มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิก LASER VISION

สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคืออาการอะไร? พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน

สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคือภาวะที่มองใกล้และมองไกลไม่ชัดในคนสายตาสั้นที่เริ่มมีสายตายาวตามอายุ รักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันได้ด้วยแว่น คอนแทคเลนส์ เลสิก หรือเลนส์แก้วตาเทียม ขึ้นกับคำแนะนำจักษุแพทย์ การเลือกวิธีรักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันขึ้นอยู่กับสายตา อายุ ความหนากระจกตา และคำแนะนำของจักษุแพทย์ สายตาสั้นและยาวพร้อมกันเป็นภาวะที่พบได้ในผู้ใหญ่บางคน โดยเฉพาะเมื่อสายตาสั้นเริ่มมีสายตายาวตามอายุร่วมด้วย ทำให้การมองใกล้และไกลผิดปกติ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอ หรือขับรถ การเข้าใจสาเหตุและแนวทางการแก้ไขจึงช่วยให้สามารถเลือกวิธีดูแลและรักษาสายตาได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ     สายตาสั้นและยาวพร้อมกันคืออะไร? สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำให้มองใกล้ไม่ชัดและมองไกลไม่ชัด สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม แว่นสายตาสั้นช่วยให้มองไกลชัดขึ้น แต่เมื่อเริ่มมีสายตายาวตามอายุร่วมด้วย แว่นสายตาสั้นเดิมจะเริ่มไม่เพียงพอในการมองใกล้ ทำให้ต้องปรับวิธีใช้หรือเปลี่ยนเลนส์เพื่อแก้ไขปัญหานี้   สำหรับคนที่มีภาวะสายตาสั้นอยู่แล้ว ปัญหานี้เกิดจาก "โครงสร้างทางกายภาพ" ของดวงตาที่มีความยาวของกระบอกตามากเกินปกติ หรือกระจกตามีความโค้งมากเกินไป ทำให้เมื่อแสงเดินทางเข้าสู่ดวงตา จุดโฟกัสของภาพจึงตกก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัดเจน ซึ่งเป็นภาวะที่คงอยู่กับเรามาตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น   ในขณะที่สายตายาวตามอายุนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสั้นหรือยาวของกระบอกตา แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงตามกาลเวลา เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 40 ปีขึ้นไป อวัยวะภายในดวงตาที่เรียกว่า "เลนส์ตา" (Crystalline Lens) ซึ่งเคยมีความยืดหยุ่นสูงเปรียบเสมือนเจลลี่ จะเริ่มเกิดการแข็งตัวตามธรรมชาติ ประกอบกับกล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่ปรับโฟกัสเริ่มอ่อนแรงลง ทำให้ความสามารถในการ "ซูม" หรือปรับโฟกัสเพื่อมองระยะใกล้สูญเสียไป   เมื่อสองภาวะมาเจอกัน เหตุผลที่เราสามารถมีสายตาสั้นและสายตายาวตามอายุพร้อมกันได้ ก็เพราะความผิดปกติของโครงสร้าง (กระบอกตายาว) ยังคงอยู่เหมือนเดิม ในขณะที่ความเสื่อมตามวัย (เลนส์ตาแข็ง) ก็เข้ามาสมทบ   ผู้ที่มีปัญหานี้จึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก กล่าวคือ เมื่อมองไกล ภาพก็ยังคงเบลอเพราะค่าสายตาสั้นเดิมไม่ได้หายไปไหน แต่เมื่อสวมแว่นสายตาสั้นเพื่อแก้การมองไกล แล้วพยายามจะอ่านหนังสือหรือดูมือถือ กลับพบว่ามองไม่ชัดเช่นกัน เพราะเลนส์ตาที่เสื่อมสภาพไม่สามารถปรับโฟกัสสู้กับกำลังของเลนส์แว่นได้อีกต่อไป   อย่างไรก็ตามอาจมีข้อยกเว้นเล็กน้อยสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นน้อยๆ (เช่น ประมาณ -100 ถึง -200) ที่อาจรู้สึกว่าตนเองโชคดีกว่าคนอื่น เพราะเมื่อถอดแว่นสายตาสั้นออก จุดโฟกัสตามธรรมชาติของสายตาสั้นจะไปตกที่ระยะอ่านหนังสือพอดี ทำให้สามารถถอดแว่นเพื่ออ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องพึ่งแว่นสายตายาว แต่หากเมื่อใดที่ใส่แว่นสายตาสั้นกลับเข้าไป อาการมองใกล้ไม่ชัดก็จะปรากฏขึ้นทันที     การแก้ไขและรักษาสายตาสั้นกับยาวพร้อมกัน การแก้ไขสายตาผสมจะเน้นไปที่การทำให้แสงที่เข้าสู่ดวงตาโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือก โดยสามารถแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ดังนี้   1. การแก้ไขด้วยอุปกรณ์ภายนอก สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน การใช้วิธีแก้ไขด้วยอุปกรณ์ภายนอกถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและง่ายต่อการปรับตัว ดังนี้   H4: แว่นตา Progressive  ทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบันและถือเป็นมาตรฐานใหม่ของคนวัยทำงาน คือ "เลนส์โปรเกรสซีฟ" (Progressive Lenses) หรือที่หลายคนเรียกว่าเลนส์ไร้รอยต่อ ความพิเศษของเลนส์ชนิดนี้คือการออกแบบโครงสร้างให้ค่าสายตาไล่ระดับจากบนลงล่างอย่างนุ่มนวล โดยส่วนบนของเลนส์จะทำหน้าที่แก้ไขสายตาสั้นเพื่อการมองไกล ไล่ระดับลงมาสู่ระยะกลางสำหรับดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ และจบที่ส่วนล่างสุดสำหรับอ่านหนังสือหรือดูมือถือ    ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดคือผู้สวมใส่สามารถมองเห็นชัดได้ทุกระยะโดยไม่ต้องถอดเข้าถอดออก ที่สำคัญคือไม่มีเส้นขีดคั่นบนตัวเลนส์ ทำให้ดูเหมือนแว่นสายตาปกติ ช่วยรักษาภาพลักษณ์ให้ดูหนุ่มสาว ไม่ดูมีอายุเหมือนแว่นตารุ่นคุณปู่คุณย่าในอดีต แลกมากับการที่ผู้สวมใส่อาจต้องใช้เวลาปรับตัวในช่วงแรกเล็กน้อยเพื่อให้คุ้นชินกับมุมมองภาพด้านข้าง   H4: คอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มัลติโฟกัส (Multifocal Contact Lenses) เปรียบเสมือนฝาแฝดของแว่นโปรเกรสซีฟในรูปแบบคอนแทคเลนส์ โดยเลนส์ชนิดนี้ถูกออกแบบให้มีค่าสายตาหลายระยะซ้อนกันอยู่ภายในเลนส์ชิ้นเดียว มักมีลักษณะเป็นวงกลมซ้อนกันคล้ายเป้ายิงปืน (Concentric Rings) โดยอาจให้จุดกึ่งกลางเป็นระยะมองใกล้และวงรอบนอกเป็นระยะมองไกล หรือสลับกันตามแต่ดีไซน์ของผู้ผลิต   ความน่าทึ่งของเลนส์ชนิดนี้อยู่ที่การทำงานร่วมกับสมองครับ เพราะเมื่อเราสวมใส่ ภาพทั้งระยะใกล้และไกลจะถูกส่งเข้าสู่ดวงตาพร้อมๆ กัน สมองของเราจะเรียนรู้ที่จะเลือกโฟกัสภาพที่คมชัดที่สุดในขณะนั้นเองโดยอัตโนมัติ ข้อดีคือทำให้ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นได้ทุกระยะโดยไม่ต้องพกแว่น แต่ก็อาจต้องแลกมาด้วยความคมชัดที่อาจลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับแว่นตา โดยเฉพาะในที่แสงน้อย และต้องอาศัยเวลาให้สมองปรับตัวในช่วงแรก   ทางเลือกที่สองคือเทคนิคที่เรียกว่า "โมโนวิชั่น" (Monovision) ซึ่งเป็นเทคนิคการปรับจูนสายตาที่แพทย์นิยมใช้มาอย่างยาวนาน หลักการของวิธีนี้คือการแบ่งหน้าที่ให้ดวงตาแต่ละข้างทำงานต่างกัน โดยแพทย์จะจ่ายคอนแทคเลนส์สำหรับแก้ไขสายตาสั้นเพื่อให้มองไกลในตาข้างที่ถนัด (Dominant Eye) และจ่ายคอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาน้อยกว่า (หรือเผื่อค่าสายตายาว) เพื่อให้มองใกล้ในตาข้างที่ไม่ถนัด   เมื่อลืมตาพร้อมกันสองข้าง สมองจะทำหน้าที่ผสานภาพจากตาทั้งสองเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทั้งขับรถและอ่านเมนูอาหารโดยไม่ต้องพึ่งแว่น วิธีนี้มีข้อดีคือค่าใช้จ่ายมักถูกกว่าแบบมัลติโฟกัสเพราะใช้เลนส์ธรรมดา แต่ข้อจำกัดสำคัญคือการกะระยะความลึก (Depth Perception) อาจลดประสิทธิภาพลง ทำให้การมองภาพ 3 มิติ หรือการกะระยะตอนขับรถในตอนกลางคืนอาจทำได้ยากขึ้นในบางคน   และสุดท้ายคือวิธีแบบผสมผสาน หรือ "การใส่คอนแทคเลนส์แก้สั้นร่วมกับแว่นอ่านหนังสือ" วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความคมชัดสูงสุดในการมองไกล โดยจะใส่คอนแทคเลนส์เพื่อแก้ไขสายตาสั้นให้มองไกลชัดเป๊ะ 100% เหมือนคนตาปกติ แล้วพกแว่นอ่านหนังสือติดตัวไว้หยิบมาสวมทับเฉพาะเวลาที่ต้องเซ็นเอกสารหรืออ่านมือถือนานๆ แม้วิธีนี้จะไม่ช่วยให้เป็นอิสระจากแว่นตาอย่างสมบูรณ์ แต่ก็เป็นวิธีที่ให้คุณภาพการมองเห็นที่คมชัดที่สุดและประหยัดค่าใช้จ่ายที่สุด   การเลือกใช้คอนแทคเลนส์สำหรับภาวะนี้มีความซับซ้อนกว่าคอนแทคเลนส์ทั่วไปมาก ทั้งในแง่ของการวัดค่าสายตาและการปรับตัวของสมอง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรได้รับการตรวจและทดลองเลนส์ภายใต้การดูแลของจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตร เพื่อค้นหาวิธีที่แมตช์กับไลฟ์สไตล์และดวงตาของคุณมากที่สุด   อย่างไรก็ตามอาจจะมีข้อเสียตรงที่คนไข้จะมีค่าใช้จ่ายในระยะยาวที่ค่อนข้างสูงและจะต้องระมัดระวังในการทำความสะอาดเป็นอย่างดี   2. การรักษาด้วยเลเซอร์ LASIK (Laser-Assisted in Situ Keratomileusis) เป็นการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาแบบถาวรที่ช่วยแก้ทั้ง สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ขั้นตอนการผ่าตัดแบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก คือ การเปิดชั้นกระจกตาบางส่วน (Flap) และใช้เลเซอร์ปรับแต่งความโค้งของกระจกตา จากนั้นปิด Flap กลับเหมือนเดิม การผ่าตัดใช้เวลาไม่นาน มักฟื้นตัวเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่เห็นชัดขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังทำอาจมีอาการตาแห้ง แสงฟุ้งกระจาย หรือแสงจ้าในเวลากลางคืนชั่วคราว ซึ่งมักหายไปเมื่อผ่านช่วงปรับตัว   เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพา แว่นตาและคอนแทคเลนส์ และมีกระจกตาหนาพอสมควร ส่วนผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรง โรคตาเรื้อรัง หรือค่าสายตาเกินขอบเขตที่ LASIK ปลอดภัย แพทย์อาจแนะนำวิธีอื่น เช่น PRK หรือ การเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE)   3. การผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม RLE (Refractive Lens Exchange) เป็นการผ่าตัดเพื่อนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและแทนที่ด้วยเลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular lens, IOL) RLE เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกันแบบผิดปกติมาก หรือผู้ที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ร่วมด้วย ซึ่งเลนส์ IOL รุ่นใหม่สามารถแก้ไขได้ทั้งสายตาสั้น ยาว และสายตาเอียงได้ในครั้งเดียว     แนวทางในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษา การเลือกวิธีแก้ไขสายตาสั้นและยาวพร้อมกันที่เหมาะสมที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงความต้องการมองเห็นชัดเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยดังนี้   ความต้องการและไลฟ์สไตล์ หากไม่ชอบการผ่าตัดและต้องการวิธีที่ง่ายที่สุด แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์คือคำตอบ แต่ถ้าต้องการการแก้ไขที่ถาวร การทำเลสิกหรือ RLE อาจเป็นทางเลือกที่ดี สุขภาพตาโดยรวม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียด แพทย์จะประเมินความหนาของกระจกตา สภาพของจอประสาทตา และภาวะอื่นๆ เพื่อแนะนำวิธีที่ปลอดภัยและเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ ค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายของแต่ละวิธีแตกต่างกันมาก การผ่าตัดด้วยเลเซอร์หรือ RLE มักจะมีราคาสูงกว่าการใช้แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ในระยะสั้น ผลลัพธ์และความคาดหวัง สิ่งสำคัญคือต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่คาดหวังได้จากการรักษาแต่ละวิธี การทำเลเซอร์อาจลดความจำเป็นในการใส่แว่นตาได้ แต่บางครั้งก็อาจยังต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางสถานการณ์     รักษาสายตาสั้นและยาวพร้อมกันที่ศูนย์เลสิก LASER VISION Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ศูนย์เลสิก LASER VISION และจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาสายตาสั้น สายตายาว และปัญหาสายตาอื่นๆ อย่างแม่นยำ ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลเน้นการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด แนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม และสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างปลอดภัยครบวงจร   สรุป สายตาสั้นและยาวพร้อมกันเกิดขึ้นเมื่อผู้ที่มีสายตาสั้นเริ่มมีภาวะสายตายาวตามวัย ทำให้มองใกล้และมองไกลไม่ชัด แว่นสายตาสั้นที่เคยใส่ประจำอาจช่วยระยะไกลได้ แต่ระยะใกล้เริ่มมีปัญหา การแก้ไขสามารถทำได้ทั้งด้วยอุปกรณ์ภายนอก เช่น แว่นตาและคอนแทคเลนส์ หรือวิธีถาวรอย่างเลสิกและการผ่าตัดใส่เลนส์แก้วตาเทียม การเลือกวิธีที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับค่าสายตา อายุ สุขภาพดวงตา และไลฟ์สไตล์ของผู้ป่วย เพื่อลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นหรือคอนแทคต์เลนส์ และคืนคุณภาพชีวิตในการมองเห็น มาตรวจและรักษาที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีเครื่องมือครบครัน พร้อมจักษุแพทย์และศูนย์ดูแลโรคตาเฉพาะทาง   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้าใจค่าสายตาแบบต่างๆ และผลกระทบต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน PRK และ LASIK คืออะไร? เทคนิคการผ่าตัดสายตาที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ FemtoLASIK เทคโนโลยีล้ำสมัย การผ่าตัดสายตาที่ปลอดภัย แม่นยำกว่า คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน (FAQ) สำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน มักมีคำถามและข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการและการแก้ไข เพื่อช่วยให้เข้าใจภาวะนี้และเลือกวิธีดูแลสายตาได้อย่างเหมาะสม เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยไว้ดังนี้   สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำเลสิกได้ไหม  ผู้ที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกันสามารถทำเลสิกได้ แต่ต้องประเมินความหนาของกระจกตาและความเหมาะสมกับวิธีผ่าตัดโดยจักษุแพทย์ก่อน เพราะบางกรณีอาจต้องใช้วิธีแก้ไขสายตาแบบอื่น เช่น เลนส์แก้วตาเทียม เพื่อให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและแม่นยำที่สุด   คอนแทคเลนส์ของคนสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน เลือกอย่างไร สำหรับคนที่มีสายตาสั้นและยาวพร้อมกัน การเลือกคอนแทคเลนส์ต้องพิจารณาประเภทเลนส์ให้เหมาะกับการมองทั้งใกล้และไกล โดยทั่วไปสามารถเลือกใช้เลนส์มัลติโฟกัส (Multifocal Contact Lens) หรือ เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Contact Lens) ซึ่งออกแบบให้โฟกัสภาพหลายระยะได้ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านคอนแทคเลนส์เพื่อให้เลือกชนิดและกำลังเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับดวงตาของคุณ   สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน อาการเป็นอย่างไร สายตาสั้นและยาวพร้อมกัน ทำให้เกิดอาการมองใกล้ไม่ชัด มองไกลก็ไม่ชัด โดยผู้ที่เคยใส่แว่นสายตาสั้นอาจพบว่าแว่นเดิมช่วยมองไกลได้ดี แต่เมื่อมีสายตายาวตามวัยร่วมด้วย จะมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์ ไม่ชัด ต้องถอดแว่นหรือปรับสายตาเพื่อมองภาพใกล้ให้ชัดขึ้น
ศูนย์เลสิก LASER VISION

ทางออกของคนสายตาพร่ามัว เปลี่ยนเลนส์ตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน

การเปลี่ยนเลนส์ตา คือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens – IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา ผู้ที่มีสายตาผิดปกติสูง หรือต้อกระจก ไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK/PRK) เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตาคือทำให้การมองเห็นชัดเจน ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และลดการพึ่งพาแว่นสายตา สายตาพร่ามัวหรือมองไม่ชัดอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก สายตายาว สายตาสั้น หรือความผิดปกติของเลนส์ตา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความมั่นใจในการมองเห็น การเปลี่ยนเลนส์ตาจึงเป็นทางออกที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน ปลอดภัย และเหมาะกับสภาพสายตาของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยลดอาการตาพร่ามัว ปรับโฟกัสภาพได้ดี และคืนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ก่อนตัดสินใจทำ ควรศึกษาขั้นตอน ข้อดี และข้อควรระวัง เพื่อให้การเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     การเปลี่ยนเลนส์ตา (Lens Replacement Surgery) คืออะไร? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาคือการเอาเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วฝังเลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา เช่น สายตายาวตามอายุ สายตาสั้น หรือสายตาเอียง เทคนิคนี้คล้ายการผ่าตัดต้อกระจก แต่ RLE เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น ไม่ได้ทำเพื่อรักษาต้อกระจกโดยตรง     การทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติ ก่อนทำความเข้าใจการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ควรเข้าใจการทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติก่อน เลนส์ตาอยู่ด้านหลังม่านตา มีลักษณะใสและยืดหยุ่น ทำงานร่วมกับกระจกตาเพื่อรวมแสงลงบนจอประสาทตา ทำให้สมองเห็นภาพชัด ในวัยหนุ่มสาว เลนส์ตามีความยืดหยุ่นสูง ปรับโฟกัสใกล้ไกลได้ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาแข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจก โปรตีนในเลนส์จับตัวเป็นก้อน ทำให้เลนส์ขุ่น แสงผ่านได้น้อย มองเห็นภาพพร่ามัวเหมือนผ่านหมอก   ใครบ้างที่เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็นที่แก้ไขด้วยวิธีอื่นได้ยาก หรือต้องการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในคราวเดียว   ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตา สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสูงหรือไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถปรับค่าสายตาให้เหมาะสมได้อย่างถาวร   นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้เลนส์เทียมชนิดพิเศษ (IOL) ที่แก้ไขทั้งสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ช่วยลดความจำเป็นในการใส่แว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์หลังผ่าตัด ทำให้การมองเห็นชัดเจนและสะดวกสบายขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับสายตาปกติได้มากที่สุด   3: ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุ ปัญหาสายตายาวตามอายุเกิดจากเลนส์ตาแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้โฟกัสภาพระยะใกล้ได้ยากขึ้น ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุอาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือหรือแว่นหลายระยะ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาชนิดพิเศษ (Presbyopia-Correcting IOL) สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยช่วยให้มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้ กลาง และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่เลือกใช้ นอกจากนี้ เลนส์บางชนิดยังสามารถลดความจำเป็นในการใส่แว่นสายตาหลังผ่าตัด ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น และช่วยฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับวัยหนุ่มสาวได้มากขึ้น   ผู้ที่เป็นต้อกระจก ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่นหรือไม่ใสเหมือนเดิม ทำให้แสงผ่านไม่เต็มที่และเกิดภาพพร่ามัว มักพบในผู้สูงอายุ แต่บางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะทางพันธุกรรม การบาดเจ็บที่ตา โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์   การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด โดยจะนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ขุ่นออกและแทนด้วยเลนส์เทียม (IOL) เลนส์เทียมนี้สามารถเลือกชนิดและคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วย เช่น เลนส์สำหรับโฟกัสระยะใกล้ไกลพร้อมกัน หรือเลนส์ที่ลดการเกิดสายตายาวตามอายุ     ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม การเลือกประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการมองเห็นหลังผ่าตัด โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามความสามารถในการโฟกัส   1. เลนส์โฟกัสระยะเดียว เลนส์มาตรฐาน (Monofocal IOL) เป็นเลนส์เทียมที่ได้รับความนิยมมานาน มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้การมองเห็นชัดเจนในระยะใดระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาตาพร่ามัวจากต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ข้อดีของเลนส์ชนิดนี้คือการมองเห็นระยะไกลชัดเจน เหมาะกับผู้ที่เน้นกิจกรรมกลางแจ้งหรือขับรถ และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนข้อจำกัดสำคัญคือยังต้องใช้แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์   2. เลนส์โฟกัสระยะกลางและไกล เลนส์ชนิด EDOF (Extended Depth of Focus) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขยายช่วงการโฟกัส ทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งระยะกลางและระยะไกล มักให้ภาพที่คมชัดต่อเนื่องและลดปัญหาภาพซ้อนหรือแสงฟุ้ง เหมาะกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ หรือกิจกรรมประจำวันที่ไม่ต้องโฟกัสใกล้มาก   ข้อดีคือช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาได้มากกว่าการใช้เลนส์มาตรฐาน ถึงเปลี่ยนมาใส่เลนส์ชนิดนี้แล้ว แต่ผู้ใช้ยังคงต้องใส่แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์บางครั้ง   3. เลนส์โฟกัสหลายระยะ เลนส์โฟกัสหลายระยะ (Multifocal IOL / Trifocal IOL) ถูกออกแบบให้โฟกัสภาพได้หลายระยะ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมหลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตาในชีวิตประจำวัน ช่วยเพิ่มความสะดวกและอิสระในการใช้ชีวิต เลนส์มัลติโฟกัสอาจเกิดอาการมองเห็นแสงฟุ้งกระจาย (Halo) หรือแสงจ้า (Glare) โดยเฉพาะตอนกลางคืน และผู้ใช้บางรายอาจต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับการมองเห็น รวมถึงยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรงหรือโรคจอประสาทตาบางชนิด     ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาในปัจจุบันมักใช้เทคนิคที่เรียกว่า Phacoemulsification ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และฟื้นตัวได้เร็ว โดยมีขั้นตอนคือ   จักษุแพทย์จะตรวจวัดค่าสายตาและโครงสร้างตาอย่างละเอียด เพื่อคำนวณกำลังเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมที่สุด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัว เช่น งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด แพทย์จะหยอดยาชาเฉพาะที่ดวงตา ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด จากนั้นจึงเปิดแผลขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตรที่ขอบกระจกตา ใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ขนาดเล็กสอดผ่านแผล เพื่อสลายเลนส์ตาที่ขุ่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และดูดออกมา หลังนำเลนส์เดิมออก แพทย์จะพับเลนส์แก้วตาเทียมสอดเข้าไปในถุงหุ้มเลนส์เดิม เลนส์จะกางออกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งแผลเล็กมากจนสามารถสมานตัวเองได้โดยไม่ต้องเย็บ ทำให้ลดระยะเวลาการฟื้นตัว ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาช่วยคืนความคมชัดในการมองเห็นและยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้มีดังนี้   แก้ปัญหาสายตาได้หลากหลาย ตั้งแต่สายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงสายตายาวตามอายุ ไปจนถึงต้อกระจก เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานยาวนานตลอดชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าเลนส์จะเสื่อมสภาพ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถฟื้นตัว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว ข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาจะเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ ได้แก่   ความดันในลูกตาสูง อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหลังการผ่าตัด เลือดออกในตา อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก การติดเชื้อในดวงตา ถือเป็นภาวะรุนแรงแต่เกิดได้น้อยมาก เลนส์แก้วตาเทียมอาจเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม จอประสาทตาบวม (Cystoid Macular Edema) อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย ถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่ขุ่นมัวหลังการผ่าตัด สามารถแก้ไขด้วยเลเซอร์ (YAG Laser)     เปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีการรักษาทันสมัย ด้วยจักษุแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและดูแล รวมถึงการเปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษา อธิบายอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผล พร้อมสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างเต็มที่   สรุป การเปลี่ยนเลนส์ตาคือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาหรือภาวะต้อกระจก ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เลนส์เทียมมีหลายชนิด ทั้งเลนส์ชัดระยะเดียว เลนส์ชัดหลายระยะ และเลนส์ปรับโฟกัสอัตโนมัติ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย การผ่าตัดทำผ่านแผลขนาดเล็ก ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัว ข้อดีคือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการมองเห็น ส่วนความเสี่ยงมีทั้งการติดเชื้อ เลือดออก ความดันลูกตาสูง เลนส์เคลื่อนตัว หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้โดยแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดยราคาของการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและสาเหตุของการเปลี่ยนเลนส์ เช่น การเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมทั่วไป หรือการเปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจก   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล ภาพเบลอในสนาม อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน เพิ่มความคมชัดเพื่อชัยชนะทุกคอร์ต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปลี่ยนเลนส์ตา (FAQ) หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย วิธีการผ่าตัด ประเภทเลนส์ ข้อดี-ข้อจำกัด หรือระยะเวลาฟื้นตัว ในส่วนนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   การดูแลหลังเปลี่ยนเลนส์ตาทำอย่างไร หลังเปลี่ยนเลนส์ตาควรพักสายตา ใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การยกของหนักหรือออกแรงมาก พร้อมไปตามนัดจักษุแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตาหรือมองเห็นไม่ชัด เพื่อแจ้งแพทย์ทันทีหากเกิดปัญหา   เปลี่ยนเลนส์ตาได้กี่ครั้ง โดยทั่วไป การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวสำหรับเลนส์แก้วตาธรรมชาติ แต่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สามารถเปลี่ยนหรือปรับแก้ได้หากมีปัญหา เช่น เลนส์เคลื่อน เลนส์ขุ่น หรือผู้ป่วยต้องการเปลี่ยนชนิดเลนส์ใหม่ แต่การทำซ้ำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์และสภาพตาของผู้ป่วย   เปลี่ยนเลนส์ตาต้องพักฟื้นกี่วัน หลังการเปลี่ยนเลนส์ตา ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน แต่สายตาจะค่อยๆ ฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดเลนส์และสภาพตาของแต่ละคน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง เช่น ขยี้ตาหนัก ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนัก จนกว่าจักษุแพทย์จะประเมินว่าเหมาะสม
ศูนย์เลสิก LASER VISION

เปรียบเทียบ ReLEx SMILE และ SMILE Pro แตกต่างกันอย่างไร?

SMILE Pro คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงด้วยเลเซอร์แบบไม่เปิดฝากระจกตา มีแผลขนาดเพียง 2-4 มิลลิเมตร ทำให้ดวงตาฟื้นตัวเร็วและมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเลสิกทั่วไป SMILE Pro แตกต่างจากเลสิกทั่วไปตรงที่เป็นการผ่าตัดแบบไม่สร้างฝากระจกตา ทำให้กระจกตายังคงแข็งแรงกว่าเลสิกทั่วไป ที่ต้องสร้างและเปิดฝากระจกตาขนาดใหญ่ก่อนการยิงเลเซอร์ หลังทำ SMILE Pro ดวงตาจะฟื้นตัวและมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้รับการรักษาส่วนใหญ่จะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1-2 วัน ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีแก้สายตาสั้นหรือเอียงแบบถาวร แต่กังวลเรื่องการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่แบบเลสิกเดิมๆ SMILE Pro อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา เทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ช่วยให้คุณมองเห็นชัดขึ้น โดยใช้แผลขนาดเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และปลอดภัยกว่าเดิม ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับ SMILE Pro อย่างละเอียด ว่าคืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง   เลสิกวิธี SMILE Pro คืออะไร SMILE Pro เป็นเทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่จาก ZEISS ประเทศเยอรมนี ที่รวมความแม่นยำสูงเข้ากับความอ่อนโยนต่อดวงตา เป็นการทำเลสิกแบบไม่ใช้ใบมีด ช่วยลดความเจ็บและย่นระยะเวลาพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ปลอดภัยและฟื้นตัวเร็ว   เลสิกแบบ ReLEx Smile คืออะไร? ReLEx Smile คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ต่างจากเลสิกทั่วไป โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การไม่สร้างฝากระจกตา เปลี่ยนมาใช้เลเซอร์แทนการใช้ใบมีด ทำให้แผลมีขนาดเล็กเพียง 2-4 มิลลิเมตร     ความต่างของ ReLEx Smile กับ SMILE Pro ReLEx SMILE ใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ซึ่งต่างจากเลสิกทั่วไปตรงที่ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาขนาดใหญ่ แพทย์จะยิงเลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อกระจกตาขนาดเล็ก (เรียกว่า Lenticule) ภายในเนื้อกระจกตาชั้นกลาง แล้วดึงชิ้นเนื้อดังกล่าวออกผ่านแผลเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตรบริเวณขอบกระจกตา  ส่วน SMILE Pro พัฒนาขึ้นจาก ReLEx SMILE โดยใช้เลเซอร์รุ่นใหม่ ทำให้เวลาผ่าตัดต่อข้างลดลงเหลือเพียง 8‑10 วินาที เทียบกับ ReLEx SMILE ที่ใช้เวลาประมาณ 25‑30 วินาที ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น SMILE Pro มีความแม่นยำสูงกว่า ลดแรงกดและความเสี่ยงจากการเคลื่อนของดวงตาระหว่างผ่าตัด ถึงแม้ทั้งสองวิธีจะเป็นแบบไม่สร้างแผ่นกระจกตาเหมือนกัน แต่ SMILE Pro มีข้อได้เปรียบในเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ และความสบายต่อดวงตา      ใครที่เหมาะกับ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาสายตาสั้นกับสายตาเอียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ เช่น นักกีฬาหรือผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะการไม่มีฝากระจกตาทำให้หมดกังวลเรื่องการกระทบกระเทือนดวงตา ผู้ที่กังวลเรื่องฝากระจกตา ผู้ที่ไม่ต้องการให้มีการเปิดฝากระจกตาแบบเลสิกทั่วไป ผู้ที่มีความเสี่ยงตาแห้ง การทำ SMILE Pro มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังการรักษาน้อยกว่าเลสิกแบบอื่น ผู้ที่ต้องการพักฟื้นเร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้จนเกือบปกติภายใน 1-2 วัน สำหรับ SMILE Pro เหมาะกับ ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง ซึ่งค่าสายตาคงที่เป็นเวลานาน มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสุขภาพดวงตาที่ดี ไม่มีโรคกระจกตา หรือโรคอื่นๆ ที่อาจกระทบการผ่าตัด  โดยเฉพาะผู้ที่อยากพักฟื้นเร็ว และกังวลเรื่องแผล     ข้อดีของการทำ SMILE Pro ดูว่าทำไม SMILE Pro ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเจาะลึกข้อดีที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกวิธีนี้ ไร้ฝากระจกตา (Flapless) ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากฝากระจกตา เช่น ฝาเคลื่อน หรือติดเชื้อ แผลเล็กที่สุด การผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็ว ตาแห้งน้อยกว่า เนื่องจากการผ่าตัดมีแผลเล็ก ทำให้มีการตัดเส้นประสาทที่ผิวกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบทั่วไป จึงลดโอกาสการเกิดภาวะตาแห้งหลังการรักษาได้ดี รักษาความแข็งแรงของกระจกตาได้ดี โครงสร้างของกระจกตาจะถูกรบกวนน้อยที่สุด ทำให้ความแข็งแรงของกระจกตาหลังการรักษายังคงดีอยู่ SMILE Pro เป็นเทคนิคที่มีความแม่นยำสูง ใช้เลเซอร์ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ในการปรับค่าสายตา และใช้เวลาในการผ่าตัดน้อยกว่าวิธีเลสิกแบบดั้งเดิม สามารถรักษาสายตาสั้นได้สูงสุดถึง -10.00 D (1,000) และสายตาเอียงได้ถึง -5.00 D (500)   ข้อจำกัดของการทำ ReLEx Smile แม้ ReLEx SMILE จะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยแต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ขอบเขตในการรักษาที่ยังจำกัดเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้วิธีนี้ในการแก้ไขสายตายาวได้ นอกจากนี้การผ่าตัด ทั้ง ReLEx SMILE กับ Smile Pro ยังต้องใช้เครื่อง Femtosecond Laser รุ่นเฉพาะ ซึ่งมีให้บริการเฉพาะในคลินิกหรือโรงพยาบาลบางแห่งที่มีอุปกรณ์ครบครันและผ่านการรับรองเท่านั้น ในขณะที่ ReLEx SMILE มีข้อจำกัดเรื่องการจำกัดบางประการ แต่ SMILE Pro มีข้อดีเหนือกว่าด้วยการใช้เวลาผ่าตัดเพียง 8 วินาทีต่อข้าง แผลเล็กเพียง 3‑4 มม. ไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ทำให้กระจกตาแข็งแรงกว่า มีความแม่นยำสูงด้วยเลเซอร์รุ่นใหม่ ZEISS VISUMAX® 800 และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด   การประเมินสภาพสายตาก่อนเข้ารับการทำ SMILE Pro ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย SMILE Pro จำเป็นต้องตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อเก็บข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะใช้เวลาประเมินประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วยการตรวจหลายรายการ ได้แก่ การวัดค่าสายตา ด้วยคอมพิวเตอร์เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สะดวกและรวดเร็ว โดยอาศัยหลักการสะท้อนของแสง เพื่อประเมินค่าสายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงองศาของสายตา การวัดความดันลูกตา เป็นการตรวจระดับความดันภายในดวงตา เพื่อประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ พร้อมทั้งช่วยตรวจคัดกรองความเสี่ยงของโรคทางตาต่างๆ เช่น ต้อหิน การตรวจวัดสายตา โดยจักษุแพทย์จะมีการประเมินเพิ่มเติม เช่น ตรวจความโค้งของกระจกตา การหักเหของแสง และการตอบสนองต่างๆ ของดวงตา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนในการวางแผนการรักษา การถ่ายภาพพื้นผิวและวัดความหนาของกระจกตา ขั้นตอนนี้ช่วยเก็บข้อมูลรูปร่างและความบางของกระจกตา เพื่อวางแผนรักษาและประเมินภาวะสายตาเอียงอย่างแม่นยำ การหยอดยาขยายม่านตาช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น ทำให้จักษุแพทย์ตรวจภายในลูกตาอย่างละเอียด ทั้งแก้วตา น้ำวุ้นตา และจอตา รวมถึงช่วยให้การวัดค่าสายตามีความแม่นยำมากขึ้น เพราะลดการเพ่งของตาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวในบางราย หลังหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆ อย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษาต่อไป   การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด SMILE Pro เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยวิธีเตรียมตัวง่ายๆ ที่ควรรู้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด มีดังนี้ ควรมาถึงก่อนเวลานัดอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อทำการหยอดตาเตรียมความพร้อม ควรสระผมก่อนมา งดฉีดน้ำหอม แต่งหน้า หรือจัดแต่งทรงผม งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนผ่าตัด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย เช่น เสื้อผ่าหน้าหรือมีกระดุม เตรียมแว่นตากันแดดและค่าใช้จ่ายให้พร้อม ควรมีผู้ดูแลมาด้วย เนื่องจากหลังผ่าตัดต้องใส่ที่ครอบตา 1 วัน และไม่ควรขับรถเอง ระยะเวลาการผ่าตัดประมาณ 30 นาที ไม่ต้องพักค้างคืนที่โรงพยาบาล     ขั้นตอนการผ่าตัดแบบ SMILE Pro แพทย์จะหยอดยาชาที่ดวงตาเพื่อให้รู้สึกชาและไม่เจ็บขณะผ่าตัด เมื่อตัวยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser สร้างเลนส์เนื้อกระจกตา (Lenticule) ตามค่าที่คำนวณไว้ โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 2-4 มิลลิเมตรที่กระจกตา แล้วใช้เครื่องมือดึงเลนส์ที่สร้างไว้ภายในออกมา เมื่อนำเลนส์ออก กระจกตาจะปรับความโค้ง ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น หลังผ่าตัด แพทย์จะปิดที่ครอบตาให้ และผู้รับการผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ทันที   การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด SMILE Pro หลังจากผ่านการผ่าตัด SMILE Pro การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ดวงตาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ในส่วนนี้จึงมาแนะนำวิธีปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดที่คุณควรรู้ หลีกเลี่ยงการบีบหรือขยี้ตาแรงๆ ใส่ที่ครอบตาเวลานอนอย่างน้อย 3 วัน เพื่อป้องกันการขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว ระวังไม่ให้น้ำเข้าตาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และทำความสะอาดตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ใช้ยาหยอดตาให้ครบถ้วนตามแพทย์สั่ง หากรู้สึกตาแห้ง ให้หยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทา งดใช้สายตาจ้องนานเกินไป เช่น อ่านหนังสือ เพ่งหน้าจอโทรศัพท์ หรือใช้คอมพิวเตอร์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงให้ฝุ่นหรือเหงื่อเข้าตา งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลังผ่าตัด หากต้องออกข้างนอก ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้ง มาตรวจติดตามผลตามนัดหมายของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด   การฟื้นตัวและการมองเห็นหลังทำ SMILE Pro การฟื้นตัวหลังทำ SMILE Pro นั้นค่อนข้างรวดเร็ว โดยผู้รับการรักษาส่วนใหญ่จะสามารถมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน หลังผ่าตัดอาจรู้สึกตาพร่ามัวเล็กน้อยในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก แต่จะดีขึ้นอย่างชัดเจนในวันรุ่งขึ้น และการมองเห็นจะคงที่เต็มที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ข้อดีที่สำคัญของเทคนิคนี้คือมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบมีฝากระจกตาอีกด้วย   สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีเลสิกแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงแบบไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ใช้เลเซอร์ Femtosecond สร้างชิ้นเนื้อกระจกตาขนาดเล็กภายใน แล้วนำออกผ่านแผลเล็ก ช่วยลดความเจ็บปวด ฟื้นตัวเร็ว และแม่นยำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและทันสมัย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ช่วงค่าสายตาที่รักษาได้ และต้องเข้ารับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์ก่อน ก่อนผ่าตัดควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากคุณสนใจสามารถเข้ารับการตรวจประเมินและปรึกษาเพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital)   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) สำหรับใครที่กำลังสนใจหรือเตรียมตัวเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Smile อาจมีหลายคำถามที่สงสัย เพื่อให้เข้าใจและมั่นใจก่อนตัดสินใจ เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจนและตรงประเด็นมาให้แล้วในส่วนนี้   ทำ SMILE Pro ที่ไหนดี ทำ SMILE Pro ที่ Bangkok Eye Hospital เพราะมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีทันสมัย และบริการครบวงจร ในราคาที่คุ้มค่า เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ดีที่สุด   สายตายาวตามอายุ รักษาด้วย SMILE Pro ได้ไหม สายตายาวตามอายุยังไม่สามารถรักษาได้ด้วย SMILE Pro   สายตาสั้นและสายตาเอียงมากแค่ไหนถึงทำ SMILE Pro ได้ SMILE Pro เหมาะสำหรับการแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงในค่าที่กำหนด โดยทั่วไปจะสามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ตั้งแต่ประมาณ -1.00 ถึง -10.00 และสายตาเอียงไม่เกิน -5.00 แต่ทั้งนี้ จักษุแพทย์จะต้องทำการตรวจประเมินความหนาและความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียดก่อน เพื่อยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถทำได้
ศูนย์เลสิก LASER VISION

SMILE Pro คืออะไร? เลสิกแผลเล็ก 10 วินาที ฟื้นตัวไว

จุดเด่นของการทำ SMILE Pro SMILE Pro  คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ไม่ต้องเปิด Flap ลดการบาดเจ็บของดวงตา ฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมหนักหรือใช้สายตามาก SMILE Pro ใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อเล็กๆ ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่ต้องเปิด Flap ลดการกระทบกระเทือนและฟื้นตัวได้ไว SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตามาก หรือกังวลเรื่องแผลเปิดแบบเลสิกทั่วไป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงอย่างถาวร SMILE Pro คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน มีผลข้างเคียงต่ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจากรีวิวทำเลสิก SMILE Pro ของผู้รับบริการจริงต่างยืนยันถึงความรวดเร็วในการรักษา เลือกหัวข้อที่อ่าน SMILE Pro คืออะไร? หลักการทำงานของ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ  Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ SMILE Pro คืออะไร? SMILE Pro คือ เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด (พัฒนาต่อจาก ReLEx SMILE) ที่ใช้เลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 ยิงแก้ไขค่าสายตาด้วยความเร็วเพียง 8-10 วินาทีต่อข้าง โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา (Flap) ทำให้แผลเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมาพร้อมความเร็ว ความแม่นยำ และความรู้สึกสบายตาที่เหนือกว่า ช่วยลดความกังวลระหว่างทำ และเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการทำงานของ SMILE Pro การทำงานของ SMILE Pro เป็นการปฏิวัติการทำเลสิกแบบเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสร้างฝากระจกตา (Flap) ที่ต้องเปิดออกอีกต่อไป แต่จะใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อ Lenticule ภายในกระจกตาตามค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข (เลสิกสายตาสั้นและเอียง) จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษดึงชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้กระจกตาถูกปรับแต่งรูปร่างอย่างถาวร ส่งผลให้การมองเห็นคมชัดขึ้น SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เนื่องจากประสบปัญหาในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพที่ไม่สะดวกต่อการใส่อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตาเยอะ หรือกังวลเรื่องแผล Flap เพราะไม่ต้องเปิด Flap จึงลดความเสี่ยงแผลเคลื่อน เพิ่มความมั่นใจหลังรักษา ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในช่วงก่อนอายุ 18 ปี ค่าสายตามักยังเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรรอให้สายตาเสถียรก่อน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำและยั่งยืน ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำ LASIK เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาผิดปกติ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ไม่ควรทำเลสิกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลให้ค่าสายตาไม่คงที่ แนะนำให้รอจนหลังคลอดและฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติก่อนเข้ารับการรักษา สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำเลสิกจะช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติสำหรับการมองไกล แต่เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ จึงอาจยังคงต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางโอกาส รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ประสบการณ์ทำเลสิก SMILE Pro ของคุณคีรี "เดิมทีสายตาสั้นเยอะมากประมาณ -6.00 ใส่แว่นมานานมาก เวลาเล่นกีฬาอย่างแบดมินตันก็ลำบาก ตอนแรกก็แอบกลัวครับ แต่ ตอนทำไม่เจ็บเลย และมองเห็นชัดตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันแรกเลยครับ!" ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro สำหรับค่าบริการรักษาสายตาด้วยเทคโนโลยี SMILE Pro สามารถตรวจสอบราคาและแพ็กเกจสุดคุ้มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้👉 คลิกดูโปรโมชั่นทำเลสิก ครบรอบ 3 ปี โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ 👈 Call Center : 02-511-2111 Line📅 นัดหมายออนไลน์ โดยราคานี้ครอบคลุมการดูแลด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดอย่าง VisuMax 800 และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดของคุณ ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? แนะนำบริการ SMILE Pro ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) โดยเราให้ความสำคัญกับการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับการรักษา ผ่านการผ่าตัดสายตาด้วย SMILE Pro ซึ่งโดดเด่นด้วย: เครื่องมือรุ่นใหม่ล่าสุด VisuMax 800 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SMILE Pro รุ่นล่าสุด ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ลดเวลาการยิงเลเซอร์และเพิ่มความสบายให้กับผู้รับการรักษา ทีมแพทย์ผู้ชำนาญ นำทีมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์สายตาโดยเฉพาะ ที่มีประสบการณ์สูง และพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา การดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการนัดหมายติดตามผลหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้า แบบนิ่มอย่างน้อย 3 วัน และแบบแข็งอย่างน้อย 7 วัน งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา งดใช้สเปรย์และน้ำหอมทุกชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์ หากเป็นไปได้ ควรสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้านหลังทำเลสิก สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงและแผลขนาดเล็ก ช่วยให้ฟื้นตัวรวดเร็วและลดความเสี่ยงหลังการรักษา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเครื่องมือทันสมัย ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพสายตาของแต่ละคน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ก่อนตัดสินใจทำ SMILE Pro หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับขั้นตอน ความปลอดภัย ผลลัพธ์ รวมถึงระยะเวลาฟื้นตัว เราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว SMILE Pro กับ ReLEx Smile ต่างกันอย่างไร SMILE Pro ต่างจาก ReLEx SMILE ตรงที่ใช้เลเซอร์เร็วกว่าเดิม จากเดิม 25–27 วินาที เหลือเพียง 8–10 วินาที ช่วยลดเวลาผ่าตัดและลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตาได้ดียิ่งขึ้น การผ่าตัด SMILE Pro เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาชนิดหยอดตา ทำให้คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการเคืองตาคล้ายฝุ่นเข้าตาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้น และโดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำ SMILE Pro แล้ว มีโอกาสที่สายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม การทำ SMILE Pro เป็นการแก้ไขค่าสายตาอย่างถาวร แต่ในระยะยาว ค่าสายตาของคนเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยเรื่องอายุ การใช้งานสายตาหนัก หรือโรคทางตาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นการกลับมาสั้นซ้ำ (Regression) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินสภาพตาอย่างละเอียด
ศูนย์เลสิก LASER VISION

เลสิกปี 2026: SMILE Pro 2.0 ยิงเลเซอร์ 8 วินาที | โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

สรุปสาระสำคัญ (KEY TAKEAWAYS) เทคโนโลยีเลสิกปี 2026 เปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะแนวคิด "แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดฝาพับ" ซึ่งตอบโจทย์คนที่กังวลเรื่องการพักฟื้น หรือห่วงเรื่องโครงสร้างตาได้ดีกว่าแบบเดิมมาก SMILE Pro 2.0 คือเทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ ยิงเลเซอร์แค่ 8 วินาทีต่อข้าง แผลเล็กแค่ 2–4 มม. ส่วนใหญ่วันรุ่งขึ้นก็กลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้ว NanoRelex® เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนสายตาสั้นร่วมกับเอียง เพราะมีระบบ AI กับ OCT ช่วย real-time ระหว่างทำ ความแม่นยำสูงขึ้นอีกระดับ เลสิกปี 2026: ในฐานะหมอตา ขอเล่าให้ฟังตรงๆ ว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว มีคนไข้ถามเรื่องนี้บ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงหลังที่ข่าว "เลสิก 8 วินาที" แพร่ออกไป บางคนก็สงสัยว่าจริงไหม บางคนก็กังวลว่าเร็วขนาดนี้ปลอดภัยหรือเปล่า เลยอยากนั่งเล่าให้ฟังแบบตรงๆ ในฐานะหมอที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ทุกวัน ว่าเทคโนโลยีมันมาถึงจุดไหนแล้ว และอะไรที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ ตัดประเด็นกังวลเดิมๆ ออกได้เลยนะครับ เรื่องใบมีด เรื่องพักฟื้นเป็นอาทิตย์ หรือเรื่องฝาพับกระจกตาเคลื่อน — เทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ตอนนี้มันเดินหน้าไปไกลกว่านั้นแล้วมาก ปรึกษาปัญหาค่าสายตา หรือทำนัดหมาย Call Center : 02-511-2111 สอบถามผ่าน LINE 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกแบบเดิม — ดีแต่มีข้อจำกัดอะไรบ้าง? ▶ SMILE Pro 2.0 คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ ▶ NanoRelex® — ตัวเลือกที่ AI เข้ามาช่วยดูแลคุณระหว่างทำ ▶ แบบนี้เหมาะกับคุณไหม? เช็กเกณฑ์เบื้องต้นกัน ▶ โปรโมชั่นปี 2026 ที่มีอยู่ตอนนี้ ▶ คำถามที่คนไข้ถามบ่อย เลสิกแบบเดิม — ดีแต่มีข้อจำกัดอะไรบ้าง? ก่อนจะไปถึงเทคโนโลยีใหม่ ขอพูดถึงแบบเดิมก่อนนะครับ เพราะมันช่วยให้เห็นภาพว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เลสิกแบบดั้งเดิม (Traditional LASIK): ใช้ใบมีดจิ๋วที่เรียกว่า Microkeratome ในการเปิดชั้นกระจกตาให้กลายเป็น "ฝาพับ" แล้วยิงเลเซอร์เข้าไปปรับค่าสายตาข้างใน ได้ผลดีในแง่การมองเห็น แต่แผลค่อนข้างกว้าง เฟมโตเลสิก (FemtoLASIK): อัปเกรดสำคัญมากในยุคหนึ่ง เปลี่ยนจากใบมีดมาเป็นเลเซอร์ Femtosecond ในการแยกชั้นกระจกตา แม่นยำขึ้น ควบคุมได้ดีขึ้น ปลอดภัยกว่าแบบใบมีดอย่างชัดเจน ทั้งสองแบบนี้ยังต้องทำ "ฝาพับกระจกตา (Flap)" อยู่ ซึ่งไม่ได้อันตราย และผลลัพธ์ก็ดี แต่สิ่งที่คนไข้หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังคือ การมีฝาพับทำให้ต้องระวังการกระแทกมากกว่า อาการตาแห้งในช่วงแรกก็พบได้บ้าง และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเทคโนโลยีรุ่นใหม่หน่อย SMILE Pro 2.0 คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ ตอนนี้สิ่งที่เราใช้กันและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ SMILE Pro 2.0 ซึ่งทำงานบนเครื่อง Carl ZEISS VisuMax 800 รุ่นล่าสุด สิ่งที่ต่างออกไปชัดๆ คือมันเป็นแบบ "ไม่มีฝาพับ (No-flap)" เลย เลเซอร์จะเข้าไปสร้างชิ้นเนื้อเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เลนติคูล" ซ่อนอยู่ภายในชั้นกระจกตาโดยตรง แล้วหมอจะดึงออกมาผ่านรอยเปิดเล็กๆ แค่ 2–4 มม. เท่านั้น สิ่งที่คนไข้ถามบ่อยแล้วชอบมาก: 8 วินาทีต่อข้าง — จริงครับ: ขั้นตอนยิงเลเซอร์เสร็จภายใน 8 วินาทีต่อข้าง เร็วกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนประมาณ 3 เท่า หลายคนบอกว่ายังไม่ทันตื่นเต้นก็เสร็จแล้ว ความเกร็งระหว่างทำลดลงไปเยอะ โครงสร้างกระจกตายังแข็งแรง: เพราะไม่มีการเปิดฝาพับ ชั้นกระจกตาส่วนหน้าส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ ตาแห้งหลังทำน้อยกว่าแบบเก่าอย่างเห็นได้ชัด และไม่ต้องกังวลว่าฝาพับจะเคลื่อน เหมาะกับคนที่ active: ถ้าคุณเล่นกีฬา ว่ายน้ำ หรือมีชีวิตที่เคลื่อนไหวเยอะ นี่คือตัวเลือกที่เราแนะนำมากกว่าแบบเดิม เพราะโครงสร้างตาแข็งแรงกว่า ฟื้นตัวเร็ว: ส่วนใหญ่วันถัดไปมองเห็นได้ดีขึ้นแล้ว หลายคนกลับทำงานได้ภายใน 1–2 วัน ในแวดวงจักษุวิทยาตอนนี้ถือว่า SMILE Pro 2.0 เป็นหนึ่งใน gold standard สำหรับสายตาสั้นและเอียง เพราะข้อมูลผลลัพธ์สะสมมาหลายปีแล้วว่าให้ค่าสายตาที่แม่นยำ ปลอดภัย และคนไข้พอใจสูงมาก NanoRelex® — ตัวเลือกที่ AI เข้ามาช่วยดูแลคุณระหว่างทำ อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่อยากพูดถึงคือ NanoRelex® จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเน้นหนักไปที่ความแม่นยำเป็นพิเศษ จุดที่น่าสนใจคือมันนำ AI เข้ามาช่วยคำนวณและ monitor ระหว่างทำจริงๆ ไม่ใช่แค่วางแผนก่อนทำ พลังงานต่ำมาก ระดับนาโนจูล: ใช้พลังงานเลเซอร์ที่น้อยลงมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ กระทบกระเทือนเนื้อเยื่อโดยรอบน้อยลง OCT แบบ real-time ระหว่างทำ: หมอสามารถมองเห็นชั้นกระจกตาแบบ real-time ว่าเลเซอร์ทำงานอยู่ในชั้นที่ถูกต้องหรือเปล่า เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีรุ่นก่อนทำไม่ได้ ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นชัดเจน ระบบ Eye-tracking ที่แม่นยำมาก: ติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาตลอดการทำ ถ้าตาขยับ เครื่องจะ compensate ได้เอง แผลเล็กเหมือนกัน: 2–3 มม. ไม่มีฝาพับ ฟื้นตัวเร็ว สรุปคือ NanoRelex® เหมาะโดยเฉพาะกับคนที่มีค่าสายตาสั้นร่วมกับเอียงสูง หรือคนที่กระจกตามีรูปร่างที่ต้องการความละเอียดในการคำนวณมากเป็นพิเศษ แบบนี้เหมาะกับคุณไหม? เช็กเกณฑ์เบื้องต้นกัน อยากให้ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าไม่มีใครบอกได้ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะโดยไม่ตรวจ แต่เกณฑ์เบื้องต้นที่เราดูกันมีดังนี้: อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่มาอย่างน้อย 1 ปี ไม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความหนากระจกตาเพียงพอสำหรับการเลเซอร์ (ตรวจได้ที่คลินิก) ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น ต้อหินหรือต้อกระจก และไม่มีโรคประจำตัวที่กระทบการหายของแผล ถ้าคุณเข้าเกณฑ์เบื้องต้นเหล่านี้ ขั้นตอนต่อไปคือมาตรวจประเมินค่าตาจริงๆ ซึ่งใช้เวลาไม่นานและให้ข้อมูลชัดเจนมากกว่านั่งเดาเอง โปรโมชั่นปี 2026 ที่มีอยู่ตอนนี้ ถ้าคิดอยู่แล้วว่าอยากทำ ช่วงนี้มี โปรโมชั่นพิเศษปี 2026 สำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ สำหรับผู้ที่จองคิวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 และค่าตรวจประเมินสภาพตาก่อนทำเลสิกก็มีราคาพิเศษด้วย — ถ้าตัดสินใจทำในวันเดียวกันก็ฟรีเลย นัดหมายเพื่อตรวจประเมินสายตาเบื้องต้น Call Center : 02-511-2111 สอบถามผ่าน LINE 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่คนไข้ถามบ่อย 8 วินาทีจริงๆ เหรอ? ไม่ได้โฆษณาเกินจริง? จริงครับ ตัวเลข 8 วินาทีต่อข้างนี้คือเวลาที่เครื่อง Carl ZEISS VisuMax 800 ของ SMILE Pro 2.0 ใช้ยิงเลเซอร์จริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขโปรโมท เร็วกว่ารุ่นก่อนประมาณ 3 เท่า ซึ่งนอกจากจะสะดวกแล้ว ยังช่วยลดเวลาที่คนไข้ต้องจ้องอยู่นิ่งๆ ด้วย ลดความเกร็งได้เยอะ แล้ว SMILE Pro 2.0 กับเลสิกแบบเดิมต่างกันยังไงในทางปฏิบัติ? ข้อต่างที่คนไข้รู้สึกได้จริงๆ คือเรื่องการฟื้นตัวและตาแห้ง เลสิกแบบเดิมต้องเปิดฝาพับกว้าง SMILE Pro 2.0 แผลเล็กแค่ 2–4 มม. ไม่มีฝาพับ ตาแห้งหลังทำน้อยกว่ามาก และไม่ต้องกังวลเรื่องฝาพับเคลื่อน ถ้าคุณมีไลฟ์สไตล์แอคทีฟหรือเล่นกีฬา ความต่างนี้สำคัญมาก AI ใน NanoRelex® ต่างจากการใช้เลเซอร์ธรรมดายังไง? ตรงที่มันไม่ได้แค่วางแผนก่อนทำแล้วจบ แต่ NanoRelex® มีระบบสแกน OCT แบบ real-time ระหว่างผ่าตัดด้วย หมอมองเห็นชั้นกระจกตาขณะทำจริงๆ AI ช่วยคำนวณและ track การเคลื่อนไหวของตาตลอดเวลา สิ่งนี้ช่วยให้ความปลอดภัยและความแม่นยำขึ้นไปอีกระดับ โดยเฉพาะในเคสที่ซับซ้อน *หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ หากมีปัญหาสายตาหรืออยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับวิธีไหน แนะนำให้มาตรวจกับจักษุแพทย์โดยตรงจะได้คำตอบที่ชัดเจนและตรงกับสภาพตาของคุณมากที่สุด
ศูนย์เลสิก LASER VISION

เลสิกมีกี่แบบ? เปรียบเทียบเทคนิค จุดเด่น และข้อดีของแต่ละแบบ

เลสิกมีกี่แบบ? เลสิกมีหลายแบบที่เป็นที่นิยม เช่น PRK ที่ลอกผิวกระจกตาชั้นนอกเพื่อปรับแต่งเลนส์ LASIK ที่ใช้ใบมีดสร้างฝากระจกตา Femto LASIK ที่ใช้เลเซอร์แทนใบมีด และ ReLEx SMILE แผลเล็กและฟื้นตัวเร็ว ผู้ที่เหมาะกับการทำเลสิกคือคนที่มีสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ในระดับที่เหมาะสม กระจกตาแข็งแรงและมีความหนาพอสมควร รวมถึงไม่มีโรคตาเรื้อรังหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ในชีวิตประจำวัน การเลือกเทคนิคการทำเลสิกที่เหมาะสมควรพิจารณาจากสภาพสายตา ลักษณะกระจกตา และความต้องการในการใช้ชีวิตประจำวัน จึงแนะนำให้ปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ปัญหาสายตาสั้น ยาว หรือเอียง ล้วนส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาว การทำเลสิกจึงเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการทำเลสิกหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีจุดเด่น ขั้นตอนการรักษา ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เนื้อหานี้จะพาคุณไปรู้จักว่าเลสิกมีกี่แบบ พร้อมเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี และแนวทางเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับค่าสายตา งบประมาณ และไลฟ์สไตล์ของคุณมากที่สุด     เลสิกมีทั้งหมดกี่แบบ เทคนิคการทำเลสิกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ผู้มีปัญหาสายตาในรูปแบบที่หลากหลาย โดยแต่ละประเภทมีหลักการทำงาน ข้อดี และข้อควรระวังที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้   PRK (Photorefractive Keratectomy) เทคนิคนี้เป็นวิธีเก่าแก่ที่สุด โดยแพทย์จะลอกผิวชั้นนอกสุดของกระจกตาออกก่อน แล้วใช้เลเซอร์ปรับแต่งเนื้อกระจกตา หลังจากนั้นผิวชั้นนอกจะค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นใหม่เอง ข้อดีของเทคนิคนี้คือไม่มีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาจะเคลื่อน จึงเหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือผู้ที่มีกิจกรรมเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนดวงตา อย่างไรก็ตาม การพักฟื้นจะนานกว่าวิธีอื่น โดยเฉพาะในช่วง 3-5 วันแรกที่อาจมีอาการเจ็บหรือเคืองตา และการมองเห็นจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นทีละน้อย TransPRK วิธีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่พัฒนาต่อจากเทคนิค PRK ใช้สำหรับแก้ไขสายตาสั้น ยาว หรือเอียง โดยมีความแตกต่างจาก PRK ตรงที่ใช้เลเซอร์ Excimer ในการลอกผิวกระจกตา (Epithelium) และปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยให้การรักษาทำได้โดยไม่ต้องสัมผัสดวงตาโดยตรงในระหว่างกระบวนการรักษา   Standard LASIK เทคนิคนี้เป็นการทำเลสิกแบบดั้งเดิม โดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายใบมีดขนาดเล็ก (Microkeratome) สร้างฝากระจกตา (Corneal Flap) ขึ้นมา แล้วเปิดฝากระจกตาเพื่อยิงเลเซอร์ปรับแต่งเนื้อกระจกตา ก่อนจะปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดีของวิธีนี้คือฟื้นตัวเร็ว เจ็บเพียงเล็กน้อยหลังทำ และช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม มีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาอาจเคลื่อนตัวได้หากดวงตาได้รับแรงกระแทก   FemtoLASIK (Femtosecond LASIK) เทคนิคนี้พัฒนามาจาก Standard LASIK โดยใช้เลเซอร์ Femtosecond ที่มีความแม่นยำสูงในการสร้างฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จึงทำให้ฝากระจกตามีความเรียบเนียนและคงที่มากขึ้น ข้อดีคือมีความปลอดภัยสูงกว่า Standard LASIK ลดความเสี่ยงปัญหาเกี่ยวกับฝากระจกตา และช่วยให้ฟื้นตัวเร็วพร้อมการมองเห็นที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาอาจเคลื่อนตัวได้หากดวงตาได้รับแรงกระแทก   ReLEx SMILE หลักการของเทคนิคนี้คือการใช้เลเซอร์ Femtosecond สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ภายในตาโดยไม่มีการสร้างฝากระจกตา และนำชิ้นเนื้อดังกล่าวออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มิลลิเมตร ข้อดีของวิธีนี้คือแผลมีขนาดเล็กมาก ทำให้ฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะตาแห้งและช่วยรักษาความแข็งแรงของกระจกตาหลังการรักษาได้ดี ข้อควรระวังคือวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงเท่านั้น และไม่สามารถใช้แก้ไขสายตายาวตามอายุได้   SMILE Pro® เทคโนโลยีเลเซอร์แก้ไขสายตาที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบันนี้ มีความรวดเร็ว แม่นยำ และให้ความสบายตาขณะทำการรักษาอย่างสูง โดยสามารถยิงเลเซอร์แก้ไขสายตาเสร็จภายในเวลาเพียง 8 วินาทีต่อข้าง ช่วยลดความกังวลและเพิ่มความสบายให้แก่ผู้รับการรักษาอย่างมาก   NanoLASIK NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้เลเซอร์ในทุกขั้นตอนของการรักษา ตั้งแต่การแยกชั้นกระจกตาด้วยเลเซอร์ Femtosecond ซึ่งมีความเร็วสูงและพลังงานต่ำ เพิ่มความแม่นยำด้วยระบบเอไอ และ เพิ่มความปลอดภัยด้วยกล้องสแกนชั้นกระจกตาระหว่างการผ่าตัด (Real Time OCT Scan) ทำให้ไม่ต้องใช้ใบมีด ลดความเจ็บปวดและความไม่สบายตาในระหว่างทำ อีกทั้งยังเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติอย่างดีที่สุด   NanoRelex® เทคโนโลยีการรักษาสายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาวที่มีจุดเด่นในเรื่องระยะเวลาผ่าตัดที่รวดเร็วและแผลขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยวิเคราะห์การรักษาและปัญหาสายตา พร้อมใช้กล้อง OCT Scan ในระหว่างการผ่าตัดเพื่อให้ศัลยแพทย์มองเห็นชั้นกระจกตาแบบเรียลไทม์ เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยขณะรักษา   NV LASIK การรักษาสายตายาวตามอายุด้วยวิธีเลสิกใช้หลักการมองเห็นด้วยดวงตาทั้งสองข้าง (Blended Vision) แตกต่างจากการทำเลสิกทั่วไป โดยแพทย์จะรักษาตาข้างหนึ่งให้มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล ส่วนอีกข้างจะปรับให้มีสายตาสั้นเล็กน้อยเพื่อช่วยในการมองใกล้ เมื่อใช้ตาทั้งสองข้างร่วมกันจะช่วยให้มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้และไกล ลดการพึ่งพาแว่นตาในกิจกรรมต่างๆ แต่ผู้รับการรักษาจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับวิธีนี้ในแต่ละบุคคล   Nano NV LASIK Nano NV LASIK คือการพัฒนาขั้นสูงจาก FemtoLASIK โดยใช้เลเซอร์ในทุกขั้นตอนของการรักษา โดยเฉพาะการแยกชั้นกระจกตาที่ใช้เลเซอร์ Femtosecond ซึ่งมีความเร็วสูงและพลังงานต่ำในระดับนาโนจูล ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ใบมีด จึงลดความเจ็บปวดและความไม่สบายตาลงได้มาก พร้อมกับมอบความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการรักษาสายตาผิดปกติ   เปรียบเทียบเลสิกแต่ละประเภท ประเภท หลักการ ข้อดี (จุดเด่น) ข้อควรระวัง PRK ลอกผิวชั้นนอกโดยใช้เครื่องมือและน้ำยา แล้วใช้เลเซอร์ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ไร้ฝากระจกตา เหมาะกับกระจกตาบาง พักฟื้นนาน เจ็บ/เคืองตาช่วงแรก มีโอกาสเกิดฝ้าในกระจกตาสูง TransPRK ใช้เลเซอร์ลอกผิวและใช้เลเซอร์ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ในขั้นตอนเดียว (ไม่ต้องสัมผัสตา) ไร้ฝากระจกตา ไม่ต้องสัมผัสดวงตา เหมาะกับกระจกตาบาง พักฟื้นนาน เจ็บ/เคืองตาช่วงแรก มีโอกาสเกิดฝ้าในกระจกตาสูง Standard LASIK ใช้เครื่องมือแบบใบมีด เปิดชั้นกระจกตา แล้วใช้เลเซอร์ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ฟื้นตัวเร็ว ไม่เจ็บหลังทำ เสี่ยงฝากระจกตาเคลื่อนถ้าตาถูกกระทบกระแทกรุนแรงในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการรักษา FemtoLASIK ใช้ Femtosecond Laser เปิดชั้นกระจกตาแทนใบมีดแล้วใช้ Excimer Laser ยิงปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา แม่นยำ ปลอดภัยกว่า Standard LASIK ยังมีความเสี่ยงฝากระจกตาเคลื่อนกระแทกรุนแรงในช่วง 1-3 เดือนแรกหลังการรักษา ReLEx SMILE ใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อแล้วดึงออกผ่านแผลเล็ก แผลเล็ก ตาแห้งน้อย เหมาะกับสายตาสั้น-เอียงเท่านั้น SMILE Pro® ใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้ออย่างรวดเร็ว (ประมาณ 8-10 วินาที/ข้าง) แล้วดึงออกผ่านแผลเล็ก รวดเร็ว สบายตากว่า ลดความกังวล เหมาะกับสายตาสั้น-เอียงเท่านั้น NanoLASIK ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำระดับนาโนจูลเปิดชั้นกระจกตา (พัฒนาจาก FemtoLASIK) แม่นยำ ปลอดภัย รักษาได้ทั้งสายตา สั้น เอียง และ ยาว นุ่มนวลต่อดวงตา ยังมีความเสี่ยงฝาเคลื่อนกระแทกรุนแรงมากในช่วง 1 เดือนแรกหลังการรักษา NanoRelex® ใช้ Femtosecond Laser รุ่นใหม่ที่มีพลังงานต่ำระดับนาโนจูลที่มี AI และ OCT Scan ชั้นกระจกตา สร้างชิ้นเนื้อแล้วดึงออกผ่านแผลเล็กขนาดประมาณ 2 มม. แม่นยำสูง ปลอดภัยสูงสุด รวดเร็ว และนุ่มนวลต่อดวงตา เหมาะกับสายตาสั้น-เอียงเท่านั้น NV LASIK ใช้เทคนิค Blended Vision โดยแพทย์ปรับตาข้างหนึ่งให้มองไกลชัดเจน ข้างอีกข้างปรับให้มองใกล้ได้ดี  ช่วยให้คนที่มีสายตายาวตามอายุสามารถมองระยะต่างๆ สบายตาโดยไม่ต้องใส่แว่น ต้องใช้เวลาปรับตัวเล็กน้อยเพื่อให้สายตาคุ้นชินกับการมองเห็นแบบใหม่ Nano NV LASIK ใช้เลเซอร์ Femtosecond Ziemer FEMTO Z8 รุ่นใหม่ที่มาพร้อมความเร็วสูงและพลังงานระดับนาโนจูล ช่วยแยกชั้นกระจกตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย ปรับสมดุลการมองเห็นของตาสองข้าง ให้สายตายาวตามอายุกลับมามองเห็นได้ครบทุกระยะ แผลหายเร็ว ลดอาการข้างเคียง อาจทำให้ภาพที่มองเห็นมีความคมชัดน้อยลง     ใครที่เหมาะกับการทำเลสิก? การทำเลสิกเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเหมาะสมกับการรักษาวิธีนี้ ซึ่งคนที่เหมาะกับการทำเลสิก ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้ อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี กระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีความผิดปกติ ไม่มีโรคทางตาที่รุนแรง เช่น ต้อหิน ต้อกระจก หรือจอประสาทตาเสื่อม ไม่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการหายของแผล เช่น เบาหวานที่ควบคุมไม่ได้   วิธีเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ควรงดใส่คอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้าก่อนวันผ่าตัด ในวันผ่าตัดควรล้างหน้าและสระผมให้สะอาด หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าและใส่เสื้อผ้าที่ติดกระดุมหน้าเพื่อความสะดวก ห้ามใช้น้ำหอมหรือสเปรย์ดับกลิ่นทุกชนิด งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันผ่าตัด แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานเป็นประจำเพื่อพิจารณาการหยุดยา เช่น ยารักษาสิว ยากดภูมิคุ้มกัน ในวันผ่าตัดไม่ควรขับรถเอง ควรมีผู้ติดตามเพื่อความปลอดภัยและสะดวกในการเดินทาง   ข้อควรระวังและข้อห้ามหลังทำเลสิก ห้ามขยี้ตาอย่างเด็ดขาด หลีกเลี่ยงการล้างหน้าหรือนำน้ำเข้าตาโดยตรงในช่วงแรก หากรู้สึกคัน ให้ล้างมือให้สะอาดก่อนใช้นิ้วชี้แตะเบาๆ ที่หัวตาหรือหางตาเท่านั้น ห้ามว่ายน้ำและดำน้ำจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากแพทย์ งดแต่งหน้ารอบดวงตาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หยอดยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด ใส่ฝาครอบตาก่อนนอนจนครบ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตา พักสายตาเป็นระยะเมื่อใช้สายตาหนักหรือเป็นเวลานาน     ทำเลสิกราคาเท่าไร? ราคาในการทำเลสิกขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ จึงควรเข้ารับการตรวจประเมินสุขภาพตากับทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญของ Bangkok Eye Hospital เพื่อเลือกเทคนิคที่เหมาะสมที่สุด โดยแพทย์จะพิจารณาจากค่าสายตา ลักษณะกระจกตา และความต้องการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมให้คำแนะนำเรื่องสิทธิประกันและค่าใช้จ่ายโดยประมาณ รวมถึงนัดหมายเพื่อการดูแลอย่างครบถ้วนหลังทำเลสิก   สรุป เลสิกมีกี่แบบ? การทำเลสิกมีหลายเทคนิคให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น PRK, LASIK, Femto LASIK และ ReLEx SMILE ซึ่งแต่ละวิธีแตกต่างกันที่เทคโนโลยีการแยกชั้นกระจกตา ขนาดแผล และการฟื้นตัว การเลือกประเภทเลสิกที่เหมาะสมควรผ่านการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด แนะนำปรึกษาทีมแพทย์ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ซึ่งมีเครื่องมือทันสมัยและดูแลครบวงจรทุกขั้นตอนการรักษา   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกมีกี่แบบ (FAQ) การตัดสินใจทำเลสิกเป็นเรื่องสำคัญที่ควรได้รับข้อมูลครบถ้วน เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจมากขึ้น นี่คือคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกมีกี่แบบ พร้อมคำอธิบายที่เข้าใจง่ายและกระชับ   เคยทำเลสิกไปแล้ว ทำซ้ำเทคนิคอื่นได้ไหม หากจำเป็นต้องมีการแก้ไขซ้ำในอนาคต (ซึ่งพบได้น้อย) แพทย์จะพิจารณาจากสภาพกระจกตาที่เหลืออยู่และเทคนิคเดิมที่เคยทำไป ตัวอย่างเช่น ผู้ที่ทำเลสิกแบบมีฝากระจกตา (LASIK) มาแล้ว หากต้องการแก้ไขซ้ำก็มักจะใช้วิธีเปิดฝาเดิมเพื่อยิงเลเซอร์ใหม่ แต่ถ้าเคยทำ PRK มาก่อน อาจต้องพิจารณา PRK ซ้ำ ทั้งนี้ แพทย์จะให้คำแนะนำที่ดีที่สุดหลังจากตรวจประเมินอย่างละเอียดอีกครั้ง   การเลือกประเภทเลสิกส่งผลต่อระยะเวลาพักฟื้นแค่ไหน การเลือกประเภทเลสิกส่งผลต่อระยะเวลาพักฟื้นอย่างชัดเจน เช่น PRK อาจใช้เวลาฟื้นตัวหลายวันถึงสัปดาห์ ส่วน LASIK, Femto LASIK และ ReLEx SMILE ฟื้นตัวได้เร็วภายใน 1-3 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ใช้ ซึ่งในปัจจุบันเลสิกมีกี่แบบขึ้นกับการแบ่งตามเทคนิค เช่น PRK, LASIK, Femto LASIK และ ReLEx SMILE ที่ต่างกันในเรื่องขนาดแผล ความแม่นยำ และระยะเวลาฟื้นตัว   เลือกทำเลสิกแบบไหนดี การเลือกวิธีการทำเลสิกที่ดีที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ค่าสายตา ลักษณะความโค้งและความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ ความต้องการในการฟื้นตัวของแต่ละคน รวมถึงงบประมาณที่มี เนื่องจากราคาเลสิกจะแตกต่างกันตามเทคโนโลยีที่เลือกใช้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจประเมินกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด

ที่อยู่

Laser Vision International LASIK Center

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา :