มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

FemtoLASIK คืออะไร เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แม่นยำและราคาเข้าถึงได้

สรุปสาระสำคัญ FemtoLASIK หรือเฟมโตเลสิก คือเลสิกไร้ใบมีดที่ใช้ Femtosecond Laser สร้างฝากระจกตาแทนใบมีด ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ช่วยแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียงได้อย่างแม่นยำ จุดเด่นคือควบคุมความหนาและขนาดของฝากระจกตาได้แม่นยำ แผลเรียบสม่ำเสมอ ฟื้นตัวเร็ว และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับเลสิกแบบใช้ใบมีด พร้อมค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้มากกว่าเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท ราคาโปรโมชันรีวิวที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) อยู่ที่ 49,990 บาท (2 ตา) จากปกติ 78,000 บาท ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เดือนละ 5,900 บาท ทั้งนี้ควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ FemtoLASIK หรือเฟมโตเลสิก เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยใช้ Femtosecond Laser ในการสร้างฝากระจกตา (Corneal Flap) แทนการใช้ใบมีดแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “เลสิกไร้ใบมีด” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ FemtoLASIK ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความแม่นยำและความปลอดภัย แต่ยังเป็นทางเลือกที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่เชื่อถือได้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกไร้ใบมีด FemtoLASIK คืออะไร? ▶ ข้อดีของการทำ FemtoLASIK ▶ ข้อจำกัดของการทำ FemtoLASIK ▶ วิธีเตรียมตัวก่อนทำ FemtoLASIK ▶ ขั้นตอนการทำ FemtoLASIK ▶ การดูแลตัวเองหลังทำ FemtoLASIK ▶ ทำ FemtoLASIK ราคาเท่าไร? ▶ ใครเหมาะกับการทำ FemtoLASIK ▶ ใครไม่เหมาะกับการทำ FemtoLASIK ▶ หลังผ่าตัด FemtoLASIK ต้องพักฟื้นไหม? ▶ FemtoLASIK แก้ไขปัญหาสายตาได้ถาวรหรือไม่? ▶ ทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เลสิกไร้ใบมีด FemtoLASIK คืออะไร? FemtoLASIK เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง โดยใช้ Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาอย่างละเอียด ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตา จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความสามารถในการควบคุมความหนาและขนาดของฝากระจกตาได้อย่างแม่นยำ ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ ช่วยให้แผลมีความเรียบสม่ำเสมอ ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบใช้ใบมีด ข้อดีของการทำ FemtoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือเชิงกล ความแม่นยำสูง ส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นที่ดีและสม่ำเสมอ แผลมีขนาดเล็กและเรียบ ช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือ flap เคลื่อน เป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่า และเข้าถึงได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท ข้อจำกัดของการทำ FemtoLASIK ยังมีการสร้างฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาในช่วงพักฟื้น อาจมีอาการตาแห้ง แสงกระจาย หรือการมองเห็นไม่คงที่ในระยะแรก ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียดก่อนการรักษา วิธีเตรียมตัวก่อนทำ FemtoLASIK การเตรียมความพร้อมก่อนการทำ FemtoLASIK มีบทบาทสำคัญต่อความแม่นยำของการรักษาและผลลัพธ์การมองเห็นในระยะยาว ผู้เข้ารับการรักษาควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ เข้ารับการตรวจวิเคราะห์ดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินค่าสายตา ความหนาและความโค้งของกระจกตา คุณภาพน้ำตา รวมถึงสุขภาพจอประสาทตา โดยข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนการตรวจและผ่าตัด เนื่องจากคอนแทคเลนส์อาจทำให้รูปทรงกระจกตาเปลี่ยนแปลงชั่วคราว ส่งผลต่อความแม่นยำของค่าที่ใช้ในการรักษา โดยควรงดตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ แจ้งประวัติสุขภาพและการใช้ยาอย่างครบถ้วน รวมถึงโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรือประวัติการรักษาทางตาในอดีต เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมได้อย่างรอบด้าน หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางและสารระเหยบริเวณรอบดวงตา เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือสเปรย์จัดแต่งทรงผม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างการผ่าตัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันผ่าตัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ และส่งเสริมสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการรักษา เตรียมผู้ติดตามในวันผ่าตัด เนื่องจากหลังทำ FemtoLASIK อาจมีอาการตามัว แสบตา หรือไวต่อแสงชั่วคราว ซึ่งไม่เหมาะต่อการขับรถด้วยตนเอง การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมร่วมกับการดูแลโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์การมองเห็นในระยะยาว ขั้นตอนการทำ FemtoLASIK FemtoLASIK เป็นหัตถการที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และดำเนินการด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง โดยก่อนเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ขั้นตอนการรักษาโดยทั่วไป มีดังนี้ การเตรียมดวงตาก่อนผ่าตัด จักษุแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตา และหยอดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรักษา การสร้างฝากระจกตาด้วย Femtosecond Laser ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงแยกชั้นกระจกตาในระดับไมครอน ตามค่าที่คำนวณเฉพาะบุคคล เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปรับค่าสายตา การปรับค่าสายตาด้วย Excimer Laser หลังเปิดฝากระจกตา แพทย์จะใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียด เพื่อให้แสงสามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง การปิดฝากระจกตา เมื่อเสร็จสิ้นการปรับค่าสายตา ฝากระจกตาจะถูกวางกลับเข้าที่เดิมอย่างแนบสนิท โดยไม่ต้องเย็บ และสามารถยึดติดได้ตามธรรมชาติ การดูแลหลังผ่าตัดทันที แพทย์จะตรวจสอบความเรียบร้อยของกระจกตา และอาจใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา เพื่อป้องกันการระคายเคืองและส่งเสริมการฟื้นตัวในระยะแรก โดยรวมแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้สึกสบายตลอดการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์และระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาและการตอบสนองต่อการรักษา การดูแลตัวเองหลังทำ FemtoLASIK การดูแลดวงตาหลังการผ่าตัด FemtoLASIK มีความสำคัญต่อกระบวนการสมานตัวของกระจกตา และคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาโดยเด็ดขาด เนื่องจากกระจกตายังอยู่ในช่วงฟื้นตัว การขยี้ตาอาจส่งผลต่อการยึดตัวของฝากระจกตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ยาหยอดตาช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และเสริมการสมานตัวของเนื้อเยื่อ ควรใช้อย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ป้องกันไม่ให้น้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าตาในระยะแรก โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรก ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า อาบน้ำ หรือสระผม งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา เช่น การเล่นกีฬา หรือกิจกรรมที่มีแรงปะทะ ในช่วง 2–4 สัปดาห์แรก พักสายตาและลดการใช้หน้าจอในช่วงแรก ควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาแห้งและตาล้า สวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง เพื่อป้องกันแสงแดด ลม และฝุ่นละออง ซึ่งอาจกระตุ้นการระคายเคืองของดวงตา เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินการฟื้นตัว และติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมในช่วงหลังผ่าตัด จะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัดและยั่งยืน ทำ FemtoLASIK ราคาเท่าไร? การทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีค่าใช้จ่ายที่ออกแบบให้เข้าถึงได้ ภายใต้มาตรฐานการรักษาระดับสากล โดยรายละเอียดค่าใช้จ่ายมีดังนี้ รายละเอียดราคาโปรโมชัน โปรโมชันพิเศษศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) ราคาโปรโมชัน (รีวิว)เงินสด/โอนเต็มจำนวน ราคาโปรโมชัน (รีวิว)ผ่อนชำระ 0% 6 เดือน ราคาปกติเงินสด/โอนเต็มจำนวน FemtoLASIK 49,990 บาท (2ตา) 8,332 บาท (ต่อเดือน) 78,000 บาท (2ตา) ราคาโปรโมชันรวม ตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียด และพบจักษุแพทย์ก่อนทำเลสิก (หากตรวจ-ผ่าตัดในวันเดียวกัน รับสิทธิ์ตรวจฟรี) ตรวจติดตามผลหลังทำเลสิก 3 ครั้ง (หลังผ่าตัด 1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน) ค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในวันผ่าตัดและกลับบ้าน (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาของแต่ละท่าน) ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ถ้ามี) ค่าตรวจประเมินสภาพสายตาโดยละเอียด ราคา 1,500 บาท (ตรวจ 9 รายการ) ค่าตรวจ HIV ก่อนการผ่าตัด ราคา 300 บาท ค่าน้ำตาเทียม (ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาของแต่ละบุคคล) สิทธิพิเศษเพิ่มเติม สามารถผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ตามเงื่อนไขธนาคารที่ร่วมรายการ แนะนำตรวจสอบโปรโมชันล่าสุดจากทางโรงพยาบาล เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม การประเมินค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการรักษา จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและงบประมาณ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ใครเหมาะกับการทำ FemtoLASIK FemtoLASIK เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี มีสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาวร่วมกับสายตาสั้นและเอียงในระดับที่สามารถรักษาได้ มีสุขภาพดวงตาโดยรวมดี และมีกระจกตาที่มีความหนาและความแข็งแรงเหมาะสม ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น กระจกตาโก่ง หรือติดเชื้อบริเวณดวงตา ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตหรือการทำงาน ใครไม่เหมาะกับการทำ FemtoLASIK แม้ FemtoLASIK จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง แต่ผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมต่อการรักษา ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวาน หรือโรคที่มีผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน หรืออยู่ระหว่างการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน สตรีตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากฮอร์โมนอาจส่งผลต่อค่าสายตา ผู้ที่มีกระจกตาบางผิดปกติ หรือมีโรคของกระจกตา ผู้ที่มีโรคตาอื่นๆ ที่ต้องได้รับการรักษาก่อน เช่น ต้อหิน หรือภาวะอักเสบของดวงตา ทั้งนี้ การพิจารณาความเหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียด หลังผ่าตัด FemtoLASIK ต้องพักฟื้นไหม? หลังการผ่าตัด FemtoLASIK ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยอาจมีอาการระคายเคือง เคืองตา หรือน้ำตาไหลในช่วง 1–2 วันแรก ซึ่งเป็นอาการปกติในกระบวนการฟื้นตัว โดยทั่วไป แนะนำให้พักผ่อนสายตาในช่วง 2–3 วันแรก และหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เพื่อให้กระจกตาสมานตัวได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล FemtoLASIK แก้ไขปัญหาสายตาได้ถาวรหรือไม่? FemtoLASIK เป็นการแก้ไขค่าสายตาที่มีอยู่ในขณะเข้ารับการรักษา โดยช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ไม่สามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสายตาที่เกิดจากอายุหรือปัจจัยทางร่างกายในอนาคตได้ เช่น สายตายาวตามวัย ดังนั้น ผู้เข้ารับการรักษาควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เป็นศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่มีความพร้อมทั้งด้านทีมแพทย์ เทคโนโลยี และมาตรฐานการรักษา โดยมีจุดเด่นดังนี้ มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด สรุป FemtoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดที่มีความแม่นยำสูง ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในด้านความปลอดภัย แผลขนาดเล็ก และระยะฟื้นตัวที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจวิเคราะห์ดวงตาอย่างละเอียด และการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจทำ FemtoLASIK การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน เทคโนโลยีครบครัน และทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ     ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FemtoLASIK (FAQ) FemtoLASIK VS SBK LASIK ต่างกันอย่างไร? FemtoLASIK และ SBK LASIK ต่างกันที่เทคโนโลยีการเปิดชั้นกระจกตา โดย FemtoLASIK ใช้เลเซอร์เฟมโตเซคอนด์ในการแยกชั้นแทนใบมีด ทำให้มีความแม่นยำสูง แผลเรียบเนียน และลดความคลาดเคลื่อนได้ ส่วน SBK LASIK ใช้ใบมีดชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบให้ตัดฝากระจกตาได้บางเป็นพิเศษ เพื่อถนอมเนื้อเยื่อกระจกตาให้ได้มากที่สุด FemtoLASIK แตกต่างจากการทำเลสิกแบบดั้งเดิมอย่างไร? ข้อแตกต่างหลักคือกระบวนการเปิดฝากระจกตา เลสิกแบบดั้งเดิมจะใช้ใบมีดขนาดเล็ก (Microkeratome) ในการตัดแยกชั้นกระจกตา ในขณะที่ FemtoLASIK ใช้เลเซอร์ Femtosecond ที่มีความแม่นยำสูงในการแยกชั้นกระจกตาแทน ซึ่งช่วยให้ได้ฝากระจกตาที่มีความหนาสม่ำเสมอกว่า ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับฝากระจกตา และแผลสมานตัวได้เร็วกว่า การทำ FemtoLASIK เจ็บหรือไม่ และใช้เวลาผ่าตัดนานแค่ไหน? ระหว่างการผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะแพทย์จะหยอดยาชาให้ก่อนเริ่มกระบวนการ อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือถูกกดที่ดวงตาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนระยะเวลาการผ่าตัดจริงนั้นสั้นมาก มักใช้เวลาเพียงข้างละประมาณ 15–20 นาที โดยเป็นเวลาที่ใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตาเพียงไม่กี่วินาทีต่อข้างเท่านั้น สามารถว่ายน้ำหรือออกกำลังกายหลังทำ FemtoLASIK ได้เมื่อไหร่? ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการว่ายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อ น้ำ หรือสิ่งสกปรกเข้าตา ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดการว่ายน้ำหรือดำน้ำประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าฝากระจกตาสมานตัวสนิทและปลอดภัยเต็มที่ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เลสิก (LASIK) คืออะไร? ขั้นตอน ข้อดี และการดูแลหลังทำอย่างไร

สรุปสาระสำคัญ การทำเลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยปรับความโค้งของกระจกตาให้แสงตกกระทบจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลสิกหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, TransPRK, SBK LASIK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® และ PresbyLASIK ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน (ประมาณ 30,000–120,000 บาท/2 ตา) การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและการดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ ในปัจจุบัน “ปัญหาสายตา” เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวม “การทำเลสิก (LASIK)” จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการทำเลสิกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่เลสิกคืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงขั้นตอนการทำเลสิก การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ข้อดี ข้อจำกัด และวิธีดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดในระยะยาว   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? ▶ เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง? ▶ ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ▶ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ▶ ข้อควรทำหลังทำเลสิก ▶ ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี ▶ ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้ ▶ ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร?   การทำเลสิก (LASIK: Laser In Situ Keratomileusis) คือ การผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับสายตาของแต่ละบุคคล หลักการทำงานของเลสิก คือ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตา เปรียบเสมือนการ “เจียระไนเลนส์” ให้มีความโค้งที่พอดี ส่งผลให้แสงสามารถตกกระทบที่จอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ทำให้การมองเห็นกลับมาคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน การทำเลสิกจึงมีความปลอดภัยสูง เจ็บน้อย และใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง?   การทำเลสิกในปัจจุบันสามารถแก้ไข “ปัญหาสายตาผิดปกติ” ได้หลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทมีสาเหตุและลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. สายตาสั้น (Myopia) สายตาสั้น คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัด แต่สามารถมองเห็นระยะใกล้ได้ชัดเจน สาเหตุหลักเกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไป หรือความยาวของลูกตายาวกว่าปกติ ส่งผลให้แสงโฟกัสตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด 2. สายตายาว (Hyperopia) สายตายาว คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด แต่ระยะไกลอาจยังมองเห็นได้ดีกว่า สาเหตุเกิดจากกระจกตามีความโค้งน้อยเกินไป (ค่อนข้างแบน) หรือความยาวของลูกตาสั้นเกินไป ทำให้แสงไปโฟกัสหลังจอประสาทตา นอกจากนี้ “สายตายาวตามวัย” (Presbyopia) มักพบในผู้ที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตาเสื่อมลง ทำให้โฟกัสระยะใกล้ได้ไม่ดีเหมือนเดิม 3. สายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง คือ ภาวะที่การมองเห็นไม่คมชัดในทุกระยะ เนื่องจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้แสงที่เข้าสู่ตาไม่สามารถรวมเป็นจุดโฟกัสเดียวบนจอประสาทตาได้ ทำให้ภาพที่เห็นมีลักษณะเบลอ บิดเบี้ยว หรือซ้อนกัน 4. สายตาสั้นร่วมกับสายตายาวตามวัย เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม และเมื่ออายุมากขึ้น จะเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัยร่วมด้วย สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตา ทำให้ความสามารถในการโฟกัสลดลง ส่งผลให้มีปัญหาทั้งการมองเห็นระยะไกลและระยะใกล้ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเลสิกสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสายตาในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ปัจจุบันเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากค่าสายตา ความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ และคำแนะนำของจักษุแพทย์ 1. PRK   PRK เป็นเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โดยจักษุแพทย์จะลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (Epithelium) ออก จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ก่อนปิดผิวกระจกตาด้วยคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้ดี ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ไม่มีการเปิดฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงของภาวะฝากระจกตาเคลื่อนในระยะยาว ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 5–7 วันแรก มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่วงที่ผิวกระจกตากำลังสมานตัว ใช้ระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น โดยการมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์ มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพ หรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา เช่น นักบิน ทหาร ตำรวจ และนักกีฬา 2. TransPRK   TransPRK เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PRK โดยใช้เลเซอร์ Excimer Laser ลอกผิวกระจกตาและปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือขูดผิวกระจกตา ทำให้ลดการสัมผัสกับเนื้อเยื่อดวงตา ข้อดี ลดอาการระคายเคืองหลังทำเมื่อเทียบกับ PRK แผลเรียบสม่ำเสมอ และโดยทั่วไปฟื้นตัวได้เร็วกว่า PRK การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 3–4 วันแรก ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเลสิกวิธีอื่น เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0 มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพหรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา 3. SBK LASIK   SBK LASIK เป็นการพัฒนาจากเลสิกแบบดั้งเดิม โดยใช้ใบมีดชนิดพิเศษ (Microkeratome) สร้างฝากระจกตาที่มีความบาง ก่อนใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา แล้วปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ฟื้นตัวเร็ว มองเห็นชัดไวภายใน 1–2 วัน ใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบดั้งเดิม ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการตาแห้งในช่วงแรกหลังทำ ผู้ที่ดวงตาค่อนข้างเล็กอาจได้รับคำแนะนำให้เลือกเทคโนโลยีอื่น เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอ ผู้ที่ไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง และมีค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 4. FemtoLASIK   FemtoLASIK เป็นเลสิกไร้ใบมีดที่พัฒนาต่อยอดจาก SBK LASIK โดยใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ก่อนปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายประหยัดที่สุดในกลุ่มเลสิกไร้ใบมีด (ประมาณ 40,000–60,000 บาท/2 ตา) มีความแม่นยำ และปลอดภัยสูงกว่า PRK และ SBK LASIK ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ใบมีด มีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการแสงกระจายหรือมองเห็นไม่ชัดในที่มืดช่วงแรกหลังทำ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงและผลข้างเคียงต่ำ ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง 5. SMILE Pro™ 2.0   SMILE Pro™ 2.0 เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กที่พัฒนาต่อยอดจาก ReLEx SMILE โดยใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์เพียงประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาสายตา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา รู้สึกเจ็บน้อยกว่าวิธีอื่นๆ และฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งเมื่อเทียบกับเลสิกที่มีการเปิดฝากระจกตา มีความแม่นยำสูงด้วยระบบช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์อัตโนมัติ ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 80,000–100,000 บาท/2 ตา) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 6. NanoLASIK   NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้ Ziemer Femto Z8 ซึ่งเป็น Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลในการเปิดฝากระจกตา พร้อมระบบ Iris Registration และโปรแกรม Optimized Aspheric เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและช่วยลดแสงกระจายในเวลากลางคืน ข้อดี ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ประหยัดเนื้อกระจกตา เหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง ลดโอกาสเกิดแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในเวลากลางคืน มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท/2 ตา) มีการเปิดฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาอย่างรุนแรง เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง มีโอกาสทำเลสิกวิธีนี้ได้ ผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วหลังทำเลสิก และต้องการผลข้างเคียงหลังทำต่ำ 7. NanoReLEx®   NanoReLEx® เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โดยใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี AI และ OCT Scan แบบ Real-time ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยระหว่างการรักษา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน และมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อย มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 8. เลสิกสายตายาว PresbyLASIK   PresbyLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดสำหรับรักษาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) โดยพัฒนาต่อยอดจาก Monovision LASIK ด้วยการปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือและแว่นสายตาในชีวิตประจำวัน ข้อดี มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ปรับตัวกับการมองเห็นได้เร็วกว่า Monovision LASIK ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ข้อจำกัด อาจมีอาการแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในช่วงแรกหลังทำ ความคมชัดในบางระยะอาจลดลงเมื่อเทียบกับการแก้ไขสายตาแบบระยะเดียว ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงตามการเสื่อมของสายตาตามวัย เหมาะกับใคร ผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ ผู้ที่ต้องใช้สายตาหลายระยะในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ปรึกษาและตรวจประเมินก่อนทำเลสิก ตรวจวิเคราะห์สภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกเทคโนโลยีเลสิกที่เหมาะกับคุณที่สุด สอบถามราคาแต่ละเทคนิคและโปรโมชันได้ที่นี่ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก   เพื่อให้การผ่าตัดเลสิกเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ผู้เข้ารับการรักษาควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนวันผ่าตัด ควรงดใส่อย่างน้อย 3–7 วัน (หรือมากกว่านั้นในบางประเภท) เพื่อให้กระจกตากลับสู่สภาพปกติ ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย อาบน้ำ ล้างหน้า และสระผมให้สะอาดในวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ งดแต่งหน้าในวันผ่าตัด รวมถึงงดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรือครีมบำรุงรอบดวงตา สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเปลี่ยน แนะนำให้ใส่เสื้อแบบติดกระดุมด้านหน้า เพื่อลดการกระทบกระเทือนบริเวณดวงตาหลังทำ งดใช้น้ำหอมและสเปรย์ทุกชนิด เช่น สเปรย์ผม น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน เพื่อลดการระคายเคืองระหว่างการผ่าตัด งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แจ้งประวัติการใช้ยาให้แพทย์ทราบ รวมถึงยาประจำ อาหารเสริม หรือโรคประจำตัว เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและความปลอดภัย ควรมีผู้ติดตามมาด้วยในวันผ่าตัด และไม่ควรขับรถมาเอง เนื่องจากหลังทำเลสิกอาจมีอาการตาพร่า หรือระคายเคืองชั่วคราว การเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นหลังการผ่าตัดในระยะยาว ข้อควรทำหลังทำเลสิก   เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ผู้เข้ารับการทำเลสิกควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อดวงตา ดังนี้ ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลต่อกระจกตาที่กำลังฟื้นตัว หากมีอาการคัน ควรล้างมือให้สะอาด และใช้นิ้วแตะเบาๆ บริเวณหัวตาหรือหางตาแทน หลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตา โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรกหลังผ่าตัด ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า สระผม หรืออาบน้ำ งดว่ายน้ำหรือดำน้ำ อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำ งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรืออายแชโดว์ ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี ใส่ฝาครอบตาขณะนอนหลับ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาล้าและตาแห้ง การปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี โดยทั่วไปผลลัพธ์จากการทำเลสิกสามารถอยู่ได้นานหลายปี เพราะเป็นการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตาเดิม อย่างไรก็ตาม เลสิกไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของดวงตาได้ เช่น สายตายาวตามวัยที่มักเริ่มพบในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือภาวะต้อกระจกในอนาคต ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงได้แม้เคยทำเลสิกแล้ว ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้   แม้ว่าการทำเลสิกจะเป็นวิธีแก้ไขสายตาที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ โดยผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมกับการทำเลสิก ผู้ที่มีค่าสายตาสั้นสูงมาก (มากกว่า 1,400) ซึ่งอาจเกินขอบเขตที่เลสิกสามารถแก้ไขได้อย่างปลอดภัย ผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา เช่น กระจกตาโก่ง (Keratoconus) ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตา เช่น ตาแห้งรุนแรง หรือมีการติดเชื้อบริเวณดวงตา ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือโรคที่ส่งผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีค่าสายตายังไม่คงที่ (มักพบในช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมและเลือกแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานพยาบาลในการทำเลสิก ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) คือศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยมาตรฐานการรักษาระดับสากล ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบผลลัพธ์การมองเห็นที่มีคุณภาพสูงสุดในระยะยาว จุดเด่นของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ดูแลครบวงจร พร้อมบริการระดับพรีเมียม ตั้งแต่การตรวจ วางแผน ผ่าตัด และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยความพร้อมทั้งด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการทำเลสิกอย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด สรุป การทำเลสิก (LASIK) เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสายตาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0 รวมถึง PresbyLASIK สำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามวัย แต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากโครงสร้างดวงตา ค่าสายตา และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยต้องผ่านการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด และการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์การรักษามีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เลสิกอาจไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีค่าสายตาสูงมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการทำเลสิก การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่ครบครัน เช่น ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัด ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิก (FAQ) ทำเลสิกแล้วสายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ค่าสายตายังไม่คงที่ก่อนทำเลสิก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของดวงตาตามอายุ แต่โดยทั่วไปผลลัพธ์ของเลสิกค่อนข้างคงที่ในระยะยาว หากเริ่มมองไม่ชัดอีกครั้งควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ทำเลสิกแล้วตอนอายุมากขึ้นต้องใส่แว่นไหม อาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมีสายตายาวตามวัย เพราะเลสิกช่วยแก้ค่าสายตาเดิม เช่น สั้น ยาว หรือเอียง แต่ไม่สามารถป้องกันความเสื่อมตามวัยของเลนส์ตาได้ หลังทำเลสิกต้องตรวจตาบ่อยแค่ไหน ควรมาตรวจตามนัดที่จักษุแพทย์กำหนดในช่วงแรกหลังผ่าตัด (1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน หรือตามที่แพทย์นัดติดตามอาการหลังผ่าตัด) หลังจากนั้นควรตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัด ตาแห้งมาก แสบตา หรือมีแสงกระจายผิดปกติ เพื่อดูแลผลลัพธ์และสุขภาพดวงตาในระยะยาว กระจกตาบางทำเลสิกได้ไหม คนที่กระจกตาบางเกินไปมักไม่สามารถทำเลสิกได้ เนื่องจากขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตาอาจทำให้กระจกตาที่เหลือบางจนเกิดอันตราย แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาสายตาที่ปลอดภัยสำหรับคนกระจกตาบาง เช่น การทำเลสิกวิธี NanoLASIK ที่ประหยัดเนื้อกระจกตามากกว่าเลสิกวิธีอื่น (เอกสิทธิ์เฉพาะที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)) หรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ดังนั้น หากคุณกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะช่วยประเมินวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้แทนการทำเลสิกทั่วไป เลสิกแพงไหม ราคาเท่าไหร่ การทำเลสิกมีราคาที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้และสถานพยาบาล โดยทั่วไปราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 บาท ไปจนถึง 150,000 บาทต่อตาทั้งสองข้าง การทำ PRK หรือเลสิกแบบดั้งเดิมมักมีราคาประหยัดที่สุด ส่วนเลสิกแบบไร้ใบมีด เช่น FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® ที่ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงจะมีราคาสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะดูเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับค่าคอนแทคเลนส์และแว่นตาที่คุณต้องจ่ายตลอดชีวิต เลสิกน่ากลัวไหม ความกลัวเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคนที่ต้องทำหัตถการกับดวงตา แต่ในความเป็นจริงการทำเลสิกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความปลอดภัยและแม่นยำสูงมาก ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย ตลอดการผ่าตัดจักษุแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาเพียง 10–15 นาทีต่อข้างเท่านั้น เลสิกเจ็บไหม ก่อนเริ่มขั้นตอนการทำเลสิกแพทย์จะหยอดยาที่ดวงตา ทำให้คุณไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัด แต่อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเบาๆ เพียงไม่กี่วินาทีในบางขั้นตอนเท่านั้น หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก อาจมีอาการระคายเคืองตา น้ำตาไหล หรือเคืองตาคล้ายมีเม็ดทรายอยู่ในตา ซึ่งเป็นอาการปกติที่สามารถบรรเทาได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียมและทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคืออาการอะไร? พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคือภาวะที่มองใกล้และมองไกลไม่ชัดในคนสายตาสั้นที่เริ่มมีสายตายาวตามอายุ รักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันได้ด้วยแว่น คอนแทคเลนส์ เลสิก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ขึ้นกับคำแนะนำจักษุแพทย์ การเลือกวิธีรักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันขึ้นอยู่กับสายตา อายุ ความหนากระจกตา และคำแนะนำของจักษุแพทย์ สายตาสั้นและยาวพร้อมกันเป็นภาวะที่พบได้ในผู้ใหญ่บางคน โดยเฉพาะเมื่อสายตาสั้นเริ่มมีสายตายาวตามอายุร่วมด้วย ทำให้การมองใกล้และไกลผิดปกติ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอ หรือขับรถ การเข้าใจสาเหตุและแนวทางการแก้ไขจึงช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลและรักษาสายตาได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ     สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคืออะไร? สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำให้มองใกล้ไม่ชัดและมองไกลไม่ชัด สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม แว่นสายตาสั้นช่วยให้มองไกลชัดขึ้น แต่เมื่อเริ่มมีสายตายาวตามอายุร่วมด้วย แว่นสายตาสั้นเดิมจะเริ่มไม่เพียงพอในการมองใกล้ ทำให้ต้องปรับวิธีใช้หรือเปลี่ยนเลนส์เพื่อแก้ไขปัญหานี้   สำหรับคนที่มีภาวะสายตาสั้นอยู่แล้ว ปัญหานี้เกิดจาก "โครงสร้างทางกายภาพ" ของดวงตาที่มีความยาวของกระบอกตามากเกินปกติ หรือกระจกตามีความโค้งมากเกินไป ทำให้เมื่อแสงเดินทางเข้าสู่ดวงตา จุดโฟกัสของภาพจึงตกก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นภาวะที่คงอยู่กับเรามาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น   ในขณะที่สายตายาวตามอายุนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสั้นหรือยาวของกระบอกตา แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงตามกาลเวลา เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 40 ปีขึ้นไป อวัยวะภายในดวงตาที่เรียกว่า "เลนส์ตา" (Crystalline Lens) ซึ่งเคยมีความยืดหยุ่นสูงเปรียบเสมือนเจลลี่ จะเริ่มเกิดการแข็งตัวตามธรรมชาติ ประกอบกับกล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่ปรับโฟกัสเริ่มอ่อนแรงลง ทำให้ความสามารถในการ "ซูม" หรือปรับโฟกัสเพื่อมองระยะใกล้สูญเสียไป   เมื่อสองภาวะมาเจอกัน เหตุผลที่เราสามารถมีสายตาสั้นและสายตายาวตามอายุพร้อมกันได้ ก็เพราะความผิดปกติของโครงสร้าง (กระบอกตายาว) ยังคงอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ความเสื่อมตามวัย (เลนส์ตาแข็ง) ก็เข้ามาสมทบ   ผู้ที่มีปัญหานี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวคือ เมื่อมองไกล ภาพก็ยังคงเบลอเพราะค่าสายตาสั้นเดิมไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่อสวมแว่นสายตาสั้นเพื่อแก้การมองไกล แล้วพยายามจะอ่านหนังสือหรือดูมือถือ กลับพบว่ามองไม่ชัดเช่นกัน เพราะเลนส์ตาที่เสื่อมสภาพไม่สามารถปรับโฟกัสสู้กับกำลังของเลนส์แว่นได้อีกต่อไป   อย่างไรก็ตามอาจมีข้อยกเว้นเล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นน้อยๆ (เช่น ประมาณ -100 ถึง -200) ที่อาจรู้สึกว่าตนเองโชคดีกว่าคนอื่น เพราะเมื่อถอดแว่นสายตาสั้นออก จุดโฟกัสตามธรรมชาติของสายตาสั้นจะไปตกที่ระยะอ่านหนังสือพอดี ทำให้สามารถถอดแว่นเพื่ออ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องพึ่งแว่นสายตายาว แต่หากเมื่อใดที่ใส่แว่นสายตาสั้นกลับเข้าไป อาการมองใกล้ไม่ชัดก็จะปรากฏขึ้นทันที     การแก้ไขและรักษาสายตาสั้นกับยาวพร้อมกัน การแก้ไขสายตาผสมจะเน้นไปที่การทำให้แสงที่เข้าสู่ดวงตาโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือก โดยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้   1. การแก้ไขด้วยอุปกรณ์ภายนอก สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน การใช้วิธีแก้ไขด้วยอุปกรณ์ภายนอกถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและง่ายต่อการปรับตัว ดังนี้   H4: แว่นตา Progressive  ทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันและถือเป็นมาตรฐานใหม่ของคนวัยทำงาน คือ "เลนส์โปรเกรสซีฟ" (Progressive Lenses) หรือที่หลายคนเรียกว่าเลนส์ไร้รอยต่อ ความพิเศษของเลนส์ชนิดนี้คือการออกแบบโครงสร้างให้ค่าสายตาไล่ระดับจากบนลงล่างอย่างนุ่มนวล โดยส่วนบนของเลนส์จะทำหน้าที่แก้ไขสายตาสั้นเพื่อการมองไกล ไล่ระดับลงมาสู่ระยะกลางสำหรับดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ และจบที่ส่วนล่างสุดสำหรับอ่านหนังสือหรือดูมือถือ    ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือผู้สวมใส่สามารถมองเห็นชัดได้ทุกระยะโดยไม่ต้องถอดเข้าถอดออก ที่สำคัญคือไม่มีเส้นขีดคั่นบนตัวเลนส์ ทำให้ดูเหมือนแว่นสายตาปกติ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ให้ดูหนุ่มสาว ไม่ดูมีอายุเหมือนแว่นตารุ่นคุณปู่คุณย่าในอดีต แลกมากับการที่ผู้สวมใส่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวในช่วงแรกเล็กน้อยเพื่อให้คุ้นชินกับมุมมองภาพด้านข้าง   H4: คอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มัลติโฟกัส (Multifocal Contact Lenses) เปรียบเสมือนฝาแฝดของแว่นโปรเกรสซีฟในรูปแบบคอนแทคเลนส์ โดยเลนส์ชนิดนี้ถูกออกแบบให้มีค่าสายตาหลายระยะซ้อนกันอยู่ภายในเลนส์ชิ้นเดียว มักมีลักษณะเป็นวงกลมซ้อนกันคล้ายเป้ายิงปืน (Concentric Rings) โดยอาจให้จุดกึ่งกลางเป็นระยะมองใกล้และวงรอบนอกเป็นระยะมองไกล หรือสลับกันตามแต่ดีไซน์ของผู้ผลิต   ความน่าทึ่งของเลนส์ชนิดนี้อยู่ที่การทำงานร่วมกับสมองครับ เพราะเมื่อเราสวมใส่ ภาพทั้งระยะใกล้และไกลจะถูกส่งเข้าสู่ดวงตาพร้อมๆ กัน สมองของเราจะเรียนรู้ที่จะเลือกโฟกัสภาพที่คมชัดที่สุดในขณะนั้นเองโดยอัตโนมัติ ข้อดีคือทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นได้ทุกระยะโดยไม่ต้องพกแว่น แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความคมชัดที่อาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแว่นตา โดยเฉพาะในที่แสงน้อย และต้องอาศัยเวลาให้สมองปรับตัวในช่วงแรก   ทางเลือกที่สองคือเทคนิคที่เรียกว่า "โมโนวิชั่น" (Monovision) ซึ่งเป็นเทคนิคการปรับจูนสายตาที่แพทย์นิยมใช้มาอย่างยาวนาน หลักการของวิธีนี้คือการแบ่งหน้าที่ให้ดวงตาแต่ละข้างทำงานต่างกัน โดยแพทย์จะจ่ายคอนแทคเลนส์สำหรับแก้ไขสายตาสั้นเพื่อให้มองไกลในตาข้างที่ถนัด (Dominant Eye) และจ่ายคอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาน้อยกว่า (หรือเผื่อค่าสายตายาว) เพื่อให้มองใกล้ในตาข้างที่ไม่ถนัด   เมื่อลืมตาพร้อมกันสองข้าง สมองจะทำหน้าที่ผสานภาพจากตาทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทั้งขับรถและอ่านเมนูอาหารโดยไม่ต้องพึ่งแว่น วิธีนี้มีข้อดีคือค่าใช้จ่ายมักถูกกว่าแบบมัลติโฟกัสเพราะใช้เลนส์ธรรมดา แต่ข้อจำกัดสำคัญคือการกะระยะความลึก (Depth Perception) อาจลดประสิทธิภาพลง ทำให้การมองภาพ 3 มิติ หรือการกะระยะตอนขับรถในตอนกลางคืนอาจทำได้ยากขึ้นในบางคน   และสุดท้ายคือวิธีแบบผสมผสาน หรือ "การใส่คอนแทคเลนส์แก้สั้นร่วมกับแว่นอ่านหนังสือ" วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคมชัดสูงสุดในการมองไกล โดยจะใส่คอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขสายตาสั้นให้มองไกลชัดเป๊ะ 100% เหมือนคนตาปกติ แล้วพกแว่นอ่านหนังสือติดตัวไว้หยิบมาสวมทับเฉพาะเวลาที่ต้องเซ็นเอกสารหรืออ่านมือถือนานๆ แม้วิธีนี้จะไม่ช่วยให้เป็นอิสระจากแว่นตาอย่างสมบูรณ์ แต่ก็เป็นวิธีที่ให้คุณภาพการมองเห็นที่คมชัดที่สุดและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด   การเลือกใช้คอนแทคเลนส์สำหรับภาวะนี้มีความซับซ้อนกว่าคอนแทคเลนส์ทั่วไปมาก ทั้งในแง่ของการวัดค่าสายตาและการปรับตัวของสมอง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรได้รับการตรวจและทดลองเลนส์ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตร เพื่อค้นหาวิธีที่แมตช์กับไลฟ์สไตล์และดวงตาของคุณมากที่สุด   อย่างไรก็ตามอาจจะมีข้อเสียตรงที่คนไข้จะมีค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ค่อนข้างสูงและจะต้องระมัดระวังในการทำความสะอาดเป็นอย่างดี   2. การรักษาด้วยเลเซอร์ LASIK (Laser-Assisted in Situ Keratomileusis) เป็นการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาแบบถาวรที่ช่วยแก้ทั้ง สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ขั้นตอนการผ่าตัดแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ การเปิดชั้นกระจกตาบางส่วน (Flap) และใช้เลเซอร์ปรับแต่งความโค้งของกระจกตา จากนั้นปิด Flap กลับเหมือนเดิม การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน มักฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่เห็นชัดขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังทำอาจมีอาการตาแห้ง แสงฟุ้งกระจาย หรือแสงจ้าในเวลากลางคืนชั่วคราว ซึ่งมักหายไปเมื่อผ่านช่วงปรับตัว   เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพา แว่นตาและคอนแทคเลนส์ และมีกระจกตาหนาพอสมควร ส่วนผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรง โรคตาเรื้อรัง หรือค่าสายตาเกินขอบเขตที่ LASIK ปลอดภัย แพทย์อาจแนะนำวิธีอื่น เช่น PRK หรือ การเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE)   3. การผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม RLE (Refractive Lens Exchange) เป็นการผ่าตัดเพื่อนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและแทนที่ด้วยเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular lens, IOL) RLE เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกันแบบผิดปกติมาก หรือผู้ที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ร่วมด้วย ซึ่งเลนส์ IOL รุ่นใหม่สามารถแก้ไขได้ทั้งสายตาสั้น ยาว และสายตาเอียงได้ในครั้งเดียว     แนวทางในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา การเลือกวิธีแก้ไขสายตาสั้นและยาวพร้อมกันที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงความต้องการมองเห็นชัดเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยดังนี้   ความต้องการและไลฟ์สไตล์ หากไม่ชอบการผ่าตัดและต้องการวิธีที่ง่ายที่สุด แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์คือคำตอบ แต่ถ้าต้องการการแก้ไขที่ถาวร การทำเลสิกหรือ RLE อาจเป็นทางเลือกที่ดี สุขภาพตาโดยรวม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด แพทย์จะประเมินความหนาของกระจกตา สภาพของจอประสาทตา และภาวะอื่นๆ เพื่อแนะนำวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายของแต่ละวิธีแตกต่างกันมาก การผ่าตัดด้วยเลเซอร์หรือ RLE มักจะมีราคาสูงกว่าการใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ในระยะสั้น ผลลัพธ์และความคาดหวัง สิ่งสำคัญคือต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จากการรักษาแต่ละวิธี การทำเลเซอร์อาจลดความจำเป็นในการใส่แว่นตาได้ แต่บางครั้งก็อาจยังต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางสถานการณ์     รักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันที่ศูนย์เลสิก LASER VISION Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ศูนย์เลสิก LASER VISION และจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาสายตาสั้น สายตายาว และปัญหาสายตาอื่นๆ อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเน้นการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างปลอดภัยครบวงจร   สรุป สายตาสั้นและยาวพร้อมกันเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่มีสายตาสั้นเริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย ทำให้มองใกล้และมองไกลไม่ชัด แว่นสายตาสั้นที่เคยใส่ประจำอาจช่วยระยะไกลได้ แต่ระยะใกล้เริ่มมีปัญหา การแก้ไขสามารถทำได้ทั้งด้วยอุปกรณ์ภายนอก เช่น แว่นตาและคอนแทคเลนส์ หรือวิธีถาวรอย่างเลสิกและการผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับค่าสายตา อายุ สุขภาพดวงตา และไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย เพื่อลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นหรือคอนแทคต์เลนส์ และคืนคุณภาพชีวิตในการมองเห็น มาตรวจและรักษาที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีเครื่องมือครบครัน พร้อมจักษุแพทย์และศูนย์ดูแลโรคตาเฉพาะทาง   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าใจค่าสายตาแบบต่างๆ และผลกระทบต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน PRK และ LASIK คืออะไร? เทคนิคการผ่าตัดสายตาที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ FemtoLASIK เทคโนโลยีล้ำสมัย การผ่าตัดสายตาที่ปลอดภัย แม่นยำกว่า คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน (FAQ) สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน มักมีคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการและการแก้ไข เพื่อช่วยให้เข้าใจภาวะนี้และเลือกวิธีดูแลสายตาได้อย่างเหมาะสม เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยไว้ดังนี้   สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำเลสิกได้ไหม  ผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกันสามารถทำเลสิกได้ แต่ต้องประเมินความหนาของกระจกตาและความเหมาะสมกับวิธีผ่าตัดโดยจักษุแพทย์ก่อน เพราะบางกรณีอาจต้องใช้วิธีแก้ไขสายตาแบบอื่น เช่น เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและแม่นยำที่สุด   คอนแทคเลนส์ของคนสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน เลือกอย่างไร สำหรับคนที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน การเลือกคอนแทคเลนส์ต้องพิจารณาประเภทเลนส์ให้เหมาะกับการมองทั้งใกล้และไกล โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้เลนส์มัลติโฟกัส (Multifocal Contact Lens) หรือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Contact Lens) ซึ่งออกแบบให้โฟกัสภาพหลายระยะได้ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์เพื่อให้เลือกชนิดและกำลังเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับดวงตาของคุณ   สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน อาการเป็นอย่างไร สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำให้เกิดอาการมองใกล้ไม่ชัด มองไกลก็ไม่ชัด โดยผู้ที่เคยใส่แว่นสายตาสั้นอาจพบว่าแว่นเดิมช่วยมองไกลได้ดี แต่เมื่อมีสายตายาวตามวัยร่วมด้วย จะมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์ ไม่ชัด ต้องถอดแว่นหรือปรับสายตาเพื่อมองภาพใกล้ให้ชัดขึ้น
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ทางออกของคนสายตาพร่ามัว เปลี่ยนเลนส์ตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน

การเปลี่ยนเลนส์ตา คือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens – IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา ผู้ที่มีสายตาผิดปกติสูง หรือต้อกระจก ไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK/PRK) เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตาคือทำให้การมองเห็นชัดเจน ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และลดการพึ่งพาแว่นสายตา สายตาพร่ามัวหรือมองไม่ชัดอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก สายตายาว สายตาสั้น หรือความผิดปกติของเลนส์ตา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความมั่นใจในการมองเห็น การเปลี่ยนเลนส์ตาจึงเป็นทางออกที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน ปลอดภัย และเหมาะกับสภาพสายตาของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยลดอาการตาพร่ามัว ปรับโฟกัสภาพได้ดี และคืนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ก่อนตัดสินใจทำ ควรศึกษาขั้นตอน ข้อดี และข้อควรระวัง เพื่อให้การเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     การเปลี่ยนเลนส์ตา (Lens Replacement Surgery) คืออะไร? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาคือการเอาเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วฝังเลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา เช่น สายตายาวตามอายุ สายตาสั้น หรือสายตาเอียง เทคนิคนี้คล้ายการผ่าตัดต้อกระจก แต่ RLE เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น ไม่ได้ทำเพื่อรักษาต้อกระจกโดยตรง     การทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติ ก่อนทำความเข้าใจการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ควรเข้าใจการทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติก่อน เลนส์ตาอยู่ด้านหลังม่านตา มีลักษณะใสและยืดหยุ่น ทำงานร่วมกับกระจกตาเพื่อรวมแสงลงบนจอประสาทตา ทำให้สมองเห็นภาพชัด ในวัยหนุ่มสาว เลนส์ตามีความยืดหยุ่นสูง ปรับโฟกัสใกล้ไกลได้ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาแข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจก โปรตีนในเลนส์จับตัวเป็นก้อน ทำให้เลนส์ขุ่น แสงผ่านได้น้อย มองเห็นภาพพร่ามัวเหมือนผ่านหมอก   ใครบ้างที่เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็นที่แก้ไขด้วยวิธีอื่นได้ยาก หรือต้องการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในคราวเดียว   ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตา สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสูงหรือไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถปรับค่าสายตาให้เหมาะสมได้อย่างถาวร   นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้เลนส์เทียมชนิดพิเศษ (IOL) ที่แก้ไขทั้งสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ช่วยลดความจำเป็นในการใส่แว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์หลังผ่าตัด ทำให้การมองเห็นชัดเจนและสะดวกสบายขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับสายตาปกติได้มากที่สุด   3: ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุ ปัญหาสายตายาวตามอายุเกิดจากเลนส์ตาแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้โฟกัสภาพระยะใกล้ได้ยากขึ้น ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุอาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือหรือแว่นหลายระยะ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาชนิดพิเศษ (Presbyopia-Correcting IOL) สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยช่วยให้มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้ กลาง และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่เลือกใช้ นอกจากนี้ เลนส์บางชนิดยังสามารถลดความจำเป็นในการใส่แว่นสายตาหลังผ่าตัด ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น และช่วยฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับวัยหนุ่มสาวได้มากขึ้น   ผู้ที่เป็นต้อกระจก ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่นหรือไม่ใสเหมือนเดิม ทำให้แสงผ่านไม่เต็มที่และเกิดภาพพร่ามัว มักพบในผู้สูงอายุ แต่บางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะทางพันธุกรรม การบาดเจ็บที่ตา โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์   การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด โดยจะนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ขุ่นออกและแทนด้วยเลนส์เทียม (IOL) เลนส์เทียมนี้สามารถเลือกชนิดและคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วย เช่น เลนส์สำหรับโฟกัสระยะใกล้ไกลพร้อมกัน หรือเลนส์ที่ลดการเกิดสายตายาวตามอายุ     ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม การเลือกประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการมองเห็นหลังผ่าตัด โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามความสามารถในการโฟกัส   1. เลนส์โฟกัสระยะเดียว เลนส์มาตรฐาน (Monofocal IOL) เป็นเลนส์เทียมที่ได้รับความนิยมมานาน มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้การมองเห็นชัดเจนในระยะใดระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาตาพร่ามัวจากต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ข้อดีของเลนส์ชนิดนี้คือการมองเห็นระยะไกลชัดเจน เหมาะกับผู้ที่เน้นกิจกรรมกลางแจ้งหรือขับรถ และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนข้อจำกัดสำคัญคือยังต้องใช้แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์   2. เลนส์โฟกัสระยะกลางและไกล เลนส์ชนิด EDOF (Extended Depth of Focus) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขยายช่วงการโฟกัส ทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งระยะกลางและระยะไกล มักให้ภาพที่คมชัดต่อเนื่องและลดปัญหาภาพซ้อนหรือแสงฟุ้ง เหมาะกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ หรือกิจกรรมประจำวันที่ไม่ต้องโฟกัสใกล้มาก   ข้อดีคือช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาได้มากกว่าการใช้เลนส์มาตรฐาน ถึงเปลี่ยนมาใส่เลนส์ชนิดนี้แล้ว แต่ผู้ใช้ยังคงต้องใส่แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์บางครั้ง   3. เลนส์โฟกัสหลายระยะ เลนส์โฟกัสหลายระยะ (Multifocal IOL / Trifocal IOL) ถูกออกแบบให้โฟกัสภาพได้หลายระยะ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมหลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตาในชีวิตประจำวัน ช่วยเพิ่มความสะดวกและอิสระในการใช้ชีวิต เลนส์มัลติโฟกัสอาจเกิดอาการมองเห็นแสงฟุ้งกระจาย (Halo) หรือแสงจ้า (Glare) โดยเฉพาะตอนกลางคืน และผู้ใช้บางรายอาจต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับการมองเห็น รวมถึงยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรงหรือโรคจอประสาทตาบางชนิด     ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาในปัจจุบันมักใช้เทคนิคที่เรียกว่า Phacoemulsification ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และฟื้นตัวได้เร็ว โดยมีขั้นตอนคือ   จักษุแพทย์จะตรวจวัดค่าสายตาและโครงสร้างตาอย่างละเอียด เพื่อคำนวณกำลังเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมที่สุด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัว เช่น งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด แพทย์จะหยอดยาชาเฉพาะที่ดวงตา ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด จากนั้นจึงเปิดแผลขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตรที่ขอบกระจกตา ใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ขนาดเล็กสอดผ่านแผล เพื่อสลายเลนส์ตาที่ขุ่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และดูดออกมา หลังนำเลนส์เดิมออก แพทย์จะพับเลนส์แก้วตาเทียมสอดเข้าไปในถุงหุ้มเลนส์เดิม เลนส์จะกางออกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งแผลเล็กมากจนสามารถสมานตัวเองได้โดยไม่ต้องเย็บ ทำให้ลดระยะเวลาการฟื้นตัว ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาช่วยคืนความคมชัดในการมองเห็นและยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้มีดังนี้   แก้ปัญหาสายตาได้หลากหลาย ตั้งแต่สายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงสายตายาวตามอายุ ไปจนถึงต้อกระจก เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานยาวนานตลอดชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าเลนส์จะเสื่อมสภาพ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถฟื้นตัว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว ข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาจะเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ ได้แก่   ความดันในลูกตาสูง อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหลังการผ่าตัด เลือดออกในตา อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก การติดเชื้อในดวงตา ถือเป็นภาวะรุนแรงแต่เกิดได้น้อยมาก เลนส์แก้วตาเทียมอาจเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม จอประสาทตาบวม (Cystoid Macular Edema) อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย ถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่ขุ่นมัวหลังการผ่าตัด สามารถแก้ไขด้วยเลเซอร์ (YAG Laser)     เปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีการรักษาทันสมัย ด้วยจักษุแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและดูแล รวมถึงการเปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษา อธิบายอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผล พร้อมสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างเต็มที่   สรุป การเปลี่ยนเลนส์ตาคือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาหรือภาวะต้อกระจก ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เลนส์เทียมมีหลายชนิด ทั้งเลนส์ชัดระยะเดียว เลนส์ชัดหลายระยะ และเลนส์ปรับโฟกัสอัตโนมัติ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย การผ่าตัดทำผ่านแผลขนาดเล็ก ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัว ข้อดีคือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการมองเห็น ส่วนความเสี่ยงมีทั้งการติดเชื้อ เลือดออก ความดันลูกตาสูง เลนส์เคลื่อนตัว หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้โดยแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดยราคาของการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและสาเหตุของการเปลี่ยนเลนส์ เช่น การเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมทั่วไป หรือการเปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจก   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล ภาพเบลอในสนาม อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน เพิ่มความคมชัดเพื่อชัยชนะทุกคอร์ต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปลี่ยนเลนส์ตา (FAQ) หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย วิธีการผ่าตัด ประเภทเลนส์ ข้อดี-ข้อจำกัด หรือระยะเวลาฟื้นตัว ในส่วนนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   การดูแลหลังเปลี่ยนเลนส์ตาทำอย่างไร หลังเปลี่ยนเลนส์ตาควรพักสายตา ใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การยกของหนักหรือออกแรงมาก พร้อมไปตามนัดจักษุแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตาหรือมองเห็นไม่ชัด เพื่อแจ้งแพทย์ทันทีหากเกิดปัญหา   เปลี่ยนเลนส์ตาได้กี่ครั้ง โดยทั่วไป การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวสำหรับเลนส์แก้วตาธรรมชาติ แต่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สามารถเปลี่ยนหรือปรับแก้ได้หากมีปัญหา เช่น เลนส์เคลื่อน เลนส์ขุ่น หรือผู้ป่วยต้องการเปลี่ยนชนิดเลนส์ใหม่ แต่การทำซ้ำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์และสภาพตาของผู้ป่วย   เปลี่ยนเลนส์ตาต้องพักฟื้นกี่วัน หลังการเปลี่ยนเลนส์ตา ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน แต่สายตาจะค่อยๆ ฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดเลนส์และสภาพตาของแต่ละคน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง เช่น ขยี้ตาหนัก ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนัก จนกว่าจักษุแพทย์จะประเมินว่าเหมาะสม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เปรียบเทียบ ReLEx SMILE และ SMILE Pro แตกต่างกันอย่างไร?

SMILE Pro คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงด้วยเลเซอร์แบบไม่เปิดฝากระจกตา มีแผลขนาดเพียง 2-4 มิลลิเมตร ทำให้ดวงตาฟื้นตัวเร็วและมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเลสิกทั่วไป SMILE Pro แตกต่างจากเลสิกทั่วไปตรงที่เป็นการผ่าตัดแบบไม่สร้างฝากระจกตา ทำให้กระจกตายังคงแข็งแรงกว่าเลสิกทั่วไป ที่ต้องสร้างและเปิดฝากระจกตาขนาดใหญ่ก่อนการยิงเลเซอร์ หลังทำ SMILE Pro ดวงตาจะฟื้นตัวและมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้รับการรักษาส่วนใหญ่จะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1-2 วัน ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีแก้สายตาสั้นหรือเอียงแบบถาวร แต่กังวลเรื่องการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่แบบเลสิกเดิมๆ SMILE Pro อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา เทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ช่วยให้คุณมองเห็นชัดขึ้น โดยใช้แผลขนาดเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และปลอดภัยกว่าเดิม ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับ SMILE Pro อย่างละเอียด ว่าคืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง   เลสิกวิธี SMILE Pro คืออะไร SMILE Pro เป็นเทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่จาก ZEISS ประเทศเยอรมนี ที่รวมความแม่นยำสูงเข้ากับความอ่อนโยนต่อดวงตา เป็นการทำเลสิกแบบไม่ใช้ใบมีด ช่วยลดความเจ็บและย่นระยะเวลาพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ปลอดภัยและฟื้นตัวเร็ว   เลสิกแบบ ReLEx Smile คืออะไร? ReLEx Smile คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ต่างจากเลสิกทั่วไป โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การไม่สร้างฝากระจกตา เปลี่ยนมาใช้เลเซอร์แทนการใช้ใบมีด ทำให้แผลมีขนาดเล็กเพียง 2-4 มิลลิเมตร     ความต่างของ ReLEx Smile กับ SMILE Pro ReLEx SMILE ใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ซึ่งต่างจากเลสิกทั่วไปตรงที่ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาขนาดใหญ่ แพทย์จะยิงเลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อกระจกตาขนาดเล็ก (เรียกว่า Lenticule) ภายในเนื้อกระจกตาชั้นกลาง แล้วดึงชิ้นเนื้อดังกล่าวออกผ่านแผลเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตรบริเวณขอบกระจกตา  ส่วน SMILE Pro พัฒนาขึ้นจาก ReLEx SMILE โดยใช้เลเซอร์รุ่นใหม่ ทำให้เวลาผ่าตัดต่อข้างลดลงเหลือเพียง 8‑10 วินาที เทียบกับ ReLEx SMILE ที่ใช้เวลาประมาณ 25‑30 วินาที ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น SMILE Pro มีความแม่นยำสูงกว่า ลดแรงกดและความเสี่ยงจากการเคลื่อนของดวงตาระหว่างผ่าตัด ถึงแม้ทั้งสองวิธีจะเป็นแบบไม่สร้างแผ่นกระจกตาเหมือนกัน แต่ SMILE Pro มีข้อได้เปรียบในเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ และความสบายต่อดวงตา      ใครที่เหมาะกับ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาสายตาสั้นกับสายตาเอียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ เช่น นักกีฬาหรือผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะการไม่มีฝากระจกตาทำให้หมดกังวลเรื่องการกระทบกระเทือนดวงตา ผู้ที่กังวลเรื่องฝากระจกตา ผู้ที่ไม่ต้องการให้มีการเปิดฝากระจกตาแบบเลสิกทั่วไป ผู้ที่มีความเสี่ยงตาแห้ง การทำ SMILE Pro มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังการรักษาน้อยกว่าเลสิกแบบอื่น ผู้ที่ต้องการพักฟื้นเร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้จนเกือบปกติภายใน 1-2 วัน สำหรับ SMILE Pro เหมาะกับ ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง ซึ่งค่าสายตาคงที่เป็นเวลานาน มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสุขภาพดวงตาที่ดี ไม่มีโรคกระจกตา หรือโรคอื่นๆ ที่อาจกระทบการผ่าตัด  โดยเฉพาะผู้ที่อยากพักฟื้นเร็ว และกังวลเรื่องแผล     ข้อดีของการทำ SMILE Pro ดูว่าทำไม SMILE Pro ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเจาะลึกข้อดีที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกวิธีนี้ ไร้ฝากระจกตา (Flapless) ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากฝากระจกตา เช่น ฝาเคลื่อน หรือติดเชื้อ แผลเล็กที่สุด การผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็ว ตาแห้งน้อยกว่า เนื่องจากการผ่าตัดมีแผลเล็ก ทำให้มีการตัดเส้นประสาทที่ผิวกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบทั่วไป จึงลดโอกาสการเกิดภาวะตาแห้งหลังการรักษาได้ดี รักษาความแข็งแรงของกระจกตาได้ดี โครงสร้างของกระจกตาจะถูกรบกวนน้อยที่สุด ทำให้ความแข็งแรงของกระจกตาหลังการรักษายังคงดีอยู่ SMILE Pro เป็นเทคนิคที่มีความแม่นยำสูง ใช้เลเซอร์ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ในการปรับค่าสายตา และใช้เวลาในการผ่าตัดน้อยกว่าวิธีเลสิกแบบดั้งเดิม สามารถรักษาสายตาสั้นได้สูงสุดถึง -10.00 D (1,000) และสายตาเอียงได้ถึง -5.00 D (500)   ข้อจำกัดของการทำ ReLEx Smile แม้ ReLEx SMILE จะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยแต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ขอบเขตในการรักษาที่ยังจำกัดเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้วิธีนี้ในการแก้ไขสายตายาวได้ นอกจากนี้การผ่าตัด ทั้ง ReLEx SMILE กับ Smile Pro ยังต้องใช้เครื่อง Femtosecond Laser รุ่นเฉพาะ ซึ่งมีให้บริการเฉพาะในคลินิกหรือโรงพยาบาลบางแห่งที่มีอุปกรณ์ครบครันและผ่านการรับรองเท่านั้น ในขณะที่ ReLEx SMILE มีข้อจำกัดเรื่องการจำกัดบางประการ แต่ SMILE Pro มีข้อดีเหนือกว่าด้วยการใช้เวลาผ่าตัดเพียง 8 วินาทีต่อข้าง แผลเล็กเพียง 3‑4 มม. ไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ทำให้กระจกตาแข็งแรงกว่า มีความแม่นยำสูงด้วยเลเซอร์รุ่นใหม่ ZEISS VISUMAX® 800 และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด   การประเมินสภาพสายตาก่อนเข้ารับการทำ SMILE Pro ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย SMILE Pro จำเป็นต้องตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อเก็บข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะใช้เวลาประเมินประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วยการตรวจหลายรายการ ได้แก่ การวัดค่าสายตา ด้วยคอมพิวเตอร์เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สะดวกและรวดเร็ว โดยอาศัยหลักการสะท้อนของแสง เพื่อประเมินค่าสายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงองศาของสายตา การวัดความดันลูกตา เป็นการตรวจระดับความดันภายในดวงตา เพื่อประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ พร้อมทั้งช่วยตรวจคัดกรองความเสี่ยงของโรคทางตาต่างๆ เช่น ต้อหิน การตรวจวัดสายตา โดยจักษุแพทย์จะมีการประเมินเพิ่มเติม เช่น ตรวจความโค้งของกระจกตา การหักเหของแสง และการตอบสนองต่างๆ ของดวงตา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนในการวางแผนการรักษา การถ่ายภาพพื้นผิวและวัดความหนาของกระจกตา ขั้นตอนนี้ช่วยเก็บข้อมูลรูปร่างและความบางของกระจกตา เพื่อวางแผนรักษาและประเมินภาวะสายตาเอียงอย่างแม่นยำ การหยอดยาขยายม่านตาช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น ทำให้จักษุแพทย์ตรวจภายในลูกตาอย่างละเอียด ทั้งแก้วตา น้ำวุ้นตา และจอตา รวมถึงช่วยให้การวัดค่าสายตามีความแม่นยำมากขึ้น เพราะลดการเพ่งของตาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวในบางราย หลังหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆ อย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษาต่อไป   การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด SMILE Pro เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยวิธีเตรียมตัวง่ายๆ ที่ควรรู้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด มีดังนี้ ควรมาถึงก่อนเวลานัดอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อทำการหยอดตาเตรียมความพร้อม ควรสระผมก่อนมา งดฉีดน้ำหอม แต่งหน้า หรือจัดแต่งทรงผม งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนผ่าตัด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย เช่น เสื้อผ่าหน้าหรือมีกระดุม เตรียมแว่นตากันแดดและค่าใช้จ่ายให้พร้อม ควรมีผู้ดูแลมาด้วย เนื่องจากหลังผ่าตัดต้องใส่ที่ครอบตา 1 วัน และไม่ควรขับรถเอง ระยะเวลาการผ่าตัดประมาณ 30 นาที ไม่ต้องพักค้างคืนที่โรงพยาบาล     ขั้นตอนการผ่าตัดแบบ SMILE Pro แพทย์จะหยอดยาชาที่ดวงตาเพื่อให้รู้สึกชาและไม่เจ็บขณะผ่าตัด เมื่อตัวยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser สร้างเลนส์เนื้อกระจกตา (Lenticule) ตามค่าที่คำนวณไว้ โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 2-4 มิลลิเมตรที่กระจกตา แล้วใช้เครื่องมือดึงเลนส์ที่สร้างไว้ภายในออกมา เมื่อนำเลนส์ออก กระจกตาจะปรับความโค้ง ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น หลังผ่าตัด แพทย์จะปิดที่ครอบตาให้ และผู้รับการผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ทันที   การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด SMILE Pro หลังจากผ่านการผ่าตัด SMILE Pro การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ดวงตาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ในส่วนนี้จึงมาแนะนำวิธีปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดที่คุณควรรู้ หลีกเลี่ยงการบีบหรือขยี้ตาแรงๆ ใส่ที่ครอบตาเวลานอนอย่างน้อย 3 วัน เพื่อป้องกันการขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว ระวังไม่ให้น้ำเข้าตาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และทำความสะอาดตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ใช้ยาหยอดตาให้ครบถ้วนตามแพทย์สั่ง หากรู้สึกตาแห้ง ให้หยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทา งดใช้สายตาจ้องนานเกินไป เช่น อ่านหนังสือ เพ่งหน้าจอโทรศัพท์ หรือใช้คอมพิวเตอร์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงให้ฝุ่นหรือเหงื่อเข้าตา งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลังผ่าตัด หากต้องออกข้างนอก ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้ง มาตรวจติดตามผลตามนัดหมายของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด   การฟื้นตัวและการมองเห็นหลังทำ SMILE Pro การฟื้นตัวหลังทำ SMILE Pro นั้นค่อนข้างรวดเร็ว โดยผู้รับการรักษาส่วนใหญ่จะสามารถมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน หลังผ่าตัดอาจรู้สึกตาพร่ามัวเล็กน้อยในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก แต่จะดีขึ้นอย่างชัดเจนในวันรุ่งขึ้น และการมองเห็นจะคงที่เต็มที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ข้อดีที่สำคัญของเทคนิคนี้คือมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบมีฝากระจกตาอีกด้วย   สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีเลสิกแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงแบบไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ใช้เลเซอร์ Femtosecond สร้างชิ้นเนื้อกระจกตาขนาดเล็กภายใน แล้วนำออกผ่านแผลเล็ก ช่วยลดความเจ็บปวด ฟื้นตัวเร็ว และแม่นยำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและทันสมัย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ช่วงค่าสายตาที่รักษาได้ และต้องเข้ารับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์ก่อน ก่อนผ่าตัดควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากคุณสนใจสามารถเข้ารับการตรวจประเมินและปรึกษาเพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital)   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) สำหรับใครที่กำลังสนใจหรือเตรียมตัวเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Smile อาจมีหลายคำถามที่สงสัย เพื่อให้เข้าใจและมั่นใจก่อนตัดสินใจ เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจนและตรงประเด็นมาให้แล้วในส่วนนี้   ทำ SMILE Pro ที่ไหนดี ทำ SMILE Pro ที่ Bangkok Eye Hospital เพราะมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีทันสมัย และบริการครบวงจร ในราคาที่คุ้มค่า เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ดีที่สุด   สายตายาวตามอายุ รักษาด้วย SMILE Pro ได้ไหม สายตายาวตามอายุยังไม่สามารถรักษาได้ด้วย SMILE Pro   สายตาสั้นและสายตาเอียงมากแค่ไหนถึงทำ SMILE Pro ได้ SMILE Pro เหมาะสำหรับการแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงในค่าที่กำหนด โดยทั่วไปจะสามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ตั้งแต่ประมาณ -1.00 ถึง -10.00 และสายตาเอียงไม่เกิน -5.00 แต่ทั้งนี้ จักษุแพทย์จะต้องทำการตรวจประเมินความหนาและความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียดก่อน เพื่อยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถทำได้

ที่อยู่

ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว เลเซอร์วิชั่น|รพ.จักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111