มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิก LASER VISION

NanoLASIK เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของการทำ LASIK ที่จะมาช่วยยกระดับการมองเห็นของคุณ

NanoLASIK เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของการทำ LASIK ที่จะมาช่วยยกระดับการมองเห็นของคุณ NanoLASIK เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของการทำ LASIK ที่จะมาช่วยยกระดับการมองเห็นของคุณ      ถ้าหากคุณเป็นคนมีปัญหาสายตา และตัดสินใจจะแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการทำ LASIK แล้วล่ะก็ สุดยอดเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากสวิตเซอร์แลนด์ NanoLASIK อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่คุณอาจจะต้องนำมาตัดสินใจ ด้วยสุดยอดเทคโนโลยีระดับนาโน ใช้ระยะเวลาฟื้นตัวไว ที่จะทำให้การมองเห็นของคุณกลับมาสดใสอย่างรวดเร็ว เมื่อพูดถึงปัญหาสายตาการใส่แว่นหรือคอนแทคเลนส์ ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่มักจะใช้แก้ปัญหาสายตัวทั่วไป อย่างไรก็ตามการใช้แว่นก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาความรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นการหลงลืมแว่นตาตามสถานที่ต่างๆ รวมไปถึงการขับรถ ในขณะเดียวกันการใช้คอนแทคเลนส์ก็อาจจะทำให้เผชิญกับปัญหาการระคายเคือง และอีกหนึ่งทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจคือการทำ “เลสิก (LASIK)” ที่ยกระดับสายตาของคุณให้ดีขึ้นถาวร   LASIK คือ      LASIK หรือ Laser In-Situ Keratomileusis เป็นเทคโนโลยีรักษาสายตาโดยใช้แสงเลเซอร์ สามารถรักษาได้ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่โดดเด่นทางการแพทย์ ที่มาพร้อมกับความสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็ว การทำเลสิคมีหลากหลายรูปแบบ ในความเข้าใจทั่วไป LASIK หมายถึงการทำเลสิคแบบใบมีด Microkeratome LASIK, Blade LASIK, หรือ LASIK) เป็นเทคนิคที่ใช้ใบมีดขนาดเล็กเปิดฝากระจกตาขึ้น ก่อนใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer laser) ปรับแต่งความโค้งของกระจกตาให้ได้ค่าสายตาที่ต้องการ จากนั้นปิดกระจกตากลับเข้าที่เดิม   FemtoLASIK คืออะไร      FemtoLASIK หรือ เฟมโตเลสิก เป็นวิธีการรักษาสายตาด้วยเลเซอร์ระดับเฟมโต (Femtosecond Laser) แทนใบมีดในการเปิดฝากระจกตา ก่อนที่จะใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer laser) ปรับแต่งความโค้งของกระจกตาให้ได้ค่าสายตาที่ต้องการ เป็นการใช้เลเซอร์สำหรับการรักษาตลอดการรักษา และมีความแม่นยำมากกว่าการทำ LASIK แต่ก็ยังต้องมีการพักฟื้นการใช้สายตาเป็นเวลา 2 – 3 วัน   นวัตกรรม NanoLASIK      นวัตกรรมใหม่ล่าสุด NanoLASIK ซึ่งเป็นการต่อยอดพัฒนาจาก FemtoLASIK ซึ่งเป็นการนำเลเซอร์ที่ใช้พลังงานระดับต่ำ  ด้วยความแม่นยำระดับนาโนจากระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (AI) ป้องกันการเคลื่อนของกระจกตาที่อาจเกิดขึ้นด้วยวิธีทำเลสิคแบบเดิม พร้อมกับโปรแกรมประหยัดเนื้อกระจกตาในการรองรับผู้ที่มีสายตาสั้นมากกว่าปกติ หายห่วงเรื่องสภาวะแทรกซ้อน อ่อนโยนกับดวงตา และที่สำคัญใช้เวลาพักฟื้นเพียงแค่ 1 วัน โลกก็สดใสสามารถกลับไปทำกิจกรรมเดิมๆ ได้เหมือนใหม่ มอบอิสระในการใช้ชีวิตด้วยการทำเลสิกจากทีมแพทย์ที่มากประสบการณ์
ศูนย์เลสิก LASER VISION

