ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក

តម្រៀប

child-vision-test

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ Call Center : 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
អាន​បន្ថែម
Cataract Center
Retina Center
Cornea Center
Glaucoma Center
Neuroophthalmology
មជ្ឈមណ្ឌលភ្នែកកុមារ
Oculoplastic

รายชื่อบริษัทประกันที่สามารถใช้ได้ที่ รพ.จักษุกรุงเทพ

  บริษัทประกันภัย บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด มหาชน บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ลูม่าแคร์ จำกัด บริษัท บลูเวนเจอร์ ทีพีเอ จำกัด บริษัท เอดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด Asian Assistance (Thailand) Co., Ltd. APRIL Assistance (Thailand) Co., Ltd. International SOS (Thailand) Co., Ltd. Assist International Services Co., Ltd.
Glaucoma Center

Advanced Retinal Eye Care in Thailand | Bangkok Eye Hospital

เจาะลึกเทคโนโลยีในการตรวจจอประสาทตา เทคโนโลยีทางการแพทย์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยและรักษาโรคตาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "การตรวจจอประสาทตา" ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พร้อมมอบการดูแลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ 1. Optical Coherence Tomography (OCT) OCT เปรียบเสมือนการทำ "อัลตราซาวด์" แต่ใช้แสงแทนคลื่นเสียง เพื่อสร้างภาพตัดขวางของจอประสาทตาแบบ 3 มิติ เผยให้เห็นรายละเอียดของชั้นต่างๆ ในจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน ข้อดีของ OCT •         ตรวจพบความผิดปกติได้อย่างละเอียด: แม้ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่แสดงอาการ เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม, โรคเบาหวานขึ้นตา, ต้อหิน, จอประสาทตาหลุดลอก, รูรั่วที่จอประสาทตา •         ไม่ต้องฉีดสี : จึงปลอดภัย แม้แต่กับผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือหญิงตั้งครรภ์ •         ใช้เวลาตรวจไม่นาน : เพียงไม่กี่นาที •         ได้ภาพที่มีความคมชัดสูง : ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ 2. Fundus Photography Fundus Photography คือการถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยกล้องความละเอียดสูง บันทึกภาพสีของจอประสาทตา เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงและประเมินผลการรักษา ข้อดีของ Fundus Photography •         เก็บภาพจอประสาทตา ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพื่อเปรียบเทียบกับผลการตรวจในครั้งต่อไป •         ติดตามอาการของโรค : เช่น เบาหวานขึ้นตา ต้อหิน โรคจอประสาทตาเสื่อม •         ประเมินผลการรักษา : และปรับแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม 3. Fluorescein Angiography Fluorescein Angiography คือการฉีดสีชนิดพิเศษเข้าเส้นเลือด แล้วถ่ายภาพจอประสาทตา เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของหลอดเลือด   ข้อดีของ Fluorescein Angiography วินิจฉัยโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดในจอประสาทตา เช่น เบาหวานขึ้นตา, จอประสาทตาอุดตัน, เนื้องอกในตา ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พร้อมดูแลสุขภาพดวงตาของคุณ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-511-2111

What is the appropriate age for double eyelid surgery?

