บทความสุขภาพตา

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ดูแลดวงตาง่าย ๆ กับ 5 เมนูอาหารบำรุงสายตา

ดูแลดวงตาง่าย ๆ กับ 5 เมนูอาหารบำรุงสายตา การดูแลสายตาให้มีสุขภาพที่ดี อยู่ตลอดนั้นมีอยู่หลายวิธี แต่วันนี้ Laser Vision จะเริ่มกับสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่าย และทำได้ทุกวันอย่างเรื่องการกิน   วันนี้เราขอรวบรวม 5 เมนูอาหารที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตามาให้ รับรองนอกจากอร่อยแล้วยังได้สุขภาพอีกด้วย โดยหลังทำเลสิก 4 -5 ชั่วโมงแรกสายตาคุณจะอยู่ในช่วงปรับตัว อาจทำให้มองเห็นภาพแบบเบลอ หรือไม่ชัด แต่หลังจากการพักฟื้นเพียง 1 วัน สายตาคุณจะดีขึ้นแบบชัดเจน   1. ส้มตำ หลายคนเอะใจแน่นอน อาหารอย่างส้มตำช่วยบำรุงสายตาได้ด้วยหรอ? ในส้มตำที่มีส่วนผสมของแครอท โดยเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และลูทีน ที่อยู่ในแครอทมีฤทธิ์ในการดูแลสุขภาพดวงตาโดยตรง   2. แซนวิชโฮลวีททูน่า เป็นอาหารบำรุงสายตาชั้นเยี่ยมอีกหนึ่งเมนู โดยเฉพาะเป็นอาหารเช้าที่ไม่หนักท้อง และได้ประโยชน์เต็มๆ กับสุขภาพตา เพราะเนื้อทูน่านั้นอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่จะช่วยป้องกันความผิดปกติของดวงตา ไม่ว่าจะเป็น การเสื่อมสภาพของกระจกตก เป็นต้น   3. สลัดโรลแครอท อีกหนึ่งเมนูที่เหมาะกับการกินได้ทุกมื้อที่มาพร้อมส่วนผสมหลักอย่างแครอทที่ช่วยบำรุงสุขภาพตาโดยตรงอีกเช่นเคย และยังช่วยให้กระจกตาใสอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยป้องกันตาแห้ง และ โรคตาบอดกลางคืนได้ด้วย    4. ยำแซลม่อน แค่ได่ยินชื่อเมนูก็น่ากินแล้ว นอกจากความอร่อยแล้ว แซลม่อนยังอุดมไปด้วย DHA ที่เป็นกรดที่อยู่ในจอประสาทตา ที่จะช่วยไม่ให้คุณตาแห้ง แถมยังมีโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสายตา ยิ่งกินยิ่งดี   5. ผัดผักรวมมิตร เมนูสุดคลาสิกที่เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี ซึ่งในเมนูนี้มาพร้อมประโยชน์เรื่องสายตาแบบจัดเต็มเลย  ไม่ว่าจะเป็น แครอท คะน้า ผักบุ้ง และกะกล่ำดอก ที่อุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ และสารอาหารที่ข่วยบำรุงสายตาได้แบบเต็มๆ เรียกได้ว่าเป็นเมนูบำรุงสายตาเลยก็ว่าได้    ใครที่อ่านจบแล้วอย่าลืมไปหาเมนูเหล่านี้มาทานกันด้วยนะ
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ทำเลสิกด้วยเทคโนโลยี NanoRelex ใช้เวลากี่วันหายกันนะ

