มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

จอประสาทตาลอกคืออะไร มีอาการอย่างไร พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

จอประสาทตาลอกคือภาวะที่จอประสาทตาหลุดออกจากพื้นผิวตา อาจเกิดจากการฉีกขาดหรือการดึงรั้งของเนื้อจอประสาท ทำให้มองเห็นเบลอหรือเห็นเป็นแสงวูบวาบ อาการของจอประสาทตาลอก ได้แก่ การมองเห็นเบลอ เห็นแสงวูบวาบหรือแสงแฟลช และอาจสูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือมองเห็นภาพซ้อน การรักษาจอประสาทตาลอก ทำได้โดยการใช้แสงเลเซอร์ การฉีดแก๊สในตา และการผ่าตัด ส่วนการป้องกันทำได้โดยการสวมแว่นกันแดดหรืออุปกรณ์ป้องกันดวงตา การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ และการควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิต การรักษาจอประสาทตาลอกที่ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) รักษาด้วยจักษุแพทย์พร้อมเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทันสมัย   จอประสาทตาลอกเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรได้ มาทำความเข้าใจถึงสาเหตุ รวมถึงแนวทางป้องกันที่เหมาะสมได้ในบทความนี้     จอประสาทตาลอก คือภาวะอะไร จอประสาทตาลอก (Retinal Detachment) หรือจอตาลอก คือภาวะที่เนื้อเยื่อบริเวณด้านหลังลูกตาแยกตัวออกจากผนังที่มีหลอดเลือดมาเลี้ยง ทำให้จอตาขาดสารอาหารและออกซิเจนไปหล่อเลี้ยง เซลล์จอประสาทตาทำงานผิดปกติในการแปลงแสงเป็นสัญญาณประสาทเพื่อส่งต่อไปยังสมอง หากไม่ได้รับการรักษา เซลล์ประสาทอาจเสื่อมและตาย จนทำให้การมองเห็นลดลงอย่างถาวรและไม่สามารถฟื้นฟูได้ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจอประสาทตาลอกแบ่งได้ 3 แบบ คือ 1. จอประสาทตาลอกแบบมีรูฉีกขาด (Rhegmatogenous Retinal Detachment) จอตาลอกที่พบได้บ่อยที่สุดคือภาวะที่เกิดจากการฉีกขาดของจอตา ส่งผลให้ของเหลวจากวุ้นตาแทรกซึมเข้าไปใต้จอตา จนทำให้เกิดการแยกตัวของจอประสาทตาออกจากผนังด้านหลังลูกตา ภาวะนี้จัดเป็นชนิดที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องจากหากปล่อยไว้ อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร 2. จอประสาทตาลอกแบบเกิดจากพังผืดดึงรั้ง (Tractional Retinal Detachment)  จอประสาทตาลอกแบบเกิดจากพังผืดดึงรั้ง ทำให้จอประสาทตาหลุดลอกจากผนังลูกตาด้านหลัง เป็นภาวะที่พบได้น้อย โดยมักเกิดในผู้ป่วยเบาหวานขึ้นจอตาระยะท้าย ซึ่งมีเส้นเลือดงอกผิดปกติร่วมกับเลือดออกในวุ้นตา  นอกจากนี้ ยังอาจพบในผู้ที่มีการอักเสบอย่างรุนแรงของวุ้นตาหรือจอตาจนเกิดชั้นพังผืด หรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงทางดวงตา เช่น ลูกตาแตกหรือทะลุ ภาวะนี้ต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเนื่องจากมีความซับซ้อนและอาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อการมองเห็น 3. จอประสาทตาลอกแบบสารน้ำรั่วขังใต้จอตา (Exudative Retinal Detachment) ภาวะจอประสาทตาลอกจากการรั่วของหลอดเลือดเกิดจากของเหลวสะสมบริเวณหลังดวงตาโดยไม่มีการฉีกขาดของจอตา สาเหตุหลักมักมาจากการอักเสบหรือตุ่มเนื้องอกในดวงตา ส่งผลให้เกิดอาการบวมและอาจกระทบต่อการมองเห็น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม     อาการของจอประสาทตาลอกเป็นอย่างไร หากมีอาการที่บ่งบอกว่าเป็นจอประสาทตาหลุดลอก ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาโดยทันที อาการที่พบได้บ่อยคือ การมองเห็นผิดปกติ เกิดขึ้นโดยไม่มีอาการปวดตา ตาแดง หรือมีน้ำตาไหลออกมา การมองเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชถ่ายรูปในขณะที่หลับตาหรืออยู่ในที่มืด การมองเห็นจุดดำหรือเส้นสีดำคล้ายเงาหยากไย่ลอยไปมาภายในลูกตา โดยเฉพาะหากมองไปในพื้นที่ที่สว่าง เช่น ขณะมองท้องฟ้าใส หรือผนังสีขาว ตามัวร่วมกับอาการเหมือนมีหมอกบังสายตา หรือเห็นภาพคล้ายม่าน เป็นคลื่นๆ หรือคดงอ หากปล่อยให้จอประสาทตาลอกเป็นอยู่นานๆ ผู้ป่วยอาจเริ่มมองเห็นเงาที่ขอบลานสายตา ซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้นจนเต็มลานสายตาภายในไม่กี่วัน ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เป็นจอประสาทตาลอก  จอประสาทตาลอกเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่บางครั้งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มักเกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ อายุมากขึ้น น้ำวุ้นตาจะเสื่อมและหดตัว ทำให้เกิดการดึงรั้งจอประสาทตาจนฉีกขาด ซึ่งมักพบในผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป พันธุกรรม เช่น คนในครอบครัวมีประวัติเคยเป็นจอตาลอก เคยมีจอประสาทตาลอกในดวงตาข้างหนึ่ง การติดเชื้อหรืออักเสบในลูกตา สายตาสั้นมาก อุบัติเหตุรุนแรงกระทบกระเทือนดวงตา โรคทางตา เช่น ม่านตาอักเสบ หรือจอประสาทตาบางผิดปกติ ผ่าตัดตา เช่น ต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ เนื้องอกหรือมะเร็งในลูกตา     กลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นจอประสาทตาลอก นอกจากปัจจัยเสี่ยงแล้ว ยังมีกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดจอประสาทตาลอก ได้แก่ กลุ่มผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน กลุ่มผู้ที่ละเลยการรักษาสุขอนามัยความสะอาดของดวงตา กลุ่มผู้ที่ทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของดวงตาเป็นประจำ เช่น การเล่นกีฬา การขับรถโต้ลม ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมีหรือเครื่องจักรโดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา     การวินิจฉัยจอประสาทตาลอก การวินิจฉัยจอประสาทตาลอกที่แม่นยำ ทำได้ดังนี้ การตรวจจอประสาทตา แพทย์จะตรวจสอบตาทั้งสองข้างอย่างละเอียด รวมถึงรูม่านตาและสังเกตรอยฉีกขาดหรือการลอกตัวของจอประสาทตา การถ่ายภาพอัลตราซาวนด์ แพทย์อาจใช้การทดสอบนี้หากมีเลือดออกในตา เพื่อประเมินเพิ่มเติม     วิธีการรักษาจอประสาทตาลอก มีอะไรบ้าง  การรักษาจอประสาทตาลอกมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ ได้แก่ การยิงเลเซอร์ (Argon Laser Photocoagulation) การฉายแสงเลเซอร์เพื่อรักษาจอประสาทตาลอกจะมุ่งเน้นไปที่บริเวณที่มีรอยฉีกขาดของจอประสาทตา โดยแพทย์จะใช้เลเซอร์เพื่อทำให้เกิดแผลเป็นเล็กๆ รอบรอยฉีกขาด ซึ่งช่วยยึดจอประสาทตาให้อยู่ที่เดิม กระบวนการนี้เริ่มจากการหยอดยาหยอดตาเพื่อขยายรูม่านตา ก่อนจะใช้เลเซอร์ฉายผ่านรูม่านตา เมื่อเสร็จสิ้นการรักษา แพทย์จะให้ยาหยอดตาเพื่อลดอาการบวมและให้คำแนะนำการดูแลหลังการรักษา การฉีดฟองแก๊ส (Pneumatic Retinopexy) การรักษาจอประสาทตาลอกด้วยการฉีดแก๊สเข้าสู่วุ้นตาจะใช้เพื่อดันจอประสาทตากลับสู่ตำแหน่งเดิม โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฉีกขาดของจอประสาทตา (Rhegmatogenous Retinal Detachment) แก๊สที่ฉีดเข้าไปจะลอยขึ้นไปช่วยดันจอประสาทตาที่หลุดลอก หากการฉีกขาดอยู่บริเวณด้านบนของตา