บทความสุขภาพตา : #กระจกตา

เรียงตาม

เลสิก (LASIK) คืออะไร? ขั้นตอน ข้อดี และการดูแลหลังทำอย่างไร

สรุปสาระสำคัญ การทำเลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยปรับความโค้งของกระจกตาให้แสงตกกระทบจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลสิกหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, TransPRK, SBK LASIK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® และ PresbyLASIK ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน (ประมาณ 30,000–120,000 บาท/2 ตา) การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและการดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ ในปัจจุบัน “ปัญหาสายตา” เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวม “การทำเลสิก (LASIK)” จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการทำเลสิกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่เลสิกคืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงขั้นตอนการทำเลสิก การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ข้อดี ข้อจำกัด และวิธีดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดในระยะยาว   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? ▶ เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง? ▶ ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ▶ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ▶ ข้อควรทำหลังทำเลสิก ▶ ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี ▶ ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้ ▶ ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร?   การทำเลสิก (LASIK: Laser In Situ Keratomileusis) คือ การผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับสายตาของแต่ละบุคคล หลักการทำงานของเลสิก คือ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตา เปรียบเสมือนการ “เจียระไนเลนส์” ให้มีความโค้งที่พอดี ส่งผลให้แสงสามารถตกกระทบที่จอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ทำให้การมองเห็นกลับมาคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน การทำเลสิกจึงมีความปลอดภัยสูง เจ็บน้อย และใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง?   การทำเลสิกในปัจจุบันสามารถแก้ไข “ปัญหาสายตาผิดปกติ” ได้หลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทมีสาเหตุและลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. สายตาสั้น (Myopia) สายตาสั้น คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัด แต่สามารถมองเห็นระยะใกล้ได้ชัดเจน สาเหตุหลักเกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไป หรือความยาวของลูกตายาวกว่าปกติ ส่งผลให้แสงโฟกัสตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด 2. สายตายาว (Hyperopia) สายตายาว คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด แต่ระยะไกลอาจยังมองเห็นได้ดีกว่า สาเหตุเกิดจากกระจกตามีความโค้งน้อยเกินไป (ค่อนข้างแบน) หรือความยาวของลูกตาสั้นเกินไป ทำให้แสงไปโฟกัสหลังจอประสาทตา นอกจากนี้ “สายตายาวตามวัย” (Presbyopia) มักพบในผู้ที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตาเสื่อมลง ทำให้โฟกัสระยะใกล้ได้ไม่ดีเหมือนเดิม 3. สายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง คือ ภาวะที่การมองเห็นไม่คมชัดในทุกระยะ เนื่องจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้แสงที่เข้าสู่ตาไม่สามารถรวมเป็นจุดโฟกัสเดียวบนจอประสาทตาได้ ทำให้ภาพที่เห็นมีลักษณะเบลอ บิดเบี้ยว หรือซ้อนกัน 4. สายตาสั้นร่วมกับสายตายาวตามวัย เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม และเมื่ออายุมากขึ้น จะเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัยร่วมด้วย สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตา ทำให้ความสามารถในการโฟกัสลดลง ส่งผลให้มีปัญหาทั้งการมองเห็นระยะไกลและระยะใกล้ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเลสิกสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสายตาในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ปัจจุบันเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากค่าสายตา ความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ และคำแนะนำของจักษุแพทย์ 1. PRK   PRK เป็นเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โดยจักษุแพทย์จะลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (Epithelium) ออก จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ก่อนปิดผิวกระจกตาด้วยคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้ดี ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ไม่มีการเปิดฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงของภาวะฝากระจกตาเคลื่อนในระยะยาว ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 5–7 วันแรก มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่วงที่ผิวกระจกตากำลังสมานตัว ใช้ระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น โดยการมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์ มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพ หรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา เช่น นักบิน ทหาร ตำรวจ และนักกีฬา 2. TransPRK   TransPRK เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PRK โดยใช้เลเซอร์ Excimer Laser ลอกผิวกระจกตาและปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือขูดผิวกระจกตา ทำให้ลดการสัมผัสกับเนื้อเยื่อดวงตา ข้อดี ลดอาการระคายเคืองหลังทำเมื่อเทียบกับ PRK แผลเรียบสม่ำเสมอ และโดยทั่วไปฟื้นตัวได้เร็วกว่า PRK การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 3–4 วันแรก ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเลสิกวิธีอื่น เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0 มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพหรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา 3. SBK LASIK   SBK LASIK เป็นการพัฒนาจากเลสิกแบบดั้งเดิม โดยใช้ใบมีดชนิดพิเศษ (Microkeratome) สร้างฝากระจกตาที่มีความบาง ก่อนใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา แล้วปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ฟื้นตัวเร็ว มองเห็นชัดไวภายใน 1–2 วัน ใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบดั้งเดิม ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการตาแห้งในช่วงแรกหลังทำ ผู้ที่ดวงตาค่อนข้างเล็กอาจได้รับคำแนะนำให้เลือกเทคโนโลยีอื่น เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอ ผู้ที่ไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง และมีค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 4. FemtoLASIK   FemtoLASIK เป็นเลสิกไร้ใบมีดที่พัฒนาต่อยอดจาก SBK LASIK โดยใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ก่อนปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายประหยัดที่สุดในกลุ่มเลสิกไร้ใบมีด (ประมาณ 40,000–60,000 บาท/2 ตา) มีความแม่นยำ และปลอดภัยสูงกว่า PRK และ SBK LASIK ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ใบมีด มีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการแสงกระจายหรือมองเห็นไม่ชัดในที่มืดช่วงแรกหลังทำ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงและผลข้างเคียงต่ำ ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง 5. SMILE Pro™ 2.0   SMILE Pro™ 2.0 เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กที่พัฒนาต่อยอดจาก ReLEx SMILE โดยใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์เพียงประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาสายตา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา รู้สึกเจ็บน้อยกว่าวิธีอื่นๆ และฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งเมื่อเทียบกับเลสิกที่มีการเปิดฝากระจกตา มีความแม่นยำสูงด้วยระบบช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์อัตโนมัติ ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 80,000–100,000 บาท/2 ตา) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 6. NanoLASIK   NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้ Ziemer Femto Z8 ซึ่งเป็น Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลในการเปิดฝากระจกตา พร้อมระบบ Iris Registration และโปรแกรม Optimized Aspheric เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและช่วยลดแสงกระจายในเวลากลางคืน ข้อดี ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ประหยัดเนื้อกระจกตา เหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง ลดโอกาสเกิดแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในเวลากลางคืน มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท/2 ตา) มีการเปิดฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาอย่างรุนแรง เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง มีโอกาสทำเลสิกวิธีนี้ได้ ผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วหลังทำเลสิก และต้องการผลข้างเคียงหลังทำต่ำ 7. NanoReLEx®   NanoReLEx® เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โดยใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี AI และ OCT Scan แบบ Real-time ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยระหว่างการรักษา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน และมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อย มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 8. เลสิกสายตายาว PresbyLASIK   PresbyLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดสำหรับรักษาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) โดยพัฒนาต่อยอดจาก Monovision LASIK ด้วยการปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือและแว่นสายตาในชีวิตประจำวัน ข้อดี มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ปรับตัวกับการมองเห็นได้เร็วกว่า Monovision LASIK ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ข้อจำกัด อาจมีอาการแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในช่วงแรกหลังทำ ความคมชัดในบางระยะอาจลดลงเมื่อเทียบกับการแก้ไขสายตาแบบระยะเดียว ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงตามการเสื่อมของสายตาตามวัย เหมาะกับใคร ผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ ผู้ที่ต้องใช้สายตาหลายระยะในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ปรึกษาและตรวจประเมินก่อนทำเลสิก ตรวจวิเคราะห์สภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกเทคโนโลยีเลสิกที่เหมาะกับคุณที่สุด สอบถามราคาแต่ละเทคนิคและโปรโมชันได้ที่นี่ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก   เพื่อให้การผ่าตัดเลสิกเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ผู้เข้ารับการรักษาควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนวันผ่าตัด ควรงดใส่อย่างน้อย 3–7 วัน (หรือมากกว่านั้นในบางประเภท) เพื่อให้กระจกตากลับสู่สภาพปกติ ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย อาบน้ำ ล้างหน้า และสระผมให้สะอาดในวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ งดแต่งหน้าในวันผ่าตัด รวมถึงงดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรือครีมบำรุงรอบดวงตา สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเปลี่ยน แนะนำให้ใส่เสื้อแบบติดกระดุมด้านหน้า เพื่อลดการกระทบกระเทือนบริเวณดวงตาหลังทำ งดใช้น้ำหอมและสเปรย์ทุกชนิด เช่น สเปรย์ผม น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน เพื่อลดการระคายเคืองระหว่างการผ่าตัด งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แจ้งประวัติการใช้ยาให้แพทย์ทราบ รวมถึงยาประจำ อาหารเสริม หรือโรคประจำตัว เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและความปลอดภัย ควรมีผู้ติดตามมาด้วยในวันผ่าตัด และไม่ควรขับรถมาเอง เนื่องจากหลังทำเลสิกอาจมีอาการตาพร่า หรือระคายเคืองชั่วคราว การเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นหลังการผ่าตัดในระยะยาว ข้อควรทำหลังทำเลสิก   เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ผู้เข้ารับการทำเลสิกควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อดวงตา ดังนี้ ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลต่อกระจกตาที่กำลังฟื้นตัว หากมีอาการคัน ควรล้างมือให้สะอาด และใช้นิ้วแตะเบาๆ บริเวณหัวตาหรือหางตาแทน หลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตา โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรกหลังผ่าตัด ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า สระผม หรืออาบน้ำ งดว่ายน้ำหรือดำน้ำ อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำ งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรืออายแชโดว์ ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี ใส่ฝาครอบตาขณะนอนหลับ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาล้าและตาแห้ง การปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี โดยทั่วไปผลลัพธ์จากการทำเลสิกสามารถอยู่ได้นานหลายปี เพราะเป็นการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตาเดิม อย่างไรก็ตาม เลสิกไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของดวงตาได้ เช่น สายตายาวตามวัยที่มักเริ่มพบในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือภาวะต้อกระจกในอนาคต ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงได้แม้เคยทำเลสิกแล้ว ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้   แม้ว่าการทำเลสิกจะเป็นวิธีแก้ไขสายตาที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ โดยผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมกับการทำเลสิก ผู้ที่มีค่าสายตาสั้นสูงมาก (มากกว่า 1,400) ซึ่งอาจเกินขอบเขตที่เลสิกสามารถแก้ไขได้อย่างปลอดภัย ผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา เช่น กระจกตาโก่ง (Keratoconus) ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตา เช่น ตาแห้งรุนแรง หรือมีการติดเชื้อบริเวณดวงตา ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือโรคที่ส่งผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีค่าสายตายังไม่คงที่ (มักพบในช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมและเลือกแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานพยาบาลในการทำเลสิก ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) คือศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยมาตรฐานการรักษาระดับสากล ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบผลลัพธ์การมองเห็นที่มีคุณภาพสูงสุดในระยะยาว จุดเด่นของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ดูแลครบวงจร พร้อมบริการระดับพรีเมียม ตั้งแต่การตรวจ วางแผน ผ่าตัด และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยความพร้อมทั้งด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการทำเลสิกอย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด สรุป การทำเลสิก (LASIK) เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสายตาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0 รวมถึง PresbyLASIK สำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามวัย แต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากโครงสร้างดวงตา ค่าสายตา และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยต้องผ่านการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด และการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์การรักษามีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เลสิกอาจไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีค่าสายตาสูงมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการทำเลสิก การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่ครบครัน เช่น ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัด ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิก (FAQ) ทำเลสิกแล้วสายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ค่าสายตายังไม่คงที่ก่อนทำเลสิก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของดวงตาตามอายุ แต่โดยทั่วไปผลลัพธ์ของเลสิกค่อนข้างคงที่ในระยะยาว หากเริ่มมองไม่ชัดอีกครั้งควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ทำเลสิกแล้วตอนอายุมากขึ้นต้องใส่แว่นไหม อาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมีสายตายาวตามวัย เพราะเลสิกช่วยแก้ค่าสายตาเดิม เช่น สั้น ยาว หรือเอียง แต่ไม่สามารถป้องกันความเสื่อมตามวัยของเลนส์ตาได้ หลังทำเลสิกต้องตรวจตาบ่อยแค่ไหน ควรมาตรวจตามนัดที่จักษุแพทย์กำหนดในช่วงแรกหลังผ่าตัด (1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน หรือตามที่แพทย์นัดติดตามอาการหลังผ่าตัด) หลังจากนั้นควรตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัด ตาแห้งมาก แสบตา หรือมีแสงกระจายผิดปกติ เพื่อดูแลผลลัพธ์และสุขภาพดวงตาในระยะยาว กระจกตาบางทำเลสิกได้ไหม คนที่กระจกตาบางเกินไปมักไม่สามารถทำเลสิกได้ เนื่องจากขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตาอาจทำให้กระจกตาที่เหลือบางจนเกิดอันตราย แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาสายตาที่ปลอดภัยสำหรับคนกระจกตาบาง เช่น การทำเลสิกวิธี NanoLASIK ที่ประหยัดเนื้อกระจกตามากกว่าเลสิกวิธีอื่น (เอกสิทธิ์เฉพาะที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)) หรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ดังนั้น หากคุณกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะช่วยประเมินวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้แทนการทำเลสิกทั่วไป เลสิกแพงไหม ราคาเท่าไหร่ การทำเลสิกมีราคาที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้และสถานพยาบาล โดยทั่วไปราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 บาท ไปจนถึง 150,000 บาทต่อตาทั้งสองข้าง การทำ PRK หรือเลสิกแบบดั้งเดิมมักมีราคาประหยัดที่สุด ส่วนเลสิกแบบไร้ใบมีด เช่น FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® ที่ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงจะมีราคาสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะดูเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับค่าคอนแทคเลนส์และแว่นตาที่คุณต้องจ่ายตลอดชีวิต เลสิกน่ากลัวไหม ความกลัวเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคนที่ต้องทำหัตถการกับดวงตา แต่ในความเป็นจริงการทำเลสิกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความปลอดภัยและแม่นยำสูงมาก ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย ตลอดการผ่าตัดจักษุแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาเพียง 10–15 นาทีต่อข้างเท่านั้น เลสิกเจ็บไหม ก่อนเริ่มขั้นตอนการทำเลสิกแพทย์จะหยอดยาที่ดวงตา ทำให้คุณไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัด แต่อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเบาๆ เพียงไม่กี่วินาทีในบางขั้นตอนเท่านั้น หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก อาจมีอาการระคายเคืองตา น้ำตาไหล หรือเคืองตาคล้ายมีเม็ดทรายอยู่ในตา ซึ่งเป็นอาการปกติที่สามารถบรรเทาได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียมและทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
อ่านเพิ่มเติม

