บทความสุขภาพตา

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาตาเด็ก

3 สัญญาณเตือนว่าลูกน้อยอาจมีปัญหาสายตา

3 สัญญาณเตือนว่าลูกน้อยอาจมีปัญหาสายตา   หรี่ตาหรือเอียงคอมอง: ถ้าลูกชอบหรี่ตาหรือเอียงคอเวลาจะมองอะไรไกลๆ เช่น ดูทีวีหรือมองกระดาน อาจเป็นสัญญาณว่ามองไม่ค่อยชัด ชอบเอาของมาดูใกล้ๆ: ถ้าลูกชอบเอาหนังสือหรือของเล่นมาจ่อใกล้หน้า หรือต้องเข้าไปดูทีวีใกล้กว่าปกติ ก็อาจเป็นสัญญาณว่าลูกกำลังมีปัญหาสายตา ขยี้ตาบ่อยๆ: ถึงแม้บางทีเด็กๆ จะขยี้ตาเพราะง่วงหรือเมื่อยล้า แต่ถ้าขยี้ตาบ่อยเกินไป ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกกำลังมีปัญหาสายตาได้เหมือนกัน   สัญญาณอื่นๆ ที่พ่อแม่ควรสังเกต   สมาธิสั้นเวลาต้องใช้สายตา: เช่น ดูทีวี อ่านหนังสือ หรือวาดรูป อ่านหนังสือแล้วชอบหลงบรรทัด: หรืออ่านข้ามๆ ไปบ้าง ไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา: เช่น ต่อจิ๊กซอว์ ระบายสี หรือเล่นตัวต่อ   ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ในตัวลูก อย่ารอช้า รีบพาลูกไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจเช็กสายตานะคะ การตรวจพบและรักษาปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางสายตาที่ดี และเติบโตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีค่ะ ติดต่อ ศูนย์รักษาสายตาเด็ก - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โทร 02-023-9929, 02-511-2111
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน สายตาพร่ามัวเมื่ออยู่ในที่มืดหรือตอนกลางคืน

เคยเป็นกันหรือไม่ที่รู้สึกว่าสายตาของเราสั้นแค่เฉพาะตอนกลางคืนหรือตอนอยู่ในที่มืด ๆ อยากจะบอกว่าอาการเหล่านี้มีอยู่จริง ซึ่งเป็นอาการของภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน (Night Myopia) อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไร มีความอันตรายหรือไม่ Laser Vision จะช่วยอธิบายเคลียร์ชัดให้คุณเอง   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน (Night Myopia) คืออะไร? ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน คืออาการที่ดวงตามองเห็นวัตถุในระยะกลางและระยะไกลได้ไม่ชัดเจนในช่วงเวลากลางคืนหรือในสภาวะที่มีแสงสว่างน้อย อาจมองเห็นแสงไฟในระยะไกลเป็นแสงฟุ้ง ทำให้ต้องฝืนเพ่งตามองเป็นพิเศษ เพื่อให้ภาพมองเห็นชัดขึ้น จนทำให้ตาอ่อนล้าได้ง่ายเร็วขึ้น ซึ่งภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืนจะกระทบกับบุคคลที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถยนต์ หรือการทำงานในช่วงเวลากลางคืน หลายคนอาจจะคิดว่าภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืนอาจมีอาการร้ายแรงหรือต้องรับการรักษาด้วยวิธีพิเศษ แตกต่างจากการรักษาอาการสายตาสั้นทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว เชื่อไหมว่าอาการสายตาสั้นตอนกลางคืน สายตาพร่าเมื่ออยู่ในที่มืด เป็นเพียงสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะสายตาสั้นตามปกติทั่วไป ซึ่งท่านสามารถรักษาได้ง่าย ๆ ด้วยการสวมใส่แว่นสายตาหรือการผ่าตัดทำเลสิกที่เหมาะสมเท่านั้น   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน เกิดขึ้นได้อย่างไร?   ●       การขยายของรูม่านตา ในภาวะที่แสงสว่างมีน้อย รูม่านตาของคนเราจะทำการขยายมากขึ้นเป็นอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มปริมาณของแสงเข้าสู่ดวงตาให้เห็นภาพชัดขึ้น แต่การขยายของรูม่านตาเช่นนี้กลับมีข้อเสียเช่นเดียวกัน โดยมันจะส่งผลกับสิ่งที่เรียกว่า Spherical aberration หรือก็คือการมองเห็นภาพเบลอมากยิ่งขึ้นเมื่อรูม่านตาของเราขยาย จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนอาจจะเห็นภาพเบลอในช่วงเวลากลางคืน ●       Spherical aberration ภาพเบลอที่เกิดจากรูม่านตาขยาย มีสาเหตุมาจากการที่ผลของแสงเดินทางผ่านความโค้งของกระจกตาในขณะที่รูม่านตาเปิดกว้างขยายขึ้น ทำให้แสงมีการหักเหห่างจากจอรับภาพมากกว่าปกติ ยิ่งหากมากเท่าไร สมองของคนเราก็จะได้รับภาพเบลอมากขึ้นตามไปด้วย ●       เซลล์รับภาพมีความไวต่อแสงที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน ขณะที่เซลล์แสงรับภาพในคนเราจะมีความต่อแสงที่ 555 นาโนเมตร และเมื่อไม่มีแสงเซลล์รับภาพจะมีความไวต่อแสงที่ 510 นาโนเมตร ซึ่งปริมาณของแสงที่แตกต่างกันนี้ สามารถทำให้ภาพที่เกิดขึ้นในสมองคนเราเบลอขึ้นได้ ●       Chromatic aberration โดยปกติแล้วเมื่อแสงเดินทางผ่านกระจกตา แสงจะแยกออกเรียงตามลำดับความยาวของคลื่นโดยเรียงการตกโฟกัสก่อนไปหลัง และจากคลื่นสั้นไปคลื่นยาว แต่ในตอนกลางคืน เซลล์รับภาพจะเปลี่ยนจากการรับคลื่นแสงสีเหลืองในตอนกลางวัน มาเป็นการรับคลื่นแสงสีน้ำเงินที่มีความถี่สูงขึ้นในตอนกลางคืนแทน ทำให้คนเราสามารถเกิดสายตาสั้นได้ประมาณ -0.50D เพราะแสงสีน้ำเงินจะตกก่อนจอรับภาพ   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน ไม่เป็นอะไรแล้วจริงหรือ? คนที่มีภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน หรือแม้แต่คนสายตาสั้นมาก บางรายอาจมีการเสื่อมของ Rod ที่ทำงานตอนกลางคืนร่วมด้วย ส่งผลให้เกิดการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวิตามิน A ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยในการมองเห็น อาการรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคตาบอดกลางคืนได้ แม้ว่าจะมีอาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน เช่น อาจทำให้การขับรถในช่วงเวลากลางคืนลำบากและเสี่ยงอันตรายมากกว่าเดิม รวมถึงการขึ้นลงบันไดในพื้นที่มืด เป็นต้น   คืนความคมชัดยาม่ํคาคืน ด้วยการรักษาที่ทันสมัยจาก Laser Vision ทุกปัญหาด้านสายตาสามารถรักษาให้ดีขึ้นด้วย เพียงคุณปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล โดย Laser Vision International LASIK Center เป็นศูนย์รักษาสายตาอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านและเครื่องมืออันทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถดำเนินการรักษาภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน และอาการตาบอดกลางคืนได้ หรือในเคสที่รุนแรงมีสาเหตุจากต้อกระจกตา ทางเราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย ปรึกษาเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

จริงหรือไม่? ที่สภาพอากาศมีผลต่อสุขภาพของดวงตา

ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสภาพอากาศ 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูหนาว และฤดูฝน ซึ่งทั้งสามฤดูกาลล้วนแล้วแต่สามารถส่งผลต่อสุขภาพของดวงตาเราได้ ไม่แพ้ปัจจัยทางมลพิษอื่น ๆ จำพวกฝุ่นละอองหรือควันเลยทีเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมักมาพร้อมกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งในช่วงฤดูร้อนจัด และฤดูหนาวจัด นั้นจะส่งผลต่อดวงตาของเราเป็นอย่างมาก   ฤดูร้อนมีผลต่อสุขภาพดวงตาของเราอย่างไร? ฤดูร้อน เป็นฤดูที่มีอุณหภูมิสูงและมีแสงแดดร้อนแรงกว่าฤดูอื่น ที่สำคัญยังมีช่วงระยะเวลาที่ยาวนานหลายเดือนอีกด้วย ทุกคนควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพดวงตาของตนเองให้ดี เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความเปราะบางสูง มีเพียงแค่เปลือกตาเท่านั้นที่คอยปกป้องจากแสงแดดและคลื่นอุณหภูมิความร้อน หากปล่อยให้ดวงตาสัมผัสกับอากาศแห้งและแสงแดดก็จะให้ดวงตาแห้งได้ง่าย หากดวงตาแห้งมาก ๆ ก็จะส่งผลกระทบอื่น ๆ ตามมา เช่น อาการตาบวม หรืออาการคันบริเวณดวงตาจากโรคภูมิแพ้ ภาวะตาแห้งจากการออกแดดมากเกินไป รวมถึงดวงตาแห้งยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่ายอีกด้วย   วิธีการดูแลและป้องกันดวงตาในฤดูร้อนที่ถูกต้อง คือการสวมใส่แว่นตากันแดดหรือแว่นสายตาที่มีเลนส์ช่วยย้อมสีก็ได้ ควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 8 ถึง 10 แก้ว และควรดื่มน้ำอย่างน้อย 1 ถึง 2 แก้ว หากมีเหตุต้องออกไปเผชิญกับแสงแดด เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา รวมถึงการทาครีมกันแดดสำหรับใบหน้าบริเวณรอบดวงตา และการหยอดน้ำตาเทียมก็สามารถช่วยลดอาการดวงตาแห้งได้เช่นกัน   ฤดูหนาวมีผลต่อสุขภาพดวงตาอย่างไร? หลายคนอาจจะคิดว่ามีแค่ฤดูร้อนเท่านั้นที่ทำให้เกิดอาการดวงตาแห้ง แต่ความจริงแล้วฤดูหนาวก็สามารถทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้เหมือนกัน เนื่องจากอากาศในช่วงฤดูหนาวจะมีสภาพอากาศที่แห้งและมีความเย็น (แม้ว่าจะไม่มีคลื่นความร้อนเหมือนฤดูร้อน) แต่เมื่ออากาศแห้งและเย็นมาสัมผัสกับดวงตาจะทำให้น้ำหล่อเลี้ยงกระจกตานั้นระเหยมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้งตามมาในภายหลัง หากใครที่มีอาการรุนแรงอาจมีอาการตาแดง แสบตา หรือมีอาการอักเสบ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาอย่างรุนแรงได้   วิธีการดูแลและป้องกันดวงตาในฤดูร้อนที่ถูกต้อง คือการดื่มน้ำให้เพียงพอ วันละอย่างน้อย 8 ถึง 10 แก้ว เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา และสร้างน้ำหล่อเลี้ยงตาให้เพียงพอ กรณีที่เคืองตาให้กะพริบตาหรือหลับตาสัก 5 วินาที จะทำให้น้ำหล่อเลี้ยงตากลับฉาบลูกตาอีกครั้ง ถ้าไม่ดีขึ้นให้หยอดน้ำตาเทียม (แบบไม่มีสารกันเสีย) ช่วยลดอาการตาแห้ง หรือถ้าให้ดีที่สุดพยายามหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีลมพัดแรงหรือบริเวณที่มีอากาศแห้งจัดเย็นจัดจะช่วยได้มาก   ฤดูฝนมีผลต่อสุขภาพดวงตาอย่างไร? ฤดูฝนแตกต่างกับฤดูร้อนและฤดูหนาวเสียหน่อย ตรงที่ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพดวงตาที่พบบ่อยจะไม่ใช่อาการตาแห้ง แต่จะเป็นอาการเกี่ยวกับโรคตาแดง ภูมิแพ้อากาศขึ้นตา เยื่อบุอักเสบ และการติดเชื้อบริเวณดวงตา เนื่องจากในช่วงฤดูฝนสภาพอากาศจะมีความอับชื้นและเย็น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ยิ่งหากน้ำฝนไปชะล้างฝุ่นละอองในอากาศและกระเด็นเข้าสู่ดวงตาก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้อย่างรวดเร็ว   วิธีการดูแลและป้องกันดวงตาในฤดูฝนที่ดีที่สุด คือพยายามหลีกเลี่ยงอย่าให้ดวงตาสัมผัสกับหน้าฝนเด็ดขาด เพราะน้ำฝนเต็มไปด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของอาการต่าง ๆ หากดวงตาสัมผัสกับน้ำฝน ให้ลืมตาในน้ำสะอาดเพื่อล้างทำความสะอาด ล้างมือให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการเอามือไปสัมผัสดวงตา หากใครที่มีอาการอักเสบ ตาบวม ตาแดง หรืออาการอื่น ๆ ให้รีบพบจักษุแพทย์โดยทันที   ทุกปัญหาด้านสุขภาพตา รักษาได้ที่ Laser Vision Laser Vision International LASIK Center ศูนย์เลสิกเปิดให้บริการดูแลรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาทุกชนิดแบบครบวงจร ด้วยประสบการณ์มานานกว่า 25 ปี ทางศูนย์รักษาสายเลเซอร์วิชั่นมีจักษุแพทย์เฉพาะด้านมากประสบการณ์ เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยได้มาตรฐานสากล ดีที่สุดเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย ไม่ว่าคุณจะมีปัญหาด้านสุขภาพตาอะไร จักษุแพทย์ของเราก็พร้อมให้คำปรึกษา วินิจฉัย และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลได้ เชื่อมั่น เชื่อใจ โรคเกี่ยวกับดวงตารักษาให้หายได้ ที่ศูนย์รักษาสายตาเลเซอร์วิชั่น สนใจสอบถามเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำ LASIK ที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

การทำ LASIK นับเป็นหนึ่งทางเลือกฟื้นฟูสายตาให้กลับมามีความคมชัด มองเห็นชัดเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องเสียเวลาใส่คอนแทคเลนส์ให้วุ่นวาย แต่เชื่อว่าหลายคนคงยังมีความกังวลใจอยู่ไม่น้อยเกี่ยวกับการทำ LASIK เนื่องจากความกลัวและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำเลสิกที่เคยได้รับรู้กันมา บทความนี้ Laser Vision จึงจะมาช่วยอธิบายเคลียร์ชัดในทุกประเด็น เพื่อเป็นความรู้ให้กับใครที่กำลังพิจารณา กล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะทำเลสิกกันอยู่   ●       ทุกคนสามารถทำ LASIK เพื่อรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ หลายคนอาจจะคิดว่า ใคร ๆ ก็สามารถทำ LASIK เพื่อแก้ไขความผิดปกติของค่าสายตาได้ทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถจะทำ LASIK ได้ เนื่องจากการทำ LASIK จะต้องมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป และมีค่าสายตาที่คงที่มาตลอด 1 ปี ไม่เปลี่ยนแปลงเกิน 100 จึงจะสามารถทำ LASIK ได้ มิเช่นนั้นอาจเกิดปัญหาสายตาคลาดเคลื่อนในอนาคตได้ง่าย อีกทั้งผู้ป่วยในกลุ่มโรคบางโรคก็ไม่สามารถทำเลสิกได้เช่นกัน อาทิ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคมะเร็ง ผู้ป่วยจิตเวชหรือมีปัญหาทางจิตใจ ผู้ป่วยโรค SLE โรคข้ออักเสบมารูตอยด์ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นก่อนการทำเลสิกทุกครั้ง ผู้เข้ารับการรักษาจึงต้องตรวจวัดค่าสายตาที่แน่นอน รวมถึงเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยก่อนเสมอ ●       การทำ LASIK ใช้ใบมีดจริง ๆ ในการแยกชั้นกระจกตา การทำ LASIK แบบดั้งเดิมจะใช้ใบมีด Microkeratome ซึ่งเป็นใบมีดขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้มีความโค้งเข้ากับลูกตาของคนเรา แต่ในปัจจุบัน วิธีการทำ LASIK ได้มีการพัฒนาขึ้นมามากมายหลายวิธี โดยวิธีการทำ LASIK ใหม่ ๆ จะเป็นแบบการทำเลสิกแบบไร้ใบมีด จะใช้เลเซอร์พลังงานสูงช่วยในการแยกชั้นสายตาแทนการใช้ใบมีดแบบเก่า มีความแม่นยำสูง รวดเร็วและก่อให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาน้อยลง เหมาะสำหรับผู้ที่กลัวการรักษาด้วยใบมีด ●       การทำ LASIK สามารถรักษาอาการตาบอดสีได้ เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ผู้ที่มีอาการตาบอดสีสามารถเข้ารับการทำ LASIK ได้ จนทำให้ใครหลายคนอาจมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการทำเลสิกสามารถใช้รักษาอาการตาบอดสีได้เหมือนกัน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ผิด เพราะการทำเลสิกเป็นเพียงการรักษาค่าสายตาที่ผิดปกติ อย่างภาวะสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงเท่านั้น ไม่สามารถรักษาอาการตาบอดสีได้ เพราะเป็นคนละส่วนกัน ●       ทุกค่าสายตาสั้น สามารถทำ LASIK ได้หมด อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำ LASIK ได้ และไม่ใช่ทุกค่าสายตาผิดปกติจะสามารถรักษาด้วยการทำเลสิกได้เหมือนกัน โดยปัจจุบัน การ LASIK มีหลายวิธี แต่ละวิธีต่างมีความเหมาะสมในการใช้รักษาระดับค่าสายตาได้ไม่เท่ากัน ดังนี้ การทำ LASIK ดั้งเดิม (ใช้ใบมีด Microkeratome) สามารถใช้รักษาค่าสายตาผิดปกติ ได้ทั้งกรณีสายตาสั้นไม่เกิน -1000 สายตายาวไม่เกิน -500 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 การทำ PRK รักษาค่าสายตาผิดปกติ ได้ทั้งกรณีสายตาสั้นไม่เกิน -600 สายตายาวไม่เกิน -500 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 การทำ FemtoLASIK รักษาค่าสายตาผิดปกติ ได้ทั้งกรณีสายตาสั้นไม่เกิน -1000 สายตายาวไม่เกิน -500 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 และการทำ NanoRelex รักษาได้เฉพาะผู้ที่มีสายตาสั้นตั้งแต่ -50 ถึง -1000 และสายตาเอียงไม่เกิน -600 ทั้งนี้นี่เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยเพิ่มเติม ●       เมื่อทำ LASIK แล้วสายตาจะดีตลอดไปเลย สิ่งหนึ่งที่ใครหลายคนมักเข้าใจผิดกันอยู่เสมอ คือการทำ LASIK เป็นการแก้ไขความผิดปกติของสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียงแบบถาวร ซึ่งข้อบอกว่าเป็นความเชื่อที่ผิด เนื่องจากเมื่อรักษาด้วยการทำ LASIK แล้วค่าสายตาของเราจะกลับไปเหมือนสายตาของคนทั่วไป คือจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาไปตามช่วงอายุของชีวิต เหมือนอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายที่เสื่อมไปตามกาลเวลาเช่นกัน สามารถเกิดภาวะสายตาสั้น ภาวะสายตายาว ภาวะสายตาเอียง เกิดขึ้นได้ในอนาคตเหมือนเดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้สายตา และการดูแลรักษาบำรุงสายตาด้วย   ฟื้นฟูการมองเห็นให้คมชัด ปลอดภัยได้อย่างไร้กังวล ด้วยการรักษาที่ทันสมัยจาก Laser Vision การทำเลสิกเพื่อฟื้นฟูสายตาให้กลับมามองเห็นชัดแจ๋วและมีความปลอดภัย จำเป็นต้องมีจักษุแพทย์คอยให้คำแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด โดย Laser Vision International LASIK Center เป็นศูนย์รักษาสายตาอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี มีทีมแพทย์เฉพาะด้านและเครื่องมืออันทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถให้การช่วยเหลือในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้หมด ทั้งสายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาว และสายตายาวตามอายุ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับดวงตาทุกประเภท ทางเราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยดูแลรักษาได้อย่างปลอดภัย รับรองว่าคุณหมอจะช่วยอธิบายถึงแผนการทำเลสิกหรือแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในแต่ละบุคคล พร้อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณนั่นเอง ปรึกษาเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

สายตายาวเกิดจากอะไร? รู้ทันสาเหตุและแนวทางการรักษาสายตายาว

สรุปสาระสำคัญ สายตายาวคือการที่กระจกตาหรือเลนส์ตาไม่สามารถโฟกัสแสงให้ตรงจุดที่จอประสาทตา ทำให้มองเห็นวัตถุใกล้ไม่ชัด มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกระจกตาหรือเลนส์ตาเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรืออาจเป็นผลจากกรรมพันธุ์ การรักษาสายตายาวทำได้โดยการใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมเพื่อช่วยโฟกัสแสงให้ถูกต้อง หรือเลือกทำการผ่าตัดเลสิกสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใส่แว่นตา รวมถึงการดูแลสุขภาพตาและพักสายตาก็เป็นสิ่งสำคัญ การป้องกันสายตายาวทำได้โดยการพักสายตาทุก 20 นาทีเมื่อใช้สายตานานๆ รักษาระยะห่างจากหน้าจอให้เหมาะสม และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีสารบำรุงสายตาก็ช่วยป้องกันได้ รู้ไหมว่าสายตายาวเป็นปัญหาที่หลายคนอาจจะไม่ทันสังเกต โดยทั่วไปแล้วสายตายาวเกิดจากการใช้สายตามากเกินไป หรืออาจเกิดจากความผิดปกติในดวงตาที่ทำให้การโฟกัสแสงที่กระทบตาผิดปกติ ส่งผลให้มองเห็นสิ่งใกล้ตัวไม่ชัดเจน ปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน เมื่อเกิดแล้วสามารถรักษาและแก้ไขได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย ทั้งการปรับพฤติกรรมหรือการรักษาทางการแพทย์ ลองมาทำความเข้าใจสาเหตุ วิธีป้องกัน และวิธีแก้ไขที่ได้ผลพร้อมกันในบทความนี้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ประเภทของสายตายาว ▶ รู้ทันสาเหตุ สายตายาวเกิดจากอะไร? ▶ อาการสายตายาวที่พบได้บ่อยเป็นอย่างไร ▶ วิธีการรักษาสายตายาวในปัจจุบัน ▶ 7 วิธีป้องกันสายตายาว ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน ▶ รักษาสายตายาวที่ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร? ▶ สรุป ▶ อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ประเภทของสายตายาว ปัญหาสายตายาวเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน ทำให้การโฟกัสภาพหรือสิ่งของในระยะใกล้เป็นไปได้ยากลำบาก โดยภาวะสายตายาวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ดังนี้ สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) เกิดจากลูกตามีความยาวสั้นกว่าปกติ หรือกระจกตาและเลนส์ตามีกำลังหักเหแสงไม่เพียงพอ ทำให้แสงไปโฟกัสอยู่ด้านหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวโดยกำเนิดมักมองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด ส่วนผู้ที่มีค่าสายตาสูงอาจมองเห็นระยะไกลไม่ชัดร่วมด้วย ภาวะนี้สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก และอาจถ่ายทอดทางพันธุกรรม สายตายาวตามวัย (Presbyopia) เกิดจากการเสื่อมของเลนส์ตาตามวัย โดยมักเริ่มพบในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เมื่อเลนส์ตาสูญเสียความยืดหยุ่นและกล้ามเนื้อตาปรับโฟกัสระยะใกล้ได้ลดลง จึงทำให้อ่านหนังสือหรือมองหน้าจอโทรศัพท์ได้ไม่ชัด ต้องถือวัตถุให้อยู่ห่างจากดวงตาจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน รู้ทันสาเหตุ สายตายาวเกิดจากอะไร? สายตายาวเกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวไม่ชัดเจน แต่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลได้ชัดเจน สาเหตุหลักของปัญหานี้มาจากการที่แสงที่กระทบตาไม่ได้โฟกัสตรงจุดกระทบของจอตา (Retina) แต่จะไปกระทบที่หลังจอตาแทน ซึ่งเกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้ ลูกตามีความยาวสั้นกว่าปกติ เป็นสาเหตุหลักของสายตายาวโดยกำเนิด เมื่อความยาวของลูกตาสั้นกว่าปกติ แสงที่เข้าสู่ดวงตาจะไปโฟกัสด้านหลังจอประสาทตา ทำให้มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด และในบางรายอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะไกลด้วย กระจกตามีความโค้งน้อยกว่าปกติ กระจกตาที่แบนกว่าปกติจะทำให้กำลังในการหักเหแสงลดลง ส่งผลให้แสงไม่สามารถรวมโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างเหมาะสม จึงเกิดภาวะสายตายาว เลนส์ตามีกำลังหักเหแสงลดลง ในบางรายเลนส์ตาอาจมีกำลังในการหักเหแสงไม่เพียงพอ ทำให้การรวมแสงเกิดขึ้นด้านหลังจอประสาทตา และส่งผลให้การมองเห็นไม่คมชัด ควรปรึกษาหมอรักษาตาเพื่อรับการประเมินอย่างละเอียด อายุที่เพิ่มขึ้น เมื่ออายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เลนส์ตาจะค่อยๆ สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้ปรับโฟกัสระยะใกล้ได้ลดลง เกิดเป็นภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย พันธุกรรม ผู้ที่มีพ่อหรือแม่เป็นสายตายาว มีโอกาสเกิดภาวะสายตายาวโดยกำเนิดมากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากลักษณะของลูกตาและการหักเหของแสงสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ โรคหรือความผิดปกติของดวงตา (พบได้น้อย) โรคบางชนิดหรือความผิดปกติของโครงสร้างดวงตา เช่น ความผิดปกติของเลนส์ตา หรือการผ่าตัดดวงตาบางประเภท อาจทำให้กำลังการหักเหของแสงเปลี่ยนแปลงและเกิดภาวะสายตายาวได้ อาการสายตายาวที่พบได้บ่อยเป็นอย่างไร สายตายาวหรือที่บางคนเรียกกันว่าตาไกลมักจะมีอาการ ดังนี้ มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด โดยเฉพาะเวลาอ่านหนังสือ ดูโทรศัพท์ หรือเย็บปักถักร้อย ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออก จึงจะมองเห็นตัวอักษรได้ชัดขึ้น ปวดตา หรือเมื่อยล้าดวงตา หลังใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานาน ปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผากหรือรอบดวงตาหลังอ่านหนังสือหรือทำงานหน้าจอ มองเห็นไม่ชัดในที่แสงน้อย หรือรู้สึกว่าต้องใช้แสงสว่างมากกว่าปกติในการอ่าน ต้องหรี่ตาหรือเพ่งสายตา เพื่อให้มองเห็นภาพหรือข้อความได้ชัดขึ้น รู้สึกตาล้าหรือแสบตา หลังใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากเป็นสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ผู้ที่มีค่าสายตาไม่มากอาจยังมองเห็นได้ปกติในช่วงวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว เพราะเลนส์ตายังสามารถปรับโฟกัสชดเชยได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีค่าสายตาสูง อาการจะเริ่มชัดเจนขึ้น ส่วนสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) มักเริ่มพบในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป โดยมีอาการมองใกล้ไม่ชัดและต้องถือวัตถุให้ไกลออกจากดวงตาจึงจะมองเห็นได้ชัดเจน วิธีการรักษาสายตายาวในปัจจุบัน ปัจจุบันการรักษาสายตายาวมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของสายตายาว ระดับค่าสายตา อายุ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้มองเห็นได้คมชัด ลดอาการเมื่อยล้าดวงตา และเพิ่มคุณภาพในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งแนวทางการรักษาที่นิยมมีดังนี้ การใส่แว่นตา การสวมแว่นตาเป็นวิธีแก้ไขสายตายาวที่ง่าย ปลอดภัย และได้รับความนิยมมากที่สุด โดยเลนส์แว่นจะช่วยปรับการหักเหของแสงให้โฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างเหมาะสม ทำให้มองเห็นวัตถุระยะใกล้ได้ชัดเจนขึ้น ก่อนเลือกแว่นตาควรเข้ารับการตรวจวัดสายตากับจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้เลนส์ที่เหมาะสมกับค่าสายตาและลักษณะการใช้งานของแต่ละบุคคล การใช้คอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกสวมแว่นตา โดยทำหน้าที่ปรับการหักเหของแสงเช่นเดียวกับเลนส์แว่น แต่สามารถสวมใส่บนกระจกตาโดยตรง จึงช่วยให้มองเห็นได้อย่างเป็นธรรมชาติและสะดวกต่อการทำกิจกรรมต่างๆ อย่างไรก็ตาม ควรเลือกคอนแทคเลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตาและสุขภาพดวงตา รวมถึงดูแลความสะอาดอย่างถูกวิธีเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การทำเลสิกสายตายาว การทำเลสิกสายตายาวเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือหรือคอนแทคเลนส์ โดยจักษุแพทย์จะประเมินและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพดวงตาของแต่ละบุคคล ในปัจจุบันมีวิธีทำเลสิกสายตายาวอยู่ทั้งหมด 2 เทคนิค การทำเลสิกเทคนิค Monovision เป็นการปรับค่าสายตาให้ดวงตาแต่ละข้างทำหน้าที่แตกต่างกัน โดยดวงตาข้างหนึ่งจะมองเห็นระยะไกล ส่วนอีกข้างจะมองเห็นระยะใกล้ เพื่อให้สมองสามารถผสานภาพจากทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือได้อย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถปรับตัวกับการมองเห็นลักษณะนี้ได้ การทำเลสิกสายตายาว PresbyLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขภาวะสายตายาวตามอายุ อาศัยการใช้เลเซอร์ปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสภาพได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ส่งผลให้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการรักษาควรได้รับการตรวจประเมินสุขภาพดวงตาและค่าสายตาอย่างละเอียดที่ศูนย์เลสิก เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถเลือกเทคนิคที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือหรือแว่นสายตา วิธีนี้เป็นการนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่เริ่มเสื่อมสภาพออก แล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียมชนิดหลายระยะ (Multifocal Intraocular Lens) เข้าไปแทนที่ ช่วยให้มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล อีกทั้งยังเป็นการรักษาเพียงครั้งเดียว โดยเลนส์แก้วตาเทียมสามารถใช้งานได้ตลอดชีวิตหรือหลายสิบปี โดยทั่วไปมีอายุการใช้งานมากกว่า 50 ปี และไม่เสื่อมสภาพเหมือนเลนส์แก้วตาธรรมชาติ จึงช่วยลดโอกาสเกิดต้อกระจกในอนาคต เนื่องจากเลนส์เดิมถูกเปลี่ยนออกไปแล้ว ปัจจุบันศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี No-Blade RLE ซึ่งเป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมแบบไร้ใบมีด โดยใช้ Femtosecond Laser ช่วยในขั้นตอนสำคัญของการผ่าตัดแทนการใช้ใบมีด ทำให้แผลมีความแม่นยำ ลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อดวงตา และเพิ่มความปลอดภัยในการรักษา เมื่อใช้ร่วมกับเลนส์แก้วตาเทียมชนิดหลายระยะ (Multifocal) จะช่วยให้ผู้เข้ารับการรักษามองเห็นได้ชัดในทุกระยะ พร้อมลดการพึ่งพาแว่นตาในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์   7 วิธีป้องกันสายตายาว ทำได้ง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แม้ว่าภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) จะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่การดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเมื่อยล้าของดวงตา ชะลอการเสื่อมของการมองเห็น และลดความเสี่ยงของโรคตาบางชนิดได้ ดังนี้ พักสายตาด้วยกฎ 20-20-20 ทุกๆ 20 นาที ให้ละสายตาจากหน้าจอหรือหนังสือ มองไปยังวัตถุที่อยู่ห่างประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อช่วยลดอาการล้าของดวงตา รักษาระยะห่างจากหน้าจอให้เหมาะสม ควรวางหน้าจอคอมพิวเตอร์ห่างจากดวงตาประมาณ 50–75 เซนติเมตร (20–30 นิ้ว) และปรับระดับหน้าจอให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาเล็กน้อย เพื่อลดการเพ่งและอาการเมื่อยล้าของดวงตา จัดแสงสว่างให้เพียงพอ ใช้งานในบริเวณที่มีแสงสว่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงแสงสะท้อนจากหน้าจอหรือแสงที่ส่องเข้าตาโดยตรง เพื่อให้ดวงตาทำงานได้อย่างสบายมากขึ้น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ลูทีน ซีแซนทีน และโอเมก้า 3 เช่น ผักใบเขียว แครอท ปลาแซลมอน ไข่ และผลไม้หลากสี เพื่อช่วยบำรุงสุขภาพดวงตา สวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง เลือกแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ 100% เพื่อช่วยลดผลกระทบจากแสงแดดและปกป้องดวงตาจากความเสื่อมในระยะยาว ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากมีปัจจัยเสี่ยง เพื่อค้นหาความผิดปกติและวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หลีกเลี่ยงการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากต้องทำงานหน้าจอ อ่านหนังสือ หรือใช้สายตาเป็นเวลานาน ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถ กะพริบตาบ่อยๆ และพักสายตาเป็นระยะ เพื่อช่วยลดอาการตาล้าและความเมื่อยล้าของดวงตา รักษาสายตายาวที่ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร? ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะสายตายาวโดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขสายตา (Refractive Surgery) พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสุขภาพดวงตา ค่าสายตา และไลฟ์สไตล์ของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการทำเลสิกสายตายาว (Monovision, PresbyLASIK) หรือการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม RLE จุดเด่นของศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision ตรวจประเมินดวงตาอย่างละเอียดก่อนการรักษา ด้วยเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ดวงตาที่ทันสมัย เพื่อค้นหาวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล มีทางเลือกการรักษาครบทุกเทคโนโลยี ทั้งเลสิกสายตายาว Monovision, PresbyLASIK/Nano PresbyLASIK และการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม RLE หรือ No-Blade RLE เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการมองเห็นและไลฟ์สไตล์ ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขสายตา ที่มีประสบการณ์ในการรักษาปัญหาสายตาซับซ้อน พร้อมวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลมานานกว่า 28 ปี รักษานับแสนดวงตา ดูแลและติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพดวงตา เพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษามั่นใจในผลลัพธ์ระยะยาว