ผู้ป่วยจะต้องอยู่ในท่าคว่ำหรือตะแคงหลังการฉีด เพื่อให้แก๊สลอยขึ้นไปในตำแหน่งที่ต้องการ การรักษานี้อาจต้องใช้ร่วมกับการใช้เลเซอร์ โดยแพทย์จะยิงเลเซอร์รอบบริเวณที่เกิดการฉีกขาด เพื่อช่วยยึดจอประสาทให้อยู่ที่เดิม และค่อยๆ ลดปริมาณแก๊สเมื่อจอประสาทตาเริ่มติดกัน การจี้ด้วยความเย็น (Cryopexy) การใช้เครื่องมือขนาดเล็กที่มีอุณหภูมิเย็นในการรักษาจอประสาทตาลอกนั้นจะช่วยให้เกิดแผลเป็นบริเวณรอบๆ รอยฉีกขาดในจอประสาทตา ช่วยยึดจอประสาทให้อยู่ที่เดิม เครื่องมือนี้จะถูกนำไปแตะที่ตาขาวใกล้กับรอยฉีกขาดที่ตรวจพบ หลังจากนั้นแพทย์จะหยอดยาป้องกันอาการบวมและให้คำแนะนำวิธีการดูแลหลังการรักษา การผ่าตัดจอประสาทตาลอก การผ่าตัดรักษาจอประสาทตาลอกทำได้ 2 วิธีดังนี้ ผ่าตัดด้วยการใช้วัสดุหนุนตาขาว (Scleral Buckle) เช่น ยางหรือฟองน้ำซิลิโคน หนุนที่ตาขาวเพื่อดันจอประสาทกลับที่เดิม โดยที่วัสดุไม่ปรากฏภายนอกตาและไม่จำเป็นต้องจัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในท่าคว่ำหน้า ผ่าตัดวุ้นตาและซ่อมจอตาภายในลูกตาโดยตรง (Pars Plana Vitrectomy – PPV) เทคนิคนี้ใช้ในกรณีจอประสาทตาลอกจากพังผืดดึงรั้ง โดยจะใช้เครื่องมือผ่านตาขาวตำแหน่ง Pars Plana เพื่อดึงน้ำวุ้นตาและตัดพังผืดที่ดึงจอประสาทตาออก ก่อนใช้วิธีอื่นๆ ช่วยให้จอประสาทกลับที่เดิม แนวทางในการป้องกันจอประสาทตาลอก การป้องกันเพื่อชะลอการเกิดจอประสาทตาลอก ทำได้หลายวิธีดังนี้ สวมอุปกรณ์ปกป้องดวงตาเมื่อทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ เช่น การเล่นกีฬา หรือทำงานกับเครื่องจักร เข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียดประจำปี หากพบอาการคล้ายจอประสาทตาลอก ควรเข้าพบแพทย์โดยเร็ว ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิตให้เหมาะสมสำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ดูแลความสะอาดของดวงตาเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อหรืออักเสบ สรุป จอประสาทตาลอกเกิดขึ้นเมื่อจอประสาทตาหลุดออกจากพื้นผิวตา ซึ่งอาจเกิดจากการฉีกขาดหรือการดึงรั้งของเนื้อจอประสาท ส่งผลให้มองเห็นเบลอหรือเห็นแสงวูบวาบ หากไม่รักษาอาจนำไปสู่การตาบอด ปัจจัยเสี่ยงประกอบด้วยอายุที่มากขึ้น ประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ สายตาสั้นมาก การบาดเจ็บที่ตา การผ่าตัดตาก่อนหน้า และโรคเบาหวาน การรักษามีหลายวิธี เช่น การใช้แสงเลเซอร์ การฉีดแก๊สในตา และการผ่าตัด ส่วนการป้องกันทำได้โดยการสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาในกิจกรรมเสี่ยง การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิต รวมถึงการดูแลความสะอาดของดวงตา หากคุณมีอาการจอประสาทตาลอก มารับการรักษาได้ที่ ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่ให้บริการดูแลและรักษาโรคจอประสาทตาโดยเฉพาะ พร้อมทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ในการรักษาและฟื้นฟูอาการเกี่ยวกับดวงตา

เข้าใจในเรื่องกระจกตาอักเสบว่าเกิดจากอะไร พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

กระจกตาอักเสบ คือภาวะที่กระจกตาเกิดการอักเสบ ทำให้ตาแดง ปวดตา มองเห็นไม่ชัด หรือรู้สึกระคายเคือง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา การบาดเจ็บที่ดวงตา หรือใช้คอนแท็กต์เลนส์ไม่ถูกวิธี ปัจจัยที่ทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ได้แก่ การใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก บาดเจ็บที่ดวงตา และติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อม  รักษากระจกตาอักเสบได้ด้วยยาหยอดตาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาต้านเชื้อรา และป้องกันได้โดยการเก็บรักษาคอนแท็กต์เลนส์ให้ถูกต้อง ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก มารักษากระจกตาอักเสบที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีจักษุแพทย์คอยดูแลและเทคโนโลยีทันสมัยในการรักษา   มาทำความรู้จักสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระจกตาอักเสบ รวมถึงวิธีการรักษาและป้องกันที่เหมาะสมเพื่อดูแลสุขภาพดวงตาให้ปลอดภัยจากการอักเสบ หาคำตอบได้ในบทความนี้เลย     ภาวะกระจกตาอักเสบ คืออะไร? กระจกตาอักเสบ (Keratitis) คือการอักเสบของกระจกตาที่อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อ โดยภาวะกระจกตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนภาวะที่ไม่เกิดจากการติดเชื้ออาจเกิดจากการบาดเจ็บที่กระจกตา     กระจกตาอักเสบ เกิดจากอะไรได้บ้าง สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะกระจกตาอักเสบทั้งจากการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ได้แก่ กระจกตาอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อ เชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในการเกิดกระจกตาอักเสบ มักเกิดจากการสะสมของฝุ่นและสิ่งสกปรกในตา เชื้อไวรัส เช่น ไวรัสโรคงูสวัด หรือเริม โดยภาวะกระจกตาอักเสบจากเริมมักเกิดขึ้นซ้ำได้ เชื้อรา สามารถทำให้กระจกตาอักเสบได้ในบางกรณี เชื้อปรสิต เช่น เชื้ออะแคนทามีบา ซึ่งมักพบในผู้ที่ใส่คอนแท็กต์เลนส์ขณะว่ายน้ำ กระจกตาอักเสบ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาจากการผ่าตัด อุบัติเหตุ หรือการข่วนกระจกตา การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป อาจทำให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบที่กระจกตา มีสิ่งแปลกปลอมในดวงตา เช่น ฝุ่น หรือเศษวัสดุที่อาจทำให้กระจกตาอักเสบ ดวงตาสัมผัสกับรังสียูวีมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายและอักเสบที่กระจกตา ความผิดปกติของเปลือกตา เช่น เปลือกตาบิดเข้า หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (เช่น SLE กลุ่มอาการโจเกรน และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์) ซึ่งมักมีอาการตาแห้งร่วมด้วย  ภาวะขาดวิตามินเอ ที่อาจทำให้กระจกตาเสียหายและเกิดอาการอักเสบ     สังเกตอาการของกระจกตาอักเสบ  มาดูกันว่าอาการใดบ้างที่อาจบ่งบอกได้ว่าเป็นภาวะกระจกตาอักเสบ โดยอาการที่สังเกตได้และควรระวังมีดังนี้ ตาแดงและปวดตา น้ำตาไหลและมีขี้ตา ลืมตาไม่ขึ้นเพราะรู้สึกปวดหรือระคายเคืองตา มองเห็นไม่ชัดหรือการมองเห็นลดลง ตาแพ้แสง ระคายเคืองตาเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในดวงตา     ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดกระจกตาอักเสบ  ปัจจัยหลายๆ อย่างสามารถเพิ่มโอกาสในการเกิดกระจกตาอักเสบได้ง่ายขึ้น ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมการดูแลดวงตาและสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้แก่ คอนแท็กต์เลนส์ การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไปอาจทำให้ดวงตามีโอกาสได้รับบาดเจ็บและติดเชื้อได้ง่าย อีกทั้งการทำความสะอาดหรือฆ่าเชื้อคอนแท็กต์เลนส์ที่ผิดวิธีหรือไม่สะอาดพอก็เพิ่มความเสี่ยงได้ นอกจากนี้การใส่คอนแท็กต์เลนส์ขณะอยู่ในสระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติยังเป็นสาเหตุของกระจกตาอักเสบจากเชื้ออะแคนทามีบาได้อีกด้วย ภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง ร่างกายจะป้องกันการติดเชื้อได้น้อยลง สาเหตุของภูมิคุ้มกันต่ำมีหลากหลาย เช่น จากโรคภูมิแพ้หรือการใช้ยากดภูมิ ระบบป้องกันตามธรรมชาติของดวงตาจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้เชื้อโรคที่เข้ามายังกระจกตาทำลายเนื้อเยื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดกระจกตาอักเสบได้ กลุ่มยาสเตียรอยด์ การใช้ยาสเตียรอยด์นานๆ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องได้ ส่งผลให้ดวงตาป้องกันเชื้อโรคได้ยากขึ้น เชื้อโรคเข้ามายังกระจกตาจะทำลายเนื้อเยื่อกระจกตาได้ง่ายขึ้น จึงอาจทำให้กระจกตาอักเสบ บวมหรือติดเชื้อในกระจกตาได้นั่นเอง ดวงตาบาดเจ็บ ดวงตาบาดเจ็บรวมถึงการบาดเจ็บจากการผ่าตัดทำให้กระจกตาอักเสบได้ เนื่องจากเมื่อกระจกตาถูกทำลายหรือมีบาดแผล เชื้อโรคจากภายนอกอาจเข้าสู่กระจกตาได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดการติดเชื้อ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดกระจกตาอักเสบมากขึ้น อาการของกระจกตาอักเสบ ที่ควรพบแพทย์ หากมีอาการปวดตาบ่อยๆ ร่วมกับอาการตาแดง ตาบวม ลืมตาไม่ขึ้น หรือมองเห็นไม่ชัด อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจเป็นภาวะกระจกตาอักเสบได้ แนะนำผู้ป่วยควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะการได้รับการรักษาที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรง หากการรักษาล่าช้าอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและมีผลต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ วิธีการตรวจหรือวินิจฉัยกระจกตาอักเสบ  มี 2 วิธีที่แม่นยำที่ช่วยให้การตรวจหาสาเหตุและการรักษาของกระจกตาอักเสบมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ Slit-Lamp ใช้สีฟลูออเรสซีนแต้มบนดวงตาเพื่อช่วยให้แพทย์มองเห็นความผิดปกติที่กระจกตาชัดเจนขึ้น การตรวจในห้องปฏิบัติการ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างน้ำตา ขี้ตา หรือเซลล์กระจกตาส่งไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของการอักเสบ วิธีรักษาภาวะกระจกตาอักเสบ  วิธีรักษาภาวะกระจกตาอักเสบทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะกระจกตาอักเสบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ กระจกตาอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ วิธีรักษาจะเน้นที่การบรรเทาอาการ โดยใช้น้ำตาเทียมช่วยให้ความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง กระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ใช้ยาหยอดตาปฏิชีวนะ โดยอาจหยอดวันละ 4 ครั้ง หรือบ่อยถึงทุก 30 นาทีในชั่วโมงแรกๆ และบางกรณีอาจต้องรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วย กระจกตาอักเสบจากเชื้อไวรัส ใช้ยาหยอดตาหรือยารับประทานต้านเชื้อไวรัสมีประสิทธิภาพในการรักษากระจกตาอักเสบจากเชื้อไวรัส นอกจากนี้การใช้น้ำตาเทียมยังช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา กระจกตาอักเสบจากเชื้อรา ใช้ยาต้านเชื้อราหยอดตา ร่วมกับการรับประทานยาต้านเชื้อราควบคู่กันในบางราย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและลดความรุนแรงของการติดเชื้อ กระจกตาอักเสบจากเชื้ออะแคนทามีบา (Acanthamoeba) ใช้ยาหยอดตาต้านเชื้อปรสิต ซึ่งเชื้ออะแคนทามีบามักตอบสนองช้าและทนทานต่อยา จึงต้องใช้เวลานานในการรักษา     แนวทางป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดกระจกตาอักเสบ วิธีป้องกันไม่ให้เกิดกระจกตาอักเสบอย่างง่ายคือการดูแลและใช้งานคอนแท็กต์เลนส์อย่างถูกต้องทำได้ดังนี้ ถอดคอนแท็กต์เลนส์ก่อนเข้านอน ล้างมือและเช็ดมือให้แห้งก่อนสัมผัสคอนแท็กต์เลนส์ ดูแลเก็บรักษาตามคู่มือ ใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อที่เหมาะสำหรับประเภทของคอนแท็กต์เลนส์ เปลี่ยนคอนแท็กต์เลนส์ใหม่เมื่อหมดอายุ เปลี่ยนตลับเก็บทุก 3-6 เดือน ทิ้งน้ำยาแช่คอนแท็กต์เลนส์ในตลับทุกครั้งหลังทำความสะอาดเลนส์ หลีกเลี่ยงการใส่คอนแท็กต์เลนส์ในตอนว่ายน้ำ การป้องกันเชื้อไวรัสจากกระจกตาอักเสบไม่ให้แพร่กระจาย อีกวิธีในการป้องกันกระจกตาอักเสบ คือการลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส แม้ว่าไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไวรัสในกระจกตาได้ทั้งหมด แต่การทำตามข้อแนะนำนี้จะช่วยลดความเสี่ยงได้ เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตา เปลือกตา หรือผิวหนังรอบดวงตาขณะเป็นโรคเริม ยกเว้นจะล้างมือทำความสะอาดอย่างหมดจด ใช้ยาหยอดตาตามคำแนะนำของจักษุแพทย์เท่านั้น ล้างมือบ่อยๆ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส   สรุป กระจกตาอักเสบคือภาวะที่กระจกตาเกิดการอักเสบ ทำให้ตาแดง บวม ปวดตา มองเห็นไม่ชัด หรือรู้สึกระคายเคือง มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือการบาดเจ็บที่ดวงตา โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่ที่ทำให้เกิดกระจกตาอักเสบ ได้แก่ การใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ การสัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก การบาดเจ็บที่ดวงตา และการติดเชื้อ วิธีรักษากระจกตาอักเสบทำได้ด้วยยาหยอดตาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส หรือยาต้านเชื้อรา ส่วนการป้องกันควรดูแลคอนแท็กต์เลนส์ให้ถูกต้อง ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาด้วยมือสกปรก หากสงสัยว่าเป็นกระจกตาอักเสบ สามารถเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาที่ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่พร้อมดูแลด้วยความชำนาญและเทคโนโลยีทันสมัย

รู้จักอาการและปัจจัยเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อม พร้อมวิธีการดูแลรักษา