ทำเลสิกด้วยเทคโนโลยี NanoRelex ใช้เวลากี่วันหายกันนะ การทำเลสิกแบบ NanoRelex เทคโนโลยีขั้นสูงจาก Laser Vision    หลังเข้ารับการรักษาแล้ว สายตาของคุณจะเริ่มมองเห็นชัดกว่าเดิม และฟื้นฟูได้ถึง 75% ภายในวันเดียว  โดยหลังทำเลสิก 4 -5 ชั่วโมงแรกสายตาคุณจะอยู่ในช่วงปรับตัว อาจทำให้มองเห็นภาพแบบเบลอ หรือไม่ชัด แต่หลังจากการพักฟื้นเพียง 1 วัน สายตาคุณจะดีขึ้นแบบชัดเจน   1. สำหรับใครที่ต้องขับรถยนต์ไปทำธุระหรือไปทำงาน ควรพักสัก 1 วันก่อนขับรถ แต่ถ้าจะให้สายตาฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ก็อาจจะต้องพัก 3 - 5 วันปลอดภัย และที่สำคัญใช้เวลารักษาและพักฟื้นไม่นาน 2. การออกกำลังกายที่ควรพัก 3 - 5 วัน ก่อนกลับไปออกกำลังกายเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักเกินไปในช่วงแรก และที่สำคัญต้องระวังมือของตัวเองไม่ให้ไปสัมผัสโดนดวงตาด้วย 3. สำหรับการขึ้นเครื่องบิน สามารถขึ้นเครื่องบินได้เลย ไม่มีปัญหา!   แต่การฟื้นฟูของสายตาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย จึงควรมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำอย่างใกล้ชิด เป็นอย่างไรบ้าง NanoRelex นอกจากใช้เวลาในการทำไม่นานแล้ว ยังให้ผลลัพธ์และมีประสิทธิภาพดี แผลเล็กมากจึงทำให้หายไวสุด ๆ  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ทำไมนักกีฬาระดับโลกถึงเลือกทำเลสิกแบบ NanoRelex

ทำไมนักกีฬาระดับโลกถึงเลือกทำเลสิกแบบ NanoRelex เพื่อน ๆ เคยสงสัยกันไหมว่า ทำไมนักกีฬาระดับโลก หรือนักกีฬามืออาชีพไม่ใส่แว่นสายตาและมีสายตาดีกันทุกคนเลยหรือเปล่านะ?    จริงๆแล้ว นักกีฬาหลายคนก็ไม่ได้มีค่าสายตาที่ดีตั้งแต่แรก แต่พวกเขาเลือกที่จะทำเลสิกเพื่อช่วยให้มีค่าสายตาที่ดีกว่าเดิม เพราะการมองเห็นที่ชัดเจนย่อมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นกีฬา    และสำหรับ NanoRelex เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในเวลานี้ เป็นเทคโนโลยีการทำเลสิกที่ตอบโจทย์เหล่านักกีฬาทั้งหลายเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ แม่นยำ แผลเล็ก และปลอดภัย และที่สำคัญใช้เวลารักษาและพักฟื้นไม่นาน   อย่างที่รู้กันว่านักกีฬาบางคนมีทัวร์นาเมนต์แข่งขันเกือบตลอดทั้งปี ทำให้การทำเลสิกแบบนี้จึงช่วยตอบโจทย์เรื่องผลลัพธ์ และระยะเวลาการรักษา ช่วยให้สามารถกลับไปซ้อม หรือลงแข่งขันได้เร็วกว่าการทำเลสิกประเภทอื่น ๆ   
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

หลังทำ NanoRelex เสร็จแล้วต้องดูแลสุขภาพตาอย่างไร

หลังทำ NanoRelex เสร็จแล้วต้องดูแลสุขภาพตาอย่างไร หลังทำ NanoRelex เสร็จแล้วต้องดูแลสุขภาพตาอย่างไร   1. ควรใส่แว่นกันแดดหลังทำเลสิกเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เพราะว่าอยู่ในช่วงที่ดวงตาของเรากำลังฟื้นฟูตัวเอง และยังไม่สามารถรับแสงUV หนักๆ ได้    2. งดการใส่คอนแทคเลนส์อย่างน้อยเป็นเวลา 1 เดือน เพื่อให้ดวงตาของคุณฟื้นฟูได้สมบูรณ์และดีที่สุด   3. งดการใช้โทรศัพท์ การอ่านหนังสือ และอื่น ๆ เป็นเวลานาน เพราะช่วงนี้ดวงตาต้องฟื้นฟู และควรพักสายตา เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาหนัก ๆ ในช่วงอาทิตย์แรก   4. งดแต่งหน้าสัก 1 สัปดาห์ เพราะขณะที่ดวงตาฟื้นฟูนั้นไม่ควรให้มีสารเคมีหรือผงและเศษเครื่องสำอางค์เข้าตา อาจทำให้เราเผลอตัวเอามือไปขยี้ที่ดวงตาได้ด้วย   5. งดสูบบุหรี่ ควันที่เป็นพิษจากบุหรี่เมื่อลอยเข้าไปที่ดวงตาอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และพิษจากควันบุหรี่อาจส่งผลทำให้ตาอักเสบได้เช่นกัน   เป็นอย่างไรบ้าง ดูแลดวงตาหลังทำเลสิกแบบ NanoRelex ไม่ยากอย่างที่คิดใช่ไหม?   อุ่นใจได้ในทุกขั้นตอนการบริการที่ Laser Vision เพราะนอกจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้วยังมีเจ้าหน้าที่และทีมแพทย์ผู้ชำนาญการที่จะคอยให้คำแนะนำตั้งแต่ก่อนทำจนหลังทำเลสิกเสร็จ    
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

อย่าเสี่ยง! ทำไมไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ที่หมดอายุไปแล้ว

อย่าเสี่ยง! ทำไมไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ที่หมดอายุไปแล้ว หลายคนอาจเห็นว่าคอนแทคเลนส์ที่หมดอายุแล้ว บางครั้งยังดูดีเหมือนว่าจะยังใส่ต่อไปได้อยู่ แต่จริงๆแล้ว อันตรายกว่าที่คิด บอกเลยว่าทางที่ดีไม่ควรเสี่ยง   เพราะอย่างแรกเลย คือ ผลกระทบต่อดวงตาของเราจากการที่เราใส่คอนแทคเลนส์ที่หมดอายุไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพ และประสิทธิภาพของคอนแทคเลนส์ที่ไม่ดีเท่าเดิม หรือไม่ดีเลย อาจทำให้เยื่อตา หรือดวงตาของเราได้รับความเสียหาย อีกทั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ อยู่ที่คอนแทคเลนส์อีกด้วย ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ มองเห็นไม่ชัด และดวงตาติดเชื้อได้ ต่อมาจะทำให้ดวงตาของคุณแห้งง่ายกว่าเดิมมากขึ้น หรือเร็วขึ้น ทำให้ต้องหยดน้ำตาเทียมบ่อย ๆ และเกิดอาการระคายเคืองที่ตา  ส่งผลต่อดวงตาของเราทั้งหมด ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์หมดอายุเพราะจะส่งผลเสียในระยะยาวหากยังใส่อยู่บ่อย ๆ อย่าลืมเช็คให้ดีนะ ว่าคอนแทคเลนส์ที่ใส่อยู่ หมดอายุเมื่อไหร่? แน่นอนว่าเรื่องนี้สามารถป้องกันได้ เริ่มจากเราต้องเลือกซื้อคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน และดูวันหมดอายุการใช้งานว่าหมดเมื่อไหร่ รวมถึงปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ Laser Vision เพื่อรับคำแนะนำต่าง ๆ ในการเลือกซื้อคอนแทคเลนส์    
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ทำไมควรใส่แว่นตากันแดดกันนะ

ทำไมควรใส่แว่นตากันแดดกันนะ ใครที่ชอบออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งอยู่เป็นประจำ รู้หรือไม่ว่า การใส่แว่นตากันแดดนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากๆ เพราะในการที่เราออกไปกลางแจ้งในเวลากลางวัน ดวงตาของเราต้องเผชิญกับแสง UV อย่างหนักหน่วง และการใส่แว่นกันแดดตอนออกแดดนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพตามากกว่าแค่ความสวยงามแน่นอน   5 ประโยชน์ของแว่นกันแดด 1. ถนอมเลนส์ตาและจอตาจากรังสี UVA ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการเกิดต้อกระจก   2. ป้องกันสายตาจากสภาพอากาศ เช่น ลมแรงๆ ที่พัดเข้ามาที่ใบหน้าและดวงตาของเราอาจทำให้ตาแห้ง    3. ลดอันตรายจากแสงแดดที่จ้าเกินไป ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้จอประสาทตาเสื่อม   4. ช่วยป้องกันภาพสะท้อน และอาการปวดหัวที่ดวงตาของเราได้รับแสง UV เป็นเวลานานๆ    5. ช่วยให้คุณขับรถได้ปลอดภัยขึ้นในช่วงกลางวันเพราะแว่นกันแดดจะช่วยป้องกันการสะท้อนจากสิ่งต่างๆ ที่สะท้อนเข้ามาที่ดวงตาในช่วงขณะขับรถ  
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111