กระจกตาบางเกิดจากอะไร? อาการ ผลกระทบต่อสายตาและวิธีรักษา

กระจกตาบาง คืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital กระจกตาบาง คือภาวะที่ชั้นกระจกตาหน้าดวงตามีความหนาน้อยกว่าปกติ ส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็น สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม การขยี้ตาบ่อยๆ หรือผลข้างเคียงจากการผ่าตัด อาการที่สังเกตได้ชัดคือ ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย และมองเห็นภาพบิดเบี้ยว กระจกตาบางคือภาวะที่ความหนาของกระจกตาลดลง ซึ่งกระจกตามีหน้าที่สำคัญในการโฟกัสแสงเข้าสู่ดวงตาเพื่อให้เรามองเห็นได้คมชัด หากกระจกตาบางเกินไป อาจส่งผลต่อการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่น เลสิก การเข้าใจสาเหตุและอาการอย่างถูกต้องจึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้นครับ กระจกตาคืออะไร? สิ่งสำคัญต่อการมองเห็น กระจกตา (Cornea) คือชั้นโปร่งใสด้านหน้าสุดของดวงตา มีหน้าที่ช่วยหักเหแสงให้เข้าสู่ดวงตา และยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคโดยตรง โดยปกติความหนาของกระจกตาจะอยู่ที่ประมาณ 520-550 ไมครอน แต่ความหนานี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นครับ รู้จักกับกระจกตาบาง กระจกตาบางคือลักษณะของกระจกตาที่มีความหนาน้อยกว่า 500 ไมครอน โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นโรค แต่จะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น ต้อหิน เนื่องจากอาจทำให้ค่าความดันตาที่วัดได้คลาดเคลื่อน นอกจากนี้ กระจกตาบางยังมีผลต่อการเลือกวิธีแก้ไขสายตา หากคนไข้ต้องการทำ LASIK แต่กระจกตาบาง แพทย์อาจแนะนำทางเลือกอื่น เช่น PRK, ICL, FemtoLASIK หรือ SMILE Pro แทนครับ หลายคนสงสัยว่า "ใส่คอนแท็กต์เลนส์ทำให้กระจกตาบางไหม?" คำตอบคือการใส่ถูกวิธีไม่ได้ทำให้บางลง แต่หากใส่นานเกินไปจนตาขาดออกซิเจน อาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อกระจกตาได้ครับ กระจกตาบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง? 1. โรคทางพันธุกรรม กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยกระจกตาจะบางลงและโป่งยื่นออกมาคล้ายรูปกรวย ทำให้สายตาเอียงผิดปกติเรื้อรัง 2. การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดตา การทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK ที่มีการเลเซอร์เนื้อกระจกตาออกมากเกินไป อาจทำให้กระจกตาที่เหลืออยู่บางลง รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงที่ทำลายเนื้อเยื่อตา 3. โรคภูมิคุ้มกันและการใช้ยา โรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น รูมาตอยด์ หรือ SLE อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนกระจกตาบางลง รวมถึงการใช้ยาหยอดตาที่มี สเตียรอยด์ ต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยครับ อาการของภาวะกระจกตาบาง ภาวะนี้มักพัฒนาอย่างช้าๆ ในระยะแรกอาจไม่สังเกตเห็น แต่ควรเข้ารับการตรวจหากพบอาการเหล่านี้: มองเห็นพร่ามัว หรือภาพบิดเบี้ยวผิดรูป ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย โดยไม่ทราบสาเหตุ มีค่าสายตาเอียงสูงผิดปกติ วิธีการตรวจและวินิจฉัยกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เช่น Keratometer เพื่อวัดความโค้งของกระจกตา และการทำ Corneal Topography เพื่อสร้างแผนภูมิดวงตาแบบละเอียด การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยจักษุแพทย์เท่านั้น เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการแก้ไขสายตาผิดปกติครับ สรุป กระจกตาบางส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นโดยตรง ผู้ที่วางแผนทำเลสิกควรเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียดที่ Bangkok Eye Hospital เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Q: ทำอย่างไรให้กระจกตาหนาขึ้น? A: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีทำให้กระจกตาหนาขึ้นได้ เนื่องจากเป็นโครงสร้างเนื้อเยื่อถาวร การดูแลจึงเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้บางลงกว่าเดิมครับ Q: ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร? A: สายตาจะพร่ามัวรุนแรงขึ้นจนแว่นสายตาทั่วไปช่วยไม่ได้ เสี่ยงต่อภาวะกระจกตาบวมน้ำฉับพลัน หรือกระจกตาทะลุ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ครับ Q: สามารถป้องกันภาวะกระจกตาบางได้ไหม? A: เลิกขยี้ตาแรงๆ: เพราะเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้กระจกตาบางและย้วย ตรวจสุขภาพตาประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระจกตา เพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีครับ นัดหมายตรวจสุขภาพตา หากคุณมีอาการสายตาเปลี่ยนบ่อย หรือกังวลเรื่องกระจกตาบาง ปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ได้ทันที แผนที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital 10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230 เปิด Google Maps คลิก ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม แชทผ่าน LINE 02 511 2111 เปิดให้บริการทุกวัน 08.00-20.00 น. | www.bangkokeyehospital.com เผยแพร่เมื่อ: 12 พ.ค. 2026 เวลา 17:23 น.

เปลือกตาอักเสบอันตรายไหม? สาเหตุ อาการ และวิธีป้องกันเบื้องต้น

เปลือกตาอักเสบ คือภาวะอักเสบของผิวหนังบริเวณเปลือกตา มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ภาวะตาแห้ง ไรขนตา การอุดตันของต่อมไขมันที่เปลือกตา รวมถึงการใช้เครื่องสำอางบริเวณดวงตาแต่ทำความสะอาดไม่ทั่วถึง อาการเปลือกตาอักเสบ ได้แก่ คันเปลือกตา เจ็บเปลือกตา ตาแห้ง มีขี้ตามาก เปลือกตาหรือขอบตาบวมแดงเป็นหนอง น้ำตาไหลบ่อย รวมถึงดวงตาไวต่อแสงและแพ้แสง วิธีรักษาเปลือกตาอักเสบสามารถทำได้ด้วยการทำความสะอาดดวงตา ประคบอุ่น  หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา และใช้ยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์รักษาตามแพทย์สั่ง  การป้องกันอาการเปลือกตาอักเสบ เริ่มจากการรักษาความสะอาดใบหน้าและดวงตา หลีกเลี่ยงการสัมผัสตาหรือขยี้ตา อาการเปลือกตาอักเสบ เป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือว่าเด็ก อาจเริ่มจากรู้สึกตาบวม เจ็บ หรือระคายเคืองที่เปลือกตาโดยไม่แน่ใจว่าเป็นแค่อาการชั่วคราว หรือเป็นภาวะอักเสบที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง โดยบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกับเปลือกตาอักเสบ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ ไปจนถึงวิธีป้องกัน และแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ  ทำความรู้จักกับเปลือกตาอักเสบ คืออะไร เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) เป็นภาวะอักเสบของผิวหนังบริเวณเปลือกตา โดยเฉพาะของเปลือกตาซึ่งประกอบด้วยขนตา ต่อมรากขนตา (Eyelash Follicles) และต่อมไขมัน (Meibomian Gland) ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองตาและความไม่สบายตาที่พบได้บ่อย ในภาวะนี้ตรวจพบได้ในเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาจากจักษุแพทย์ อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในบางราย  เปลือกตาอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยมักเกิดกับตาทั้งสองข้าง และมีลักษณะเรื้อรัง แม้ไม่ใช่โรคติดต่อหรืออันตรายถึงขั้นตาบอด แต่ก็ส่งผลต่อชีวิตประจำวันจากอาการคันตา ตาบวม แสบตา ตาแดง ตากุ้งยิงบ่อย รวมถึงอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถาวรที่ขอบเปลือกตา เช่น ตาแห้งเรื้อรัง ขนตางอกผิดทิศทิ่มกระจกตา ผิวกระจกตาอักเสบ หรือแผลที่กระจกตา ซึ่งอาการดังกล่าวนั้นส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว     ชนิดของเปลือกตาอักเสบมีอะไรบ้าง? เปลือกตาอักเสบแบ่งเป็น 2 ชนิดตามตำแหน่งของตา ได้แก่ เปลือกตาอักเสบส่วนหน้าและส่วนหลัง แต่มักแยกจากกันยากรวมถึงเกิดร่วมกันได้บ่อย ดังนี้ เปลือกตาอักเสบส่วนหน้า (Anterior Blepharitis) ประกอบด้วยผิวหนังเปลือกตา โคนขนตา ต่อมรากขนตา อาการที่แสดงจะมีขี้ตาติดบนขนตาหรือมีอาการบริเวณที่ขนตาขึ้น โดยสามารถแบ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเปลือกตาอักเสบ ตาบวม ได้แก่ เปลือกตาอักเสบชนิดที่เกิดจากเปลือกตาติดเชื้อแบคทีเรียสแตฟีโลค็อกคัส (Staphylococcal Blepharitis) เป็นชนิดที่พบบ่อยในผู้หญิงถึง 80% เปลือกตาอักเสบชนิดที่เป็นการอักเสบของต่อมสร้างไขมันผิวหนังเปลือกตา (Seborrheic Blepharitis) เปลือกตาอักเสบส่วนหลัง (Posterior Blepharitis) มักเกิดจากต่อมไขมันที่ขอบเปลือกตา (Meibomian Gland) ทำงานผิดปกติ (Meibomian Gland Dysfunction – MGD) ซึ่งหากต่อมนี้ทำงานได้น้อยลง จะทำให้น้ำตาระเหยได้เร็ว จนเกิดเป็นตาแห้ง ตาแดง เคืองตา คันตา น้ำตาไหล แต่หากใช้งานมากไปก็จะทำให้หนังตาแดง มีคราบขี้ตา หรือสะเก็ดบริเวณขนตา     สาเหตุหลักของเปลือกตาอักเสบมีอะไรบ้าง? สาเหตุของเปลือกตาอักเสบยังไม่ทราบแน่ชัด อาจเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ได้แก่ โรคผื่นแพ้ต่อมไขมันที่ผิวหนัง (Seborrheic Dermatitis) สะเก็ดรังแค อาจทำให้เกิดการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนังบริเวณเปลือกตา การติดเชื้อแบคทีเรียหรือติดเชื้อราที่เปลือกตา การอุดตันหรือการทำงานผิดปกติของต่อมไขมันที่ขอบเปลือกตา (Meibomian Gland Dysfunction – MGD) โรคภูมิแพ้ รวมถึงโรคทางระบบร่างกาย เช่น โรคแพ้ภูมิตนเอง โรคต่อมไมโบเมียนทำงานผิดปกติ โรคผิวหนังอักเสบเซบเดิร์ม โรคโรซาเซีย ผู้มีภาวะหมดประจำเดือน มีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง เป็นต้น ไรฝุ่นหรือไรขนตา (Demodex) ภาวะตาแห้ง การได้รับสิ่งสกปรกบริเวณเปลือกตา เช่น ฝุ่นละออง การเขียนขอบตา การติดขนตาปลอม การใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา การสักขอบเปลือกตา รวมถึงการใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ การได้รับยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยารักษาโรคซึมเศร้า ยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต เป็นต้น     เช็กสัญญาณอาการเปลือกตาอักเสบที่ไม่ควรมองข้าม หากมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ อาจมีอาการของโรคเปลือกตาอักเสบ มีดังนี้ ตาเป็นกุ้งยิง เปลือกตาอักเสบบวมแดงเป็นหนอง มีตุ่มสีขาวคล้ายสิว แต่ไม่มีหัว บริเวณเปลือกตาหรือขอบเปลือกตา คันเปลือกตาหรือเจ็บเปลือกตา รู้สึกเหมือนมีทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา รู้สึกปวดแสบปวดร้อนตา แสบตา มีการระคายเคืองตา ตาแดง ตาแห้ง น้ำตาไหลบ่อย มีขี้ตาเยอะหรือคราบสะเก็ดบริเวณขนตาหรือหัวตา มักเป็นช่วงเช้าเวลาตื่นนอน บางครั้งขนตาติดกันจนลืมตาไม่ขึ้น ขนตาเกหรือจับตัวกันเป็นกระจุก ขนตาร่วง และขนตาขึ้นผิดปกติ งอกแล้วงอเข้าด้านใน ทำให้ขนตาทิ่มตา ตาแพ้แสง ไวต่อแสง รวมถึงตาพร่ามัว แต่เมื่อกระพริบตาแล้วมักจะดีขึ้น ภาวะแทรกซ้อนจากเปลือกตาอักเสบ โรคเปลือกตาอักเสบอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ โดยมีอาการดังนี้ มีความผิดปกติของผิวหนังเปลือกตา เช่น แผลเป็นที่ขอบเปลือกตา ขอบเปลือกตาม้วนเข้าหรือม้วนออก เกิดการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณขอบเปลือกตา ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อภายในต่อมไขมันและทำให้เปลือกตาบวม แดง เจ็บ หรือตากุ้งยิง หากอาการอักเสบติดเชื้อดีขึ้น อาจทิ้งร่องรอยเป็นตุ่มนูนแข็งบริเวณเปลือกตา (Chalazion) ได้ ตาแดงเรื้อรังจากเยื่อบุตาอักเสบ กระจกตาถลอกหรือเป็นแผล จากการระคายเคืองจากเปลือกตาอักเสบหรือขนตางอกผิดทิศทาง เพื่อความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่กระจกตา จากอาการตาแห้งหรือน้ำตาไม่เพียงพอ หากกระจกตาขุ่นจากแผลเป็นอาจทำให้การมองเห็นแย่ลงแบบถาวรได้     วิธีรักษาเปลือกตาอักเสบด้วยตัวเอง ทำอย่างไร? อาการเปลือกตาอักเสบมีวิธีรักษาที่ง่ายและดีที่สุดคือ การรักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและขอบเปลือกตา สามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น หยุดใช้เครื่องสำอางบริเวณตาและคอนแทคเลนส์ชั่วคราว ประคบอุ่น ด้วยการใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นประคบตา 10-15 นาที วันละ 1-2 ครั้ง เพื่อละลายสิ่งอุดตัน นวดเปลือกตา ใช้นิ้วสะอาดกรีดเบาๆ ตามแนวไขมัน เพื่อระบายสารคัดหลั่งที่อุดตัน (หลีกเลี่ยงหากมีอาการอักเสบรุนแรง) ทำความสะอาดตา โดยนำแชมพูเด็กผสมกับน้ำในอัตรา 1:1 ใช้สำลีเช็ดโคนขนตาเบาๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะ รักษาเปลือกตาอักเสบด้วยการใช้ยา  ในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรง จำเป็นต้องพบจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการรักษาด้วยยาตามความเหมาะสมและตามสาเหตุของโรค โดยยาที่ใช้รักษาอาการเปลือกตาอักเสบจะสามารถใช้ยาอะไรบ้าง ดังนี้ ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) อาจเป็นยาหยอดตา ขี้ผึ้งป้ายตา และหากมีการติดเชื้อต้องใช้เป็นยากิน ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ช่วยลดอาการอักเสบ บวม แดง หรืออาการระคายเคือง ยาปรับภูมิต้านทาน (Immunomodulators) เช่น ยาหยอดตาบางชนิด เพื่อช่วยลดอาการอักเสบในบางกรณี เช่น การอักเสบของขอบเปลือกตาส่วนหลัง น้ำตาเทียม ช่วยลดอาการตาแห้งและการระคายเคือง วิธีป้องกันเปลือกตาอักเสบ ทำอย่างไร? เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลสุขอนามัยและปรับพฤติกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ดังนี้ รักษาความสะอาดเปลือกตาด้วยการล้างหน้าและล้างมือด้วยสบู่อ่อนๆ เช็ดให้แห้งด้วยผ้าสะอาด และทำความสะอาดทุกวันด้วยผลิตภัณฑ์เฉพาะหรือน้ำอุ่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา ห้ามขยี้ตา เกาเปลือกตาเพื่อลดการระคายเคือง และใช้ทิชชูสะอาดซับน้ำตาหรือยาหยอดตาส่วนเกิน ล้างเครื่องสำอางรอบดวงตาทุกคืน รวมถึงหมั่นเปลี่ยนเครื่องสำอางที่เกี่ยวข้องกับตาทุกๆ 3-6 เดือน ปรับการใช้คอนแท็กต์เลนส์ ใส่แว่นตาแทนคอนแท็กต์เลนส์ในช่วงที่มีอาการ และหมั่นทำความสะอาดคอนแท็กต์เลนส์อย่างเคร่งครัด     รักษาเปลือกตาอักเสบ ที่ศูนย์รักษากระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการของโรคเปลือกตาอักเสบ สามารถเข้ามาปรึกษาและรักษาอาการตั้งแต่ระยะเริ่มต้นได้ที่ศูนย์รักษากระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ มีจุดเด่นดังนี้ มีจักษุแพทย์ชำนาญการและมากด้วยประสบการณ์ ที่พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาอย่างเหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ และเครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากลครบครัน เพื่อการรักษาดวงตาอย่างปลอดภัย พร้อมให้การรักษา ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป เปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) เป็นภาวะอักเสบเรื้อรังบริเวณขอบเปลือกตา เกิดจากการทำงานผิดปกติของต่อไขมัน (Meibomian Gland) หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย มักพบร่วมกับโรคผิวหนังเซบเดิร์ม ภูมิแพ้ หรือตาแห้ง โดยมีอาการหลัก ได้แก่ คันตา แสบตา ขนตาขึ้นผิดทิศทาง ตากุ้งยิง และไวต่อแสง ส่วนการรักษาเน้นทำความสะอาดเปลือกตาด้วยการประคบอุ่น นวดเบาๆ ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและใช้ยาปฏิชีวนะหรือสเตียรอยด์เฉพาะที่ และน้ำตาเทียม เพื่อป้องกันการกลับไปเป็นซ้ำ และสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยเป็นประจำและเลี่ยงการขยี้ตา  โดย Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางเกี่ยวกับดวงตา พร้อมให้คำปรึกษา ดูแล และรักษาเปลือกตาอักเสบ ด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือที่ทันสมัยจากจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัย และถูกต้องแม่นยำ อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  ตาแห้งมีอาการอย่างไร พร้อมวิธีรักษา และปรับพฤติกรรมป้องกันตาแห้ง วิธีการล้างตาที่ถูกต้อง ปลอดภัย ป้องกันการติดเชื้อ ระคายเคืองดวงตา กระจกตาติดเชื้อคืออาการอะไร การรักษาและป้องกันที่ถูกต้องทำอย่างไร FAQ – คำถามที่พบบ่อย เปลือกตาอักเสบหายเองได้ไหม? ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง สามารถหายเองได้เมื่อดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม ทั้งการรักษาความสะอาดร่างกายและอุปกรณ์ส่วนตัวเป็นประจำ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเปลือกตาอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ เปลือกตาอักเสบควรใช้ยาอะไร? ก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ โดยสามารถใช้เป็นยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์ ยาปรับภูมิต้านทาน และน้ำตาเทียม เปลือกตาอักเสบต่างกับตากุ้งยิงอย่างไร? ถึงแม้จะเกิดอาการบริเวณเปลือกตาเหมือนกันแต่มีสาเหตุต่างกัน คือเปลือกตาอักเสบเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ต่อมไขมันผิดปกติ ภูมิแพ้ ไรขนตา มีอาการบวมทั้งเปลือกตาและโคนขนตา ส่วนตากุ้งยิงเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย อาการบวมแดงเป็นหัวหนอง มีทั้งแบบในและนอกเปลือกตา
ศูนย์รักษากระจกตา

ขี้ตาเยอะเกิดจากอะไร? ทำไมถึงเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพดวงตา

ขี้ตาเยอะคืออาการที่มีขี้ตาสะสมบริเวณหัวตาหรือเปลือกตามากผิดปกติ เกิดจากเมือก เซลล์ผิวหนัง น้ำมัน และฝุ่นผง โดยอาจเป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นต่อเนื่องหลายวัน อาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บหรือติดเชื้อที่ดวงตาได้ ขี้ตาเยอะผิดปกติ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เยื่อบุตาอักเสบ (ตาแดง) ตากุ้งยิง ภูมิแพ้ ตาแห้ง และการอุดตันของท่อน้ำตา เป็นต้น วิธีรักษาขี้ตาเยอะ เช่น ใช้ยาหยอดตา ประคบอุ่น และใช้น้ำตาเทียม หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับขี้ตาเยอะจนส่งผลกระทบต่อกระจกตา ควรรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ศูนย์รักษากระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพโดยเร็วที่สุด การที่มีขี้ตาเยอะอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพดวงตา ซึ่งอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การผลิตน้ำตาหรือมูกที่มากเกินไป หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อหรือการระคายเคืองในดวงตา เมื่อเกิดปัญหานี้อาจทำให้เกิดความไม่สบายตา และในบางกรณีอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นการเข้าใจสาเหตุและอาการของขี้ตาที่ผิดปกติจะช่วยให้คุณสามารถดูแลและป้องกันปัญหาสุขภาพตาได้อย่างทันท่วงที     สาเหตุของปัญหาขี้ตาเยอะ ที่ไม่ควรมองข้าม ขี้ตาเยอะคืออาการที่มีขี้ตาสะสมบริเวณหัวตาหรือเปลือกตามากผิดปกติ เกิดจากเมือก เซลล์ผิวหนัง น้ำมัน และฝุ่นผง โดยอาจเป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นต่อเนื่องหลายวัน อาจเป็นสัญญาณของการบาดเจ็บหรือติดเชื้อที่ดวงตาได้ สาเหตุของขี้ตาเยอะมีหลายอย่าง ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ ท่อน้ำตาอุดตัน เด็กทารกแรกเกิดมักมีท่อน้ำตาขนาดเล็กที่อุดตันได้ง่าย ทำให้เกิดการสะสมของขี้ตาสีขาวหรือเหลือง ซึ่งอาจดูคล้ายหนองได้ อย่างไรก็ตามหากทารกมีขี้ตาเยอะแต่ไม่มีอาการตาแดงร่วมด้วย ก็อาจไม่ใช่สัญญาณของการติดเชื้อเสมอไป เยื่อบุตาอักเสบจากไวรัส เยื่อบุตาอักเสบจากไวรัสแพร่กระจายได้ง่าย เกิดจากไวรัส เช่น ไวรัสหวัด หรือไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex)ขี้ตาเยอะที่เกิดจากเยื่อบุตาอักเสบจากไวรัส มักมีลักษณะใสและเหลว หรืออาจมีเมือกสีขาวหรือเหลืองอ่อน เยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรีย เยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรีย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อการมองเห็นหากไม่ได้รับการรักษาทันที ขี้ตาเยอะจากเยื่อบุตาอักเสบจากแบคทีเรียมักมีลักษณะหนากว่าและคล้ายหนองมากกว่าขี้ตาจากเยื่อบุตาอักเสบจากไวรัส และมักมีสีเหลือง เขียว หรือเทา บ่อยครั้งที่ขี้ตาเหนียวๆ จะทำให้เปลือกตาติดกันแน่นหลังตื่นนอนในตอนเช้า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ ขี้ตาเยอะที่เกิดจากเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เกิดจากการตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ฝุ่น และสารระคายเคืองอื่นๆ ที่พบได้ทั่วไป นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อมลพิษ สารเคมี เครื่องสำอาง น้ำยาคอนแท็กต์เลนส์ และยาหยอดตาได้ด้วย เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มักทำให้เกิดขี้ตาที่มีลักษณะเหลว ไม่แพร่เชื้อ และมักเกิดกับตาทั้งสองข้างพร้อมกัน ตากุ้งยิง ตากุ้งยิง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในต่อมไขมันใต้เปลือกตา ทำให้ต่อมไขมันอุดตันและเกิดตุ่มนูนคล้ายสิวที่ขอบเปลือกตา โดยมักมีอาการร่วม เช่น ตาแดง เปลือกตาบวม เจ็บเมื่อสัมผัส มีหนองสีเหลือง มีสะเก็ดแข็งที่เปลือกตา ไม่สบายตาเมื่อกระพริบตา และอาจมีขี้ตาเยอะร่วมกับตุ่มหนองที่สร้างความเจ็บปวดได้ ภาวะเปลือกตาอักเสบ เปลือกตาอักเสบ คือ ภาวะเรื้อรังที่เปลือกตาเกิดการอักเสบ โดยอาจเกิดจากการอักเสบของรูขุมขนขนตา หรือการผลิตไขมันจากต่อมไขมันที่ขอบเปลือกตามากเกินไป ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ (Meibomian Gland Dysfunction, MGD) อาจทำให้เกิดขี้ตาเป็นฟองเยอะ สะเก็ดแข็งที่เปลือกตา และหนองสีเหลืองหรือเขียว ร่วมกับอาการระคายเคืองและเจ็บปวด อาการตาแห้ง การผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ อาจนำไปสู่ภาวะตาแห้ง ซึ่งเป็นภาวะเรื้อรังที่ทำให้ผิวตาไม่ได้รับการหล่อลื่นอย่างเหมาะสม ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองและการอักเสบ อาการของตาแห้งมีหลากหลาย เช่น ตาแดง มีเส้นเลือดในตา แสบร้อน ตามัว และรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา บางครั้งตาแห้งอาจทำให้มีขี้ตาเหลวออกมาเยอะได้ ถุงน้ำตาอักเสบและติดเชื้อ เมื่อท่อน้ำตาอุดตัน ถุงน้ำตาที่ระบายน้ำตาลงจมูกอาจอักเสบและติดเชื้อ ทำให้เกิดตุ่มบวมเจ็บใต้เปลือกตาด้านใน อาการที่พบบ่อยคือ ปวดตา ตาแดง ตาแฉะ มีขี้ตาเยอะ และตามัว มีแผลที่กระจกตา แผลที่กระจกตาคือการติดเชื้อคล้ายหนองที่กระจกตา ซึ่งอาจส่งผลร้ายแรงต่อการมองเห็น มักเกิดจากการบาดเจ็บที่ตา หรือการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา หากไม่ได้รับการรักษาทันที อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวรได้ อาการที่พบ ได้แก่ ปวดตา ตาแดง เปลือกตาบวม และมีขี้ตาเยอะ หนองในตาอาจรุนแรงจนทำให้กระจกตาขุ่นมัว และการมองเห็นลดลง บาดเจ็บที่ตา หากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา เช่น ฝุ่นผง เศษผง หรือสารเคมี หรือมีการบาดเจ็บที่ตา ร่างกายจะตอบสนองด้วยการผลิตขี้ตาเหลวๆ ออกมา เพื่อปกป้องดวงตาตามธรรมชาติ แต่หากมีหนองในตา หรือมีเลือดออกในตาหลังจากการบาดเจ็บ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที เพราะการบาดเจ็บที่ตาถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ ใส่คอนแท็กต์เลนส์ หากใส่คอนแท็กต์เลนส์แล้วมีขี้ตามากกว่าปกติ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ติดเชื้อที่ตาจ ตาแห้งและระคายเคือง หรือขยี้ตาบ่อยขึ้น หากมีขี้ตาเยอะขึ้นขณะใส่คอนแท็กต์เลนส์ ควรหยุดใส่ทันที และปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของอาการผิดปกติ     ขี้ตาเยอะผิดปกติ มีลักษณะอย่างไร ขี้ตาเยอะผิดปกติเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของดวงตา สามารถสังเกตได้ดังนี้ ขี้ตามีลักษณะข้น เหนียว และมีสีเขียวหรือเหลืองเข้ม ขี้ตาเยอะจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้ มีขี้ตาพร้อมกับอาการน้ำตาไหลออกมามาก มองเห็นไม่ชัดเพราะขี้ตาเยอะ ขี้ตาเยอะ ร่วมกับอาการตาบวมหรือตาแดง ตาแพ้แสง มองแสงจ้าไม่ได้     ขี้ตาเยอะในเด็ก เกิดจากอะไรได้บ้าง? หากลูกมีขี้ตาเยอะ อาจเกิดจากโรคตาแดง โดยเริ่มจากอาการคันตา ขยี้ตาบ่อย ตาแดงชัดเจน มีขี้ตา น้ำตาไหล กระพริบตาบ่อย เจ็บตา และมีขี้ตามาก ทั้งสีขาว เหลือง หรือเขียว ทำให้ลืมตาได้ลำบากตอนเช้า เปลือกตาบวมแดง อาจเริ่มที่ตาข้างเดียวแล้วลามไปอีกข้าง     วิธีรักษาขี้ตาเยอะตามสาเหตุ ขี้ตาเยอะผิดปกติอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพตาที่แตกต่างกัน การรักษาที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับสาเหตุ เพื่อดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม มาดูวิธีรักษาตามสาเหตุ ดังนี้ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อรักษาอาการแพ้และอาการตาแห้ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการระคายเคือง หากขี้ตาเยอะจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะสั่งจ่ายยาปฏิชีวนะ ยาป้ายตาหรือยาหยอดตา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและลดโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อน ควรล้างมือให้สะอาดก่อนใช้ยาทุกครั้ง สวมใส่แว่นตาแทนการใส่คอนแท็กต์เลนส์จนกว่าอาการขี้ตาเยอะจะดีขึ้น เพื่อลดการระคายเคืองและป้องกันการติดเชื้อ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นแล้วประคบลงบนเปลือกตา เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากปัญหาสุขภาพตา     การป้องกันและดูแลดวงตาให้ห่างไกลปัญหาขี้ตาเยอะ ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางและสำคัญ จึงควรดูแลรักษาดวงตาให้สะอาดและมีสุขภาพดี เพื่อป้องกันปัญหาขี้ตาเยอะและโรคตาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น มาดูกันว่าเราจะสามารถป้องกันและดูแลดวงตาได้อย่างไรบ้าง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือขยี้ตา เพื่อป้องกันการระคายเคืองและการแพร่กระจายของเชื้อโรค เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี ควรเลือกใช้น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย ก่อนใส่คอนแท็กต์เลนส์ต้องล้างมือให้สะอาด ตรวจสอบว่าเลนส์สะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เปลี่ยนตลับคอนแท็กต์เลนส์บ่อยๆ และเปลี่ยนคอนแท็กต์เลนส์เมื่อหมดอายุ เพื่อลดเชื้อโรคและสิ่งสกปรก หากมีปัญหาสุขภาพตา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม สรุป ขี้ตาเยอะเกิดจากการสะสมของเมือก น้ำมัน เซลล์ผิวหนัง และฝุ่นที่สะสมในขณะนอนหลับ หรือจากการติดเชื้อและระคายเคือง การรักษาและป้องกันสามารถทำได้โดยการรักษาความสะอาดดวงตา หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา และหากมีอาการผิดปกติจนส่งผลกระทบกระจกตา ควรเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมที่ศูนย์รักษากระจกตาโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ
ศูนย์รักษากระจกตา

สัญญาณเยื่อบุตาอักเสบแบบไหนที่ควรพบแพทย์? กับวิธีรักษาที่ควรรู้

เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอาจเกิดขึ้นได้กับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อ แพ้ หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ อาการของเยื่อบุตาอักเสบอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตา แสบตา หรือมีขี้ตาผิดปกติ บทความนี้พามาสังเกตสัญญาณเตือน ที่บอกว่าเยื่อบุตาอักเสบอาจรุนแรงและต้องพบแพทย์โดยด่วน พร้อมข้อควรปฏิบัติและวิธีรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เยื่อบุตาอักเสบคือการอักเสบของเยื่อบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาส่วนหน้าและด้านในของเปลือกตา ติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำตาที่ปนเปื้อนเชื้อ ไม่ใช่ผ่านการมอง อากาศ หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน สาเหตุจากเชื้อไวรัสอาจทำให้มีอาการเจ็บคอ ไข้สูง และหายใจเหนื่อย พบบ่อยในเด็กเล็กที่ชอบหยิบจับสิ่งของแล้วขยี้ตา หรือสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียที่มักจะแพร่กระจายผ่านการสัมผัสตาหรือสิ่งที่มีเชื้อปนเปื้อน ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างสารเคมีในเครื่องสำอาง น้ำยาล้างคอนแท็กต์เลนส์ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ภูมิแพ้ฝุ่น PM2.5 ควันพิษ และแว่นตาที่ไม่สะอาด วิธีรักษาเยื่อบุตาอักเสบสามารถทำได้โดยการหยอดน้ำตาเทียม ใช้ยาแก้แพ้ ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสตามสาเหตุ แล้วพักการใช้สายตา งดขยี้ตา และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางและคอนแท็กต์เลนส์ วิธีป้องกันทำได้ด้วยการล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย งดใช้สิ่งของร่วมกัน ไม่ใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตาและใบหน้า เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คืออะไร? เนื้อเยื่อบุตาอักเสบ หรือ Conjunctivitis คือการอักเสบของเยื่อบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาส่วนหน้าและด้านในของเปลือกตา การติดต่อเกิดจากการสัมผัสน้ำตาผ่านมือหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วไปสัมผัสตา แต่ไม่ติดต่อผ่านการมอง อากาศ หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน มักระบาดในฤดูฝนตามชุมชนที่มีคนอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ที่ทำงาน และสระว่ายน้ำ พบได้ทุกช่วงอายุ โดยระบาดในเด็กได้ง่ายกว่าเพราะขาดความรู้ในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้     อาการที่สังเกตได้ของเยื่อบุตาอักเสบ อาการของโรคนี้จะปรากฏหลังสัมผัสเชื้อทางตา 1 - 2 วัน โดยเยื่อบุตาจะเกิดการอักเสบ บวม เคืองตา น้ำตาไหล เจ็บตา และมีขี้ตามาก ซึ่งอาจเป็นเมือกใสหรือสีเหลืองอ่อนหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนแต่มักแพร่ไปอีกข้างได้ง่าย อาการจะรุนแรงในช่วง 4 - 7 วันแรก และหายได้เองภายใน 7 - 14 วัน การรักษาเน้นตามอาการและป้องกันการแพร่เชื้อ โดยใช้ยาปฏิชีวนะหากมีขี้ตามาก และยาลดไข้หรือยาแก้ปวดหากมีอาการทางระบบ สาเหตุของภาวะเยื่อบุตาอักเสบ โรคเนื้อเยื่อบุตาอักเสบมีสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ดังนี้     ติดเชื้อไวรัส อาการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) มักทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ไข้สูง และบางครั้งมีอาการหายใจเหนื่อย สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ชอบหยิบจับสิ่งของรอบตัว เชื้อจะติดมากับมือแล้วเด็กอาจเผลอสัมผัสบริเวณใบหน้าหรือขยี้ตา ทำให้เด็กเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบได้ง่ายและพบบ่อยกว่าในผู้ใหญ่     ติดเชื้อแบคทีเรีย การเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) และสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus Pneumoniae) ก่อให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบได้ โดยแพร่กระจายผ่านการสัมผัสตาหรือสิ่งที่มีเชื้อปนเปื้อน ผู้ที่สัมผัสน้ำมูกหรือน้ำตาจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ยังรวมถึงการสัมผัสสารเคมีในเครื่องสำอางหรือน้ำยาล้างคอนแท็กต์เลนส์ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย ภาวะภูมิแพ้โดยเฉพาะต่อฝุ่น PM2.5 และสภาพแวดล้อมที่มีควันหรือการใช้แว่นตาที่ไม่สะอาด อาการที่พบได้แก่ ตาแดง ตามัว ตามีขี้ตา และการระคายเคืองในตา เยื่อบุตาอักเสบหายเองได้ไหม ใช้เวลานานเท่าไร เยื่อบุตาอักเสบหายเองได้ไหม? กรณีที่เกิดจากไวรัสมักหายได้เองภายใน 7 - 14 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่หากมีสาเหตุจากแบคทีเรีย อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อน สำหรับเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากอาการแพ้ สภาวะจะดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และใช้ยาต้านฮีสตามีนตามคำแนะนำของแพทย์     เยื่อบุตาอักเสบมีวิธีการรักษาอย่างไร วิธีการรักษาเยื่อบุตาอักเสบสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้ การหยอดน้ำตาเทียมเพื่อช่วยลดการระคายเคืองตา การใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานและยาแก้แพ้หยอดตา ในกรณีที่มีสาเหตุจากเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาหรือขี้ผึ้งป้ายตา ในรายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสจะใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน นอกจากนี้ การรักษาควรทำควบคู่ไปกับการพักใช้สายตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือใส่เลนส์สัมผัส รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางและคอนแท็กต์เลนส์ชั่วคราว เพื่อป้องกันสิ่งระคายเคืองตาและช่วยให้อาการหายเร็วขึ้นด้วย วิธีป้องกันภาวะเยื่อบุตาอักเสบ วิธีป้องกันโรคเนื้อเยื่อบุตาอักเสบ สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดอยู่เสมอก่อนสัมผัสหรือขยี้ตา หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยตาแดง และล้างมือทันทีหลังสัมผัส งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือหมอน ไม่ใช้มือแคะ แกะ เกา บริเวณดวงตาและใบหน้า หากมีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตา ให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ระวังไม่ให้แมลงหวี่หรือแมลงวันตอมบริเวณดวงตา ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในช่วงที่มีการระบาดของโรคตาแดง คนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยงเป็นเยื่อบุตาอักเสบบ้าง? ภาวะเยื่อบุตาอักเสบอาจเกิดได้กับทุกคน แต่จะมีคนบางกลุ่มที่เสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ดังนี้ เด็กและผู้สูงอายุ เพราะเด็กจะรับเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนเยอะ ส่วนผู้สูงอายุมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่อ่อนแอกว่า ผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ผู้ป่วยไข้หวัด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ผู้ที่เปลือกตาอักเสบ อาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้ ผู้ที่อยู่ในที่มีคนหนาแน่น เช่น บนรถไฟฟ้า ค่ายทหาร และโรงเรียนประจำ     อาการเยื่อบุตาอักเสบแบบไหนที่ควรพบแพทย์ ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการเยื่อบุตาอักเสบดังต่อไปนี้ อาการรุนแรงขึ้นแม้จะรักษาด้วยตัวเองแล้ว ปวดตารุนแรงหรือมองเห็นไม่ชัด ขี้ตามีสีเขียว เหลือง หรือเป็นหนองปริมาณมาก มีไข้ร่วมกับอาการตาแดง ตาบวมผิดปกติหรือมีอาการไวต่อแสงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านดวงตาเพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ไม่เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายตามมา รักษาเยื่อบุตาอักเสบ ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากอาการเยื่อบุตาอักเสบเสี่ยงอันตราย และเข้าขั้นต้องไปพบแพทย์โดยด่วน แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมบุคลากรมากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับดวงตา รวมถึงจุดเด่นต่างๆ ดังนี้ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป เยื่อบุตาอักเสบคือการอักเสบของเยื่อบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาและด้านในของเปลือกตา ซึ่งติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำตาที่ปนเปื้อนเชื้อ ไม่ใช่ผ่านการมอง อากาศ หรืออาหาร มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสที่ทำให้มีไข้ เจ็บคอ หรือเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงสารเคมี ฮอร์โมน ภูมิแพ้ฝุ่น PM2.5 และอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด การรักษาทำได้โดยหยอดน้ำตาเทียม ใช้ยาตามสาเหตุ พักสายตา งดขยี้ตาและใช้เครื่องสำอาง ส่วนการป้องกันคือล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย และไม่ใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา สำหรับคนที่มีปัญหาดวงตา แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย

โรคตาแดงเกิดจากอะไร? การรักษาโรคตาแดงทำได้อย่างไร

โรคตาแดงเป็นอาการเยื่อบุตาส่วนที่เป็นตาขาวอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อ เช่น เชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ติดต่อกันได้ง่าย จึงต้องระมัดระวังการใช้ชีวิตเป็นพิเศษเพื่อเลี่ยงอันตราย บทความนี้พามาดูวิธีการป้องกันและวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ตาแดงคือภาวะเยื่อบุตาอักเสบ ทำให้เกิดตาแดง คัน น้ำตาไหล รู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมในตา และอาจมีขี้ตามากขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อ การแพ้ หรือการระคายเคือง โรคตาแดงจากเชื้อไวรัสมักหายเองได้ภายใน 7 - 10 วัน โดยไม่ต้องใช้ยา เพียงพักผ่อนและรักษาความสะอาด แต่ตาแดงจากแบคทีเรียอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา อาการที่ต้องรีบพบจักษุแพทย์ ได้แก่ อาการรุนแรงไม่ดีขึ้นภายใน 2 - 3 วัน ปวดตามาก ตามัว หรือเกิดในผู้ป่วยที่สวมคอนแท็กต์เลนส์ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตาเพราะจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น ควรระวังการแพร่กระจายเชื้อ โดยไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น และหมั่นล้างมือบ่อยๆ ตาแดงคืออะไร หายเองได้ไหม? ตาแดงคือภาวะที่เยื่อบุตาเกิดการอักเสบ ทำให้ตาแดงและมีอาการคัน น้ำตาไหล รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา และอาจมีขี้ตามากขึ้น สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การแพ้ หรือการระคายเคือง ตาแดงส่วนใหญ่สามารถหายเองได้ โดยเฉพาะตาแดงจากเชื้อไวรัสมักหายได้เองภายใน 7 - 10 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่ควรพักผ่อนและดูแลความสะอาด อย่างไรก็ตาม ตาแดงจากแบคทีเรียอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษา หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 2 - 3 วัน มีอาการปวดมาก ตามัว หรือเกิดในผู้ป่วยที่สวมคอนแท็กต์เลนส์ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม     อาการตาแดงเป็นอย่างไร โดยปกติในผู้ป่วยโรคตาแดง จะพบอาการความผิดปกติดังนี้ คันตา ระคายเคืองผู้ป่วยมักรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในดวงตา ทำให้เกิดความรำคาญและมีเกิดอยากขยี้ตาตลอดเวลา ซึ่งการขยี้ตาอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ตาขาวเปลี่ยนสีบริเวณตาขาวจะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มหรือแดงเกิดจากเส้นเลือดขยายตัว บางรายอาจมีเลือดออกใต้เยื่อบุตาทำให้เห็นเป็นปื้นสีแดงชัดเจนกระจายบนพื้นตาขาว น้ำตาและขี้ตาผิดปกติดวงตาผลิตน้ำตามากกว่าปกติจนไหลตลอดเวลา หรือมีขี้ตาเหนียวสีเหลืองหรือสีขาวปริมาณมากโดยเฉพาะในตอนเช้าหลังตื่นนอน ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เปลือกตาติดกัน เปลือกตาบวมแดงการอักเสบลามไปถึงเปลือกตาทำให้เกิดอาการบวมแดง บางรายอาจพบว่าเปลือกตาหนาตัวขึ้น และมีความรู้สึกหนักตาร่วมด้วย ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงเช่น ตามัว มีฝ้าขาวที่กระจกตาดำ ต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโตกดเจ็บ ปวดตารุนแรง หรือปวดศีรษะ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องพบจักษุแพทย์ทันที     สาเหตุอาการตาแดงเกิดจากอะไร มาดูสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาแดงทั้ง 3 สาเหตุหลักๆ กัน 1. การติดเชื้อ เชื้อไวรัสเป็นสาเหตุหลักของโรคตาแดงที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักมีอาการน้ำตาไหลมาก ตาแดงทั้งสองข้าง รู้สึกเคืองตา คันตา และมีขี้ตาใสปริมาณน้อย มักติดต่อได้ง่ายและอาจต้องใช้เวลาหายเอง เชื้อแบคทีเรียตาแดงจากแบคทีเรียมีลักษณะเด่นคือมีขี้ตาข้นสีเหลืองหรือเขียวปริมาณมาก เปลือกตามักบวมแดง และอาจมีอาการปวดตาร่วมด้วย การติดเชื้อชนิดนี้ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม 2. การแพ้และระคายเคือง ฝุ่น ควัน หรือสารเคมีการสัมผัสสิ่งระคายเคืองในอากาศทำให้เกิดอาการตาแดง น้ำตาไหล และระคายเคือง อาการมักดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การหยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทาอาการและล้างสิ่งระคายเคืองออกจากตาได้ การแพ้เครื่องสำอางหรือน้ำยาคอนแท็กต์เลนส์ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บริเวณดวงตาอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ ทำให้ตาแดง คัน และบวม ควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยทันที และใช้น้ำสะอาดล้างตาเพื่อลดการอักเสบ 3. อาการของโรคตาอื่นๆ ตาแห้งเรื้อรังภาวะที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือน้ำตามีคุณภาพไม่ดี ทำให้เกิดอาการตาแดง แสบตา และรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา การใช้น้ำตาเทียมเป็นประจำช่วยบรรเทาอาการได้ ภูมิแพ้ขึ้นตาเกิดจากการแพ้สารก่อภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ หรือขนสัตว์ ทำให้ตาแดง คันตามาก น้ำตาไหล และอาจมีอาการจามหรือคัดจมูกร่วมด้วย ยาต้านฮิสตามีนช่วยบรรเทาอาการได้ กระจกตาอักเสบเป็นภาวะที่กระจกตา (ส่วนใสด้านหน้าของตา) อักเสบ ทำให้มีอาการปวดตารุนแรง ตาแดง กลัวแสง และตาแดงจนมองไม่ชัด ต้องได้รับการรักษาโดยจักษุแพทย์อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ตาแดงแบบไหนที่สามารถติดต่อได้? โรคตาแดงเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรงกับน้ำตาหรือขี้ตาของผู้ป่วย การใช้สิ่งของร่วมกัน หรือการไอจามรดกัน เชื้อมักระบาดในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น รถโดยสารสาธารณะ โรงพยาบาล และโรงเรียน โดยพบบ่อยในกลุ่มเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมักมีพฤติกรรมป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่ไม่เคร่งครัดเท่าผู้ใหญ่     การรักษาโรคตาแดง เนื่องจากโรคตาแดงเกิดจากเชื้อไวรัสจึงยังไม่มียารักษาโดยตรง และยาต้านไวรัสที่มีอยู่ไม่ได้ผลกับเชื้อชนิดนี้ การรักษาจึงเน้นตามอาการ เช่น ให้ยาปฏิชีวนะหยอดตาเพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน โดยหยอดเฉพาะตาข้างที่เป็นเท่านั้น วิธีรักษาตาอักเสบแดงหรือโรคตาแดง แพทย์อาจพิจารณาให้ยาหยอดแก้อักเสบและยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลหากมีอาการเจ็บตา ควรใช้สำลีชุบน้ำสะอาดเช็ดขี้ตา ใส่แว่นกันแดดเพื่อลดอาการเคืองแสง และควรงดใส่คอนแท็กต์เลนส์จนกว่าจะหายอักเสบ พร้อมพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป     แนวทางการดูแลตัวเองสำหรับคนที่เป็นตาแดง แนวทางเบื้องต้นในการดูแลตัวเองของอาการตาแดงหรือตาอักเสบ เพื่อป้องกันและบรรเทาไม่ให้อาการแย่ลง สามารถทำได้ดังนี้ หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา ไม่ขยี้ตาหรือสัมผัสดวงตาโดยตรง เพราะจะทำให้อาการแย่ลงหรือทำให้ดวงตาอีกข้างติดเชื้อได้ หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ และล้างทันทีหากสัมผัสใบหน้า ดวงตา หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ใช้ผ้าหรือสำลีชนิดนุ่มชุบน้ำอุ่นเช็ดตา ซับน้ำตา หรือเช็ดขี้ตาออกเบาๆ โดยใช้สำลีแผ่นใหม่ทุกครั้ง แล้วอย่าลืมทิ้งในถังขยะที่ปิดมิดชิด หยอดตาเฉพาะข้างที่มีอาการเท่านั้น ไม่ควรหยอดตาทั้งสองข้างด้วยยาหยอดตาขวดเดียวกัน หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ร่วมกัน ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือหมอนร่วมกับผู้อื่น หยุดใช้คอนแท็กต์เลนส์ชั่วคราว เปลี่ยนไปใช้แว่นตาจนกว่าอาการจะหายดี งดว่ายน้ำในสระว่ายน้ำในช่วงที่โรคตาแดงระบาด งดใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา และหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีฝุ่น ควัน หรือสารเคมี พักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อไม่ให้โรคแพร่กระจายสู่ผู้อื่น พักการใช้สายตา และพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องปิดตา เว้นแต่กรณีที่กระจกตาอักเสบหรือเคืองตามาก อาจปิดตาชั่วคราวหรือสวมแว่นกันแดดแทน การรักษาโรคตาแดง ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการของโรคตาแดง แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการรุนแรง แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยจักษุแพทย์มากความรู้และทีมงานมากประสบการณ์ที่พร้อมดูแลและแก้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับดวงตา ทางโรงพยาบาลยังมีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ตาแดงเป็นภาวะเยื่อบุตาอักเสบที่ทำให้เกิดอาการตาแดง คัน น้ำตาไหล รู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมในตา และอาจมีขี้ตามากขึ้น สาเหตุหลักมาจากการติดเชื้อไวรัส (มักหายเองใน 7-10 วัน) แบคทีเรีย (อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะ) การแพ้ หรือการระคายเคือง ควรรีบพบจักษุแพทย์หากอาการรุนแรงไม่ดีขึ้นภายใน 2 - 3 วัน มีอาการปวดตามาก ตามัว หรือเกิดในผู้สวมคอนแท็กต์เลนส์ ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตาและระวังการแพร่กระจายเชื้อโดยไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อยๆ สำหรับคนที่มีปัญหาดวงตา แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย

Keratoconus คืออะไร? สัญญาณเตือนกระจกตาย้วยที่ต้องรู้ก่อนลุกลาม

โรคกระจกตาย้วยหรือโรคกระจกตาโก่ง ที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อโรคกระจกตาป้อแป้ เป็นภาวะผิดปกติของโครงสร้างกระจกตาที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการมองเห็น ด้วยความที่ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่มีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภาวะผิดปกตินี้จึงถือเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อนำไปสู่การดูแลรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อไป มาทำความเข้าใจโรค Keratoconus หรือภาวะกระจกตาย้วย โรคทางกระจกตาที่ควรรู้จักไว้ เพราะอาจทำให้เกิดความผิดปกติทางการมองเห็นได้ มาดูอาการเริ่มต้น การวินิจฉัย และแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพกันในบทความนี้เลย! กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นภาวะที่กระจกตาผิดปกติ โดยกระจกตาจะค่อยๆ บางลงและเปลี่ยนรูปร่างจากทรงกลมหรือรีเล็กน้อย กลายเป็นรูปทรงโก่งนูนคล้ายกรวยที่ยื่นออกมาด้านหน้า ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติและอาจรุนแรงขึ้นหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม โรคนี้มีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม โดยผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้พฤติกรรมเสี่ยงอย่างการขยี้ตาบ่อยๆ การสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานาน รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือกลุ่มอาการดาวน์ ก็มีโอกาสเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป เมื่อพบความผิดปกติในการมองเห็นหรือมีอาการผิดปกติที่ดวงตา เช่น ตาแดงหรือระคายเคืองอย่างรุนแรง ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์โดยทันที เพราะโรคกระจกตาย้วยเป็นโรคที่มีอาการแตกต่างกันในแต่ละคน การรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การป้องกันโรคกระจกตาย้วยสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นมาแต่กำเนิดมีหลายวิธี เช่น หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ ป้องกันดวงตาจากแสงแดดและแสงสีฟ้า ถอดคอนแท็กต์เลนส์ก่อนนอน และพักสายตาอย่างถูกวิธี รวมถึงการรับประทานอาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์และการสังเกตการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างสม่ำเสมอ กระจกตาย้วย (Keratoconus) คืออะไร? กระจกตาย้วย หรือที่เรียกในทางการแพทย์ว่า Keratoconus เป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระจกตา โดยมีลักษณะเฉพาะคือกระจกตาจะค่อยๆ บางลงและมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างจากปกติที่ควรจะเป็นทรงกลมหรือรีเล็กน้อย กลายเป็นรูปทรงที่โก่งนูนยื่นออกมาด้านหน้าคล้ายรูปกรวย สาเหตุของภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติของเส้นใยคอลลาเจนในกระจกตา ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญที่ช่วยให้กระจกตามีความแข็งแรง เมื่อเส้นใยคอลลาเจนผิดปกติ จึงทำให้กระจกตาไม่สามารถคงรูปร่างปกติไว้ได้และถูกแรงดันจากภายในลูกตาดันให้โก่งนูนออกมา     สาเหตุของกระจกตาย้วย การเกิดโรคกระจกตาย้วยนั้นมีสาเหตุหลักมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม โดยผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระจกตาย้วยจะมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคนี้เช่นกัน นอกจากนี้ พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ โดยเฉพาะการขยี้ตาบ่อยๆ และรุนแรงที่อาจทำให้กระจกตาเสื่อมสภาพและผิดรูปได้ การสัมผัสรังสี UV เป็นเวลานานก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อโครงสร้างของกระจกตา รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้หรือโรคบางชนิด เช่น กลุ่มอาการดาวน์ ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไป ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด Keratoconus ในปี 2562 การศึกษาโดยจักษุแพทย์จากราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยได้พบความสัมพันธ์ระหว่างโรคกระจกตาย้วยกับการลดลงของปริมาณคอลลาเจนในกระจกตา โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่สัมพันธ์กับภาวะนี้ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโดยเฉพาะในสตรีมีครรภ์มีผลให้โรคกระจกตาย้วยรุนแรงขึ้น งานวิจัยพบว่าเพศหญิงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระจกตาย้วยมากกว่าเพศชาย ในอัตราส่วน 2:1 ผู้ป่วยที่มีโรคภูมิแพ้และมีอาการคันตามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระจกตาย้วย พฤติกรรมการขยี้ตาบ่อยๆ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระจกตาย้วยได้ ผู้ที่ผ่านการทำเลสิกมีความเสี่ยงต่อโรคกระจกตาย้วยสูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากกระจกตาถูกฝนให้บางลง     สังเกตอาการ Keratoconus โรคกระจกตาย้วยมักเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 13 ปีขึ้นไป และมีการดำเนินของโรคต่อเนื่องยาวนาน 10 - 20 ปี โดยมีอาการที่สังเกตได้ดังนี้ สายตาเริ่มมัวลงและมองเห็นไม่ชัดตั้งแต่วัยรุ่น มักมีสายตาสั้นและเอียงในระดับที่สูง ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยครั้ง มีอาการเคืองตา แสบตา และไวต่อแสง ร่วมกับอาการปวดศีรษะและปวดตา ในรายที่มีอาการรุนแรง กระจกตาจะบางลงจนเกิดการบวมน้ำและแตก ส่งผลให้เกิดแผลเป็นที่กระจกตาและการมองเห็นแย่ลง ใครที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นกระจกตาย้วย? โรคกระจกตาย้วยเป็นภาวะที่กระจกตามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ทำให้กระจกตาบางและโก่ง ส่งผลให้มีสายตาสั้น สายตาเอียง พบได้ตั้งแต่อายุ 10 ปี และมักรุนแรงช่วง 20 - 39 ปี โดยกลุ่มเสี่ยงมีดังนี้ ผู้ที่ขยี้ตาบ่อย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่มีอาการคันตามาก ผู้ที่ใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานานมีความเสี่ยง เนื่องจากอาจทำให้คอลลาเจนในกระจกตาบางลง ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือเอียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ประมาณ 100 หรือ -1.0 ต่อปี) จนต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ผู้ป่วยโรคดาวน์ซินโดรมมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป ผู้ป่วยโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น โรคกล้ามเนื้อ หลอดเลือด น้ำเหลือง และเส้นประสาท มีความเสี่ยงเนื่องจากอาจมีการเรียงตัวของคอลลาเจนผิดปกติ ผู้ป่วยโรคแต่กำเนิด เช่น โรคหนังยืดผิดปกติ โรคกระดูกเปราะกรรมพันธุ์ หรือโรคครูซอง มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป     อาการกระจกตาย้วยแบบไหนที่ควรพบแพทย์? หากสังเกตพบความผิดปกติในการมองเห็น หรือมีอาการผิดปกติที่ดวงตา ไม่ว่าจะเป็นอาการตาแดงหรือระคายเคืองอย่างรุนแรง สิ่งสำคัญคือต้องรีบปรึกษาจักษุแพทย์โดยทันที เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมตามสาเหตุของอาการ โดยเฉพาะในกรณีของโรคกระจกตาย้วย ซึ่งเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและมีอาการแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย การพบแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการจะช่วยให้แพทย์สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของกระจกตาและให้การรักษาที่เหมาะสมได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงในอนาคต     การวินิจฉัย Keratoconus โรคกระจกตาย้วยมักถูกพบโดยบังเอิญในระหว่างที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาโรคตาอื่นๆ หรือมาปรึกษาเพื่อทำเลสิก โดยจักษุแพทย์อาจสังเกตเห็นความผิดปกติที่บ่งชี้ถึงภาวะกระจกตาย้วย จึงทำการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยเครื่อง Corneal topography ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สามารถวิเคราะห์แผนที่ความโค้งนูนของกระจกตาได้อย่างละเอียด ในการวินิจฉัยโรค จักษุแพทย์จะทำการซักประวัติผู้ป่วยอย่างครอบคลุม ทั้งประวัติส่วนตัวและประวัติครอบครัวที่อาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคกระจกตาย้วย พร้อมทั้งตรวจร่างกายและประเมินความโค้งนูนของกระจกตาด้วยวิธีการทางการแพทย์ที่เหมาะสม เพื่อให้การวินิจฉัยที่แม่นยำและวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพต่อไปดังนี้ 1. การตรวจวัดความโค้งของกระจกตา การตรวจวัดด้วยเครื่องเคอราโตมิเตอร์ (Keratometer) เป็นขั้นตอนสำคัญในการวินิจฉัยโรคกระจกตาย้วย โดยเครื่องจะส่องลำแสงไปที่กระจกตาเพื่อวัดความโค้งในจุดต่างๆ ทำให้แพทย์สามารถประเมินความผิดปกติของรูปร่างกระจกตาได้อย่างแม่นยำ 2. การถ่ายภาพกระจกตาของผู้ป่วย แพทย์จะทำการถ่ายภาพกระจกตาด้วยกล้องพิเศษที่ให้ภาพความละเอียดสูง เพื่อบันทึกลักษณะความผิดปกติและใช้ในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของโรค นอกจากนี้ภาพถ่ายยังช่วยในการวางแผนการรักษาและประเมินผลการรักษาในระยะยาว 3. การส่องกล้องจุลทรรศน์ดวงตา การตรวจด้วยเครื่อง Slit-lamp เป็นการตรวจละเอียดที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างกระจกตาในระดับลึก สามารถสังเกตความผิดปกติของรูปร่าง การบางตัวของกระจกตา และความผิดปกติของเนื้อเยื่อโดยรอบ ทำให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำมากขึ้น 4. การใช้เครื่องวัดกำลังสายตา การตรวจด้วยเครื่องเรติโนสโคป (Retinoscope) เป็นการประเมินค่าการหักเหแสงของดวงตาอย่างละเอียด ช่วยให้แพทย์เข้าใจถึงผลกระทบของโรคต่อการมองเห็น พร้อมทั้งตรวจสอบสภาพของจอประสาทตา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย     วิธีการรักษาโรคกระจกตาย้วย วิธีรักษาโรคกระจกตาย้วยจะเป็นการรักษาตามความรุนแรงของโรค เช่น หากอาการไม่รุนแรงมากอาจแก้ไขด้วยวิธีทำให้มองเห็นได้ดีขึ้นด้วยการใส่แว่น หรือหากมีอาการรุนแรงขึ้นอาจปฏิบัติตามวิธีการรักษาต่อไปนี้ 1. ใส่คอนแท็กต์เลนส์ การใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นวิธีการรักษาในระยะแรกที่อาการยังไม่รุนแรงมาก โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยใส่คอนแท็กต์เลนส์แบบพิเศษหลายชนิด เช่น Scleral Lens หรือ RGP Lens ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้ป่วยโรคกระจกตาย้วย เพื่อช่วยปรับแก้สายตาให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น 2. ฉายแสงร่วมกับวิตามินบี 2 การฉายแสงร่วมกับวิตามินบี 2 เป็นวิธีการรักษาแบบต่อเนื่องด้วยการฉายแสงอัลตราไวโอเลตร่วมกับวิตามินบี (Collagen Cross Linking) ที่กระจกตา เพื่อเสริมความแข็งแรงให้เส้นใยคอลลาเจน ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพและช่วยหลีกเลี่ยงการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย เช่น ผู้ที่มีกระจกตาบางกว่า 400 ไมครอน หรือมีประวัติติดเชื้อเริมที่กระจกตา 3. การผ่าตัดนำอุปกรณ์ใส่ไว้ในกระจกตา การผ่าตัดใส่อุปกรณ์ในกระจกตาเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้วงแหวนขึงกระจกตาให้แบนลงและมีความโค้งใกล้เคียงปกติ ทำให้สามารถใส่แว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์แก้ไขสายตาได้ดีขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการโรคกระจกตาย้วยมากเกินกว่าจะแก้ไขด้วยแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ธรรมดา 4. การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตา การผ่าตัดปลูกถ่ายกระจกตาเป็นการรักษาแบบดั้งเดิมที่มีความซับซ้อนและต้องรอกระจกตาจากผู้บริจาค ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 3 ปี วิธีนี้จะเลือกใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีกระจกตาย้วยขั้นรุนแรงหรือมีแผลเป็นที่กระจกตาร่วมด้วย และไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ผล การผ่าตัดจะช่วยแก้ไขความโค้งของกระจกตาให้กลับมาใกล้เคียงภาวะปกติมากที่สุด     วิธีป้องกันโรคกระจกตาย้วย วิธีป้องกันโรคกระจกตาย้วย สำหรับคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้มาตั้งแต่กำเนิดและไม่มีปัญหาสายตาอื่นๆ ร่วมด้วย วิธีป้องกันที่ทางจักษุแพทย์แนะนำมีดังนี้ เลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ เพราะทำให้กระจกตาเกิดการเสียดสีและได้รับแรงกดดันมากเกินไป ส่งผลให้โครงสร้างของกระจกตาอ่อนแอและเกิดการโก่งผิดรูป ป้องกันดวงตาจากแสงแดดจัดและแสงสีฟ้า ควรสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้งและใช้ฟิลเตอร์กรองแสงสีฟ้าเมื่อใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ทุกครั้งก่อนนอน และทำความสะอาดอย่างถูกวิธี เมื่อรู้สึกเมื่อยล้าสายตา แนะนำให้พักสายตาด้วยการกลอกตาเบาๆ หรือมองวัตถุที่อยู่ไกลๆ สลับกัน แทนการกดหรือนวดดวงตาโดยตรง ซึ่งอาจเป็นอันตราย รับประทานอาหารเสริมบำรุงสายตาภายใต้คำแนะนำของจักษุแพทย์ เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและปลอดภัยสำหรับสภาพร่างกายของแต่ละคน หากพบว่าค่าสายตามีการเปลี่ยนแปลงเกิน 50 - 100 องศาภายในหนึ่งปี ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างทันท่วงที สำหรับเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไปควรตรวจสุขภาพตาประจำปีอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติของดวงตาและโรคกระจกตาย้วยได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น รักษาอาการกระจกตาย้วย (Keratoconus) ที่ศูนย์รักษากระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป กระจกตาย้วยหรือ Keratoconus เป็นภาวะที่กระจกตาบางลงและเปลี่ยนรูปร่างจากทรงกลมหรือรีเล็กน้อย กลายเป็นรูปทรงโก่งนูนคล้ายกรวย โดยมีสาเหตุหลักจากพันธุกรรมและสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้ที่ขยี้ตาบ่อย สัมผัสรังสี UV นาน หรือมีภาวะภูมิแพ้ ล้วนมีความเสี่ยงสูง เมื่อพบความผิดปกติในการมองเห็นหรือมีอาการตาแดง ระคายเคืองรุนแรง ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สำหรับการป้องกัน ควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตา ป้องกันดวงตาจากแสงแดดและแสงสีฟ้า พักสายตาอย่างถูกวิธี และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากไม่รักษาโรคกระจกตาย้วยตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากจะเสี่ยงอันตรายแล้ว ยังทำให้ค่ารักษาบานปลายได้ สำหรับคนที่มีปัญหาดวงตา แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111