จอประสาทตาเสื่อม คือโรคที่มักพบในผู้สูงอายุ ทำให้การมองเห็นส่วนกลางเสื่อมลงจากการเสื่อมสภาพของจอประสาทตา  จอประสาทตาเสื่อมทำให้มีอาการมองเห็นเป็นภาพเบลอ มองเห็นเป็นจุดดำๆ หรือมองเห็นเป็นแสงจ้า วิธีรักษาจอประสาทตาเสื่อม ได้แก่ การฉีดยา เลเซอร์ และการผ่าตัด ส่วนการป้องกันควรรักษาสุขภาพตา โดยการไม่สูบบุหรี่ ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพตาปีละครั้ง การรักษาจอประสาทตาเสื่อมที่ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการครบวงจรโดยจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและการดูแลแบบเฉพาะบุคคล   จอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่มักพบในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น ทำให้มองเห็นไม่ชัด มองเห็นเป็นจุดดำ และมองเห็นเป็นแสงจ้า มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อมเพื่อดูแลสุขภาพตาและลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต บทความนี้ได้รวบรวมไว้ให้แล้ว     โรคจอประสาทตาเสื่อม คืออะไร จอประสาทตาเสื่อม (AMD) เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น โดยโรคนี้เกิดจากความเสื่อมสภาพของร่างกายโดยเฉพาะที่จอประสาทตา ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ ขณะที่การมองเห็นขอบภาพยังคงปกติ    โรคนี้เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ในจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ทำให้การมองเห็นส่วนกลางค่อยๆ เสื่อมไป อาจเริ่มจากภาพตรงกลางที่ไม่ชัดเจน ภาพบิดเบี้ยว หรือสีผิดเพี้ยน จนกระทั่งไม่สามารถมองเห็นภาพตรงกลางได้ในที่สุด โดยจอประสาทตาเสื่อมสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้ 1. จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD) รูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด ประมาณ 80-90% เกิดจากการสะสมของเสียที่จอประสาทตา ส่งผลให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพอย่างช้าๆ ทำให้การมองเห็นลดลงทีละน้อย ซึ่งเป็นผลจากการเสื่อมตามอายุ 2. จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD) จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียกพบได้ประมาณ 10-20% แต่มีความรุนแรงมากกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา ซึ่งเส้นเลือดเหล่านี้อาจรั่วหรือแตก ทำให้เกิดการบวมและแผลเป็นที่จอประสาทตา ผู้ป่วยจึงเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยวและมืดลง ส่งผลให้การมองเห็นสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอดในกลุ่มผู้สูงวัย     อาการของจอประสาทตาเสื่อมเป็นอย่างไร โรคจอประสาทตาเสื่อมส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้อย่างรุนแรง โดยจะมีการแบ่งระยะของอาการจอประสาทตาเสื่อมออกเป็น 3 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะจะมีอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกันไป ได้แก่ จอประสาทตาเสื่อมระยะแรก จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งอาการเริ่มต้นมักจะไม่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัวจนกว่าภาวะเสื่อมจะดำเนินไปในระยะหนึ่ง จอประสาทตาเสื่อมระยะกลาง ในระยะกลางของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง บางคนอาจยังไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ขณะที่บางคนอาจเริ่มสังเกตเห็นอาการเล็กน้อย เช่น ภาพเบลอเล็กน้อยในบริเวณศูนย์กลางภาพ หรือพบปัญหาในการมองเห็นในที่มีแสงน้อย จอประสาทตาเสื่อมระยะสุดท้าย ในระยะสุดท้ายของจอประสาทตาเสื่อม (ทั้งแบบเปียกและแห้ง) มองเห็นภาพเส้นตรงเป็นคลื่นหรือโค้งงอ และบริเวณใกล้ศูนย์กลางภาพอาจเบลอและขยายใหญ่ขึ้น สีภาพอาจไม่สดใสเหมือนเดิม และการมองเห็นในที่แสงน้อยอาจยากขึ้น สาเหตุที่ทำให้เป็นจอประสาทตาเสื่อม  จอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ การทำความเข้าใจถึงสาเหตุเหล่านี้จะช่วยในการป้องกันและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สาเหตุที่พบบ่อยมีดังนี้ อายุที่มากขึ้น โดยพบโรคนี้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ผู้ที่มีญาติสายตรงควรตรวจเช็กจอประสาทตาทุกๆ 2 ปี พบการเกิดโรคสูงในคนผิวขาว (Caucasian) โดยเฉพาะเพศหญิงที่มีอายุมากกว่า 60 ปี การดื่มสุราและสูบบุหรี่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ได้ ผู้ที่มีความดันเลือดสูงหรือทานยาลดความดันเลือด พร้อมทั้งมีระดับไขมัน (Cholesterol) สูงและระดับ Carotenoid ต่ำในเลือด  ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมน Estrogen การสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และแสงสีฟ้าที่มาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นระยะเวลานาน     ตรวจจอประสาทตาเสื่อมได้ด้วยวิธีไหนบ้าง การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น วิธีการวินิจฉัยโรคนี้มีหลายวิธี ซึ่งสามารถช่วยให้แพทย์ตรวจพบอาการจอประสาทตาเสื่อมได้อย่างแม่นยำ ได้แก่  การตรวจขยายม่านตา แพทย์จะใช้ยาหยอดตา 1-2 ชนิด หยอดทุก 5-10 นาที และให้ผู้ป่วยหลับตาระหว่างนั้น เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ การหยอดใช้เวลาประมาณ 45 นาที จนกว่าม่านตาจะขยายเต็มที่ เพื่อช่วยให้ตรวจหาความผิดปกติของจอประสาทตาได้ชัดเจน การตรวจจอประสาทตา การฉีดสาร Fluorescein เข้าเส้นเลือดดำเพื่อตรวจดูจอประสาทตา ช่วยให้แพทย์สามารถเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือด ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตาเสื่อม การสแกนจอประสาทตา แพทย์จะใช้กล้องถ่ายภาพจอประสาทตาหรือวิธี OCT (Optical Coherence Tomography) เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือการเสื่อมของเซลล์ในจอประสาทตา     วิธีการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อม การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค โดยแพทย์จะเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี ดังนี้ การใช้ยาและอาหารเสริม วิธีรักษาจอประสาทตาเสื่อมด้วยยาต้าน VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) เป็นการฉีดยาสำหรับรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ซึ่งช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ ส่วนการรับประทานวิตามินซี วิตามินอี เบตาแคโรทีน สังกะสี และทองแดง อาจช่วยชะลอการลุกลามของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งในบางรายได้   ข้อดี ยาฉีดเหมาะกับการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก วิตามินและแร่ธาตุมีราคาถูก และปลอดภัย ข้อจำกัด ยาฉีดควรฉีดเข้าดวงตาอยู่เสมอและอาจมีผลข้างเคียง วิตามินและแร่ธาตุได้ผลแค่กับเฉพาะบางคน การฉายเลเซอร์ การฉายเลเซอร์เพื่อรักษาจอประสาทตาเสื่อมมี 2 แบบ ได้แก่ Photodynamic therapy (PDT) ซึ่งใช้เลเซอร์ร่วมกับยาฉีดเพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ และ Laser photocoagulation ที่ใช้เลเซอร์ในการทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติโดยตรง ข้อดี ทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติได้ดี ข้อจำกัด อาจทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อปกติรอบๆ และไม่สามารถได้ผลกับทุกคน การผ่าตัดจอประสาทตาเสื่อม การผ่าตัดเพื่อรักษาจอประสาทตาเสื่อมมี 2 วิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะถูกเลือกใช้ตามลักษณะและความรุนแรงของโรค ดังนี้ ผ่าตัดนำเลือดออก ช่วยเอาเลือดออกจากดวงตา เพื่อลดความดันและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายถาวรต่อจอประสาทตา ผ่าตัดปลูกถ่ายจอประสาทตา เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง การรักษานี้มุ่งหวังที่จะช่วยฟื้นฟูการมองเห็นของผู้ป่วย การใช้เทคโนโลยีใหม่ วิธีการใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายรูปแบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการมองเห็นและชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา ดังนี้ ยาฉีดชนิดใหม่ ที่ออกฤทธิ์นานขึ้นมีประโยชน์ในการช่วยลดความถี่ในการฉีด ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ป่วยสะดวกสบายมากขึ้นและลดภาระในการเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง Gene Therapy เป็นการรักษาโดยการใส่ยีนที่ปกติลงในเซลล์จอประสาทตาเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย การทำงานของจอประสาทตาและชะลอการเสื่อมของการมองเห็น Stem Cell Therapy ใช้สเต็มเซลล์เพื่อสร้างเซลล์จอประสาทตาใหม่ ช่วยในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสียหายและคืนการมองเห็นให้กับผู้ป่วย การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม การป้องกันนี้มีเป้าหมายเพื่อชะลอการเกิดภาวะจอประสาทตาเสื่อมให้ช้าลง ซึ่งประกอบด้วยแนวทางต่างๆ ที่นำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดังนี้ งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ควบคุมความดันโลหิตและระดับไขมันในเลือด ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักใบเขียว เนื้อปลา และผลไม้ แนะนำให้รับประทานอาหารที่มีเบตาแคโรทีน โดยเฉพาะลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ในปริมาณสูง เช่น แอปเปิล บรอกโคลี ข้าวโพด แตงกวา องุ่น มะม่วง ส้ม ฟักทอง ผักโขม ถั่ว พริก และไข่แดง เป็นต้น ตรวจสุขภาพและตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี สวมแว่นตากันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสี UV และใช้ร่มที่สะท้อนรังสี UV เมื่อออกกลางแดด สรุป จอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็นส่วนกลางของภาพ อาการของจอประสาทตาเสื่อม เช่น การมองเห็นภาพเบลอ มองเห็นจุดดำ หรือมองเห็นเป็นแสงจ้า สาเหตุมักเกิดจากอายุ พันธุกรรม โรคเบาหวาน หรือการสูบบุหรี่ การรักษาจอประสาทตาเสื่อมทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการฉีดยาเลเซอร์ การใช้ยาต้าน VEGF และการผ่าตัด และเพื่อป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ควบคุมสุขภาพ เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ  หากเป็นจอประสาทตาเสื่อม มารับการรักษาได้ที่ ศูนย์รักษาโรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีบริการดูแลและรักษาโรคจอประสาทตาอย่างครบวงจร โดยจักษุแพทย์ ราคาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทการรักษา

โรคต้อคืออะไร? ต้อมีกี่ชนิด อาการ สาเหตุ และการรักษา │ Bangkok Eye Hospital

โรคต้อที่ตามี 4 ประเภท คือต้อลม เกิดจากการระคายเคืองจากสภาพแวดล้อม ต้อกระจก เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่น ต้อเนื้อ  เป็นเนื้อเยื่อที่เติบโตบนกระจกตา และต้อหิน เกิดจากความดันในลูกตาสูงขึ้น ต้อลมมักมีอาการระคายเคืองหรือแสบตา ต้อกระจกมีอาการมองเห็นพล่ามัว ต้อเนื้ออาจมีอาการกระทบต่อการมองเห็น ต้อหินเมื่อรุนแรงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็น การรักษาต้อแต่ละประเภท คือต้อลมใช้ยาหยอดตาหรือผ่าตัด ต้อกระจกผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ ต้อเนื้อใช้ยาหรือผ่าตัด ต้อหินใช้ยาหยอดตาหรือเลเซอร์หรือผ่าตัดลดความดัน ส่วนการป้องกันควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ฝุ่น และตรวจตากับจักษุแพทย์ประจำ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีการรักษาโรคต้อด้วยจักษุแพทย์ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และบริการที่ครบวงจร   การทำความเข้าใจกับสาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา เพราะโรคต้อทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นต้อลม ต้อหิน ต้อกระจก และต้อเนื้อ ต่างก็มีสาเหตุและอาการที่แตกต่างกันออกไป การรู้จักปัจจัยเสี่ยงและวิธีการป้องกันจะช่วยให้เราดูแลรักษาดวงตาของเราได้อย่างเหมาะสม เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาให้คงความสดใสและมองเห็นได้ชัดเจนต่อไป มาหาคำตอบได้ในบทความนี้ โรคต้อ หรือตาเป็นต้อ คืออะไร? โรคต้อ หรือที่เรียกกันว่าภาวะตาเป็นต้อ หมายถึงกลุ่มของโรคที่เกิดบริเวณดวงตา ทำให้เกิดปัญหาที่เลนส์ตา โดยส่วนมากจะทำให้การมองเห็นลดลงหรือมองเห็นได้ผิดปกติ โดยภาวะตาเป็นต้อสามารถระบุได้หลายชนิดขึ้นอยู่กับอาการและสาเหตุที่แตกต่างกัน เพื่อให้ป้องกันและรักษาอย่างถูกวิธี ควรระบุก่อนว่าเป็นต้อชนิดใด ต้อมีทั้งหมดกี่ประเภท ภาวะตาเป็นต้อแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีอาการและสาเหตุที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งยังเกิดขึ้นในบริเวณที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีความรุนแรงต่างกันด้วย ดังนี้ 1. ต้อลม (Pinguecule) ต้อลมมีลักษณะเป็นเยื่อสีขาวหรือขาวอมเหลืองที่เกิดบริเวณตาขาวใกล้ตาดำ สาเหตุหลักมาจากการสัมผัสกับสิ่งที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุตา เช่น ลม ฝุ่น และแสงแดดเป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเคืองตาได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ต้อลมไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัวหรือสูญเสียการมองเห็น วิธีการรักษาต้อลม การรักษาต้อลม ทำได้โดยการผ่าตัดหรือการใช้เลเซอร์ โดยจักษุแพทย์มักจะแนะนำให้ทำการผ่าตัดพร้อมปลูกเนื้อเยื่อลงแทนที่เยื่อบุตาขาวที่ถูกตัดออกไป เนื้อเยื่อที่ใช้ปลูกเป็นเนื้อเยื่อหุ้มรก ซึ่งจะถูกเย็บด้วยไหมหรือใช้กาว Fibrin Glue เพื่อเชื่อมสมานแผลระหว่างเนื้อเยื่อเดิมและเนื้อเยื่อที่ปลูกใหม่ หลังการผ่าตัดอาจเกิดอาการระคายเคืองบ้าง แต่วิธีนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดต้อลมซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีป้องกันต้อลม หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องออกแดดก็ควรสวมแว่นกันแดดกันลมหรือสวมหมวกปีกกว้างขณะอยู่กลางแจ้ง พักสายตาเป็นระยะเมื่อรู้สึกตาล้าหรือตาเมื่อยจากการใช้สายตามากเกินไป ไม่ควรขยี้ตา แต่หากรู้สึกระคายเคืองตาหรือตาแห้งให้ใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อบรรเทาอาการ ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเลือกใช้น้ำตาเทียม หมั่นสังเกตอาการของดวงตา เช่น อาการคัน ระคายเคือง หรือการมองเห็นที่เปลี่ยนไป หากมีความผิดปกติควรพบแพทย์ทันที ตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคต้อเนื้อหรือต้อลม ควรเข้าตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 2. ต้อกระจก(Cataract) ต้อกระจกเป็นภาวะที่เลนส์ตาเกิดความขุ่น มีอาการมองเห็นผิดปกติ เหมือนมีหมอกหรือควันขาวบังสายตา โดยทั่วไปต้อกระจกมักเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์ตาตามอายุ แต่ก็ยังเกิดขึ้นตั้งแต่กำเนิดหรือหลังได้รับอุบัติเหตุต่อดวงตาได้เช่นกัน หากไม่ได้รับการรักษาการมองเห็นจะมัวลงเรื่อยๆ จนอาจสูญเสียการมองเห็นในที่สุด วิธีการรักษาต้อกระจก การรักษาต้อกระจกมีหลายวิธี ดังนี้ การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification) เป็นการใช้คลื่นเสียงสลายต้อและดูดออก จากนั้นใส่เลนส์แก้วตาเทียมแบบพับได้ลงไปในแผลขนาดเล็ก 2.6-3.0 มม. เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง วิธีสลายต้อ (Phacoemulsification) เป็นการนำเลนส์ตาธรรมชาติที่ขุ่นมัวออก แล้วแทนที่ด้วยเลนส์แก้วตาเทียม เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้กลับมาชัดเจน การเลเซอร์ Femtosecond Laser Assisted Cataract Surgery การใช้เลเซอร์ช่วยเปิดแผล เปิดถุงหุ้มเลนส์ และแบ่งเลนส์ต้อให้เป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้การสลายและดูดออกด้วย Ultrasound ง่ายขึ้น เพิ่มความแม่นยำในการวางเลนส์แก้วตาเทียม วิธีป้องกันต้อกระจก สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะที่มีวิตามินเอ อี และซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา จัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอและระยะการมองที่พอดี พักสายตาเป็นระยะๆ เมื่อใช้สายตานานๆ โดยเฉพาะการจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ หากต้องทำงานที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อดวงตา ควรสวมอุปกรณ์ป้องกัน ควรตรวจสายตาทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป 3. ต้อเนื้อ(Pterygium) ต้อเนื้อ เป็นภาวะเนื้อเยื่อที่เติบโตบนกระจกตา มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยม เป็นเนื้อเยื่อสีขาวอมแดงที่มักปรากฏบริเวณหัวตาหรือหางตา เกิดจากการระคายเคืองอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะมีอาการตาแดงหรือเคืองตาเมื่อถูกสิ่งกระตุ้น แต่โรคนี้ไม่ทำให้ตามัวหรือตาบอดในระยะเริ่มต้น วิธีการรักษาต้อเนื้อ ต้อเนื้อที่เป็นน้อย รักษาได้ด้วยยาหยอดตาลดอาการอักเสบเพื่อบรรเทาการระคายเคือง หากมีอาการรุนแรงมากขึ้น แพทย์จะรักษาโดยการลอกต้อเนื้อออก หรือใช้วิธีลอกต้อเนื้อแล้วปลูกเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งอาจใช้เนื้อเยื่อจากเยื่อบุตาของผู้ป่วยเอง การปลูกเนื้อเยื่อช่วยลดโอกาสการกลับเป็นซ้ำได้อีกด้วย วิธีป้องกันต้อเนื้อ สวมแว่นกันแดดที่มีเลนส์กรองรังสีอัลตราไวโอเลต หรือแว่นตาที่ช่วยปกป้องดวงตาจากลม ฝุ่น มลภาวะ และแสงสะท้อน เมื่ออยู่กลางแจ้ง ควรสวมหมวกปีกกว้างเพื่อปกป้องดวงตาจากแสงอาทิตย์ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีแสงแดดจ้า ฝุ่น ควัน ลม หรือมลภาวะมาก ใช้น้ำตาเทียมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นดวงตา 4. ต้อหิน(Glaucoma) โรคต้อหินเกิดจากการระบายออกของน้ำเลี้ยงในลูกตาผิดปกติจนทำให้ความดันในลูกตาสูง มีอาการลูกตาแข็งขึ้นจนกดขั้วประสาทตา (Optic Disc) ซึ่งอาจทำให้เกิดการสูญเสียลานสายตาจนถึงขั้นตาบอดได้ โรคต้อหินแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ ต้อหินมุมเปิด เกิดจากการอุดตันรูระบายน้ำระหว่างกระจกตาดำและตาขาว (Trabecular meshwork) ทำให้น้ำในลูกตาไหลออกไม่ได้ จนความดันในลูกตาสูงขึ้น ต้อหินมุมปิด เกิดจากม่านตาถูกดันให้ยกตัวขึ้นจนปิดมุมระบายน้ำ ทำให้น้ำไหลออกทาง Trabecular meshwork ไม่ได้ ความดันในลูกตาจึงสูงขึ้น ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ต้อหินแต่กำเนิด เกิดจากความผิดปกติของดวงตาที่เกิดจากพันธุกรรม โดยยีนที่ทำให้เกิดโรคเป็นยีนด้อย และจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะ โดยมีโอกาสเกิด 25% ต้อหินแทรกซ้อน เกิดจากการกระตุ้นบางประการที่ทำให้ขั้วประสาทตาเสื่อม หรือจากความดันในลูกตาสูง ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเกิดโรคนี้   วิธีการรักษาต้อหิน การรักษาต้อหินมีหลายวิธี ได้แก่ การใช้ยาหยอดเพื่อลดการสร้างน้ำในลูกตาหรือช่วยระบายน้ำให้ดีขึ้น การรักษาด้วยเลเซอร์เพื่อควบคุมความดันในลูกตา และการผ่าตัดที่ทำได้สองวิธีคือ การทำทางระบายน้ำและการติดตั้งท่อเล็กๆ เพื่อช่วยลดความดันในลูกตา วิธีป้องกันต้อหิน สังเกตอาการร่างกายตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบความผิดปกติ เข้าตรวจสุขภาพประจำปีและตรวจตากับจักษุแพทย์ปีละครั้ง โดยไม่ต้องรอจนมีอาการ ควบคุมโรคที่อาจทำให้เกิดต้อหิน เช่น โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง โดยปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ สวมเครื่องป้องกันดวงตาเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ หลีกเลี่ยงการซื้อยาหยอดตามาหยอดเองเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน สรุป โรคต้อมี 4 ประเภท ได้แก่ ต้อลมจากการระคายเคือง ต้อกระจกจากเลนส์แก้วตาขุ่น ต้อเนื้อจากเยื่อบุตาขยาย และต้อหินจากความดันลูกตาสูง การป้องกันทำได้โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและตรวจตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ หากเป็นโรคต้อ เข้ารับการรักษาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่พร้อมให้บริการดูแลและรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยจักษุแพทย์มากประสบการณ์และเทคโนโลยีทันสมัย

กระจกตาติดเชื้อคืออาการอะไร การรักษาและป้องกันที่ถูกต้องทำอย่างไร

กระจกตาติดเชื้อคือการอักเสบของกระจกตาจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา ส่งผลให้ตาระคายเคืองและพร่ามัว การรักษากระจกตาติดเชื้อรวมถึงการใช้ยาหยอดตา ยาฆ่าเชื้อ หรือในบางกรณีอาจต้องใช้ยาฉีดหรือการผ่าตัดเพื่อรักษาแผลในกระจกตา วิธีรักษากระจกตาติดเชื้อควรใช้ยาหยอดตาฆ่าเชื้อ ยาฉีด หรือในบางกรณีอาจต้องผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา การรักษากระจกตาติดเชื้อที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและบริการครอบคลุม เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นให้กลับมาชัดเจนอีกครั้ง   การติดเชื้อที่กระจกตาเป็นปัญหาสุขภาพที่ส่งผลให้ดวงตาพร่ามัว อาจรุนแรงจนส่งผลต่อการมองเห็น หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อดวงตาได้ อย่างไรก็ตามภาวะนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพตาและปฏิบัติตามวิธีลดความเสี่ยง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อและรักษาดวงตาให้แข็งแรงอยู่เสมอ     กระจกตาติดเชื้อเป็นอย่างไร ภาวะกระจกตาอักเสบติดเชื้อ (Infectious Keratitis) เกิดจากการติดเชื้อที่กระจกตา ทำให้เกิดการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็น  การอักเสบส่งผลให้กระจกตาเกิดแผลเป็น กระจกตาผิดรูปร่าง และกระจกตาขุ่นมัว ส่งผลให้การหักเหแสงผิดปกติ แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่ดวงตาได้ตามปกติ ซึ่งอาจกระทบต่อการมองเห็นอย่างรุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการของกระจกตาติดเชื้อ กระจกตาติดเชื้อ มีอาการเริ่มต้นจากการรู้สึกปวดตา เคืองตา ตาแดง มีขี้ตาสีขาวขุ่น เหลือง หรือเขียวขุ่น ร่วมกับอาการแพ้แสงจนน้ำตาไหล และอาจมีการมองเห็นพร่ามัว หรือในบางกรณีอาจไม่มีอาการมองเห็นผิดปกติเลย ในระยะแรกอาการอาจสังเกตได้ยาก ผู้ป่วยอาจพบเพียงสีขาวขุ่นบางๆ บนกระจกตา แต่หากอาการรุนแรงขึ้น จะสังเกตเห็นฝ้าขาวบนกระจกตาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ควรรีบเข้ารับการตรวจรักษาโดยเร็ว สาเหตุที่ทำให้เกิดกระจกตาติดเชื้อ สาเหตุของกระจกตาติดเชื้อที่พบได้บ่อยที่สุดมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย รองลงมาคือเชื้อราและเชื้อไวรัส เช่น ไวรัสเริม หรือไวรัสงูสวัด ส่วนการติดเชื้อจากโปรโตซัว เช่น Acanthamoeba นั้นพบได้น้อยกว่า แต่ยังเป็นไปได้ในบางกรณี     ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสติดเชื้อให้กับกระจกตา ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดกระจกตาติดเชื้อ มีดังนี้ ปัจจัยภายนอก เช่น สิ่งแปลกปลอมเข้าตา การใช้คอนแท็กต์เลนส์ การใช้ยาหยอดตาบางชนิด การได้รับอุบัติเหตุต่อกระจกตา และการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาหรือการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตา โรคของผิวตา เบ้าตา และส่วนอื่นๆ ของดวงตา เช่น เปลือกตาอักเสบ เปลือกตาผิดรูป หรือหลับตาไม่สนิท ขนตาม้วนเข้าหรือออก การอักเสบติดเชื้อในเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียง ตาแห้ง และทางเดินน้ำตาอุดตัน ความผิดปกติของกระจกตา เช่น กระจกตาบวมเรื้อรัง รอยถลอกหรือกระจกตาเปิด การเสียความรู้สึกบริเวณกระจกตา และประวัติติดเชื้อไวรัสที่กระจกตามาก่อน ภาวะทางร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภาวะขาดสารอาหาร โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคมะเร็งหรือโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน การได้รับยากดภูมิคุ้มกัน     วิธีรักษากระจกตาติดเชื้อ ไม่ให้ลุกลาม วิธีรักษากระจกตาติดเชื้อมุ่งเน้นเพื่อหยุดการลุกลามของเชื้อ ช่วยสมานแผล และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ ใช้ยาหยอดตา ในกรณีที่ยังไม่ทราบชนิดของเชื้อโรค อาจเริ่มต้นด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อที่ครอบคลุมการติดเชื้อในวงกว้าง หากจำเป็นอาจต้องขูดผิวกระจกตาเพื่อตรวจหาเชื้อและเลือกใช้ยาที่ตรงกับชนิดของเชื้อก่อโรค แต่สำหรับกรณีที่แผลมีขนาดเล็ก แพทย์อาจให้ยาฆ่าเชื้อแบบครอบคลุมโดยไม่ต้องขูดกระจกตา ใช้น้ำตาเทียม เพื่อเร่งการสมานแผล แพทย์อาจพิจารณาให้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยหล่อลื่นกระจกตา และลดความระคายเคียง รวมถึงการใช้ยารักษาการติดเชื้อควบคู่กัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและฟื้นฟูสภาพกระจกตาให้กลับมาเป็นปกติ ใช้ยาฆ่าเชื้อ ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อเพิ่มเติมในรูปแบบอื่น เช่น การฉีดยาเข้าทางเส้นเลือด การรับประทานยา หรือแม้กระทั่งการฉีดยาเข้าบริเวณกระจกตาโดยตรง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา ลดการสัมผัสของผิวตา การรักษากระจกตาติดเชื้อ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการลดการสัมผัสของผิวตาจากสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือการติดเชื้อซ้ำ เช่น การใช้เทปปิดตาในตอนกลางคืน การเย็บเปลือกตาติดกันแบบชั่วคราว หรือการใช้เลนส์สัมผัสปิดทับกระจกตา นอกจากนี้ ในกรณีที่แผลเปิดเรื้อรัง อาจทำการเย็บเนื้อเยื่อปิดทับเพื่อช่วยในการรักษาและสมานแผล ปิดรอยรั่ว ภาวะกระจกตาทะลุหรือเกิดรูรั่วในกระจกตา การรักษาควรทำอย่างเร่งด่วน โดยใช้เนื้อเยื่อจากกระจกตาหรือตาขาวแปะ หรือใช้กาวพิเศษเพื่ออุดรูรั่ว พร้อมกับการใช้เลนส์สัมผัสปิดทับ เพื่อช่วยปิดรอยรั่วและป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่กระจกตาเพิ่มเติม เปลี่ยนกระจกตา หากไม่สามารถควบคุมอาการติดเชื้อได้ อาจต้องพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาหรือผ่าตัดปลูกถ่ายเซลล์ผิวตา ในบางกรณีที่รุนแรงมากอาจจำเป็นต้องนำลูกตาออกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อและรักษาอาการที่เกิดขึ้น     วิธีป้องกันการติดเชื้อที่กระจกตา การป้องกันการติดเชื้อที่กระจกตาเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพดวงตา เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะที่อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นได้ โดยมีแนวทางป้องกันที่ทำได้ดังนี้ ถ้ามีแผลบริเวณริมฝีปากหรือมีตุ่มเริม หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา เปลือกตา และบริเวณรอบตา  ใช้ยาหยอดตาที่แพทย์จักษุแพทย์สั่งเท่านั้น การล้างมือบ่อยๆ ช่วยลดการแพร่ของไวรัสได้ สรุป กระจกตาติดเชื้อคือภาวะที่กระจกตาอักเสบจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจทำให้ตาระคายเคืองและพร่ามัวได้ หากเป็นแล้วควรรีบรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อลุกลาม นอกจากนี้ยังป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เช่น การรักษาความสะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสตาโดยไม่จำเป็น สำหรับคนที่มีอาการกระจกตาติดเชื้อ มารักษาได้ที่ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยมีแพทย์เฉพาะทางและบริการที่ครอบคลุม เพื่อให้คุณกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง

การปฏิบัติตัวและวิธีดูแลหลังผ่าตัดต้อกระจก เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

หลังผ่าตัดต้อกระจก ควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่ผ่าตัด ตรวจดวงตาตามนัดและทำความสะอาดตาเป็นประจำ ห้ามขยี้ตาและระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นเข้าตา และหลีกเลี่ยงการไอหรือจามแรงๆ สิ่งที่ควรใส่ใจหลังผ่าตัดต้อกระจกคือการหยอดยาให้ถูกต้อง ปกป้องตาด้วยแว่นกันแดดและที่ครอบทั้งดวงตา รักษาความสะอาดตาและควรพักผ่อนให้เพียงพอ  ข้อห้ามหลังผ่าตัดต้อกระจก ได้แก่ ห้ามยกของหนัก ห้ามน้ำเข้าตา และห้ามออกกำลังกายหนัก รักษาต้อกระจกที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาและดูแล โดยรักษาแบบไร้ใบมีด เลนส์พรีเมียมเพื่อการมองเห็นที่ดีที่สุดพร้อมบริการดูแลหลังผ่าตัดต้อกระจกครบวงจรและติดตามผลอย่างใกล้ชิด   หลังผ่าตัดต้อกระจก มีสิ่งที่ควรทำและข้อห้ามต่างๆ เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและทำให้สายตากลับมามองเห็นชัดเจนตามปกติ โดยการดูแลตนเองอย่างถูกวิธีในระยะฟื้นฟูจะช่วยให้กระบวนการหายเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน การดูแลตนเองเบื้องต้นหลังผ่าตัดต้อกระจก การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์หลังผ่าตัดต้อกระจกเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ได้ดังนี้ แพทย์จะจ่ายยาหยอดและยาสำหรับทานให้ ควรใช้ยาเหล่านี้ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ในวันแรกหลังผ่าตัดควรนอนพักผ่อนให้มากที่สุด โดยนอนหมอนสูงและหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่เพิ่งผ่าตัด แต่นอนตะแคงข้างตรงข้ามได้ หลังการผ่าตัด 1 วัน แพทย์จะนัดเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและทำความสะอาดตา ห้ามขยี้ตา ห้ามสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น และควรระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือเศษฝุ่นเข้าตา โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า แนะนำให้สระผมที่ร้านหรือให้มีคนมาดูแลช่วยสระผมเพื่อป้องกันน้ำเข้าตา ทำความสะอาดดวงตาทุกวันอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ใช้สายตาอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือเล่นโทรศัพท์ได้ตามปกติ แต่หากรู้สึกแสบตาหรือปวดตา ควรหยุดพัก ระวังไม่ให้ไอ จาม หรือเบ่งแรงๆ เพราะอาจทำให้ตาได้รับแรงกระทบ        สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจหลังผ่าตัดต้อกระจก   หลังผ่าตัดต้อกระจกมาระยะหนึ่ง ยังมีสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจเพื่อให้ดวงตาฟื้นตัวสมบูรณ์และกลับมาใช้งานได้ตามปกติ คือ การใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง ยาหยอดตาช่วยปกป้องดวงตาและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดต้อกระจก ควรใช้อย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนหยอดตาทุกครั้ง อ่านวิธีใช้ยาหยอดตาแต่ละขวดอย่างละเอียด บางชนิดอาจต้องเขย่าขวดก่อนใช้ นั่งเอนหลังพิงพนักหรือในท่านอนราบ เงยศีรษะไปด้านหลัง ดึงเปลือกตาล่างลงให้เป็นแอ่ง แล้วมองขึ้นด้านบน หยอดตาลงในแอ่งตามจำนวนที่แพทย์แนะนำ ปิดฝาเก็บทันทีโดยไม่ต้องเช็ดหัวหยด และหลีกเลี่ยงไม่ให้ปลายหัวหยดสัมผัสกับมือ ดวงตา เปลือกตา หรือขนตาเพื่อป้องกันการปนเปื้อน หลับตาหลังหยอดยาเพื่อให้ยาซึมเข้าสู่ดวงตา หากมียาเกินให้ใช้สำลีปลอดเชื้อเช็ดออก หากต้องหยอดยามากกว่าหนึ่งชนิด ให้เว้นระยะห่างระหว่างยาประมาณ 3-5 นาที วิธีใส่ที่ครอบตาให้ถูกวิธี หลังผ่าตัดต้อกระจก ผู้ป่วยควรใส่ที่ครอบดวงตาอย่างน้อย 1 เดือน และทำความสะอาดที่ครอบดวงตาทุกวันด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด เช็ดให้แห้งก่อนใช้งานอีกครั้ง วิธีใส่เริ่มจากตัดพลาสเตอร์กาวยาวประมาณ 5 นิ้ว 4 เส้น นำที่ครอบดวงตาหันด้านตรงเข้าชิดจมูก แล้วแปะพลาสเตอร์ทับที่ครอบดวงตาข้างละ 2 เส้น ในแนวเฉียงลงไปทางแก้ม เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย การทำความสะอาดรอบดวงตา การเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อและรักษาความสะอาดหลังผ่าตัดต้อกระจก ควรปฏิบัติตามดังนี้ ล้างมือให้สะอาด และเช็ดให้แห้งก่อนสัมผัสดวงตาทุกครั้ง ใช้สำลีชุบน้ำเกลือหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดรอบดวงตา โดยเริ่มเช็ดจากหัวตาไปยังหางตา ทำความสะอาดให้ทั่วทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง ควรเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 2-4 เดือนหลังการผ่าตัดต้อกระจก การพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และนอนในท่าที่เหมาะสมหลังผ่าตัดต้อกระจก มีส่วนช่วยฟื้นฟูร่างกาย ลดการอักเสบ กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้การฟื้นตัวรวดเร็วและสายตากลับมาชัดเจน การใส่แว่นกันแดด ควรใส่แว่นกันแดดแทนฝาครอบตาในตอนกลางวัน เพื่อป้องกันแสงจ้าและฝุ่น และใส่ที่ครอบตาในตอนกลางคืน ป้องกันการขยี้ตา อย่างต่อเนื่อง 1 เดือน เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดต้อกระจกได้เร็วขึ้น     ข้อห้ามหรือสิ่งที่ไม่ควรทำหลังผ่าตัดต้อกระจก หลังผ่าตัดต้อกระจกจนกว่าจะหายดี ควรหลีกเลี่ยงการทำสิ่งบางประการเพื่อการฟื้นตัวที่ดีและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้ ห้ามยกของหนัก หลังผ่าตัดต้อกระจกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักเกิน 10 กิโลกรัม รวมถึงห้ามก้มเก็บของหรือลงต่ำกว่าระดับเอวเพราะอาจทำให้ตาถูกกระแทกหรือเกิดการเคลื่อนตัวของเลนส์ตาได้ ไม่ควรให้ดวงตาโดนน้ำ หลังผ่าตัดต้อกระจก ห้ามให้ตาโดนน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรก สำหรับการทำความสะอาดใบหน้า ควรใช้น้ำเกลือสะอาด น้ำดื่ม หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว สระผมควรทำที่ร้านและระวังน้ำเข้าตา ส่วนการอาบน้ำและแปรงฟันทำได้ตามปกติ เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หลังผ่าตัดต้อกระจก 1 เดือนแรก ห้ามออกกำลังกายหนัก รวมถึงพักการทำครัว การทำสวน และการเลี้ยงเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงที่อาจมาเล่นโดนใบหน้า เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนที่อาจส่งผลต่อดวงตา การติดตามผลหลังผ่าตัดต้อกระจก   ควรตรวจดวงตาตามนัดทุกครั้งหลังผ่าตัดต้อกระจก เช่น หลัง 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และทุกปี เพื่อเช็กความคืบหน้าและประเมินภาวะที่อาจเกิดขึ้น อย่างอาการผิดปกติหลังผ่าตัดต้อกระจกแล้วมองไม่ชัด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที   ผลข้างเคียงหรืออาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดต้อกระจก หลังผ่าตัดต้อกระจก อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ คือ อาการติดเชื้อ แม้อาการจะพบได้น้อย แต่การหยอดยาตามที่แพทย์สั่งและดูแลความสะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีอาการบวมแดง เจ็บ หรือมีขี้ตาเยอะ ควรพบแพทย์ทันที จุดรับภาพอักเสบ อาจมีอาการตามัวหรือเห็นภาพเบี้ยวเกิดขึ้นได้ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด จากการอักเสบและบวมของจุดรับภาพ อาการนี้พบได้บ่อยและมักหายเองภายใน 6 เดือน ถุงหุ้มเลนส์ขุ่นมัว หลังใส่เลนส์มาหลายปี อาจมีอาการภาพขุ่นมัว รักษาได้ด้วย Yag Laser โดยใช้เวลา 5 นาที และกลับมาใช้สายตาได้ตามปกติหลังพักสายตาและหยอดยา 1-2 วัน สรุป หลังผ่าตัดต้อกระจก ควรดูแลตนเองโดยหยอดยาตามคำแนะนำ ปกป้องตาด้วยแว่นกันแดดและที่ครอบตา ทำความสะอาดตาและพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือกิจกรรมที่เสี่ยงกระทบตา และติดตามผลกับแพทย์ตามนัดเพื่อเช็กความคืบหน้า  ศูนย์โรคต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการรักษาต้อกระจกทุกชนิด รวมถึงการผ่าตัดต้อกระจกแบบไร้ใบมีด พร้อมเลนส์พรีเมียม เพื่อให้สายตากลับมามองเห็นได้ชัดเจนและปกติหลังการผ่าตัด
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111