ตาเหลืองหรือตาขาวเหลือง เป็นอาการที่บริเวณตาขาวมีสีเหลืองผิดไปจากปกติ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นทั่วบริเวณตาขาว อาจสัมพันธ์กับภาวะดีซ่าน (Jaundice) ซึ่งเกิดเมื่อมีสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ในร่างกายสูงขึ้น บิลิรูบินเป็นสารสีเหลืองที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการสลายเม็ดเลือดแดง และโดยปกติจะถูกตับนำไปผ่านกระบวนการก่อนขับออกจากร่างกาย
เมื่อกระบวนการสร้าง กำจัด หรือขับบิลิรูบินเกิดความผิดปกติ อาจทำให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้ โดยสาเหตุมีได้ตั้งแต่ความผิดปกติของเม็ดเลือด โรคตับ ไปจนถึงการอุดตันของทางเดินน้ำดี ดังนั้น หากสังเกตว่าตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะเมื่อเป็นอาการที่เกิดขึ้นใหม่ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง

📌 สารบัญเนื้อหา
ตาเหลือง ตาขาวเหลือง คืออะไร?
ภาวะดีซ่านหรือ Jaundice หมายถึงการที่ผิวหนัง เยื่อเมือก หรือบริเวณตาขาวมีสีเหลืองจากการเพิ่มขึ้นของบิลิรูบินในร่างกาย ส่วนคำว่า Scleral Icterus ใช้เรียกลักษณะตาขาวที่เห็นเป็นสีเหลือง ซึ่งมักเป็นหนึ่งในตำแหน่งที่สังเกตภาวะดีซ่านได้
บิลิรูบินเกิดขึ้นจากการสลายฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง จากนั้นจะถูกส่งไปยังตับเพื่อผ่านกระบวนการและขับออกทางน้ำดี หากมีการสร้างบิลิรูบินมากกว่าปกติ ตับไม่สามารถจัดการได้ตามปกติ หรือทางเดินน้ำดีมีการอุดตัน ระดับบิลิรูบินในเลือดอาจสูงขึ้นและทำให้เกิดสีเหลืองที่ผิวหนังและตาขาวได้
ตาเหลืองเกิดจากอะไร?
ตาเหลืองไม่ได้หมายถึงโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ แต่เป็นอาการที่สามารถเกิดจากความผิดปกติหลายกลุ่ม แพทย์จึงต้องพิจารณาสาเหตุร่วมกับอาการ ประวัติ และผลตรวจต่าง ๆ
โรคหรือความผิดปกติของตับ
ตับมีบทบาทสำคัญในการจัดการบิลิรูบิน ความผิดปกติของตับจึงสามารถทำให้บิลิรูบินสะสมและเกิดภาวะดีซ่านได้ ตัวอย่างสาเหตุ ได้แก่ ตับอักเสบจากไวรัส ตับอักเสบจากภูมิคุ้มกัน ความเสียหายของตับจากสารพิษหรือยาบางชนิด และโรคตับเรื้อรังบางประเภท
โรคตับแข็งก็สามารถสัมพันธ์กับภาวะดีซ่านได้ โดยเป็นภาวะที่ตับได้รับความเสียหายและเกิดพังผืดจนการทำงานของตับลดลง อย่างไรก็ตาม การพบว่าตาเหลืองเพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นโรคตับชนิดใด จำเป็นต้องอาศัยการตรวจเพิ่มเติม
การอุดตันของทางเดินน้ำดี
น้ำดีเป็นหนึ่งในเส้นทางสำคัญที่ร่างกายใช้ขับบิลิรูบิน หากทางเดินน้ำดีเกิดการอุดตัน บิลิรูบินอาจสะสมในเลือดและทำให้ตาขาวหรือผิวหนังเหลือง
สาเหตุหนึ่งที่พบได้คือก้อนนิ่วที่อุดตันท่อน้ำดี นอกจากนี้ การอุดตันอาจเกิดจากโรคหรือก้อนเนื้อบริเวณตับอ่อนหรือทางเดินน้ำดีได้เช่นกัน
ผู้ที่มีภาวะทางเดินน้ำดีอุดตันอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีอ่อนหรือซีด คันตามผิวหนัง และอาจมีอาการปวดท้อง ขึ้นอยู่กับสาเหตุ
ภาวะเม็ดเลือดแดงแตกมากผิดปกติ
ภาวะที่เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ หรือ Hemolysis ทำให้ร่างกายผลิตบิลิรูบินเพิ่มขึ้น หากมีปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายจะจัดการได้ อาจทำให้เกิดตาขาวเหลืองหรือภาวะดีซ่านได้ ดังนั้น โรคของเม็ดเลือดบางชนิดจึงเป็นอีกกลุ่มสาเหตุที่แพทย์อาจพิจารณา แต่ไม่ควรวินิจฉัยจากสีของตาเพียงอย่างเดียว
ยาและสาเหตุอื่น
ยาหรือสารบางชนิดสามารถเกี่ยวข้องกับภาวะดีซ่านได้ แต่ไม่สามารถระบุแบบเหมารวมว่ายากลุ่มใดก็ตามจะทำให้ตาเหลืองในผู้ใช้ทุกคน การประเมินต้องพิจารณาชนิดยา ปริมาณ ระยะเวลาที่ใช้ โรคประจำตัว และผลตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมกัน
นอกจากนี้ ภาวะทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น Gilbert syndrome สามารถทำให้ระดับบิลิรูบินสูงขึ้นเล็กน้อยและเกิดอาการตาหรือผิวเหลืองเป็นครั้งคราวได้ โดยภาวะนี้มักไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะหากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Gilbert syndrome จริง
ตาขาวเหลืองกับขี้ตาสีเหลือง ต่างกันอย่างไร?
ตาขาวเหลืองและขี้ตาสีเหลืองเป็นคนละอาการและไม่ควรใช้แทนกัน
ตาขาวเหลือง
หมายถึงสีของบริเวณตาขาวที่เปลี่ยนเป็นเหลือง ซึ่งหากเกิดทั่วตาขาวอาจสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของบิลิรูบินและภาวะดีซ่าน
ขี้ตาสีเหลือง
ขี้ตาสีเหลือง เป็นสารคัดหลั่งที่ออกมาจากดวงตา สารคัดหลั่งที่มีปริมาณมาก สีหรือความเหนียวผิดปกติ สามารถสัมพันธ์กับการอักเสบหรือการติดเชื้อที่ดวงตาได้ โดยเยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรียอาจมีสารคัดหลั่งข้นสีเหลืองถึงเขียว
ดังนั้น การมีขี้ตาเหลืองไม่ได้หมายความว่ามีบิลิรูบินสะสมในร่างกาย และไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคตับ
ในทำนองเดียวกัน ตาแห้ง ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้ตาขาวทั้งตาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
หากเห็นรอยหรือปื้นสีเหลืองเฉพาะจุดบริเวณตาขาว ไม่ได้เหลืองทั่วตา ลักษณะดังกล่าวอาจเกิดจากภาวะทางผิวตาอื่น เช่น ต้อลม (Pinguecula) ซึ่งควรให้จักษุแพทย์ตรวจเพื่อแยกสาเหตุ

อาการตาเหลืองเป็นอย่างไร?
อาการหลักคือบริเวณตาขาวมีสีเหลือง และในผู้ที่มีภาวะดีซ่านอาจสังเกตพบผิวหนังเหลืองร่วมด้วย อาการอื่นที่อาจพบขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น
อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในผู้ป่วยทุกราย และการไม่มีอาการอื่นร่วมด้วยไม่ได้ใช้ยืนยันว่าไม่มีโรค ดังนั้น หากตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอย่างชัดเจนควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ
ตาเหลืองอันตรายไหม และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์?
ความรุนแรงของตาเหลืองขึ้นอยู่กับสาเหตุ บางภาวะ เช่น Gilbert syndrome อาจไม่ก่อให้เกิดปัญหารุนแรง แต่ภาวะดีซ่านก็สามารถเกิดจากโรคตับ การอุดตันของทางเดินน้ำดี หรือโรคอื่นที่จำเป็นต้องรักษาได้เช่นกัน
หากตาขาวหรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะเมื่อเป็นอาการที่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษา
โดยเฉพาะหากตาเหลืองเกิดร่วมกับไข้ ปวดท้องมาก อาเจียน ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด อาการซึม หรือมีอาการผิดปกติที่รุนแรง ควรเข้ารับการประเมินจากสถานพยาบาลโดยเร็ว
แพทย์ตรวจหาสาเหตุของตาเหลืองอย่างไร?
การวินิจฉัยไม่ได้ดูจากสีตาเพียงอย่างเดียว แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจตรวจเลือดเพื่อดูระดับบิลิรูบิน รวมถึงค่าที่ช่วยประเมินตับและระบบทางเดินน้ำดี เช่น Aminotransferases และ Alkaline Phosphatase
ในบางกรณีอาจต้องตรวจด้วยภาพ เช่น อัลตราซาวด์ CT หรือ MRI เพื่อประเมินตับ ถุงน้ำดี ทางเดินน้ำดี หรือตำแหน่งอื่นที่เกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่แพทย์สงสัยจากประวัติและผลตรวจเบื้องต้น
หากปัญหาหลักคือรอยเหลืองเฉพาะตำแหน่งบนตา ขี้ตาผิดปกติ ตาแดง แสบตา หรือมีอาการทางตาอื่น จักษุแพทย์สามารถตรวจแยกว่าความผิดปกติเกิดจากผิวตาหรือโครงสร้างของดวงตาเองหรือไม่
วิดีโอสุขภาพตาจาก Bangkok Eye Hospital
ตาเหลืองรักษาอย่างไร?
ไม่มีวิธีรักษา “สีเหลืองของตา” แบบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน การรักษาต้องแก้ไขสาเหตุที่ทำให้บิลิรูบินสูงหรือทำให้เกิดความผิดปกติ
หากเกิดจากโรคตับ แนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค หากเกิดจากทางเดินน้ำดีอุดตัน แพทย์อาจต้องรักษาสาเหตุของการอุดตัน หากเกิดจากโรคของเม็ดเลือดก็ต้องรักษาตามโรคนั้น โดยภาวะดีซ่านโดยทั่วไปจะดีขึ้นเมื่อโรคหรือสาเหตุหลักได้รับการรักษาหรือควบคุมอย่างเหมาะสม
สำหรับขี้ตาสีเหลืองหรือตาแดงซึ่งเกิดจากโรคตา การรักษาจะแตกต่างออกไปตามสาเหตุ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ แต่ละประเภทไม่ได้ใช้แนวทางรักษาเหมือนกัน และยาปฏิชีวนะไม่ได้ใช้รักษาการติดเชื้อไวรัส
จึงไม่ควรซื้อยาหยอดตาหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เองโดยไม่ได้รับการประเมินที่เหมาะสม
ตาเหลืองกินอะไรถึงหาย?
ไม่มีอาหารชนิดใดที่มีหลักฐานว่าสามารถทำให้ตาเหลืองจากทุกสาเหตุ “หาย” ได้โดยตรง เพราะตาเหลืองเป็นอาการที่มีสาเหตุได้หลายอย่าง
หากตาเหลืองเกิดจากโรคตับ ทางเดินน้ำดี หรือโรคของเม็ดเลือด การรักษาต้องมุ่งไปที่โรคต้นเหตุ การรับประทานอาหารที่สมดุลและดูแลสุขภาพโดยรวมมีประโยชน์ แต่ไม่ควรใช้ทดแทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษา
สำหรับคำถามว่า “ตาเหลืองขาดวิตามินอะไร?” ไม่ควรสรุปว่าตาเหลืองโดยทั่วไปเกิดจากการขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลตโดยตรง แม้ภาวะขาดวิตามิน B12 บางกรณีอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของเม็ดเลือด แต่จำเป็นต้องวินิจฉัยจากผลตรวจ ไม่สามารถระบุจากอาการตาเหลืองเพียงอย่างเดียว
ตาเหลืองป้องกันได้ไหม?
ไม่สามารถป้องกันตาเหลืองได้ทุกกรณี เพราะสาเหตุมีทั้งโรคทางพันธุกรรม โรคตับ โรคเลือด และการอุดตันของทางเดินน้ำดี อย่างไรก็ตาม การลดปัจจัยเสี่ยงของโรคบางชนิดสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและไวรัสตับอักเสบบี แต่ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี
ตาเหลืองควรพบจักษุแพทย์หรือแพทย์ด้านใด?
หากตาขาวทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีเหลือง โดยเฉพาะเมื่อมีผิวเหลือง ปัสสาวะเข้ม หรืออุจจาระซีดร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์เพื่อหาสาเหตุในระบบต่าง ๆ ไม่ควรจำกัดการตรวจไว้เฉพาะดวงตา
แต่หากไม่แน่ใจว่าเป็น “ตาขาวเหลือง” จริงหรือเป็นรอยเหลืองเฉพาะจุด มีตาแดง ขี้ตาผิดปกติ ปวดตา ระคายเคือง หรือมีการมองเห็นเปลี่ยนแปลง การตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยแยกโรคที่เกิดจากตัวดวงตาออกจากภาวะที่มาจากระบบอื่นของร่างกาย
Bangkok Eye Hospital ให้บริการตรวจ ดูแล และรักษาโรคหรืออาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางในหลายสาขา หากมีอาการผิดปกติของตาหรือไม่แน่ใจว่าความเหลืองเกิดจากบริเวณผิวตาหรือตาขาว สามารถเข้ารับการประเมินทางจักษุได้
ทำนัดตรวจตากับจักษุแพทย์สรุป
ตาเหลืองหรือตาขาวเหลือง โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นทั่วบริเวณตาขาว อาจเป็นอาการของภาวะดีซ่านจากการมีบิลิรูบินในร่างกายเพิ่มขึ้น สาเหตุสามารถเกิดได้จากความผิดปกติของเม็ดเลือด โรคตับ การอุดตันของทางเดินน้ำดี ยาบางชนิด หรือภาวะอื่น ๆ
ขี้ตาสีเหลืองเป็นคนละอาการกับตาขาวเหลือง และมักเกี่ยวข้องกับความผิดปกติบริเวณดวงตา เช่น การอักเสบหรือติดเชื้อ มากกว่าการสะสมของบิลิรูบิน
เนื่องจากตาเหลืองในผู้ใหญ่อาจเป็นสัญญาณของโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา จึงควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีผิวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด ไข้ ปวดท้อง หรืออาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
อ่านบทความสุขภาพตาที่เกี่ยวข้อง
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตาเหลือง
ตาเหลืองจะกลับมาขาวได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากสีเหลืองเกิดจากบิลิรูบินสูง ตาขาวอาจดีขึ้นเมื่อสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะดีซ่านได้รับการรักษาหรือควบคุม อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาและผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละโรค จึงไม่ควรคาดการณ์จากสีตาเพียงอย่างเดียว
ตาเหลืองอันตรายไหม?
อาจเป็นได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ เนื่องจากภาวะดีซ่านในผู้ใหญ่สามารถสัมพันธ์กับโรคตับ การอุดตันของทางเดินน้ำดี และภาวะอื่นที่จำเป็นต้องรักษา หากตาขาวหรือผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลืองควรได้รับการประเมินจากแพทย์
ตาเหลืองเกิดจากโรคตับเสมอหรือไม่?
ไม่เสมอไป แม้โรคตับเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ แต่ภาวะดีซ่านยังเกิดจากการสลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ การอุดตันของทางเดินน้ำดี ยาบางชนิด และภาวะอื่นได้
ขี้ตาเหลืองหมายถึงตาเหลืองหรือไม่?
ไม่ใช่ ขี้ตาสีเหลืองเป็นสารคัดหลั่งจากดวงตาและสามารถพบในภาวะเยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรีย ส่วนตาขาวเหลืองจากภาวะดีซ่านเกี่ยวข้องกับบิลิรูบินที่เพิ่มขึ้นในร่างกาย ทั้งสองภาวะจึงต้องแยกออกจากกัน
ตาแห้งทำให้ตาขาวเหลืองหรือไม่?
ตาแห้งไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงให้ตาขาวทั้งตาเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หากพบรอยเหลืองเฉพาะจุดอาจเป็นความผิดปกติอื่นของผิวตาและควรให้จักษุแพทย์ประเมิน
ตาเหลืองกินอะไรถึงหาย?
ไม่มีอาหารชนิดใดรักษาตาเหลืองได้ทุกสาเหตุ การรักษาต้องขึ้นอยู่กับโรคหรือภาวะที่ทำให้บิลิรูบินสูง หากพบอาการตาเหลืองควรตรวจหาสาเหตุก่อน ไม่ควรใช้การปรับอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทดแทนการวินิจฉัยของแพทย์
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Merck Manual: Jaundice in Adults และ Approach to the Patient With Jaundice
- American Academy of Ophthalmology (AAO): Yellow Sclera, Conjunctivitis, Dry Eye และ Pinguecula
- NHS: Jaundice และ Cirrhosis
- Cleveland Clinic: Adult Jaundice และ Gilbert Syndrome
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC): Viral Hepatitis Vaccination
ไม่แน่ใจว่าตาขาวเหลืองหรือมีความผิดปกติของดวงตา?
สามารถทำนัดเพื่อตรวจประเมินอาการทางตากับจักษุแพทย์ที่ Bangkok Eye Hospital เพื่อแยกความผิดปกติของผิวตา ตาขาว และโรคทางจักษุที่เกี่ยวข้อง
นัดหมายออนไลน์กับ Bangkok Eye Hospitalติดต่อ Bangkok Eye Hospital
โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital)
ที่อยู่: 10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230
MRT สายสีชมพู: สถานีวัชรพล (Watcharaphon Station)
โทร: 02-511-2111
LINE: @bangkokeyehospital
อีเมล: info@bangkokeyehospital.com
เว็บไซต์: www.bangkokeyehospital.com
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น.

