มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิก LASER VISION

อาหารแก้ง่วงยามบ่าย

อาหารแก้ง่วงยามบ่าย อาหารแก้ง่วงยามบ่าย      อาการง่วงนอนหาวหวอดเป็นโรคระบาดยามบ่ายๆ ของหนุ่มสาววัยทำงาน ที่ต้องทนทรมานกับความง่วงตลอดทั้งบ่าย ทำให้เสียสมาธิในการทำงานและเกิดอาการเกียจคร้านตามมา จนเสียงานการกันได้ หากว่าไปแล้วอาการอ่อนเพลียที่พูดถึงนี้ เป็นหนึ่งในอาการของโรคไฮโปไกลซีเมีย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกินอาหารผิดๆ โดยเฉพาะอาหารหวานๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาลขัดขาวและแป้งขัดขาว หากคุณยังจัดการกับการง่วงนอนหรือความรู้สึกเฉื่อยชาช่วงบ่ายไม่ได้สักที และไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร เกร็ดสุขภาพฉบับนี้มี 4 อาหารช่วยแก้อาการดังกล่าวมาแนะนำค่ะ ผักผลไม้อุดมวิตามินซี ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม บร็อคโคลี ช่วยต้านความเหนื่อยล้าที่มาจากความเครียดและกังวล ผลไม้ที่มีโครเมียม ได้แก่ แอปเปิล กล้วย มันฝรั่ง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดและเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เมล็ดพืชมากคุณค่า ได้แก่ งา ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืชไม่ขัดสี (ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ) และจมูกข้าวสาลี ซึ่งมีโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ช่วยบำรุงประสาทและช่วยให้จิตใจแจ่มใส สดชื่น ไขมันดีๆ จากปลา เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เสริมโปรตีนและกรดไขมันโอเมก้า-3 ให้แก่ร่างกาย และยังช่วยทำให้สมาธิและความจดจำดีขึ้น      เพียงเท่านี้ คุณก็โบกมืออำลาอาการง่วงนอนยามบ่ายๆ ได้แล้วค่ะ  
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์เลสิก LASER VISION

สุขภาพตากับอายุ

สุขภาพตากับอายุ สุขภาพตากับอายุ      ในขณะที่ผู้สูงอายุมุ่งมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้ห่างจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆทั้งโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง แต่อวัยวะที่ร่างกายต้องใช้ทุกวันอย่างดวงตา กลับได้รับความสนใจน้อยกว่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า เมื่อThe International Agency for the Prevention of Blindness (IAPB) สำรวจสุขภาพตาของคนที่มีอายุ 50ปี ทั่วโลก 45 ล้านคน พบว่า 80% มักมีปัญหาเรื่องสายตาจนถึงขั้นตาบอด   Snellen Chart      ความผิดปกติทางสายตาที่มีความสัมพันธ์กับอายุที่ผู้สูงวัยควรระวังได้แก่       ต้อกระจก      จะเริ่มตั้งแต่อายุ 40ต้นๆ (หรืออาจจะช้ากว่านั้น) การเกิดต้อกระจกเปรียบเสมือนฝ้าที่เกิดขึ้นบนกระจกใส ทำให้มองเห็นไม่ชัด อาการน่าสงสัยของต้อกระจกคือ ตาสู้แสงได้ไม่ดี โดยเฉพาะเวลาขับรถ        ต้อหิน      เกิดจากความดันภายในดวงตาที่สูงกว่าปกติทำให้ดวงตาแข็งเหมือนหิน เมื่อมองจะเห็นภาพที่อยู่ตรงกลางชัดแต่กลับมองภาพบริเวณรอบๆไม่ได้ ต้อหินมี2ชนิด คือต้อหินมุมปิดและมุมเปิด เรามักพบต้อหินมุมปิดหรือต้อหินเฉียบพลันในหญิงสูงอายุ เนื่องจากผู้หญิงมักมีดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย มักมีอาการปวดเมื่อยตามากเวลาที่ใช้สายตามากและมีอาการตาแดงก่อนตามัว แต่พอได้นอนพักผ่อนอาการต่างๆจะหายไป สามารถใช้ชีวิตได้ปกติแต่อีกไม่กี่วันก็จะกลับมีอาการใหม่ ในทางตรงกันข้ามต้อหินมุมเปิดหรือต้อหินเรื้อรัง พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงมาจากโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต โรคหลอดเลือด ภาวะสายตาสั้นหรือครอบครัวมีประวัติเป็นโรคต้อหิน ทั้งนี้ต้อหินแบบเรื้อรังอาจเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะไม่แสดงอาการ ดังนั้นจึงมักตรวจพบได้โดยบังเอิญ หรือกว่าจะมารักษาก็เป็นมากจนสายเกินแก้และอาจจะรุนแรงถึงขั้นตาบอด       การเสื่อมของตาเนื่องจากสูงอายุ      เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น อาการเบื้องต้นคือ มองเห็นภาพรอบๆชัดแต่มองจุดภาพตรงกลางไม่ชัด ซึ่งเกิดจากเซลล์เนื้อเยื่อชั้นในดวงตาที่อยู่กึ่งกลางของเรตินามีความผิดปกติและส่วนหนึ่งเกิดมาจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลสูง ภาวะน้ำหนักเกินหรือสูบบุหรี่เป็นต้น       จุดหรือเงาดำในตา      ผู้สูงอายุจะเห็นเป็นจุดหรือเงาดำเล็กๆวิ่งผ่าน คล้ายกับมีแมลงหรือยุงบินผ่าน สาเหตุเกิดจากน้ำวุ้นลูกตาที่อยู่ในตาระหว่างเลนส์กับเรตินาไม่จับตัวแน่นเหมือนเดิม ซึ่งเป็นไปตามอายุที่มากขึ้น แม้การมองเห็นจุดดำจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพตา แต่ถ้าเห็นจุดดำหรือเงาดำมากขึ้นและการมองเห็นไม่ชัดร่วมด้วย ควรจะเข้ามาพบจักษุแพทย์ทันที      สุขภาพตาก็เหมือนสุขภาพร่างกายทั่วไปที่ควร เข้ารับการตรวจเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และควรเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 
ศูนย์เลสิก LASER VISION

เราวัดความสามารถในการมองเห็นได้อย่างไร?

เราวัดความสามารถในการมองเห็นได้อย่างไร? หลักของการวัดความสามารถในการมองเห็น (Principle of Visual Acuity Test)      ยึดหลักสำคัญคือ ขนาดของภาพที่ปรากฎที่จอตา (Retinal image size) ขึ้นอยู่กับขนาดของวัตถุ (Object size) และระยะห่างจากลูกตา (distance) ซึ่งมีผู้ประดิษฐ์แบบวัดสายตาขึ้นโดยอาศัยหลักการดังกล่าวเป็นแผ่นป้ายมาตรฐานที่นิยมใช้กันคือ แผ่นป้ายสเนลเลน (snellen chart) ซึ่งประกอบด้วยตัวเลขขนาดต่างๆ      นอกจากนั้นยังมี reduced snellen charts หรือเรียกกันทั่วไปว่า Near cards ซึ่งใช้วัดสายตาในระยะใกล้ (near vision) โดยให้ผู้เข้าวัดสายตาถือแผ่น near cards อ่านในระยะห่าง 14 นิ้ว นิยมใช้วัดสายตาสำหรับผู้ที่เริ่มมีสายตายาวตามอายุ คือตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งการวัดสายตานั้น จะต้องมีการตรวจวัดสายตาเบื้องต้นก่อนทุกครั้ง ดังนั้นในการเตรียมสถานที่วัดสายตาจะต้องจัดให้มีระยะห่างระหว่างแผ่นป้ายกับผู้เข้ารับการตรวจวัด 20 ฟุต หรือ 6 เมตร    หากอ่านได้ค่า 20/20 ความว่าอย่างไร      20 ตัวแรก หมายถึง ระดับความสามารถที่ผู้เข้ารับการตรวจวัดสามารถอ่านตัวเลขหรือตัวอักษรจากมาตรฐานของ Snellen Chart ได้ครบทุกตัว เมื่ออยู่ห่างจากแผ่นชาร์ทที่ระยะ 20 ฟุต (ตัวเลขนี้มักจะไม่เปลี่ยนแปลง จะเป็นตัวเลข 20 เสมอ)      20 ตัวหลัง หมายถึง ระดับความสามารถที่คนปกติสามารถอ่านตัวเลขหรือตัวอักษรจากมาตรฐานของ Snellen Chart ได้ครบทุกตัว เมื่ออยู่ห่างจากแผ่นชาร์ทที่ระยะ 20 ฟุต (ตัวเลขนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามความสามารถในการมองเห็นของแต่ละคน ยิ่งตัวเลขนี้มีจำนวนมากเท่าไร ก็แสดงว่าระดับความสามารถในการมองเห็นยิ่งไม่ดีเท่านั้น)
ศูนย์เลสิก LASER VISION

อาการเริ่มต้นและสัญญาณเตือนของต้อหิน พร้อมการรักษาและป้องกัน

ต้อหินเป็นโรคที่เกิดจากความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ซึ่งมักเกิดจากความดันในลูกตาที่สูงเกินไป ทำให้การมองเห็นค่อยๆ เสื่อมลงหากปล่อยไว้ไม่รักษา อาการของต้อหินที่มักพบ เช่น ปวดตา น้ำตาไหล การมองเห็นลดลง และเห็นวงแสงรอบดวงไฟ การรักษาต้อหินมีหลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรง ได้แก่ ยาหยอดตา ยาทาน เลเซอร์ และการผ่าตัด การรักษาต้อหินที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีเพราะมีจักษุแพทย์และเทคโนโลยีทันสมัยในการดูแลและรักษาโรคต้อหินอย่างครบวงจร   ต้อหินเป็นโรคที่เกิดจากความดันในลูกตาสูงเกินไป อาจทำลายเส้นประสาทตาและนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาการเริ่มต้นของต้อหินมักไม่ชัดเจน ทำให้การตรวจพบในระยะแรกยาก ในบทความนี้จะพูดถึงอาการเริ่มต้น วิธีการรักษา และวิธีการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนี้     ต้อหินคือโรคอะไร โรคต้อหิน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในดวงตา แต่มีอันตรายสูง เนื่องจากอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรหากไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างสม่ำเสมอ โรคนี้ทำให้การมองเห็นแย่ลง ความกว้างของการมองเห็นแคบลง จนสุดท้ายอาจสูญเสียการมองเห็นทั้งหมดได้ การสูญเสียการมองเห็นจากต้อหินเป็นสิ่งถาวรและไม่สามารถฟื้นคืนกลับมาได้ ซึ่งต้อหินสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. ต้อหินมุมเปิด ต้อหินปฐมภูมิชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดและแบ่งออกเป็นสองประเภทตามความดันลูกตา ได้แก่ ความดันลูกตาสูงและความดันลูกตาปกติ กลไกการเกิดโรคยังไม่ชัดเจน การดำเนินโรคมักเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยมักไม่สังเกตเห็นความผิดปกติในระยะแรก   ส่วนใหญ่จะทราบจากการตรวจของจักษุแพทย์ เมื่อโรคดำเนินไป ผู้ป่วยอาจเริ่มสังเกตเห็นอาการตามัว มองเห็นได้แคบลง หรือความสามารถในการปรับการมองเห็นในที่สว่างและมืดลดลง 2. ต้อหินมุมปิด ต้อหินปฐมภูมิชนิดนี้พบได้บ่อยในคนเอเชียคือต้อหินมุมปิด ซึ่งเกิดจากการอุดกั้นการระบายน้ำในลูกตาที่มุมตา ทำให้ความดันลูกตาสูง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่   ชนิดเฉียบพลันผู้ป่วยมักมีอาการปวดตา ตาแดง ตามัว เห็นรัศมีรอบดวงไฟ และอาจปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้ จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันการทำลายขั้วประสาทตา ชนิดเรื้อรังพบได้บ่อยกว่าชนิดเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการชัดเจน หรือมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะเล็กน้อย เป็นๆ หายๆ เป็นระยะเวลาหลายเดือนหรือหลายปี 3. ต้อหินจากการผิดปกติของดวงตา ต้อหินทุติยภูมิเกิดจากความผิดปกติอื่นๆ ของดวงตา เช่น เบาหวานขึ้นตา ต้อกระจกที่สุกมาก การอักเสบภายในดวงตา เนื้องอกหรือมะเร็งในลูกตา อุบัติเหตุต่อดวงตา ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดตา และการใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานาน เช่น ยาสเตียรอยด์ 4. ต้อหินตั้งแต่เกิดและในเด็กเล็ก ต้อหินตั้งแต่กำเนิดและในเด็กเล็ก เกิดจากความผิดปกติของดวงตาตั้งแต่ในครรภ์ ทำให้ระบบระบายน้ำในลูกตาทำงานผิดปกติ อาจเกิดเฉพาะกับดวงตาหรือมีความผิดปกติทางร่างกายร่วมด้วย อาการที่มักพบ ได้แก่ กลัวแสง เปลือกตากระตุก น้ำตาไหลเอ่อ หรือแม่อาจสังเกตเห็นลูกมีลูกตาดำใหญ่ผิดปกติหรือตาดำขุ่น     อาการตามระยะของต้อหิน อาการของต้อหินและโรคต้อหินเฉียบพลันที่พบได้บ่อย มีลักษณะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรค โดยสามารถสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้   อาการปวดตา ตาแดง น้ำตาไหลผิดปกติ การมองเห็นมัวลง เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ การมองเห็นไม่ชัดเจน แม้จะตัดแว่นใหม่แล้วก็ตาม     ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต้อหิน ความดันลูกตาสูงถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นปัจจัยเดียวที่สามารถควบคุมได้ หากความดันลูกตาสูงมาก ความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินจะเพิ่มขึ้น และยังส่งผลให้โรคดำเนินไปอย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย อายุอายุที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน โดยเฉพาะต้อหินปฐมภูมิมุมเปิดที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี พันธุกรรมการมีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินได้ถึง 4-5 เท่า โรคประจำตัวโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคอื่นที่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหินได้ รวมถึงโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีการอักเสบเรื้อรังที่ดวงตา ยาบางชนิดเช่น ยาแก้โรคกระเพาะ ยากันชัก ยารักษาโรคซึมเศร้า เป็นต้น อุบัติเหตุที่ลูกตาหรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดตา โรคตาเช่น เบาหวานขึ้นตา การอักเสบภายในลูกตา โรคเม็ดสีผิดปกติในดวงตา หรือภาวะต้อกระจกบางชนิด สายตาสั้นมากหรือสายตายาวมากคนที่มีสายตาสั้นมากจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดต้อหินมุมเปิด ส่วนคนที่มีสายตายาวมากจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในการเกิดต้อหินมุมปิด การวินิจฉัยเพื่อตรวจหาต้อหิน โรคต้อหินไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า การตรวจวินิจฉัยจึงมีความสำคัญมาก โดยสามารถตรวจวินิจฉัยโรคต้อหินอย่างละเอียดตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ผ่านการตรวจระดับการมองเห็น การวัดค่าสายตาหักเหด้วยคอมพิวเตอร์ การตรวจตาทั่วไป การตรวจขั้วประสาทตา การตรวจมุมตา วัดความดันลูกตา ความหนาของกระจกตา การตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพขั้วประสาทตา การใช้เครื่องสแกนวิเคราะห์จอประสาทตาและขั้วประสาทตา (Optical Coherence Tomography) และเครื่องตรวจลานสายตา (Visual Field Analyzer) ที่ช่วยให้ทราบผลตรวจได้ทันที     วิธีการรักษาโรคต้อหิน การรักษาต้อหินมีหลายวิธีที่ช่วยลดความดันลูกตาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ ซึ่งการเลือกวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหินที่เป็นและความรุนแรงของโรค โดยมีดังนี้ ใช้ยารักษาต้อหิน การใช้ยารักษาต้อหินอาจรวมถึงการใช้ยาหยอดตาต้อหิน ยารับประทาน และยาฉีด โดยจักษุแพทย์จะทำการรักษาทีละขั้นตอนและติดตามผลการตอบสนองต่อการรักษาอย่างใกล้ชิด การรักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน โดยใช้เวลารักษาไม่นาน มักจะมีการให้ยาควบคู่กันด้วย ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาด้วยเลเซอร์ต้อหินอาจรวมถึงตาแห้ง การไม่ทนแสง ระคายเคืองดวงตา และปวดตา อย่างไรก็ตามหลังการรักษาด้วยเลเซอร์ ผู้ป่วยมักพักฟื้นเพียง 30 นาทีและสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังรักษา การผ่าตัดรักษาต้อหิน เมื่อการรักษาด้วยยาและเลเซอร์ไม่ได้ผล การผ่าตัดจะเป็นทางเลือกสุดท้าย โดยขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของต้อหิน สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือการผ่าตัดรักษาต้อหินมีจุดประสงค์เพื่อลดความดันในลูกตา ไม่ใช่การกำจัดต้ออย่างถาวร เนื่องจากเมื่อเป็นต้อหินแล้ว สามารถควบคุมอาการไม่ให้แย่ลงได้เท่านั้น     ป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน ได้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน การดูแลดวงตาและสุขภาพตาอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ โดยทำตามวิธีง่ายๆ เช่น   ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อป้องกันและรักษาสุขภาพดวงตาให้ดี ระวังเรื่องความสะอาด โดยการล้างมือบ่อยๆ เช็ดหน้าให้สะอาด และล้างเครื่องสำอางให้หมดจด อย่าเอามือไปขยี้ตา เพื่อป้องกันการอักเสบ ติดเชื้อ หรือระคายเคือง ระมัดระวังป้องกันการบาดเจ็บในดวงตา เช่น การใส่แว่นป้องกันการกระแทกในกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์หรือซื้อยาหยอดตามาหยอดเอง การใช้ยาควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เท่านั้น ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อป้องกันการเกิดต้อหินจากภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เส้นเลือดในตาผิดปกติ สรุป ต้อหินคือโรคที่เกิดจากความดันในลูกตาสูง ซึ่งสามารถทำลายเส้นประสาทตาและส่งผลต่อการมองเห็น มีหลายประเภทคือต้อหินปฐมภูมิแบบมุมเปิดและมุมปิด ต้อหินทุติยภูมิ และต้อหินตั้งแต่เกิด วิธีรักษาต้อหิน ได้แก่ ยาหยอดตา ยาเม็ด ยาฉีด การรักษาด้วยเลเซอร์ และการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของอาการ สามารถป้องกันต้อหินได้ด้วยการดูแลดวงตา เช่น ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใช้ยาสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น ระมัดระวังป้องกันการบาดเจ็บที่ดวงตา และการควบคุมโรคประจำตัวต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาต้อหิน สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพซึ่งให้บริการดูแลและรักษาโรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอย่างครบวงจร
ศูนย์เลสิก LASER VISION