สรุป สายตายาวเป็นภาวะที่เกิดจากแสงไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด โดยอาจเกิดจากโครงสร้างของดวงตาแต่กำเนิด (Hyperopia) หรือการเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุ (Presbyopia) ปัจจุบันมีแนวทางการรักษาหลากหลาย ตั้งแต่การสวมแว่นตา คอนแทคเลนส์ การทำเลสิกสายตายาว (Monovision LASIK หรือ PresbyLASIK) ไปจนถึงการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE) ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสุขภาพดวงตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล หากคุณเริ่มมีอาการมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออก หรือมีอาการปวดตาและเมื่อยล้าดวงตาเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาโดยจักษุแพทย์ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการตรวจประเมินดวงตาอย่างละเอียด ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง เพื่อช่วยเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการทำเลสิกสายตายาวหรือการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมแบบ No-Blade RLE ให้คุณกลับมามองเห็นได้ชัดเจนและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล เลสิกสายตาเอียง แก้ไขปัญหาภาพเบลอ ภาพไม่ชัด กับข้อควรรู้ก่อนทำ เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ เลสิกสายตายาว คืออะไร แก้ปัญหาการมองเห็นในระยะใกล้อย่างไร RLE การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสายตายาว (FAQ) สายตายาวเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุเท่าไร? สายตายาวมี 2 ประเภท ได้แก่ สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ซึ่งสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก และสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ที่มักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากเลนส์ตาค่อยๆ สูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้โฟกัสวัตถุระยะใกล้ได้ลดลง ค่าสายตายาวมีกี่ระดับ ค่าสายตายาวมี 3 ระดับหลัก ได้แก่ ระดับเบา (ต่ำกว่า +2.00 Diopter) ระดับปานกลาง (ระหว่าง +2.00 ถึง +4.00 Diopter) และระดับรุนแรง (สูงกว่า +4.00 Diopter) ซึ่งแต่ละระดับจะมีผลกระทบต่อการมองเห็นที่แตกต่างกัน และจำเป็นต้องเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม สายตายาวเท่าไรควรใส่แว่น ไม่มีค่าสายตาที่กำหนดตายตัวว่าต้องเริ่มใส่แว่น เนื่องจากขึ้นอยู่กับอายุ อาการ และการใช้สายตาของแต่ละบุคคล หากเริ่มมีอาการมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออก ปวดตา หรือเมื่อยล้าดวงตาเมื่อใช้งานระยะใกล้ ควรเข้ารับการตรวจสายตากับจักษุแพทย์เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องใส่แว่นหรือไม่ วิธีสังเกตอาการสายตายาว อาการที่พบบ่อย ได้แก่ มองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออก หรี่ตาหรือเพ่งสายตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น รวมถึงมีอาการปวดตา ตาล้า หรือปวดศีรษะหลังใช้สายตาเป็นเวลานาน หากมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม สายตายาวทำเลสิกได้ไหม? ได้ แต่ขึ้นอยู่กับชนิดของสายตายาวและสุขภาพดวงตาของแต่ละบุคคล หากเป็นสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) หรือสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) จักษุแพทย์จะประเมินว่าผู้เข้ารับการรักษาเหมาะกับ Monovision LASIK, PresbyLASIK หรือควรพิจารณา RLE (Refractive Lens Exchange) ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกว่าในผู้ที่มีอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไป รักษาสายตายาวราคาเท่าไร? ค่าใช้จ่ายในการรักษาสายตายาวแตกต่างกันไปตามวิธีการรักษาและเทคโนโลยีที่เลือกใช้ เช่น การทำเลสิกสายตายาว (Monovision LASIK หรือ PresbyLASIK) และการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน ดังนั้น ควรเข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพดวงตาและปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมและประเมินค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้อง สายตายาวรักษาหายไหม? สายตายาวสามารถแก้ไขการมองเห็นให้กลับมาชัดเจนได้ด้วยแว่นตา คอนแทคเลนส์ การทำเลสิก หรือการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ทั้งนี้ วิธีการรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับชนิดของสายตายาว อายุ และสุขภาพดวงตาของแต่ละบุคคล ซึ่งจักษุแพทย์จะเป็นผู้ประเมินและวางแผนการรักษา สายตายาวกี่ปีควรตรวจตา? ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้จะยังไม่มีอาการผิดปกติ เนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มมีความเสี่ยงต่อภาวะสายตายาวตามอายุ รวมถึงโรคตาอื่นๆ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก และโรคจอประสาทตา บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

NanoRelex และ LASIK วิธีรักษาภาวะสายตาผิดปกติทั้งสองวิธี มีความแตกต่างกันอย่างไร?

ในปัจจุบัน ทางเลือกในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติด้วยการผ่าตัดในประเทศไทยมีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งในแต่ละวิธีต่างมีความเหมาะสมต่อการรักษาปัญหาทางด้านสายตาของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาภาวะสายตาที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมสูงก็คงหนีไม่พ้น การผ่าตัดแก้ปัญหาภาวะสายตาผิดปกติ ด้วยวิธีการทำ LASIK และวิธีการผ่าตัดรูปแบบใหม่ NanoRelex บางคนอาจจะเคยได้ยินผ่าน ๆ กันมาบ้างแล้ว แต่ในบทความนี้ Laser Vision จะช่วยอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้นเอง ภาวะสายตาผิดปกติ คืออะไรและมีกี่ประเภท? ก่อนที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติยอดนิยม อย่างการทำ LASIK และวิธีการรักษาแบบใหม่ NanoRelex ทั้งสองวิธีมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เราอยากให้ทุกคนทราบกันเสียก่อนว่า อาการภาวะสายตาผิดปกติ คืออะไร? ภาวะสายตาผิดปกติ คือภาวะเกี่ยวกับปัญหาการมองเห็นทางสายตาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยปกติการมองเห็นของคนเรา เกิดจากการที่แสงไปตกกระทบที่บริเวณผิวกระจกตา แล้วเกิดการหักเหโฟกัสไปที่จอประสาทตาพอดี ภาพที่เห็นจึงมีความคมชัดทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ถือเป็นภาวะสายตาทั่วไป แต่หากความโค้งของกระจกตา หรือความยาวของลูกตามากหรือน้อยจนเกินไป จะทำให้ภาพที่ได้ไม่คมชัด เรียกว่าภาวะสายตาผิดปกติ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ภาวะสายตาสั้น ภาวะสายตายาว ภาวะสายตาเอียง และภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ LASIK คือวิธีการรักษาอย่างไร? การรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ทุกประเภท ด้วยการผ่าตัดโดยใช้ใบมีด Microkeratome แยกชั้นกระจกตาออกให้ได้ความหนาประมาณ 100 ถึง 120 ไมครอน เปิดกระจกตาทิ้งไว้ (ประมาณ 3 ถึง 5 นาที) จากนั้นจึงใช้ Excimer Laser ยิงไปลงบริเวณกระจกตา เพื่อช่วยในการปรับความโค้งกระจกตาให้เหมาะสม ให้ได้ค่าสายตาตามที่ต้องการแก้ไข แล้วจึงปิดกระจกตากลับเข้าที่เดิม ซึ่งไม่ต้องเย็บแผลปิด เพราะชั้นกระจกตาจะสมานเข้ากันเองตามธรรมชาติในภายหลัง NanoRelex คือวิธีการรักษาอย่างไร? NanoRelex คือทางเลือกใหม่ในการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ ด้วยการใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของการทำเลสิก ได้แก่ Femtosecond Laser ที่มีความแม่นยำสูงในการปรับแต่งเนื้อเยื่อกระจกตา และนำเนื้อเยื่อกระจกตาส่วนเกินออกมาผ่านทางแผลขนาดเล็กเพียงแค่ 2 ถึง 3 มิลลิเมตร เพื่อปรับความโค้งกระจกตาให้เหมาะสม เนื่องจากวิธี NanoRelex นั้นเป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ทำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดรู้สึกเบาสบายตาขณะผ่าตัด มีการรบกวนกระจกตาน้อย กระจกตาหลังผ่าตัดจึงมีความแข็งแรง เป็นวิธีการรักษาที่พัฒนาขึ้นมาใหม่จากการทำเลสิกอีกที เปรียบเทียบข้อแตกต่างของการทำ LASIK และ NanoRelex ให้เห็นภาพกันชัดเจนมากขึ้น การทำ LASIK ●       ใช้ใบมีด Microkeratome ที่มีความคมในการผ่าเปิดชั้นกระจกตา ขนาดแผลหลังผ่าตัดจะมีความยาวประมาณ 20 มิลลิเมตร ●       สามารถรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ทุกประเภท เพียงแต่มีข้อจำกัด คือคนที่มีกระจกตาบางหรือไม่สม่ำเสมอ จะไม่สามารถทำเลสิกได้ ●       มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งมากกว่าวิธีการรักษา NanoRelex ●       ค่าใช้จ่ายในการรักษาถูกกว่าวิธีการรักษา NanoRelex แต่ต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานกว่า ●       หลังทำ LASIK ต้องปิดฝาครอบตา 1 คืน เพื่อป้องกันการขยี้ตา ●       ต้องใช้เวลาในปรับค่าสายตาประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์ ค่าสายตาจึงจะกลับมาเห็นได้ชัด การทำ NanoRelex ●       วิธีการทำเลสิกแบบใหม่ที่พัฒนามาจากการทำ LASIK ดั้งเดิม เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีด ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ Femtosecond Laser ที่มีความแม่นยำสูง ขนาดแผลหลังทำจึงมีความยาวแค่ 3 ถึง 5 มิลลิเมตร ●       ไม่มีการแยกชั้นกระจกตาด้วยใบมีด จึงไม่มีความเสี่ยงในการเกิดปัญหากระจกตาเคลื่อนตามมาในภายหลัง ●       แทบไม่มีอาการเคืองตาหรือปวดตาหลังทำเลย ●       โอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยมาก ●       สามารถใช้รักษาเพื่อลดภาวะแสงฟุ้งตอนกลางคืนได้ด้วย ●       ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าวิธีการทำ LASIK ●       NanoRelex มีข้อจำกัด สามารถใช้รักษาภาวะสายผิดปกติ ได้เฉพาะแค่ภาวะสายตาสั้น และสายตาเอียงเท่านั้น ●       ต้องใช้เวลาในปรับค่าสายตาประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์ ค่าสายตาจึงจะกลับมาเห็นได้ชัด   วิธีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติทั้งสองวิธีต่างมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ภาวะค่าสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงที่สามารถรักษาได้ ระยะเวลาในการพักฟื้น ค่าใช้จ่าย รวมถึงข้อจำกัดด้านสุขภาพตาของแต่ละบุคคลในการรักษา ดังนั้นก่อนตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาภาวะสายตาผิดปกติ ทุกคนจึงควรพบจักษุแพทย์ เพื่อเข้ารับการประเมินและรับคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับแนวทางในการรักษาที่เหมาะกับตัวคุณโดยเฉพาะ ภาวะสายตาผิดปกติ รักษาให้หายได้อย่างปลอดภัย ที่ Laser Vision   ทุกปัญหาภาวะสายตาผิดปกติสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ เพียงคุณปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล โดย Laser Vision International LASIK Center เป็นศูนย์รักษาสายตาอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านและเครื่องมืออันทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถดำเนินการรักษาภาวะสายตาผิดปกติได้ทุกประเภท เรามีความชำนาญในทุกแนวทางการรักษาปัญหาด้านสายตา ทั้งการทำ LASIK และการทำ NanoRelex อีกทั้งเรายังเป็นผู้บุกเบิกวิธีการรักษา NanoRelex แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยอีกด้วย ปรึกษาเพิ่มเติม โทร 02-511-211
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111