อายุเท่าไหร่ ถึงทำตาสองชั้นได้ ? หลายคนใฝ่ฝันอยากมีดวงตาคู่สวยคมชัด มีเสน่ห์ การทำศัลยกรรมตาสองชั้นจึงเป็นตัวเลือกยอดนิยม แต่คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ "อายุเท่าไหร่ ถึงจะทำตาสองชั้นได้อย่างปลอดภัย?" ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ขอไขข้อข้องใจนี้ พร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ทำตาสองชั้น...อายุเท่าไหร่ถึงเหมาะสม? โดยทั่วไป จักษุแพทย์มักแนะนำให้ทำศัลยกรรมตาสองชั้นเมื่ออายุ 18 ปีขึ้นไป เพราะโครงสร้างใบหน้าโดยเฉพาะบริเวณดวงตาจะหยุดการเจริญเติบโต ทำให้แพทย์สามารถประเมินรูปทรงดวงตาและออกแบบชั้นตาที่สวยงามได้อย่างแม่นยำ ผลลัพธ์ของการผ่าตัดจึงมีแนวโน้มคงอยู่ยาวนาน   ทำไมต้องรอให้ถึง 18 ปี? โครงสร้างดวงตา : ก่อนอายุ 18 ปี ดวงตายังคงมีการเปลี่ยนแปลง การทำศัลยกรรมในช่วงวัยนี้ อาจทำให้ชั้นตาเปลี่ยนแปลงไปตามการเจริญเติบโต ส่งผลต่อผลลัพธ์ในระยะยาว ความพร้อมทางด้านร่างกาย : ผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มักมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง พร้อมรับการผ่าตัด และมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ   แล้วถ้าอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำได้ไหม? ในบางกรณี จักษุแพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดตาสองชั้นให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เช่น มีปัญหาทางด้านการมองเห็น : หนังตาตกบังการมองเห็น รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน และส่งผลต่อพัฒนาการทางสายตา มีปัญหาชั้นตาผิดปกติ : เช่น ตาสองชั้นข้างเดียว ชั้นตาไม่เท่ากัน ส่งผลต่อบุคลิกภาพ และความมั่นใจ   อายุมาก...ทำตาสองชั้นได้หรือไม่? สำหรับผู้ที่มีอายุมาก ก็สามารถทำศัลยกรรมตาสองชั้นได้ แต่ควรปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง เพื่อประเมินสภาพผิวและปัญหาสุขภาพ รวมถึงพิจารณาการผ่าตัดเสริมอื่นๆ เช่น การยกคิ้ว หรือ การตัดไขมันใต้ตา เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และ แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด   ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ให้บริการศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา โดย จักษุแพทย์เฉพาะทาง มากประสบการณ์ เทคโนโลยีที่ทันสมัย แผลเล็ก ฟื้นตัวไว ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ดูแลตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย วางแผนการรักษา จนถึงหลังการผ่าตัด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 02-511-2111

Corneal Transplant in Bangkok : Best Surgeons & Hospitals

สาเหตุและความจำเป็นของการปลูกถ่ายกระจกตา การปลูกถ่ายกระจกตา คือ การผ่าตัดนำกระจกตาที่เสียหายออก แล้วแทนที่ด้วยกระจกตาของผู้บริจาค ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระจกตาอย่างรุนแรง สาเหตุที่ทำให้กระจกตาเสียหาย กระจกตาเปรียบเสมือนหน้าต่างใสที่อยู่ด้านหน้าของดวงตา ทำหน้าที่รับแสงและโฟกัสภาพไปยังเลนส์ตา หากกระจกตาเกิดความเสียหาย ก็จะส่งผลต่อการมองเห็น โดยสาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม: เช่น โรคกระจกตาโค้งผิดปกติ (Keratoconus) โรค Fuchs' dystrophy การติดเชื้อ: เช่น แผลติดเชื้อที่กระจกตา เริมที่ตา การบาดเจ็บ: เช่น อุบัติเหตุ สารเคมีเข้าตา ภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ: เช่น ต้อหิน โรคเบาหวานขึ้นตา ภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดตา: เช่น การผ่าตัดต้อกระจก การผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติ ความจำเป็นของการปลูกถ่ายกระจกตา เมื่อกระจกตาเสียหาย การมองเห็นจะพร่ามัวลง อาจมีอาการปวดตา เคืองตา มองเห็นแสงซ้อน หรือเห็นภาพบิดเบี้ยว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และคุณภาพชีวิต การปลูกถ่ายกระจกตาจึงเป็นทางเลือกในการรักษา เพื่อ ฟื้นฟูการมองเห็น: ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดเจนขึ้น ลดอาการปวดตา และระคายเคืองตา: ช่วยบรรเทาอาการไม่สบายตา ป้องกันภาวะแทรกซ้อน: เช่น การติดเชื้อ การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ปรับปรุงคุณภาพชีวิต: ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตาม การปลูกถ่ายกระจกตา ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับทุกคน แพทย์จะพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น ความรุนแรงของโรค สุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย และความเสี่ยงในการผ่าตัด หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับกระจกตา ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจรวมถึงการใช้ยา การใส่คอนแทคเลนส์ หรือการผ่าตัด ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย พร้อมให้บริการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคกระจกตาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลหลังการรักษา

MNM Earn Test

Laser Vision LASIK Centre

สรุปทำเลสิกแบบไหนดีที่สุด Latest Updates 2024

สรุปทำเลสิกแบบไหนดีที่สุด Latest Updates 2024   หลายท่านกำลังมองหาเทคนิคการทำเลสิกที่ดีและมีประสิทธิภาพในปี 2024 นี้ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเลือกทำเลสิกวิธีไหนดี เพราะมีวิธีการทำเลสิกมากมายหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบก็มีวิธีการผ่าตัด ระยะเวลาพักฟื้น ราคา และความเหมาะสมที่แตกต่างกันออกไป โดยทางเลือกที่ดีที่สุด คือ เราขอแนะนำให้คุณเข้าไปทำการประเมินดวงตาก่อนการผ่าตัดกับจักษุแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินหาวิธีการทำเลสิกที่เหมาะสมกับตัวคุณที่สุด    แต่ในแง่ของเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ เราขอแนะนำการผ่าตัดทำเลสิกที่ทันสมัยที่สุดในปี 2024 ซึ่งเป็นการผ่าตัดรักษาสายตาแบบแผลเล็ก ด้วยการผ่าตัดไร้ใบมีด โดยการใช้ Femtosecond Laser ที่ใช้เวลาผ่าตัดน้อยกว่า แผลหายเร็วกว่า มีความปลอดภัยสูงกว่า ที่สำคัญให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย มาดูกันว่าการทำการทำเลสิกรักษาสายตาแบบแผลเล็ก คืออะไร และมีเทคโนโลยีการรักษาสายตาแบบแผลเล็กตัวไหนบ้างที่น่าสนใจ   การทำเลสิก รักษาสายตาแบบแผลเล็กคืออะไร เทคโนโลยีการทำเลสิกแบบแผลเล็กหรือ SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) เป็นหนึ่งในเทคนิคการผ่าตัดเลสิกเพื่อรักษาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อลดการทำลายเนื้อเยื่อของกระจกตาและให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในด้านการฟื้นตัว โดยการใช้ Femtosecond Laser เพื่อที่จะแยกชั้นกระจกตา และปรับโค้งกระจกตาตามค่าสายตาในคราวเดียวกัน แล้วจึงนำเนื้อกระจกตาส่วนเกินออกผ่านช่องขนาดเล็ก ปรับเปลี่ยนความโค้งกระจกตา โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ซึ่งมีข้อดีเยอะมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นผลข้างเคียงหลังจากผ่าตัดที่จะทำให้ตาแห้งน้อยลง กระจกตาแข็งแรงมากกว่าการทำเลสิกแบบอื่น ๆ  และปัญหาเรื่องเห็นแสงกระจายกลางคืนที่น้อยลง โดยการทำเลสิกแบบแผลเล็กหรือ SMILE ยังมีเทคโนโลยีแบบเฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย   เปรียบเทียบเทคโนโลยีการรักษาสายตา NanoRelex® นวัตกรรมใหม่ล่าสุดในการผ่าตัดแผลเล็กที่นำเข้าโดยเลเซอร์วิชั่น ศูนย์เลสิกชั้นนำฯ ในประเทศไทย โดยเลเซอร์วิชั่น ถือเป็นผู้บุกเบิก NanoRelex® แห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นนิวเจเนอเรชั่นของรีเล็กซ์ ซึ่งคิดค้นขึ้นมาเพื่อรักษาสายตาสั้น เอียง และสายตายาว เป็นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงของ Femtosecond Laser ที่มีความแม่นยำสูง ในการปรับแต่งเนื้อเยื่อภายในชั้น Stroma ของกระจกตา ด้วยการคำนวณชิ้นเนื้อกระจกตา เป็นรูป 3 มิติ ที่เรียกว่า Lenticule ตามค่าสายตาของแต่ละบุคคล แล้วทำการนำ Lenticule ออกผ่านทางแผลขนาดเล็กประมาณ 2-3 มิลลิเมตร นอกจากนี้ ยังมีการนำระบบ AI เข้ามาใช้เพื่อวิเคราะห์การรักษา วิเคราะห์ปัญหาสายตา โดยเพิ่มความปลอดภัยของคนไข้ด้วยกล้อง OCT Scan ระหว่างการผ่าตัดทำให้ศัลยแพทย์สามารถเห็นชั้นกระจกตาได้แบบ Real-time   โดยมีจุดเด่นคือใช้ระยะเวลาผ่าตัดน้อย แผลมีขนาดเล็ก คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด และหลังทำผ่าตัดจะเคืองตาน้อยกว่าวิธีอื่น สามารถแก้ไขสายตาสั้น เอียงได้มากขึ้น โดยที่ยังคงความแข็งแรง ของกระจกตาอยู่ เนื่องจากการผ่าตัดมีแผลเล็ก ทำให้แผลหลังผ่าตัดหายเร็วขึ้น ลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงต่างๆ เช่น การติดเชื้อหลังผ่าตัด อาการ ตาแห้ง และให้ผลการรักษาที่แม่นยำรวมถึงลดผลกระทบ เช่น ตาแห้ง แสงกระจายในที่มืด และการมองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย ให้น้อยลงอีกด้วย   ReLEx SMILE Pro เป็นการพัฒนาจากการรักษา ReLEx SMILE แบบปกติ โดยใช้ระยะเวลาการยิงเลเซอร์ เพียง 8-10 วินาที มีความเร็วมากกว่า ReLEx SMILE ถึง 3 เท่า ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด และเพิ่มความสบายตาของคนไข้ในขณะการผ่าตัด เป็นการผ่าตัดไร้ใบมีด ใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน โดยใช้ Visumax 800 Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาให้เป็นเลนส์ในเนื้อกระจกตา (Lenticule) เพื่อปรับความโค้งของกระจกตา ให้เหมาะสมกับค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข โดยไม่ทำลายผิวกระจกตาชั้นนอกสุด   ข้อดี คือ มีความแม่นยำสูง ความโค้งกระจกตายังคงแข็งแรงแม้ผ่านการผ่าตัดแล้ว เกิดผลข้างเคียงเช่นตาแห้ง แสงกระจายในที่มืด และการมองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อยน้อยลง พักฟื้นเพียงระยะสั้นก็กลับมาใช้สายตาได้ปกติ   Smart Sight เทคโนโลยี SmartSight เป็นการใช้ SCHWIND ATOS Femtosecond Laser โดยบริษัท SCHWIND eye-tech-solutions GmbH จากประเทศเยอรมนี เป็นการผ่าตัดรักษาสายตาแผลเล็กเช่นเดียวกัน โดยเป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกพัฒนาต่อยอดจากการผ่าตัดแบบ ReLEx โดยการเสริมให้มีระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาช่วยควบคุมและคำนวณการแยกชั้นกระจกตาให้เป็นเลนส์ รวมถึงมีระบบการจดจำรูม่านตา ติดตามการเคลื่อนไหวและการหมุนของดวงตา ก่อนทำการผ่าตัดและขณะทำการผ่าตัด   การผ่าตัดใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน เป็นการผ่าตัดไร้ใบมีด จึงทำให้ไม่รู้สึกเจ็บในขณะผ่าตัด ระคายเคืองตาน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ระยะพักฟื้นสั้น สามารถกลับมาใช้สายตาได้เร็ว โอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการตาแห้ง, แสงกระจายในที่มืด, ความไม่คมชัดในที่แสงน้อย ก็น้อยกว่าการรักษาด้วยเลเซอร์ประเภทอื่นๆ เนื่องจากไม่มีการเปิดชั้นกระจกตา แถมยังลดโอกาสเติมเลเซอร์น้อยกว่าการผ่าตัดประเภทอื่น ๆ เนื่องจากผลการวิเคราะห์และการรักษาที่ให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ ที่สำคัญคือ การรักษาความโค้งกระจกตาหลังการรักษา ให้มีความใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด   การรักษาแบบไหนเหมาะสมกับตัวเรากันแน่? การรักษาค่าสายตาผิดปกติที่ดีที่สุด คือ การเลือกแนวทางในการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเหมาะสมกับดวงตาของเรามากที่สุด โดยการทำเลสิกแบบแผลผ่าตัดเล็กเป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ทรงประสิทธิภาพมากในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำในการประเมินและการผ่าตัด รวมไปถึงการลดความเสี่ยงและผลข้างเคียงในหลายด้าน โดยเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาค่าสายตาผิดปกติแบบแผลเล็กไม่ว่าจะเป็น NanoRelex®, ReLEx SMILE Pro หรือ Smart Sight ต่างมีประสิทธิภาพในการรักษาที่ยอดเยี่ยมไม่ต่างกัน    ดังนั้นคุณจึงควรพิจารณาความเหมาะสมอื่น ๆ ที่เหมาะกับตัวคุณเอง เช่น สถานที่ตั้งของสถานพยาบาลที่ใกล้บ้าน ราคาที่เหมาะสม โปรโมชั่น การให้บริการในระหว่างการดูแลรักษาและการดูแลหลังผ่าตัดเสร็จ และที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด คือ ความปลอดภัยของสถานพยาบาลที่คุณตัดสินใจใช้บริการ ที่ต้องมีความเป็นมืออาชีพ ให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างแท้จริง และการให้บริการที่มีมาตรฐานสากลรองรับในเรื่องของความปลอดภัยทางการแพทย์   ศูนย์รักษาสายตา ศูนย์เลสิกชั้นนำของไทยที่ Laser Vision ศูนย์รักษาสายตานานาชาติ เลเซอร์วิชั่น เป็นศูนย์รักษาสายตาผิดปกติ ที่มีครบทุกทางเลือก โดยมุ่งเน้นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการบริการที่ประทับใจ โดยมีนวัตกรรม NanoRelex® การผ่าด้วยแผลเล็กด้วยเลเซอร์ ที่เป็นเอกสิทธิ์ในไทยเฉพาะที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ของเครื่อง Femtosecond Laser ที่ใช้พลังงาน น้อยลงระดับนาโนจูลย์ ทำให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด และหลังทำผ่าตัดจะเคืองตาน้อยกว่าวิธีอื่น ทั้งยังนำนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่าง AI เข้ามาใช้เพื่อวิเคราะห์การรักษา วิเคราะห์ปัญหาสายตา โดยเพิ่มความปลอดภัยของคนไข้ด้วยกล้อง OCT Scan ระหว่างการผ่าตัดทำให้ศัลยแพทย์สามารถเห็นชั้นกระจกตาได้แบบ Real-time สามารถแก้ไขสายตาสั้น เอียงได้มากขึ้น โดยที่ยังคงความแข็งแรง ของกระจกตาอยู่ ช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องตาแห้งและผลข้างเคียงอื่น ๆ หลังผ่าตัด และใช้เวลาพักฟื้นน้อยมาก ให้คุณใช้ชีวิตเป็นปกติได้เร็วขึ้น   โดยศูนย์เลสิก Laser Vision มีประสบการณ์มากกว่า 25 ปี ในการรักษาสายตา สั้น ยาว เอียง และ อื่น ๆ อีกมากมาย ด้วยทีมแพทย์ที่นำทีมโดยรศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ซึ่งเป็นแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการแก้ไขสายตาผิดปกติเลสิก (LASIK) ที่มีประสบการณ์อย่างสูงมาตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี เราจึงเป็นศูนย์ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศว่าเป็นศูนย์ที่มีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ในการให้บริการรักษาสายตาผิดปกติ และยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของสถานที่สะดวกสบาย และพนักงานที่ให้บริการอย่างมืออาชีพ ให้คุณสามารถไว้วางใจฝากฝังดวงตาที่มีเพียงคู่เดียวของคุณไว้ในมือเราได้อย่างไร้กังวล
calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ : +662 511 2111