ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក : #อาการ

តម្រៀប

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

  SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา      
អាន​បន្ថែម

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
Cataract Center
Retina Center
Glaucoma Center
Cornea Center
Children's Eye Center
Oculoplastic
Neuroophthalmology

Hordeolum (Stye): Causes, Symptoms, and Treatment | Bangkok Eye Hospital

Understanding Hordeolum (Stye) A hordeolum, commonly known as a stye, is a red, swollen lump that forms on the edge of the eyelid due to a bacterial infection in an oil gland or hair follicle. Although usually harmless, styes can cause discomfort and temporary vision obstruction. At Bangkok Eye Hospital, we provide effective treatments to alleviate symptoms and prevent recurrence. Common Causes of Hordeolum What Triggers a Stye? Bacterial Infection – Staphylococcus bacteria commonly cause styes. Blocked Oil Glands – Clogged meibomian glands can lead to infection. Poor Eyelid Hygiene – Failing to clean eyelids properly increases the risk. Frequent Eye Touching – Introducing bacteria to the eyelids can trigger infections. Use of Contaminated Makeup – Old or shared cosmetics can harbor bacteria. Who Is at Risk? Individuals with chronic blepharitis (eyelid inflammation). People with a history of recurrent styes. Those with poor eye hygiene or frequent eye rubbing. Contact lens wearers who do not follow proper lens care. Symptoms of Hordeolum Painful, swollen lump near the edge of the eyelid. Redness and tenderness around the affected area. Pus-filled bump that may drain on its own. Watery eyes and increased sensitivity to light. A feeling of something in the eye. Diagnosis and Treatment Options How Is a Stye Diagnosed? Physical Examination – Ophthalmologists inspect the eyelid to confirm the diagnosis. Medical History Review – Identifying recurrent infections or underlying conditions. Eyelid Culture (if needed) – In rare cases, tests may be performed for persistent infections. Treatment for Hordeolum Warm Compresses – Applying a warm cloth helps open blocked glands. Antibiotic Ointments or Drops – Used for bacterial infections. Proper Eyelid Hygiene – Regular cleaning to prevent further infections. Medical Drainage (if needed) – For persistent or large styes. Avoid Squeezing – Letting the stye heal naturally prevents complications. Preventing Styes Maintain good eyelid hygiene by regularly washing the eyelids. Avoid touching or rubbing your eyes with unclean hands. Replace old or contaminated eye makeup to prevent bacterial buildup. Clean contact lenses properly and avoid wearing them when experiencing an eye infection. Address underlying eyelid conditions such as blepharitis or dry eye. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Stye Treatment? Experienced Ophthalmologists with expertise in eyelid infections. Advanced Diagnostic Tools for accurate assessments. Personalized Treatment Plans based on individual needs. State-of-the-Art Facilities ensuring safe and effective care. Schedule an Appointment Today If you have a stye that is persistent or causing discomfort, contact Bangkok Eye Hospital for expert diagnosis and treatment.
Cornea Center

ต้อเนื้อและต้อลม แตกต่างกันอย่างไร? |ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

ต้อเนื้อ (Pterygium) ต้อเนื้อคืออะไร: เป็นเนื้อเยื่อที่งอกผิดปกติจากเยื่อบุตาขาว ลักษณะเป็นแผ่นเนื้อรูปสามเหลี่ยม มีสีขาวขุ่นหรือเหลือง มักเกิดขึ้นบริเวณหัวตาและค่อยๆ ลุกลามเข้าสู่ตาดำ สาเหตุ  เกิดจากการระคายเคืองของเยื่อบุตาขาวจากแสงแดด ลม ฝุ่น หรือสารเคมีต่างๆ พบได้บ่อยในผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือสัมผัสกับสิ่งระคายเคืองเหล่านี้เป็นประจำ อาการ  เริ่มแรกอาจไม่มีอาการ แต่เมื่อต้อเนื้อโตขึ้นอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง ตาแดง แสบตา น้ำตาไหล หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา หากลุกลามไปถึงกลางตาดำ อาจทำให้การมองเห็นลดลง การรักษา: หยอดตา  หากมีอาการระคายเคือง ตาแห้ง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการ ผ่าตัด  หากต้อเนื้อมีขนาดใหญ่ ทำให้การมองเห็นลดลง หรือมีอาการรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดลอกต้อเนื้อออก ต้อลม (Pinguecula) ต้อลมคืออะไร: เป็นตุ่มนูนสีเหลืองที่เกิดขึ้นบนเยื่อบุตาขาว มักเกิดขึ้นบริเวณหัวตาใกล้กับต้อเนื้อ มีลักษณะคล้ายตุ่มไขมัน สาเหตุ คล้ายกับต้อเนื้อ คือ เกิดจากการระคายเคืองของเยื่อบุตาขาวจากแสงแดด ลม ฝุ่น หรือสารเคมีต่างๆ อาการ มักไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง อาจมีอาการระคายเคือง ตาแห้ง หรือรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตาบ้างเล็กน้อย การรักษา: หยอดตา หากมีอาการระคายเคือง ตาแห้ง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการ ผ่าตัด: ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดออก ยกเว้นในกรณีที่ต้อลมมีขนาดใหญ่และรบกวนการมองเห็น หรือเปลี่ยนเป็นต้อเนื้อ ข้อแตกต่างระหว่างต้อเนื้อและต้อลม :: ลักษณะ :: ต้อเนื้อมีลักษณะเป็นแผ่นเนื้อรูปสามเหลี่ยมที่ลุกลามเข้าสู่ตาดำ ส่วนต้อลมมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีเหลืองที่ไม่ลุกลาม :: อาการ :: ต้อเนื้ออาจทำให้การมองเห็นลดลงได้ หากลุกลามไปถึงกลางตาดำ ส่วนต้อลมมักไม่ก่อให้เกิดอาการรุนแรง :: การรักษา :: ต้อเนื้ออาจจำเป็นต้องผ่าตัดออก หากมีขนาดใหญ่หรือรบกวนการมองเห็น ส่วนต้อลมมักไม่จำเป็นต้องผ่าตัด :: คำแนะนำ ::หากท่านมีอาการผิดปกติที่ดวงตา ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมนะครับ    บทความโดย นายแพทย์วิวัฒน์ โกมลสุรเดช ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ
calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ : +662 511 2111