แว่นกันแดด

แว่นกันแดด คุณภาพของแว่นกันแดดแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ยิ่งราคาถูกเท่าไหร่ ยิ่งทำร้ายสุขภาพตามากขึ้นเท่านั้น      เพราะวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบเป็นแว่นกันแดดนั้น ไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพต่ำ เลนส์แว่นกันแดดบางอันทำจากพลาสติก ติดแผ่นฟิล์มที่ไม่ได้คุณภาพ บ้างทำจากกระจกธรรมดา ซึ่งเมื่อเวลาใช้มองภาพอาจทำให้ภาพที่เห็นผิดเพี้ยนไปจากความจริง      ผู้ที่มีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับแสงแดดจ้า เช่น ขับรถในเวลากลางวัน เล่นกีฬาหรือทำงานกลางเปลวแดด ควรเลือกแว่นกันแดดชนิด โพลารอยด์ ซึ่งมีส่วนประกอบของ โพลาไรซ์เพลต ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันแสงที่สะท้อนผ่านเลนส์ ไม่ทำให้สายตาพร่ามัว และช่วยตัดแสงที่ทำมุม 45 องศาที่เข้ามากระทบกับดวงตาได้ดี
นอกจากนี้ยังช่วยตัดแสงทำให้ไม่เห็นภาพลวงตา ที่เกิดการหักเหของแสงบนพื้นถนนและยังช่วยลดความเข้มของแสง ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อตาและประสาทตาเกิดอาการอ่อนล้า รวมทั้งช่วยไม่ให้เกิดอาการง่วงนอน ขณะที่สายตาจ้องมองฝ่าเปลวแดดติดต่อกันเป็นเวลานาน      ปัจจุบันแว่นกันแดดยังมีแบบสีชาซึ่งเหมาะสมกับสภาพแดดจ้า โดยเฉพาะแดดชายทะเล แดดบนภูเขา แว่นกันแดดที่มีกระจกเลนส์สีนี้จะช่วยให้มองเห็นโครงร่างต่างๆ ของวัตถุได้อย่างชัดเจนและในวันที่ท้องฟ้าขมุกขมัวมีหมอกจัด แว่นชนิดนี้ยังทำหน้าที่เสมือนไฟตัดหมอกคล้ายกับไฟของรถยนต์ ทำให้ผู้สวมใส่มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจนขึ้น      วิธีที่ดีที่สุดในการเลือกแว่นกันแดด ควรดูจากใบแจ้งคุณภาพแว่นว่าทำจากวัสดุชนิดใด มีคุณสมบัติช่วยลดความเข้มของแสงได้หรือไม่ และที่สำคัญช่วยกรองแสงได้กี่เปอร์เซ็นต์   ควรซื้อแว่นกันแดดที่มีสารป้องกันแสงแดดเพียงพอ ดังนี้ กันรังสียูวีบี (ซึ่งทะลุเข้าไปในดวงตา) ได้ 95-100 เปอร์เซ็นต์ กันรังสียูวีเอ (ซึ่งทำลายผิวบริเวณรอบดวงตา) ได้ 60 เปอร์เซ็นต์      ดูฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้เราไม่ควรซื้อแว่นกันแดดที่ขายตามแผงลอยต่างๆ เพราะมักไม่มีฉลากระบุไว้ แว่นกันแดดราคาถูกตามแผงลอยถึงแม้จะมีเลนส์สีเข้ม แต่ถ้าไม่มีสารป้องกันแสงแดดเมื่อนำมาใส่ รูม่านตาจะขยายใหญ่ขึ้นโดยธรรมชาติเพื่อปรับสมดุลย์ของแสงซึ่งช่วยในการมองเห็นของดวงตา ทำให้รังสียูวีเอและรังสียูวีบี ทะลุเข้ามาในดวงตาของเรามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเวลาเลือกซื้อแว่นกันแดดจึงไม่ควรคำนึงถึงเรื่องแบบสวยและราคาถูกเท่านั้น   เราควรเลือกซื้อแว่นกันแดดกันอย่างไร เลนส์ เลนส์นั้นมีหลายชนิด แต่ควรเลือกเลนส์ที่มีส่วนผสมของสารเมลานิน เพราะเมลานินจะช่วยดูดซับแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ช่วยให้ใส่แล้วมองเห็นสบายตา นอกจากนี้แว่นกันแดดที่ดีจะต้องดูดซับรังสียูวีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ใส่แล้วไม่หลอกตาด้วย สีของเลนส์ เลนส์ที่นิยมมากที่สุดคือเลนส์โทนสีเขียว-เทา เนื่องจากช่วยกรองแสงได้ดีและใส่แล้วหลอกตาน้อยที่สุด เลนส์สีนี้เหมาะกับวันที่ต้องเผชิญกับแสงแดดรุนแรง ส่วนเลนส์สีน้ำตาล-เหลือง อาจทำให้เรามองเห็นสีเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็เหมาะจะใส่ขณะขับรถตอนเย็นๆ หรือใส่ในวันที่มีเมฆหมอกมาก รูปทรงและกรอบแว่น การเลือกแว่นก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับรูปหน้าของเรา ที่สำคัญจะต้องมีขนาดพอดีกับใบหน้า สวมแล้วไม่คับเกินไปจนทำให้เจ็บขมับ และไม่หลวมเกินไปจนใส่แล้วแว่นตกลงมาอยู่ที่ปลายจมูก   อายุการใช้งานแค่ไหน ควรเปลี่ยนแว่นกันแดดทุกๆ 2 ปี หากคุณมีโหนกแก้มใหญ่ ไม่ควรใส่แว่นใหญ่ปิดโหนกแก้ม ถ้าหากไม่รู้ว่าจะเลือกใส่แว่นทรงไหนจริงๆ ก็ให้เลือกแว่นทรงวงรี เพราะแว่นทรงนี้เหมาะกับรูปหน้าเกือบทุกแบบ ทรงแว่นตาที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดคือ ทรงที่มีลักษณะตรงข้ามกับหน้าของเรา แว่นที่มีเลนส์สีน้ำตาลเหมาะกับคนสายตาสั้น ส่วนแว่นที่มีเลนส์สีเขียวเหมาะกับคนสายตายาว
ศูนย์เลสิก LASER VISION

สุดยอดอาหารบำรุงดวงตา

สุดยอดอาหารบำรุงดวงตา สุดยอดอาหารบำรุงดวงตา      ดวงตา ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกาย การทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จากธรรมชาติช่วยให้คุณมีสุขภาพตาที่แข็งแรง และมีดวงตาที่สดใสไปอีกนาน ผลแอปริคอท ผลแอปริคอทมันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้านั้น อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และช่วยในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อุดมด้วยแคโรทีนอยด์ และซีเอแซนทีน ช่วยเรื่องการมองเห็น หรือสายตา เพิ่มความสามารถในการมองเห็น รักษาโรคตาบอดกลางคืน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการรับภาพ และป้องกันแสง โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน และสีฟ้า ทำให้ดวงตาเสื่อมช้าลง มักถูกแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำผลไม้ ต้มเพื่อดื่มน้ำ และใช้ในเชิงสมุนไพรสำหรับประกอบอาหารด้วย เสาวรส ผลไม้เปรี้ยวอมหวานมีวิตามินเอสูงมาก ทำให้การมองเห็นชัดเจน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีวิตามินซีมากกว่ามะนาว จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ผลไม้ตระกูลส้ม วิตามินซีที่พบได้ในผักและผล เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย ผักเคล/กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม เคล กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม ผักขม หัวผักกาดเขียวและบล็อคโครี่นั้น มีคุณประโยชน์คือให้วิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาให้มีประกายที่สดใส มีเบต้าแคโรทีน และยังช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี และเส้นใยอาหารสามารถป้องกันโลหิตจางได้อีกด้วย ถั่วสีน้ำตาลแดง ถั่วสีน้ำตาลแดง นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยธาตุสังกะสีที่ดีต่อสายตา อีกทั้งวิตามินเอก็เป็นส่วนช่วยปกป้องเยื่อชั้นในของลูกตา ปลาแซลมอน เนื้อปลาแซลมอนนั้นมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ที่สามารถช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของโรคตา และยังสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย มันเทศ มันเทศเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านมะเร็งที่สูง ราคาไม่แพงและหาซื้อได้ง่ายมากๆ ผักคะน้า คะน้ามีลูทีน และ ซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตาสูง รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการเสี่ยงของการเกิด โรคต้อกระจก ได้ถึง 20 % โรคกระจกตาเสื่อม (AMD) มะเร็งเต้านมและโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย ผักบุ้ง ผักบุ้งแก้ตาฟาง ลดอาการปวดกระบอกตาในกรณีที่ใช้สายตาเป็นเวลานาน และช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง ฟักทอง ฟักทองช่วยในการมองเห็น ป้องกันเยื่อบุตาแห้ง และกระจกตาเป็นแผล ผักตำลึง มีเบต้าแคโรทีน และแคโรนอยด์ แก้โรคตามัวตอนกลางคืน
ศูนย์เลสิก LASER VISION

สมุนไพรบำรุงสายตา

สมุนไพรบำรุงสายตา สมุนไพรบำรุงสายตา      หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้สูงอายุหรือมีปัญหาเกื่ยวกับสายตา เช่น ตาฝ้าฟาง ตาพร่ามัว เคืองตา หรือมองเห็นภาพไม่ชัดในตอนกลางคืน หากทานสมุนไพร 3 ชนิดนี้ อาจช่วยได้ กะเพรา กะเพราใช้ปรุงอาหารและช่วยดับกลื่นคาว เช่น ผัดเผ็ดต่างๆ ใบกะเพรายังประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิด เช่น วิตามินซี ฟอสฟอรัส เหล็ก แคลเซื่ยม รวมทั้งเบต้าโรทีนสูง ซึ่งสารนี้จะช่วยเปลื่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกายของเรา จึงช่วยบํารุงสายตาได้อย่างดี ขี้เหล็ก ดอกตูมและใบอ่อนนิยมใช้เป็นอาหาร เช่น แกงขี้เหล็ก และลวกเป็นผักจิ้มในใบขี้เหล็กมีเบต้าแคโรทีนสูง นอกจากช่วยบํารุงสายตาแล้ว ยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ แครอท ใช้เป็นผักสลัด ผักจิ้ม และใช้ประกอบอาหารหลายชนิด หัวแครอทมีเบต้าแคโรทีนสูง จึงเป็นประโยชน์ต่อสายตาอย่างมาก
ศูนย์เลสิก LASER VISION

ควรดูแลดวงตาอย่างไร เมื่อต้องนั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ

ควรดูแลดวงตาอย่างไร เมื่อต้องนั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ สำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำ ควรจะดูแลดวงตาเบื้องต้น ดังนี้ เบื้องต้นเลยคือท่านั่ง ควรจัดท่านั่งตัวเองให้ถูกต้องสำหรับการใช้งาน ให้ศรีษะอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์สักเล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองคอมพิวเตอร์ ปรับการวางจอคอมพิวเตอร์ไม่ให้แสงจากด้านหลัง สว่างจนเกินไป เพราะจะทำให้ต้องใช้การเพ่งมองที่มากขึ้น หากจอคอมพิวเตอร์วางอยู่ใกล้หน้าต่าง ควรจัดหามู่ลี่กันแสง และปรับให้แสงเหมาะสมขณะใช้งาน ขณะที่จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุก 10-15 นาที ควรกระพริบตา เพื่อลดอาการตาแห้ง แสบตา หรือเคืองตา หากมีอาการตาแห้งมากเกินไปสามารถใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อช่วยให้ดีขึ้นได้ เมื่อใช้งานไปสัก 40-60 นาที ควรพักสายตา โดยการมองทอดสายตามองไปไกลๆ เพื่อช่วยคลายความเมี่อยล้าของดวงตา (มองไปที่สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าก็ได้คะ) หากสังเกตุว่าตัวเราเริ่มมองไม่ชัด ต้องเพ่งมากกว่าปกติ หรือปวดตาบ่อยๆ อาการดังกล่าวอาจเป็นที่มาของปัญหาสายตา ทั้งสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของการผิดปกติดังกล่าว
ศูนย์เลสิก LASER VISION

สายตาขี้เกียจ (Lazy Eye หรือ Amblyopia)

สายตาขี้เกียจ (Lazy Eye หรือ Amblypia) สายตาขี้เกียจ (Lazy Eye หรือ Amblyopia)      “คุณหมอคะ ลูกดิฉันจะเป็นตาขี้เกียจไหมคะ?” อีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่จักษุแพทย์มักถูกถามบ่อยๆจากผู้ปกครองของเด็กๆ มารู้จักกับ “สายตาขี้เกียจ หรือ ตาขี้เกียจ (Lazy Eye) “ ให้มากขึ้น   สายตาขี้เกียจคืออะไร?      สายตาขี้เกียจ หมายถึง ภาวะที่ความสามารถในการมองเห็นของดวงตา ข้างใดข้างหนึ่งด้อยกว่าอีกข้างหนึ่ง โดยดวงตาข้างที่เป็นสายตาขี้เกียจจะมองเห็นภาพต่าง ๆ มัวกว่าดวงตาอีกข้างที่เป็นปกติ ภาวะสายตาขี้เกียจนี้มักเกิดขึ้นในเด็กเฉพาะเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6-7 ปี ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจจะทำให้มีอาการตามัวเช่นนี้อย่างถาวร และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการใช้แว่นตา ทานยา หยอดยา การผ่าตัด หรือการทำเลสิกเพื่อรักษาปัญหาทางสายตา   อาการของโรคสายตาขี้เกียจ      โดยปกติแล้ว มนุษย์เราจะมีการเจริญเติบโตของร่างกาย และพัฒนาการทางด้านต่างๆตามปกติ “ดวงตา” ก็เช่นกัน จะมีการพัฒนาความสามารถในการมองเห็นโดยเริ่มตั้งแต่แรกเกิด แต่หากมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตาและทำให้ดวงตาทั้งสองหรือข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที่ จะทำให้ดวงตาข้างที่ใช้น้อยนั้นมีพัฒนาการในการมองเห็นไม่เต็มที่ เพราะไม่ได้รับการกระตุ้น สมองจะสั่งการให้ตาข้างที่ไม่ชัดมองเห็นภาพไม่ชัดเจนเช่นนั้นตลอดไป โดยสมองจะจดจำว่าภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพที่ชัดที่สุดที่สามารถมองเห็นได้แล้ว      โรคสายตาขี้เกียจนี้หากพ่อแม่คอยสังเกตพฤติกรรมของลูก และพาไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ยังมีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ว่า สายตาขี้เกียจคืออะไร จึงไม่ได้พาลูกไปเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ทำให้พลาดโอกาสในการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย เพราะโดยมากแล้ว หากมาเข้ารับการรักษาหลังจากที่เด็กอายุเกิน 7 ปีไปแล้ว พัฒนาการของการมองเห็นจะยุติลง การรักษาให้หายขาดจึงเป็นไปได้ยาก หรือแทบจะไม่มีเลย   สาเหตุของโรคสายตาขี้เกียจ      สายตาขี้เกียจจากโรคตาเหล่ เด็กที่มีอาการตาเหล่ เช่นตาเหล่เข้าด้านใน จะเกิดการมองเห็นภาพซ้อนหากใช้ดวงตาทั้งสองข้างพร้อมๆกัน สมองจึงสั่งการให้ไม่ใช้งานในดวงตาข้างที่ผิดปกติจึงทำให้ดวงตาข้างนั้นไม่ได้รับการพัฒนาทางการมองเหมือนกับดวงตาอีกข้าง      สายตาขี้เกียจจากสายตาทั้งสองข้าง สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงไม่เท่ากัน เช่น สายตาข้างหนึ่งสั้นมากกว่าอีกข้างหนึ่ง ภาวะเช่นนี้เด็กมักจะใช้ดวงตาข้างที่มองเห็นได้ชัดกว่าเป็นหลักในการมองภาพ ส่วนอีกข้างจะถูกใช้งานน้อย หรืออาจจะไม่ได้ใช้เลย      สายตาขี้เกียจจากสายตาสั้น สายตายาว หรือเอียงมากทั้งสองข้าง ภาวะนี้อาจทำให้เกิดสายตาขี้เกียจได้ในตาทั้งสองข้าง เนื่องจากจะมองเห็นภาพไม่ชัดทั้งสองข้าง      โรคทางตาอื่นๆ เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด โรคกระจกตาดำขุ่นมัว หนังตาตกมากจนปิดรูม่านตา หรือโรคเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา เป็นต้น โรคต่างๆ เหล่านี้ ทำให้แสงเดินทางผ่านเข้าไปในดวงตาไม่ดีจึงมองเห็นภาพไม่ชัด เด็กก็จะใช้ดวงตาอีกข้างที่ดีกว่าเป็นหลักในการมอง

ที่อยู่

Laser Vision International LASIK Center

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา :