่งกลางเป็นระยะมองใกล้และวงรอบนอกเป็นระยะมองไกล หรือสลับกันตามแต่ดีไซน์ของผู้ผลิต   ความน่าทึ่งของเลนส์ชนิดนี้อยู่ที่การทำงานร่วมกับสมองครับ เพราะเมื่อเราสวมใส่ ภาพทั้งระยะใกล้และไกลจะถูกส่งเข้าสู่ดวงตาพร้อมๆ กัน สมองของเราจะเรียนรู้ที่จะเลือกโฟกัสภาพที่คมชัดที่สุดในขณะนั้นเองโดยอัตโนมัติ ข้อดีคือทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นได้ทุกระยะโดยไม่ต้องพกแว่น แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความคมชัดที่อาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแว่นตา โดยเฉพาะในที่แสงน้อย และต้องอาศัยเวลาให้สมองปรับตัวในช่วงแรก   ทางเลือกที่สองคือเทคนิคที่เรียกว่า "โมโนวิชั่น" (Monovision) ซึ่งเป็นเทคนิคการปรับจูนสายตาที่แพทย์นิยมใช้มาอย่างยาวนาน หลักการของวิธีนี้คือการแบ่งหน้าที่ให้ดวงตาแต่ละข้างทำงานต่างกัน โดยแพทย์จะจ่ายคอนแทคเลนส์สำหรับแก้ไขสายตาสั้นเพื่อให้มองไกลในตาข้างที่ถนัด (Dominant Eye) และจ่ายคอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาน้อยกว่า (หรือเผื่อค่าสายตายาว) เพื่อให้มองใกล้ในตาข้างที่ไม่ถนัด   เมื่อลืมตาพร้อมกันสองข้าง สมองจะทำหน้าที่ผสานภาพจากตาทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทั้งขับรถและอ่านเมนูอาหารโดยไม่ต้องพึ่งแว่น วิธีนี้มีข้อดีคือค่าใช้จ่ายมักถูกกว่าแบบมัลติโฟกัสเพราะใช้เลนส์ธรรมดา แต่ข้อจำกัดสำคัญคือการกะระยะความลึก (Depth Perception) อาจลดประสิทธิภาพลง ทำให้การมองภาพ 3 มิติ หรือการกะระยะตอนขับรถในตอนกลางคืนอาจทำได้ยากขึ้นในบางคน   และสุดท้ายคือวิธีแบบผสมผสาน หรือ "การใส่คอนแทคเลนส์แก้สั้นร่วมกับแว่นอ่านหนังสือ" วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคมชัดสูงสุดในการมองไกล โดยจะใส่คอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขสายตาสั้นให้มองไกลชัดเป๊ะ 100% เหมือนคนตาปกติ แล้วพกแว่นอ่านหนังสือติดตัวไว้หยิบมาสวมทับเฉพาะเวลาที่ต้องเซ็นเอกสารหรืออ่านมือถือนานๆ แม้วิธีนี้จะไม่ช่วยให้เป็นอิสระจากแว่นตาอย่างสมบูรณ์ แต่ก็เป็นวิธีที่ให้คุณภาพการมองเห็นที่คมชัดที่สุดและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด   การเลือกใช้คอนแทคเลนส์สำหรับภาวะนี้มีความซับซ้อนกว่าคอนแทคเลนส์ทั่วไปมาก ทั้งในแง่ของการวัดค่าสายตาและการปรับตัวของสมอง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรได้รับการตรวจและทดลองเลนส์ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตร เพื่อค้นหาวิธีที่แมตช์กับไลฟ์สไตล์และดวงตาของคุณมากที่สุด   อย่างไรก็ตามอาจจะมีข้อเสียตรงที่คนไข้จะมีค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ค่อนข้างสูงและจะต้องระมัดระวังในการทำความสะอาดเป็นอย่างดี   2. การรักษาด้วยเลเซอร์ LASIK (Laser-Assisted in Situ Keratomileusis) เป็นการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาแบบถาวรที่ช่วยแก้ทั้ง สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ขั้นตอนการผ่าตัดแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ การเปิดชั้นกระจกตาบางส่วน (Flap) และใช้เลเซอร์ปรับแต่งความโค้งของกระจกตา จากนั้นปิด Flap กลับเหมือนเดิม การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน มักฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่เห็นชัดขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังทำอาจมีอาการตาแห้ง แสงฟุ้งกระจาย หรือแสงจ้าในเวลากลางคืนชั่วคราว ซึ่งมักหายไปเมื่อผ่านช่วงปรับตัว   เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพา แว่นตาและคอนแทคเลนส์ และมีกระจกตาหนาพอสมควร ส่วนผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรง โรคตาเรื้อรัง หรือค่าสายตาเกินขอบเขตที่ LASIK ปลอดภัย แพทย์อาจแนะนำวิธีอื่น เช่น PRK หรือ การเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE)   3. การผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม RLE (Refractive Lens Exchange) เป็นการผ่าตัดเพื่อนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและแทนที่ด้วยเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular lens, IOL) RLE เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกันแบบผิดปกติมาก หรือผู้ที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ร่วมด้วย ซึ่งเลนส์ IOL รุ่นใหม่สามารถแก้ไขได้ทั้งสายตาสั้น ยาว และสายตาเอียงได้ในครั้งเดียว     แนวทางในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา การเลือกวิธีแก้ไขสายตาสั้นและยาวพร้อมกันที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงความต้องการมองเห็นชัดเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยดังนี้   ความต้องการและไลฟ์สไตล์ หากไม่ชอบการผ่าตัดและต้องการวิธีที่ง่ายที่สุด แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์คือคำตอบ แต่ถ้าต้องการการแก้ไขที่ถาวร การทำเลสิกหรือ RLE อาจเป็นทางเลือกที่ดี สุขภาพตาโดยรวม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด แพทย์จะประเมินความหนาของกระจกตา สภาพของจอประสาทตา และภาวะอื่นๆ เพื่อแนะนำวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายของแต่ละวิธีแตกต่างกันมาก การผ่าตัดด้วยเลเซอร์หรือ RLE มักจะมีราคาสูงกว่าการใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ในระยะสั้น ผลลัพธ์และความคาดหวัง สิ่งสำคัญคือต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จากการรักษาแต่ละวิธี การทำเลเซอร์อาจลดความจำเป็นในการใส่แว่นตาได้ แต่บางครั้งก็อาจยังต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางสถานการณ์     รักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันที่ศูนย์เลสิก LASER VISION Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ศูนย์เลสิก LASER VISION และจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาสายตาสั้น สายตายาว และปัญหาสายตาอื่นๆ อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเน้นการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างปลอดภัยครบวงจร   สรุป สายตาสั้นและยาวพร้อมกันเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่มีสายตาสั้นเริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย ทำให้มองใกล้และมองไกลไม่ชัด แว่นสายตาสั้นที่เคยใส่ประจำอาจช่วยระยะไกลได้ แต่ระยะใกล้เริ่มมีปัญหา การแก้ไขสามารถทำได้ทั้งด้วยอุปกรณ์ภายนอก เช่น แว่นตาและคอนแทคเลนส์ หรือวิธีถาวรอย่างเลสิกและการผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับค่าสายตา อายุ สุขภาพดวงตา และไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย เพื่อลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นหรือคอนแทคต์เลนส์ และคืนคุณภาพชีวิตในการมองเห็น มาตรวจและรักษาที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีเครื่องมือครบครัน พร้อมจักษุแพทย์และศูนย์ดูแลโรคตาเฉพาะทาง   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าใจค่าสายตาแบบต่างๆ และผลกระทบต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน PRK และ LASIK คืออะไร? เทคนิคการผ่าตัดสายตาที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ FemtoLASIK เทคโนโลยีล้ำสมัย การผ่าตัดสายตาที่ปลอดภัย แม่นยำกว่า คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน (FAQ) สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน มักมีคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการและการแก้ไข เพื่อช่วยให้เข้าใจภาวะนี้และเลือกวิธีดูแลสายตาได้อย่างเหมาะสม เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยไว้ดังนี้   สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำเลสิกได้ไหม  ผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกันสามารถทำเลสิกได้ แต่ต้องประเมินความหนาของกระจกตาและความเหมาะสมกับวิธีผ่าตัดโดยจักษุแพทย์ก่อน เพราะบางกรณีอาจต้องใช้วิธีแก้ไขสายตาแบบอื่น เช่น เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและแม่นยำที่สุด   คอนแทคเลนส์ของคนสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน เลือกอย่างไร สำหรับคนที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน การเลือกคอนแทคเลนส์ต้องพิจารณาประเภทเลนส์ให้เหมาะกับการมองทั้งใกล้และไกล โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้เลนส์มัลติโฟกัส (Multifocal Contact Lens) หรือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Contact Lens) ซึ่งออกแบบให้โฟกัสภาพหลายระยะได้ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์เพื่อให้เลือกชนิดและกำลังเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับดวงตาของคุณ   สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน อาการเป็นอย่างไร สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำให้เกิดอาการมองใกล้ไม่ชัด มองไกลก็ไม่ชัด โดยผู้ที่เคยใส่แว่นสายตาสั้นอาจพบว่าแว่นเดิมช่วยมองไกลได้ดี แต่เมื่อมีสายตายาวตามวัยร่วมด้วย จะมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์ ไม่ชัด ต้องถอดแว่นหรือปรับสายตาเพื่อมองภาพใกล้ให้ชัดขึ้น

เลเซอร์จอประสาทตา วิธีรักษาจอประสาทตาให้มองเห็นชัดและได้ผลเร็ว

เลเซอร์จอประสาทตาคือการรักษาด้วยลำแสงเลเซอร์ไปยังจุดที่ผิดปกติของจอประสาทตา เพื่อป้องกันการลอก ฉีกขาด หรือความเสียหายของจอประสาทตา และช่วยคงประสิทธิภาพการมองเห็น เลเซอร์จอประสาทตาช่วยรักษาภาวะเส้นเลือดผิดปกติจากเบาหวานขึ้นตา รอยฉีกขาดหรือรูรั่วที่จอประสาทตา ภาวะบวมที่จุดรับภาพ และเส้นเลือดอุดตันในจอประสาทตา เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาคือปลอดภัย เห็นผลเร็ว ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาโรคจอประสาทตาด้วยเลเซอร์นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เผชิญกับภาวะคุกคามการมองเห็น เทคโนโลยีเลเซอร์จอประสาทตาเปรียบเสมือนเครื่องมืออันแม่นยำที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมและปกป้อง จอประสาทตาของเราจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิม หากคุณกำลังพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ การทำความเข้าใจขั้นตอน ข้อดี และความปลอดภัยจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ   การเลเซอร์จอประสาทตาคืออะไร? การเลเซอร์จอประสาทตาเป็นการยิงลำแสงเลเซอร์เข้มข้นไปยังจุดที่ต้องการบนจอประสาทตา พลังงานจากเลเซอร์จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นแข็งตัวเล็กน้อย ช่วยหยุดความเสียหายและป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างแผลเป็นบนผิวจอประสาทตาเพื่อลดการงอกของเส้นเลือดใหม่ จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาภาวะเส้นเลือดในตาแตกหรืออุดตัน เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นจอประสาทตา   เลเซอร์จอประสาทตาช่วยรักษาอะไรบ้าง? เลเซอร์จอประสาทตาเป็นการรักษาที่ใช้แก้ไขโรคและความผิดปกติของจอประสาทตาหลายประเภท ซึ่งพบบ่อยและส่งผลต่อการมองเห็น เช่น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานสามารถทำให้หลอดเลือดในจอประสาทตาผิดปกติ เกิดหลอดเลือดงอกใหม่ที่เปราะและแตกง่าย หรือเกิดจุดบวมที่รับภาพชัด (Macular Edema) การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาบางส่วนช่วยผนึกหลอดเลือดที่รั่วซึม และยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติ ทำให้ลดอาการบวมและป้องกันการตกเลือดในตาได้   จอประสาทตาเป็นรูหรือฉีกขาด เมื่อจอประสาทตามีรอยฉีกขาด น้ำจากวุ้นตาอาจซึมผ่านเข้าไปด้านใต้ ทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาเป็นรูหรือหลุดลอก (Retinal Detachment) ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดถาวร การยิงเลเซอร์จอประสาทตาจะเปรียบเสมือนการเชื่อม (Welding) หรือเย็บขอบรอยฉีกให้ติดแน่นกับเนื้อเยื่อใต้จอประสาทตา ป้องกันไม่ให้น้ำไหลผ่านเข้าไป เพิ่มความปลอดภัยให้ดวงตา   เส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน เมื่อเส้นเลือดดำในจอประสาทตาเกิดการอุดตัน เลือดและน้ำจะรั่วเข้าสู่จอประสาทตา ทำให้เกิดอาการบวมและสายตาพร่ามัว การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาจะช่วยลดการบวม ลดการรั่วซึมของของเหลว และป้องกันความเสียหายถาวรต่อจอประสาทตา ทำให้สายตาชัดขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น   ขั้นตอนการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา หลายคนอาจกังวลเรื่องความเจ็บหรือความเสี่ยง แต่จริงๆ แล้วเลเซอร์จอประสาทตาปลอดภัย ใช้เวลา 10-20 นาทีต่อครั้ง และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยมีขั้นตอนในการรักษาคือ   จักษุแพทย์จะตรวจสภาพตาอย่างละเอียด และอาจมีการขยายรูม่านตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้น จากนั้นจะหยอดยาชาเฉพาะที่บริเวณดวงตา และใช้เลนส์สัมผัสพิเศษวางบนลูกตาเพื่อช่วยในการมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะนั่งในท่าที่สบาย แพทย์จะใช้เครื่องยิงเลเซอร์ที่ต่อกับกล้องจุลทรรศน์ ค่อยๆ ยิงแสงเลเซอร์ไปยังจุดที่กำหนดบนจอประสาทตา โดยผู้ป่วยจะเห็นแสงวาบเล็กน้อย และอาจรู้สึกเหมือนมีเข็มจิ้มเบาๆ แต่โดยรวมแล้วไม่ได้สร้างความเจ็บปวดรุนแรง หลังการยิงเลเซอร์ ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวลงเล็กน้อยเนื่องจากยาขยายม่านตา และควรมีผู้ติดตามเพื่อขับรถกลับบ้าน เนื่องจากสายตาอาจยังมองเห็นไม่ชัดเจน ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาช่วยแก้ไขปัญหาจอประสาทตาได้ตรงจุด ปลอดภัย และเห็นผลเร็ว จึงทำให้ผู้เข้ารับการรักษามั่นใจในประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย พร้อมทั้งมีข้อดีหลายประการดังนี้   เทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงมาก แพทย์สามารถควบคุมตำแหน่งและพลังงานของเลเซอร์ได้อย่างละเอียด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงที่ไม่เกี่ยวข้อง การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่มีบาดแผลจากการผ่าตัด จึงมีความเสี่ยงน้อยและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน วิธีมาตรฐานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในหลายโรคจอประสาทตา การรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยเลเซอร์จอประสาทตา ช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามจนต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าในอนาคต ข้อควรปฏิบัติหลังเลเซอร์จอประสาทตา หลังจากทำเลเซอร์จอประสาทตา การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสายตาและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด มีข้อควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หลังทำเลเซอร์ ควรพักสายตา หลีกเลี่ยงการเพ่งหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน หากแพทย์ให้ยาหยอดตาหรือต้านการอักเสบ ต้องใช้ยาตามเวลาและปริมาณที่กำหนดเพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการอักเสบ หากเกิดอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดงมาก หรือมีภาพลอย แสงกะพริบ หรือจอประสาทตาบวม ควรติดต่อแพทย์ทันที ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก ยกของหนัก หรือกีฬาที่เสี่ยงกระแทกดวงตา การกลับมาตรวจตาตามที่แพทย์นัดมีความสำคัญ เพื่อประเมินการฟื้นตัวและประสิทธิภาพของเลเซอร์ ระยะพักฟื้นและผลลัพธ์ที่ได้หลังเลเซอร์จอประสาทตา หลังการยิงเลเซอร์จอประสาทตาในช่วง 1-2 วันแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัว เห็นแสงวาบ หรือมีตาแดงเล็กน้อยจากยาขยายม่านตา ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง สำหรับระยะยาว สิ่งสำคัญคือการรักษาดวงตาที่เหลืออยู่และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่ม การมองเห็นอาจไม่ดีขึ้นทันที และในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน   ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค จำนวนครั้งที่ต้องทำเลเซอร์ และประเภทของเครื่องมือที่ใช้ โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าอุปกรณ์ และค่ายา   ประเภทของเลเซอร์ที่ใช้รักษาจอประสาทตา เพื่อให้เข้าใจถึงประสิทธิภาพการรักษาที่เป็นเลิศของโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เราสามารถแยกประเภทของเลเซอร์ตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ครับ   1. Argon Laser / Green Laser (Photocoagulation)  นี่คือเลเซอร์พื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด มีลักษณะเป็นแสงสีเขียวที่มีพลังงานความร้อนสูง แพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดนี้ในการจี้ เพื่อให้เกิดรอยไหม้เล็กๆ บนจอตา ใช้สำหรับปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตา (Retinal Break) เพื่อป้องกันจอประสาทตาลอก หรือใช้ยิงกระจัดกระจายทั่วจอตา (PRP) ในคนไข้เบาหวานขึ้นตา เพื่อยับยั้งการสร้างเส้นเลือดผิดปกติ   2. Micropulse Laser (Sub-threshold Laser) เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์สมัยใหม่ที่ปรับปรุงมาจากเลเซอร์ความร้อน โดยจะปล่อยพลังงานเป็นจังหวะสั้นๆ (Pulse) ทำให้เกิดการรักษาโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงและไม่เกิดรอยไหม้ที่มองเห็นได้ ใช้สำหรับรักษาอาการจุดรับภาพชัดบวมน้ำ (Macular Edema) หรือภาวะน้ำขังใต้จอประสาทตา โดยเน้นการกระตุ้นเซลล์จอประสาทตาให้กลับมาทำงานปกติโดยไม่เกิดแผลเป็น   3. Endolaser (Integrated with Constellation)  ดังที่กล่าวไปข้างต้น เลเซอร์ชนิดนี้จะถูกใช้งานผ่านระบบของเครื่อง Constellation ในระหว่างการผ่าตัด โดยความร้อนจากปลายโพรบจะส่งตรงไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษาอย่างแม่นยำที่สุด ใช้สำหรับเคสจอประสาทตาลอกที่ซับซ้อน หรือกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาจนไม่สามารถยิงเลเซอร์จากภายนอกได้   4. YAG Laser (สำหรับการรักษาต่อเนื่อง) แม้ YAG Laser  มักถูกใช้ในการรักษาต้อหินหรือถุงหุ้มเลนส์ตาขุ่น แต่ในบางกรณีจักษุแพทย์อาจใช้เพื่อจัดการกับพังผืดหรือตะกอนบางอย่างในตาที่ส่งผลกระทบต่อจอประสาทตาในมุมที่เฉพาะเจาะจง     เลเซอร์จอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร เลเซอร์จอประสาทตาเป็นวิธีรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันความเสียหายของจอประสาทตาและรักษาการมองเห็นให้คงที่ Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณ โดยสิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ การยิงเลเซอร์จอประสาทตาใช้ลำแสงเข้มข้นตรงบริเวณที่ต้องการรักษา พลังงานจากเลเซอร์ช่วยสร้างเนื้อเยื่อแข็งเล็กน้อย ป้องกันการรั่วซึมของเลือดและน้ำ และหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลาม แพทย์จะติดตามการฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน สรุป เลเซอร์จอประสาทตาเป็นวิธีรักษาโรคและความผิดปกติของจอประสาทตาอย่างตรงจุด ช่วยป้องกันการฉีกขาดหรือหลุดลอกของจอประสาทตา และเสริมประสิทธิภาพการมองเห็นได้รวดเร็ว ปลอดภัย และไม่ต้องพักฟื้นนาน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา จอประสาทตาบวม หรือเส้นเลือดดำอุดตันในตา การรักษาจะใช้ลำแสงเลเซอร์เข้มข้นยิงไปยังจุดที่ต้องการ เพื่อผนึกหลอดเลือดที่รั่วซึมและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม หลังยิงเลเซอร์อาจมีอาการตามัวเล็กน้อย แต่จะดีขึ้นเองและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 10-20 นาที และสามารถติดตามผลการมองเห็นได้อย่างใกล้ชิด มาตรวจเพื่อหาความเสี่ยงหรือรักษาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา วุ้นในตาเสื่อม อันตรายต่อการมองเห็น มาหาสาเหตุและวิธีการรักษา คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์จอประสาทตา (FAQ) เพื่อให้เข้าใจวิธีการทำ ผลลัพธ์ และการดูแลหลังทำเลเซอร์จอประสาทตา เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์จอประสาทตามาอธิบายอย่างเข้าใจง่ายในส่วนนี้   อาการหลังยิงเลเซอร์จอประสาทตาเป็นอย่างไร หลังทำเลเซอร์จอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเห็นแสงวาบ หรือมีตาแดงจากยาขยายม่านตา อาการเหล่านี้มักค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-2 วัน ส่วนการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้นอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพจอประสาทตาและโรคที่รักษา   ผลข้างเคียงของการทำเลเซอร์จอประสาทตา ผลข้างเคียงของการทำเลเซอร์จอประสาทตาโดยทั่วไปมักไม่รุนแรง อาจพบอาการตามัวชั่วคราว แสบตา แสงจ้า หรือตาแดงเล็กน้อย ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงเกิดได้น้อยมาก เช่น การมองเห็นจุดดำเพิ่มขึ้นหรือจอประสาทตาเสียหาย แพทย์จะให้คำแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน   เลเซอร์จอประสาทตา ต้องใช้เวลารักษากี่ครั้ง จำนวนครั้งในการทำเลเซอร์จอประสาทตาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค รวมถึงตำแหน่งและขอบเขตของจุดที่ต้องรักษา โดยทั่วไปบางรายอาจทำครั้งเดียวก็เพียงพอ แต่บางรายอาจต้องทำหลายครั้งตามดุลยพินิจของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด

ที่อยู่

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :