มุมสุขภาพตา : #อาการ

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

ตากุ้งยิงเกิดจากอะไร? หาสาเหตุ อาการ การรักษา และการดูแลตัวเอง

ตากุ้งยิงอาการเริ่มต้นคือการพบตุ่มหนองหรือมีอาการบวมคันบริเวณเปลือกตา ตากุ้งยิงพบได้ง่ายและหายเองได้ แต่อาการตากุ้งยิงในบางคนอาจเกิดความเจ็บปวดหรือคันที่รุนแรงกว่าปกติ ในกรณีเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและให้ความดูแลเพิ่มเติม บทความนี้จะพาไปรู้จักกับอาการตากุ้งยิงและวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหากพบตากุ้งยิงไปจนถึงวิธีรักษาตากุ้งยิงเพื่อลดความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ตากุ้งยิงคืออาการระคายเคือง บวม หรือคันและเป็นตุ่มหนองบริเวณเปลือกตา โดยมีสาเหตุมาจากการอุดตันของต่อมไขมันหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ตากุ้งยิงมี 2 ประเภทขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดตากุ้งยิง ได้แก่ ตากุ้งยิงชนิดภายนอก และตากุ้งยิงชนิดภายใน อาการของตากุ้งยิงนั้นหายเองได้เมื่อตุ่มหนองนั้นแตกและระบายสิ่งอุดตันออกจนหมด แต่หากมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์เพิ่มวินิจฉัยและทำการรักษา การรักษาตากุ้งยิง แพทย์อาจใช้ยาหยอดหรือยาป้ายร่วมกับยาปฏิชีวนะหากมีความเจ็บปวดหรืออาการแพร่กระจายรุนแรงมาก ทำความรู้จักตากุ้งยิง คืออะไร ตากุ้งยิงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบริเวณเปลือกตา มีลักษณะเป็นตุ่มฝีหรือหนอง มักเกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาที่มีผิวบอบบางและถูกสัมผัสด้วยมือที่ไม่สะอาดหรือช่วงที่ภูมิคุ้มกันตกและร่างกายอ่อนแอ โดยวิธีรักษาตากุ้งยิงอาจทำได้ด้วยตนเองคือระบายหนองในตุ่มเหล่านั้นออก แต่หากมีความรุนแรงมากหรือเป็นอาการตากุ้งยิงไม่มีหัวจะก่อให้เกิดความระคายเคืองและติดเชื้อได้     ตากุ้งยิง มีกี่ประเภท ตากุ้งยิงยังมี 2 ประเภทที่จำแนกจากสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งจะส่งผลต่อการวินิจฉัยและแนวทางในการรักษาด้วย ตากุ้งยิงแบบติดเชื้อ (Hordeolum) ตากุ้งยิงแบบติดเชื้อ (Hordeolum) เกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus aureus ที่บริเวณต่อมไขมันและรูขุมขนบริเวณดวงตาจนบวมแดงและเจ็บปวด การรักษาทำได้ควบคู่กับการรับยาจากแพทย์ร่วมด้วยเพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อซ้ำ โดยการติดเชื้อนี้จำแนกออกได้ ดังนี้ การติดเชื้อภายนอก External Hordeolum ซึ่งจะเห็นตุ่มหนองบริเวณเปลือกตาด้านนอกหรือขอบตา การติดเชื้อภายใน Internal Hordeolum ซึ่งจะมีตุ่มหนองด้านในเปลือกตาติดกับดวงตายังมองเห็นได้ยากกว่า ตากุ้งยิงแบบไม่ติดเชื้อ (Chalazion) ตากุ้งยิงแบบไม่ติดเชื้อ (Chalazion) มีสาเหตุมาจากฝุ่นผงที่อุดตามรูขุมขนและทำให้ไม่สามารถระบายไขมันออกมาได้จนเกิดเป็นตุ่มหนองแต่มักจะไม่เจ็บปวด สามารถระบายหนองหรือไขมันอุดตันออกได้เองแต่ต้องใส่ใจความสะอาดเป็นอย่างมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลที่นำไปสู่การติดเชื้อและกลายเป็นตากุ้งยิงชนิดติดเชื้อในอนาคต     อาการตากุ้งยิง มีอะไรบ้าง ตากุ้งยิงอาการเริ่มต้นจะมีลักษณะคล้ายสิว แต่หลายคนอาจมีไข้ร่วมด้วยหากมีความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยอาการของตากุ้งยิงมีดังนี้ เกิดตุ่มนูนที่เปลือกตา เปลือกตาบวมแดง คันตา อาจมีน้ำตาไหล ดวงตาพร่ามัวและไวต่อแสง ระคายเคือง ไม่สบายตา     สาเหตุตากุ้งยิง เกิดจากอะไร ตากุ้งยิงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติของต่อมไขมันหรือรูขุมขนบริเวณเปลือกตา เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียเมื่อสัมผัสดวงตาด้วยมือที่ไม่สะอาด การอุดตันของฝุ่นผงที่รูขุมขน ต่อมไขมันอุดตันไม่สามารถระบายออกได้ ล้างเครื่องสำอางไม่หมดทำให้เกิดสิ่งสกปรกตกค้าง การเกิดตากุ้งยิงซ้ำสำหรับผู้ที่เคยเป็นตากุ้งยิงมาก่อน การใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ระคายเคืองหรือนานเกินกว่าที่อายุคอนแท็กต์เลนส์กำหนด ภูมิคุ้มกันตกหรือร่างกายอ่อนแอ ทำให้ร่างกายไวต่อสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ไขข้อสงสัย ตากุ้งยิงหายเองได้ไหม ตากุ้งยิงสามารถหายเองได้ โดยตุ่มหนองอาจแตกและยุบเองในระยะเวลา 3 - 4 วัน ผู้ที่มีอาการตากุ้งยิงอาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเพิ่มที่บริเวณดวงตาเพื่อช่วยระบายหนองและไขมันที่อุดตันออก อย่างไรก็ตาม หากมีการระบายหนองและไขมันออก จะต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดเพื่อป้องกันการกลับมาติดเชื้อซ้ำ และหากมีการระบายหนองออกไม่หมด ตุ่มไม่ยุบตัวลงและเกิดหนองคั่งค้าง อาจเกิดอาการที่ตุ่มหนองแข็งเป็นไต อาการติดเชื้ออาจขยายวงกว้างและลุกลามไปยังบริเวณแก้มเพิ่มได้ โดยจะทำให้มีอาการเจ็บปวดมากขึ้นและติดเชื้อรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยอาการและทำการรักษา วินิจฉัยอาการตากุ้งยิงโดยแพทย์ การวินิจฉัยการรักษาตากุ้งยิงโดยแพทย์นั้น เนื่องจากผู้ป่วยตากุ้งยิงอาจมีอาการติดเชื้อในวงกว้างหรือมีความเจ็บปวดมาก บางคนอาจเกิดอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด หรือตากุ้งยิงบวมมากจนหนังตาปิด แพทย์จะรักษาด้วยยาหยอดหรือยาป้าย และอาจใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยหากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมาก หรือวินิจฉัยตำแหน่งของตากุ้งยิงภายในและภายนอกเพิ่มเติม ร่วมกับการสังเกตการติดเชื้อหรืออุดตัน     แนวทางการรักษาตากุ้งยิงโดยแพทย์ แพทย์จะทำการเจาะตุ่มหนองและขูดเอาหนองที่ตกค้างออกเพื่อระบายส่วนที่อุดตันให้หมดและไม่เกิดอาการซ้ำ โดยขั้นตอนนี้ควรอยู่ในการปฏิบัติงานโดยจักษุแพทย์เท่านั้น เนื่องจากหากความสะอาดไม่เพียงพออาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ จากนั้นอาจมีการใช้ยาหยอด ยาป้าย หรือยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมตามการวินิจฉัย เตรียมตัวก่อนเจาะตากุ้งยิง ก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษาตากุ้งยิงหรือก่อนการเจาะตากุ้งยิง ควรมีการเตรียมตัว ดังนี้ หลีกเลี่ยงฝุ่นควัน หรือมลภาวะที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือการอุดตันเพิ่ม งดกินยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin หรือ Aspirin และควรปรึกษาการใช้ยาอื่นๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์ก่อนเข้ารับการเจาะตากุ้งยิง ในวันที่เข้ารับการเจาะตากุ้งยิง ควรงดการแต่งหน้า งดใช้ครีมหรืองดส่วนผสมของน้ำมัน ล้างหน้าและสระผมให้สะอาดเพื่อป้องกันการอุดตันหรือสิ่งสกปรก การดูแลตัวเองหลังเจาะตากุ้งยิง เมื่อเข้ารับการรักษาตากุ้งยิงแล้ว เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้เกิดการอุดตันหรือติดเชื้อซ้ำ ควรดูแลตนเองหลังการเจาะตากุ้งยิง ดังนี้ ผู้ป่วยตากุ้งยิงควรปิดตาตามกำหนดที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รับประทานยาหรือใช้ยาหยอดและยาป้ายตามที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน เมื่อเปิดผ้าปิดตา ควรทำความสะอาดรอบดวงตาด้วยสำลีหรือผ้าสะอาด โดยชุบน้ำอุ่นและบิดหมาดก่อนเช็ดรอบดวงตาเบาๆ งดการแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออุดตาบริเวณรอบดวงตา งดการใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่อาจทำให้ดวงตาสัมผัสสิ่งสกปรกได้ง่าย หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาเพื่อลดโอกาสของการติดเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตา สังเกตอาการหลังการรักษา หากพบอาการบวมแดงไม่ยุบตัว หรือดวงตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัด ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว     ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลตากุ้งยิง วิธีปฏิบัติตนเบื้องต้นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดตากุ้งยิงหรือเพื่อไม่ให้เป็นตากุ้งยิงซ้ำ ทำได้ดังนี้ ทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะการล้างมือบ่อยๆ เพื่อไม่ให้นำสิ่งสกปรกไปจับดวงตา ล้างหน้าให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ ล้างเครื่องสำอางให้หมดจด เนื่องจากเครื่องสำอางตกค้างอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือน้ำมันจากเครื่องสำอางอาจเป็นสาหเตุของการอุดตันผิวบริเวณรอบดวงตา หมั่นใส่ใจความสะอาดของคอนแท็กต์เลนส์ เลือกคอนแท็กต์เลนส์ที่ไม่ทำให้ระคายเคืองดวงตาและเปลี่ยนคอนแท็กต์เลนส์ตามอายุการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการขยี้ดวงตาหรือจับดวงตาแรงๆ ประคบอุ่นที่บริเวณดวงตาเพื่อลดการอุดตันของไขมัน โดยเฉพาะหากเพิ่งรักษาตากุ้งยิงหาย เพื่อไม่ให้เกิดอาการตากุ้งยิงซ้ำอีก สังเกตอาการอยู่เสมอ หากพบอาการปวดบวมหรือตุ่มหนองบริเวณใกล้ดวงตาให้ปรึกษาแพทย์ หากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตา ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รักษาตากุ้งยิง ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร ตากุ้งยิง อาการทั่วไปที่อาจพบได้ไม่ยากแต่สามารถสร้างความรุนแรงได้หากรักษาไม่ถูกวิธีหรือปล่อยไว้จนกระจายเป็นวงกว้าง หากพบอาการตากุ้งยิงที่รุนแรงหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนสายเกินแก้ แนะนำให้เข้ามารักษาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้วยจุดเด่นดังนี้ ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย ให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำ การรักษาที่เหมาะสม ตลอดจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ตากุ้งยิง คือการเกิดตุ่มหนองบริเวณเปลือกตาหรือรอบดวงตา เกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อหรือการอุดตันของต่อมไขมันและรูขุมขน ตากุ้งยิงเป็นอาการที่หายเองได้เมื่อตุ่มหนองแตกเองและมีการยุบตัว แต่ในผู้ป่วยตากุ้งยิงหลายคนอาจระบายหนองไม่หมดและเกิดตากุ้งยิงซ้ำได้ เพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา และควรดูแลตัวเองตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดตากุ้งยิงซ้ำหรือการเกิดตากุ้งยิงที่รุนแรงจนถึงขั้นรบกวนการมองเห็นและดวงตาพร่ามัว รักษาตากุ้งยิงได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่มีจักษุแพทย์ที่มากไปด้วยประสบการณ์ มีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและการบริการที่เอาใจใส่ตลอดการรักษา
ศูนย์รักษากระจกตา

โรคต้อที่ตาคืออะไร? แยกได้ทั้งหมดกี่ชนิด พร้อมอาการและวิธีการรักษา

ต้อเนื้อและต้อลมคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ?ต้อเนื้อเป็นโรคกลุ่มเดียวกันกับต้อลม แต่มีการยื่นเข้าไปในส่วนของกระจกตา (ตาดำ) สาเหตุเหมือนกับต้อลม คือเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา บริเวณที่โดนแดด คือเมื่อก้อนเนื้อต้อลมโตขั้นเป็นมากขึ้น แล้วมีการยื่นเข้าไปในตาดำ ก็จะกลายเป็นเป็นต้อเนื้อนั่นเอง รู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้อเนื้อ?ถ้ามองเข้าไปที่ตาจะเห็นก้อนเนื้อ สีชมพู เป็นรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้าไปในตาดำ ถ้ามีการอักเสบมักเห็นเป็นสีแดงมากขึ้น ถ้าต้อลมจะอยู่แต่ที่ตาขาวเท่านั้น เป็นต้อเนื้อแล้วจะมีอาการอย่างไร?จะมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง อาจคันหรือมีน้ำตาไหลถ้าโดนฝุ่นหรือลม ถ้าเป็นมากๆอาจกดกระจกตาทำให้มีสายตาเอียง หรือถ้าเป็นมากจนลุกลามไปบังตรงกลางของตาดำ อาจทำให้การมองเห็นมัวลงได้ เราจะป้องกันได้อย่างไร?หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เจอแดดแรงๆ หรือ ควรสวมแว่นกันแดด กางร่ม หรือสวมหมวกเพื่อไม่ให้ตาโดนแสงแดดโดยตรง ถ้าเป็นแล้ว จะรักษาให้หายได้หรือไม่ ตาจะบอดหรือไม่?กรณีถ้าเป็นไม่มาก อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด อาจเพียงแค่รักษาด้วยยาลดการอักเสบ ลดแดง หรือลดอาการระคายเคืองเป็นครั้งคราว แต่ถ้ามีอาการอักเสบบ่อยๆ หรือต้อเนื้อใหญ่มากขึ้น จนทำให้การมองเห็นแย่ลง อาจพิจารณาทำผ่าตัดลอกต้อเนื้อได้ ต้อเนื้อไม่อันตรายโดยปรกติไม่ทำให้ตาบอด ถ้าเป็นมากสามารถผ่าตัดรักษาได้ การผ่าตัดทำได้โดยแค่ฉีดยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาไม่นาน แต่การดูแลหลังผ่าตัดเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนไข้ต้องหยอดยาตามแพทย์สั่ง และ หลีกเลี่ยงการเจอผุ่น ลม แดด ไม่เช่นนั้นต้อเนื้ออาจกลับเป็นซ้ำได้ ซึ่งจะมีการอักเสบรุนแรงมากขึ้น และการทำผ่าตัดซ้ำก็ทำได้ยากขึ้น การผ่าตัดต้อเนื้อมีหลายวิธีดังนี้ การลอกต้อเนื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่เอาเยื่อบุใดๆมาแปะ วิธีนี้ทำในกรณีผุ้ป่วยอายุมาก ต้อเนื้อไม่มีการอักเสบมาก ปัจจุบันไม่นิยมเนื่องจากอัตราการเกิดซ้ำสูงมาก การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อบุตามาแปะ คือนอกจากตัดต้อเนื้อ ออกแล้ว ยังเอาเยื่อบุตาส่วนบนของตาคนไข้เอง มาเย็บเข้าในบริเวณที่เป็นต้อเนื้อเดิม วิธีนี้ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดีมาก การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อหุ้มรกมาแปะ วิธีทำผ่าตัดเหมือนวิธีที่ 2 แต่ใช้เยื่อหุ้มรกมาเย็บแทน ทำให้ไม่ต้องใช้เยื่อบุตาของคนไข้ และใช้ได้ในกรณีเป็นซ้ำ และได้ใช้เยื่อบุตาตนเองไปแล้ว การลอกต้อเนือโดยการใช้mitomycin c ร่วมกับใช้เยื่อหุ้มรก หรือ เยื่อบุตาแปะ จะ ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดี โดยเฉพาะในคนไข้กลุ่มที่มีความเสียงสูงในการเกิดซ้ำ แต่ก็ต้องใช้ยานี้อย่างระมัดระวังเนื่องจากอาจมีข้อแทรกซ้อนจากยา การแปะเยื่อหุ้มรกหรือเยื่อบุตานั้น อาจใช้ไหมเย็บ หรืออาจใช้กาว fibrin แปะโดยไม่ต้องเย็บก็ได้ ทั้งต้อลมและต้อเนื้อนั้น ถ้าเราทราบว่าเป็นแล้ว การป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ระวังหรือหลีกเลี่ยงการโดนแดด ฝุ่น ลม เช่น ใส่แว่นกันแดด ใช้ร่ม สวมหมวก ก็ทำให้เราลดโอกาสการโดนแดดโดยตรง โรคก็จะไม่เป็นมากขึ้นค่ะ  
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111