โรคต้อเนื้อและต้อลมคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร?

โรคต้อเนื้อและต้อลมคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร? ต้อเนื้อเป็นโรคกลุ่มเดียวกันกับต้อลม แต่มีการยื่นเข้าไปในส่วนของกระจกตา (ตาดำ)      สาเหตุ เหมือนกับต้อลม คือเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา บริเวณที่โดนแดด คือเมื่อก้อนเนื้อต้อลมโตขั้นเป็นมากขึ้น แล้วมีการยื่นเข้าไปในตาดำ ก็จะกลายเป็นเป็นต้อเนื้อนั่นเอง   รู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้อเนื้อ      ถ้ามองเข้าไปที่ตาจะเห็นก้อนเนื้อ สีชมพู เป็นรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้าไปในตาดำ ถ้ามีการอักเสบมักเห็นเป็นสีแดงมากขึ้น ถ้าต้อลมจะอยู่แต่ที่ตาขาวเท่านั้น   เป็นต้อเนื้อแล้วจะมีอาการอย่างไร      จะมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง อาจคันหรือมีน้ำตาไหลถ้าโดนฝุ่นหรือลม ถ้าเป็นมากๆอาจกดกระจกตาทำให้มีสายตาเอียง หรือถ้าเป็นมากจนลุกลามไปบังตรงกลางของตาดำ อาจทำให้การมองเห็นมัวลงได้   เราจะป้องกันได้อย่างไร      หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เจอแดดแรงๆ หรือ ควรสวมแว่นกันแดด กางร่ม หรือสวมหมวกเพื่อไม่ให้ตาโดนแสงแดดโดยตรง   ถ้าเป็นแล้ว จะรักษาให้หายได้หรือไม่ ตาจะบอดหรือไม่      กรณีถ้าเป็นไม่มาก อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด อาจเพียงแค่รักษาด้วยยาลดการอักเสบ ลดแดง หรือลดอาการระคายเคืองเป็นครั้งคราว แต่ถ้ามีอาการอักเสบบ่อยๆ หรือต้อเนื้อใหญ่มากขึ้น จนทำให้การมองเห็นแย่ลง อาจพิจารณาทำผ่าตัดลอกต้อเนื้อได้ ต้อเนื้อไม่อันตรายโดยปรกติไม่ทำให้ตาบอด ถ้าเป็นมากสามารถผ่าตัดรักษาได้   การผ่าตัด      ทำได้โดยแค่ฉีดยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาไม่นาน แต่การดูแลหลังผ่าตัดเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนไข้ต้องหยอดยาตามแพทย์สั่ง และ หลีกเลี่ยงการเจอผุ่น ลม แดด ไม่เช่นนั้นต้อเนื้ออาจกลับเป็นซ้ำได้ ซึ่งจะมีการอักเสบรุนแรงมากขึ้น และการทำผ่าตัดซ้ำก็ทำได้ยากขึ้น   การผ่าตัดต้อเนื้อมีหลายวิธีดังนี้      การลอกต้อเนื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่เอาเยื่อบุใดๆมาแปะ วิธีนี้ทำในกรณีผุ้ป่วยอายุมาก ต้อเนื้อไม่มีการอักเสบมาก ปัจจุบันไม่นิยมเนื่องจากอัตราการเกิดซ้ำสูงมาก      การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อบุตามาแปะ คือนอกจากตัดต้อเนื้อ ออกแล้ว ยังเอาเยื่อบุตาส่วนบนของตาคนไข้เอง มาเย็บเข้าในบริเวณที่เป็นต้อเนื้อเดิม วิธีนี้ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดีมาก      การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อหุ้มรกมาแปะ วิธีทำผ่าตัดเหมือนวิธีที่ 2 แต่ใช้เยื่อหุ้มรกมาเย็บแทน ทำให้ไม่ต้องใช้เยื่อบุตาของคนไข้ และใช้ได้ในกรณีเป็นซ้ำ และได้ใช้เยื่อบุตาตนเองไปแล้ว การลอกต้อเนือโดยการใช้ mitomicin c ร่วมกับใช้เยื่อหุ้มรก หรือ เยื่อบุตาแปะ จะช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดี โดยเฉพาะในคนไข้กลุ่มที่มีความเสียงสูงในการเกิดซ้ำ แต่ก็ต้องใช้ยานี้อย่างระมัดระวังเนื่องจากอาจมีข้อแทรกซ้อนจากยา การแปะเยื่อหุ้มรกหรือเยื่อบุตานั้น อาจใช้ไหมเย็บ หรืออาจใช้กาว fibrin แปะโดยไม่ต้องเย็บก็ได้        ทั้งต้อลมและต้อเนื้อนั้น ถ้าเราทราบว่าเป็นแล้ว การป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ระวังหรือหลีกเลี่ยงการโดนแดด ฝุ่น ลม เช่น ใส่แว่นกันแดด ใช้ร่ม สวมหมวก ก็ทำให้เราลดโอกาสการโดนแดดโดยตรง โรคก็จะไม่เป็นมากขึ้นค่ะ
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์เลสิก LASER VISION

อาการเริ่มต้นของต้อกระจกเป็นอย่างไร สาเหตุของการเกิดและการรักษา

ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ส่งผลให้การมองเห็นเบลอหรือพร่ามัว อาการต้อกระจก ได้แก่ มองเห็นมัว การมองเห็นสีผิดเพี้ยน เจอแสงจ้าแล้วแสบตา สายตายาวผิดปกติ และการมองเห็นภาพซ้อน วิธีรักษาต้อกระจก ได้แก่ สลายต้อกระจก โดยใช้คลื่นความถี่สูงสลายต้อกระจก และใช้เลเซอร์แบบไร้ใบมีดช่วยในการผ่าตัด การรักษาต้อกระจกที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีการผ่าตัดแบบไร้ใบมีดและใส่เลนส์พรีเมียม ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำและผลลัพธ์ที่ดี   ต้อกระจกเป็นปัญหาสุขภาพตาที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เป็นอาการที่เกิดจากเลนส์ตาที่เคยใสและโปร่งแสงเริ่มขุ่นมัว ส่งผลให้การมองเห็นลดลง สามารถรักษาได้ด้วยวิธีที่เหมาะสม การสังเกตอาการตั้งแต่เริ่มต้นและดูแลสุขภาพตาอย่างเหมาะสมจะช่วยรักษาการมองเห็นให้คงความชัดเจนและสดใสได้ยาวนาน     ต้อกระจกคืออะไร ทำไมผู้สูงวัยต้องรู้จัก ต้อกระจกเป็นโรคที่เกิดจากเลนส์ตาขุ่นมัว พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี เนื่องจากเลนส์ตาเสื่อมสภาพไปตามวัย อย่างไรก็ตามต้อกระจกอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุ หรือความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด หากปล่อยไว้โดยไม่รับการรักษา เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ เช่นต้อหินต้อลม ต้อเนื้อและม่านตาอักเสบ ซึ่งทำให้เกิดอาการปวดตาและการอักเสบของดวงตาได้     อาการของโรคต้อกระจก ในระยะแรก ต้อกระจกมักไม่แสดงอาการชัดเจน ผู้ป่วยอาจยังมองเห็นได้ตามปกติ แต่หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาการจะเริ่มปรากฏและรุนแรงขึ้น โดยสามารถแบ่งอาการออกเป็นระยะต่างๆ ได้ดังนี้ ระยะที่ 1ในระยะเริ่มต้น แก้วตาจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้การมองเห็นเริ่มไม่สะดวกและลดลง ผู้ป่วยอาจสังเกตได้ว่าแสงไฟสะท้อนรบกวนสายตาได้ง่ายขึ้น รวมถึงเกิดอาการเมื่อยล้าดวงตาบ่อยขึ้นแม้ในกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติ ระยะที่ 2เลนส์ตาจะเริ่มมีความขุ่นเล็กน้อยจากบริเวณกลางเลนส์ตาและกระจายออกไปยังรอบๆ อย่างช้าๆ ผู้ป่วยมักเริ่มมีปัญหากับแสงสะท้อนที่รบกวนสายตา ควรใช้แว่นลดแสงสะท้อนเพื่อช่วยการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ระยะที่ 3ความขุ่นมัวของต้อกระจกจะเพิ่มขึ้นและกระจายไปทั่วแก้วตา ทำให้ประสิทธิภาพการมองเห็นลดลง ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ในระยะที่ 3 จักษุแพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยผ่าตัด เนื่องจากเป็นช่วงที่รักษายากและอาจมีผลข้างเคียงได้ ระยะที่ 4ในระยะนี้การมองเห็นพร่ามัวและความขุ่นของต้อกระจกเพิ่มขึ้น เลนส์แก้วตาจะแข็ง หากปล่อยไว้นาน การผ่าตัดจะยากขึ้น ผลการรักษาอาจไม่ดี และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นหากไม่ได้รับการผ่าตัดทันที     สาเหตุของการเกิดต้อกระจก มีหลายสาเหตุที่ทำให้ต้อกระจกเกิดขึ้น ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพตาได้ ดังนี้ อายุมากขึ้น สุขภาพที่เสื่อมถอยตามอายุเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เลนส์ตาเสื่อมสภาพ โครงสร้างโปรตีนของดวงตาเสื่อมลง ซึ่งนำไปสู่การเกิดโรคต้อกระจก ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป จึงมีความเสี่ยงสูงในการเป็นต้อกระจกมากกว่าคนในวัยอื่นๆ การจ้องแสง UV เป็นเวลานาน หากดวงตาของเราได้รับแสง UV จากดวงอาทิตย์ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดต้อกระจกได้ นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเกิดต้อเนื้อหรือต้อลมได้อีกด้วย สูบบุหรี่มากเกินไป การสูบบุหรี่ทำให้ดวงตาโดยรวมเสื่อมได้ เนื่องจากสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลต่อเส้นเลือดที่เลี้ยงลูกตา การได้รับสารพิษจากควันบุหรี่ในระยะเวลานานจะลดความสามารถในการมองเห็นและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต้อกระจกโรคจอประสาทตาเสื่อมและอาการตาแห้งได้อีกด้วย ใช้ยาชนิดต่างๆ อย่างต่อเนื่อง หากมีประวัติการรักษาทางการแพทย์และการใช้ยา เช่น ยาหดม่านตา ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ หรือกลุ่มยาสเตียรอยด์ รวมถึงการฉายรังสีในอดีต ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกได้เช่นกัน โรคทางตา ต้อกระจกมักมีภาวะแทรกซ้อนร่วมกับโรคทางตาอื่นๆ เช่น โรคม่านตาอักเสบ การติดเชื้อในลูกตา หรือการผ่าตัดดวงตามาก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำไปสู่การเกิดต้อกระจกได้ โรคประจำตัวและโรคทางกรรมพันธุ์ โรคประจำตัวและโรคทางกรรมพันธุ์สามารถเป็นสาเหตุของต้อกระจกได้ เช่น โรควิลสันเกิดจากการผิดปกติของระบบการทำงานของตับ ไม่สามารถกำจัดแร่ธาตุทองแดงส่วนเกินออกไปได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการสะสมของทองแดงและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตาเป็นต้อกระจก โรคเบาหวานเกิดจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลกระทบต่อดวงตา เช่น เบาหวานขึ้นตา ซึ่งอาจนำไปสู่ต้อกระจก โรคกาแล็กโทซีเมียขาดเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลกาแล็กโทสเป็นน้ำตาลกลูโคส ส่งผลให้น้ำตาลกาแล็กโทสในเลือดสูงและอาจทำให้เกิดต้อกระจก     ต้อกระจก มีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง การรักษาต้อกระจกมีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาจากความรุนแรงของอาการและปัจจัยอื่นๆ โดยมีแนวทางการรักษาและรายละเอียดดังนี้ การผ่าตัดต้อกระจก(ICCE : Intracapsular Cataract Extraction) สำหรับการผ่าตัดต้อกระจก เป็นวิธีที่เอาเลนส์ตาและถุงหุ้มเลนส์ทั้งหมดออกมา รวมถึงนำแก้วตาทั้งแคปซูลและเนื้อในออก การผ่าตัดนี้ส่งผลต่อการมองเห็นเนื่องจากการวางเลนส์ตาอาจทำได้ยากและมีแผลขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาฟื้นฟูนาน มักทำในกรณีที่ถุงหุ้มเลนส์มีปัญหามาก การผ่าตัดต้อกระจกแผลกว้าง(ECCE : Extracapsular Extraction) การผ่าตัดที่เอาแก้วตาออกเหลือเพียงถุงหุ้มแก้วตาด้านหลังไว้ จะทิ้งแผลขนาดใหญ่และต้องเย็บหลายเข็ม อาจทำให้เกิดสายตาเอียงจากไหมที่ดึงกระจกตา และใช้เวลาพักฟื้นนาน อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดพังผืดบริเวณส่วนบนของตาขาวได้ มักทำในกรณีที่เลนส์แก้วตาแข็งมากเกินไป หรือเป็นโรคกระจกตาเสื่อมระยะรุนแรง การใช้คลื่นความถี่สูงสลายต้อกระจก(Phacoemulsification) การผ่าตัดต้อกระจกโดยใช้ความถี่เสียงหรืออัลตราซาวนด์ความถี่สูงเพื่อสลายเนื้อแก้วตาและดูดออก จากนั้นใส่แก้วตาเทียมแทนที่ ทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับวิธีอื่นๆ มีโอกาสทำให้เกิดสายตาเอียงน้อย ใช้เวลาพักฟื้นน้อย และให้ผลการรักษาที่ดี ผู้ป่วยสามารถเลือกชนิดของแก้วตาเทียมที่ตรงกับความต้องการและแก้ไขค่าสายตาได้ดีกว่าในวิธีการผ่าตัดอื่นๆ การผ่าตัดต้อกระจกด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์แบบไร้ใบมีด (FLACS : Femtosecond Laser Assisted Cataract Surgery) Femtosecond Laser ใช้ในการผ่าตัดต้อกระจกเพื่อเปิดแผล เปิดถุงหุ้มเลนส์ และแบ่งเลนส์ต้อให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อให้สลายและดูดออกด้วยอัลตราซาวนด์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำงานควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ช่วยให้จักษุแพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างดี การเปิดแผลมีความแม่นยำ เปิดถุงหุ้มเลนส์ได้ตามขนาดที่ต้องการ และวางเลนส์แก้วตาเทียมได้ตรงกลาง รวมถึงยังช่วยแก้ไขสายตาเอียงได้ตรงองศาที่ต้องการ ข้อดีของการใช้ Femtosecond Laser ในการรักษาต้อกระจกคือช่วยเพิ่มความแม่นยำและเที่ยงตรงในการผ่าตัด ลดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน อย่างไรก็ตามการรักษาด้วย Femtosecond Laser มีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถใช้ในผู้มีแผลเป็น กระจกตาดำขุ่นมัว หรือผู้ที่ไม่สามารถขยายม่านตาได้ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการผ่าตัดแบบเดิม     วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดต้อกระจก เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นต้อกระจก การดูแลดวงตาอย่างสม่ำเสมอและใส่ใจต่อสุขภาพดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ มีวิธีดูแลดวงตา ดังนี้ ควรมีการพักสายตาหากใช้สายตานานๆ เช่น อ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ ปรับแสงในห้องให้ปกติ ไม่สว่างและมืดจนเกินไป สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสี UV แนะนำให้ตรวจสายตาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป นอนให้ครบ 6 ชั่วโมงต่อวัน งดสูบบุหรี่ สรุป ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์ตาในดวงตาขุ่นมัว ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัวและลดลงได้ เมื่อเป็นต้อกระจก สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเลนส์ตาที่ขุ่นออกและใส่เลนส์ตาเทียมแทน สำหรับการป้องกัน ควรดูแลดวงตาโดยสวมแว่นกันแดด ตรวจสายตาเป็นประจำ งดสูบบุหรี่ และพักสายตาเมื่อใช้สายตามากๆ   สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาต้อกระจก สามารถเข้ามาที่ศูนย์รักษาต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งมีบริการรักษาทุกประเภท รวมถึงการผ่าตัดต้อกระจกแบบไร้ใบมีดและการใส่เลนส์พรีเมียม

ที่อยู่

Laser Vision International LASIK Center

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา :