มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิก LASER VISION

เปลี่ยนการมองเห็นให้สดใส เจาะลึกขั้นตอนการทำ NanoRelex & NanoLASIK

เปลี่ยนการมองเห็นให้สดใส เจาะลึกขั้นตอนการทำ NanoRelex & NanoLASIK เปลี่ยนการมองเห็นให้สดใส เจาะลึกขั้นตอนการทำ NanoRelex & NanoLASIK      Laser Vision เรามีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการทำเลสิกในปัจจุบัน ด้วย NanoRelex & NanoLASIK เทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำทุกขั้นตอนการทำเลสิก ขั้นตอนในการทำ  NanoRelex & NanoLASIK ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ภายหลังจากการตัดสินใจร่วมกันระหว่างจักษุแพทย์และคนไข้ในการทำเลสิก และคนไข้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติก่อนการทำเลสิก เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการนัดวันและเวลาเพื่อให้การทำเลสิกครั้งนี้สะดวกกับคนไข้มากที่สุด   ขั้นตอนการทำเลสิกด้วยวิธี NanoRelex ก่อนเข้ารับการผ่าตัดทำเลสิกทุกครั้ง ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับการการหยอดยาปฏิชีวนะ ยาชา ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เมื่อเข้ารับการทำเลสิก แพทย์จะทำความสะอาดรอบ ๆ ดวงตาก่อน จากนั้นแพทย์จะใส่เครื่องมือช่วยเปิดตาเพื่อใช้ในการทำเลสิก เมื่อเครื่องมือสัมผัสกับดวงตาจะรู้สึกกดทับเพียงเบา ๆ ภายในจะมองเห็นแสงเลเซอร์ที่ใช้ทำการผ่าตัด การรักษาด้วยวิธี NanoRelex เริ่มโดยใช้ Femtosecond Laser เพื่อเข้าไปเปลี่ยนความโค้ง  ความหนาของกระจกตา มีการปรับแต่งเนื้อเยื่อภายในกระจกตาให้เป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ตามความเหมาะสมของค่าสายตาของผู้เข้ารับการผ่าตัด แผลที่เกิดขึ้นจะเป็นแผลขนาดที่บริเวณกระจกตาขนาด 2 มิลลิเมตร และนำชิ้น(Lenticule) ที่ผ่านการปรับแต่งแล้วออกทางแผลที่ได้ทำการเปิดเอาไว้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาในการทำข้างละ 5 นาที จากนั้นทีมแพทย์จะหยอดยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ และ น้ำตาเทียม และนำฝาครอบตามาปิดเพื่อป้องกันการสัมผัสดวงตา เป็นการเสร็จสิ้นการผ่าตัด แพทย์จะนัดพบอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่อทำการติดตามความเรียบร้อยหลังการผ่าตัด   ขั้นตอนการทำเลสิกด้วยวิธี NanoLASIK ก่อนเข้ารับการผ่าตัดทำเลสิกทุกครั้ง ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับการการหยอดยาปฏิชีวนะ ยาชา ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เมื่อเข้ารับการทำเลสิก แพทย์จะทำความสะอาดรอบ ๆ ดวงตาก่อน จากนั้นแพทย์จะใส่เครื่องมือช่วยเปิดตาเพื่อใช้ในการทำเลสิก เมื่อเครื่องมือสัมผัสกับดวงตาจะรู้สึกกดทับเพียงเบา ๆ ภายในจะมองเห็นแสงเลเซอร์ที่ใช้ทำการผ่าตัด การรักษาด้วยวิธี NanoLASIK จะเป็นการใช้ Femtosecond Laser เพื่อทำการแยกชั้นกระจกตา เปิดฝากระจกตาขึ้นไปด้านบน จากนั้นจะใช้ Excimer Laser เพื่อใช้ปรับความโค้งของกระจกตาตามความเหมาะสมของค่าสายตาของผู้เข้ารับการผ่าตัด ขั้นตอนนี้ใช้เวลาในการทำข้างละ 1 – 2 นาที เมื่อเสร็จสิ้นจะทำการปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม รอประมาณ 3 นาทีเพื่อให้กระจกตาสมานและปิดสนิท จากนั้นทีมแพทย์จะ หยอดยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ น้ำตาเทียม และนำฝาครอบตามาปิดเพื่อป้องกันการสัมผัสดวงตา เป็นการเสร็จสิ้นการผ่าตัด แพทย์จะนัดพบอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่อทำการติดตามความเรียบร้อยหลังการผ่าตัด      ภายหลังการผ่าตัด อาจมีน้ำตาไหล หรืออาการคันคล้ายกับมีทรายในตา ผู้เข้ารับการผ่าตัดนำทิชชู่มาซับน้ำตาบริเวณรอบฝาครอบตา อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดและจะหายไปเอง นอกจากนี้ควรพักสายตาและพักผ่อน จะทำให้แผลที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดหายได้ไวมากยิ่งขึ้น  
ศูนย์เลสิก LASER VISION

การตรวจตาก่อนทำเลสิกคืออะไร ทำไมต้องตรวจถึง 3 ชั่วโมง?!!

การตรวจตาก่อนทำเลสิกคืออะไร ทำไมต้องตรวจถึง 3 ชั่วโมง?!! การตรวจตาก่อนทำเลสิกคืออะไร ทำไมต้องตรวจถึง 3 ชั่วโมง?!!      แน่นอนว่าคำตอบก็คือเพื่อการมองเห็น หลังการรักษาด้วยเลสิกที่ดีที่สุดของคนไข้ แต่ทำไมถึงต้องใช้เวลานานถึง 3 ช.ม. นั่นก็เป็นเพราะว่าที่ Laser Vision เรามีการซักถามประวัติของคนไข้ที่ค่อนข้างละเอียด อีกทั้งยังมีเครื่องมือทันสมัยอีกหลายอย่างที่จะช่วยตรวจวัดการมองเห็น เพิ่มข้อมูลให้กับแพทย์ในการวินิจฉัย ออกแบบ และเลือกการวิธีการทำเลสิก เพื่อคุณภาพการมองเห็นที่ชัดเจนที่สุดให้กับคุณ โดยจะเเบ่งเป็น 4 ขั้นตอนหลักดังต่อไปนี้   ขั้นตอนที่ 1 การซักประวัติคนไข้      ในการเข้ารับการผ่าตัดเลสิก เบื้องต้นทีมบุคลากรทางการแพทย์จะให้คนไข้กรอกแบบฟอร์ม และ ซักประวัติคนไข้ เพื่อตรวจเช็คว่าคนไข้ที่ต้องการทำเลสิกมีการทานยารักษาโรคหรือเคยมีประวัติโรคบางชนิดที่อาจจะที่ส่งผลหรือเป็นข้อห้ามในการผ่าตัดเลสิกหรือไม่ เพื่อที่จะได้ประเมินเบื้องต้นว่าคนไข้ควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสภาพตาอย่างละเอียด เพื่อทำเลสิกต่อ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 10 – 20 นาที    ขั้นตอนที่ 2 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียด      โดยเริ่มต้นด้วยการ การวัดระดับการมองเห็นเบื้องต้นมีการตรวจวัดสายตาด้วยเครื่อง Auto Refractometer ตรวจวัดระดับความดันในลูกตาด้วยเครื่อง IOP แบบใช้ลมเป่า  ตรวจวิเคราะห์ความโค้งความหนาของกระจกตาด้วยเครื่อง Pentacam ตรวจความแข็งแรงของกระจกตาด้วยเครื่อง Corvis  หลังจากนั้น จะมีทั้งการตรวจวัดความสามารถในการมองเห็นของดวงตาแต่ละข้างโดยนักทัศนมาตร หลังจากนั้นจะมีการตรวจวัดตรวจค่าความเพี้ยนในการรวมแสงระดับสูงด้วย OPD Scan เป็นขั้นตอนสุดท้าย อาจมีคนไข้บางท่านจำเป็นที่จะต้องมีการลองแว่นตา เพื่อให้คนไข้ได้ทดลองใช้สายตาที่จะเกิดขึ้นคล้ายกับผลของค่าสายตาหลังการรักษา โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีค่าสายตามยาวร่วมกับสายตาสั้นด้วย ขั้นตอนทั้งหมด นี้อาจจะใช้เวลาในแต่ละท่านแตกต่างกันโดยประมาณ 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือของคนไข้เอง   ขั้นตอนที่ 3 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดหลังขยายม่านตา      เจ้าหน้าที่จะทำการวัดค่าต่างๆ ทั้งหมดอีกครั้งเพื่อให้เกิดการเปรียบเทียบก่อนและหลังม่านตาขยาย เป็นการคอนเฟิร์มและให้เห็นความแตกต่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยจะมีการวัดซ้ำในขั้นตอนที่ 2 ทั้งหมด อีกครั้ง   ขั้นตอนที่ 4 พบจักษุแพทย์      ขั้นตอนสุดท้ายจะเป็นการเข้าพบกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยจักษุแพทย์จะใช้กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษเพื่อตรวจดูสุขภาพของลูกตาทั้งภายในและภายนอก หลังจากนั้นจะอธิบายสภาพการมองเห็นในปัจจุบันและสุขภาพลูกตาของคนไข้ การมองเห็นหลังการทำเลสิก นอกจากนี้ยังแพทย์มีการสอบถามไลฟ์สไตล์ของคนไข้แต่ละท่านและแนะนำข้อจำกัดของการทำเลสิกในแต่ละประเภท รวมไปถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติหลังทำเลสิกอีกด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจในการทำเลสิก ที่นำไปสู่ผลลัพธ์ของการมองเห็นที่ชัดเจนและดีที่สุดของคนไข้
ศูนย์เลสิก LASER VISION

คุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมาด้วย NanoRelex

คุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมาด้วย NanoRelex คุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมาด้วย NanoRelex      ถ้าหากจะต้องเลือกวิธีในการรักษาสายตาคู่นี้ให้กับคุณหรือคนที่คุณรักแล้วล่ะก็ หนึ่งในทางเลือกที่น่าตัดสินใจในวิธีการทำ LASIK ก็คงไม่พ้นวิธีการแบบ FemtoLASIK หรือ ReLEx SMILE แต่ก่อนที่คุณจะรีบตัดสินใจลองมาทำความรู้จักกับ NanoRelex เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากสวิซเซอร์แลนด์ ที่ไม่ใช่แค่ดีกว่า แต่มากกว่าด้วยความคุ้มค่าจากปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (Artificial Intelligence : AI)   ทำความรู้จักกับ NanoRelex      ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักการทำ LASIK ทั่วไปกันก่อน LASIK หรือ Laser In-Situ Keratomileusis เป็นเทคโนโลยีรักษาสายตาโดยใช้แสงเลเซอร์ ที่ใช้รักษาสายตาทั้งสั้น ยาว หรือ เอียง ให้กลับมามองเห็นชัดสดใสเหมือนเดิม การทำ LASIK เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานมากแล้ว กว่า 20 ปี แต่ความเข้าใจของคนทั่วไปอาจจะนึกถึงภาพของ LASIK ที่ใช้ใบมีดในการเปิดกระจกตา ก่อนที่จะใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตา จากนั้นก็จะเป็นภาพที่เห็นได้ประจำ ที่มีคนใส่ที่ครอบตาเป็นเวลานานอยู่หลายวัน   ส่วนอีกวิธีการหนึ่งคือ FemtoLASIK      ที่จะเป็นการใช้เลเซอร์แทนใบมีดในการปรับความโค้งของกระจกตา ที่จะมีความแม่นยำสูงกว่า แผลสมานหายเร็ว เพียงแค่ 1 คืนก็สามารถถอดที่ครอบตาออกได้แล้ว ในขณะที่เทคโนโลยีแบบ ReLEx SMILE เป็นการนำเทคโนโลยี FemtoLASIK มาต่อยอดและพัฒนาวิธีการผ่าตัดโดยใช้เครื่อง Femtosecond Laser ทำการแยกชิ้นกระจกตาเป็นเลนส์ 3มิติ ขนาดเล็กเรียกว่า Lenticules และนำชิ้นเลนส์นั้นออกมาผ่านช่องขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่มีการใช้ Excimer Laser จึงใช้เวลาในการรักษา ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นวิธีการล่าสุดในการทำ LASIK ในปัจจุบัน และใช้เวลาในการทำลดลงกว่าครึ่ง ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการทำ LASIK ในปัจจุบัน      แต่คำว่าใหม่ล่าสุดนั้นคงไม่ใช่อีกต่อไป เพราะตอนนี้ Laser Vision ได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากสวิซเซอร์แลนด์ส่งตรงถึงดวงตาของคนไทย กับ NanoRelex ที่มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะ ใช้พลังงานน้อยที่สุดในการรักษาเพียงระดับนาโนจูลเท่านั้น คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด พร้อมระบบติดตามการกรอกตาที่ช่วยให้การทำเลสิกมีความแม่นยำกว่าเดิม ลดขั้นตอนในการเปิดและปิดชั้นกระจกตาทำให้เวลาผ่าตัดน้อยลง และหลังผ่าตัดก็ไม่ส่งผลกระทบให้ตาระคายเคือง ที่สำคัญแผลจากการทำเลสิกสามารถหายได้ภายใน 24 ชม. เพียงแค่หลับตาโลกก็กลับมาสดใสเหมือนใหม่ คุ้มค่าและประหยัดเวลามากกว่าที่เคย
ศูนย์เลสิก LASER VISION

โรคต้อหินเฉียบพลัน

โรคต้อหินเฉียบพลัน ชื่อโรคก็บ่งบอกให้เรารู้อยู่แล้วว่าเฉียบพลัน "ต้อหินเฉียบพลัน" จะทำให้ผู้ป่วยตาแดง ตามัว ปวดตา และตาบอดในเวลาอันสั้น ทุกอย่างเป็นไปอย่างเฉียบพลัน      ภายในดวงตาคนเรามีน้ำทั้งชนิดใสและข้นเป็นองค์ประกอบ ทำให้ลูกตาเกิดแรงดันอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าใช้เครื่องมือไปวัดจะได้ประมาณ 10-20 มิลลิเมตรปรอท น้ำในลูกตามีการไหลเวียนแลกเปลี่ยนกับกระแสเลือด มีน้ำเข้าในและออกนอกลูกตาเป็นประจำ น้ำเข้าและออกจะสมดุลกัน สำหรับผู้ที่เป็นโรคต้อหินเฉียบพลัน เกิดจากการไหลเวียนของน้ำเข้าและออกผิดพลาด น้ำออกจากตาน้อยกว่าน้ำเข้าตา ทำให้ความดันตาขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว อาจวัดความดันตาได้สูงถึง 50-60 มิลลิเมตรปรอท ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดตา ปวดศรีษะอย่างรุนแรงในทันที แรงดันที่สูงขนาดนี้ ทำให้ กระจกตา ที่ปกติใส จะขุ่นมัวทันที ทำให้ผู้ป่วยตามัวลงอย่างทันทีด้วย      โรคต้อหินเฉียบพลันนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะในคนที่มีรูปร่าง ลักษณะภายในของตาผิดปกติ มองข้างนอกจะเป็นลูกตาปกติ ร่วมกับภาวะแวดล้อมที่ทำให้ ม่านตา ขยายผิดปกติ เช่น จากการใช้ยาบางชนิด พบโรคนี้มากในผู้หญิงสูงอายุ เนื่องด้วยผู้หญิงมักมีขนาดดวงตาเล็กกว่าผู้ชาย เมื่ออายุมากขึ้นขนาดแก้วตาซึ่งอยู่ภายในดวงตาใหญ่ขึ้น (เพราะเนื้อเยื่อบางส่วนของตาเสื่อมลงตามวัย) จึงทำให้ช่องต่างๆ ภายในดวงตาแคบลง   อาการ      ในผู้ป่วยบางราย อาจมีอาการเตือนนำมาก่อนการเกิดต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ รู้สึกปวดตาเวลาใช้สายตามากๆ ทำให้ตาพร่าไปชั่วคราว ตามักพร่ามัวเวลาพลบค่ำ หรือบางครั้งอาจมองเห็นสีรุ้งรอบดวงไฟ แต่พอนอนพักอาการจะดีขึ้น แต่จะมีอาการแบบนี้บ่อยๆ ดังนั้นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้หญิง หากมีอาการดังกล่าวควรรีบเข้าปรึกษาจักษุแพทย์ทันที หากจักษุแพทย์ตรวจพบอาการดังกล่าวร่วมกับความผิดปกติของลักษณะภายในตาที่แคบ หรือตื้น สามารถทำการป้องกันได้โดยการใช้แสงเลเซอร์รักษา ซึ่งสามารถป้องกันโรคนี้ได้อย่างถาวร   ผู้มีปัจจัยเสี่ยงที่เกิดโรคต้อหินเฉียบพลัน ถึงแม้ไม่อาจทราบสาเหตุที่แน่ชัด ที่ทำให้ความดันตาสูงขึ้นอย่างกะทันหัน แต่พอสรุปได้ว่ากลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงที่เกิดโรคต้อหินเฉียบพลันได้แก่ ผู้ป่วยบางเชื้อชาติ เช่น ชาวเอเชีย พบมากกว่าชาวยุโรป ผู้ป่วยหญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย อายุที่มากขึ้นมีโอกาสเป็นมากขึ้น มักพบในอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มี บิดา มารดา และ/หรือ ญาติพี่น้อง เป็นโรคนี้ กล่าวคือ เป็นโรคทางพันธุกรรม ส่วนใหญ่โรคนี้จะเป็นอย่างฉับพลัน โดยไม่มีโรคตาอื่นๆนำมาก่อน มีบ้างที่เกิดจากมีโรคตาบางอย่าง เช่น เป็น ต้อกระจก ที่ต้อแก่แล้วไม่ไปรับการผ่าตัด หรือ ได้รับอุบัติเหตุจนแก้วตาเคลื่อนไปจากเดิม      ดังได้กล่าวแล้วว่า อาการสำคัญของต้อหินเฉียบพลันมี 3 อย่าง ได้แก่ ตาแดง ตามัว และ ปวดตา อาการเหล่านี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบพบจักษุแพทย์ทันที ซึ่งหากแพทย์วินิจฉัยได้เร็ว ให้ยาลดความดันตา ตามด้วยการยิงแสงเลเซอร์อาการทั้ง 3 อย่าง ข้างต้นจะหายได้ ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลแต่อย่างใด ดังนั้นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรเข้าควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตา อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
ศูนย์เลสิก LASER VISION

ตาบอดสีคืออะไร? รู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีทดสอบตาบอดสี

ตาบอดสีเป็นภาวะที่ไม่สามารถแยกสีบางสีได้ และสามารถเกิดได้ทั้งจากปัจจัยทางพันธุกรรม อายุ โรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม หรือต้อกระจก แบ่งประเภทของตาบอดสีได้เป็นตาบอดสีแดง-สีเขียว ตาบอดสีน้ำเงิน-สีเหลือง และตาบอดสีทั้งหมด การทดสอบตรวจตาบอดสีสามารถทำได้ด้วย Ishihara Test ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับความนิยม ด้วยการดูแผ่นกระดาษหลายหน้าที่มีจุดสีที่คนตาบอดสีมักสับสน หากอ่านได้ทั้งหมดหมายความว่ามีสายตาที่ปกติ อาการตาบอดสีส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต เช่น การขับขี่รถยนต์ การประกอบอาชีพบางสายงานอาจมีปัญหาได้ และเกิดปัญหาในการเรียนรู้ได้   ตาบอดสีเป็นภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถแยกสีบางสีได้ ซึ่งอาจเกิดจากพันธุกรรมหรือปัญหาทางสายตา ทำให้การมองเห็นอาจไม่ได้เต็มไปด้วยสีสันอย่างที่ควรจะเป็น โดยบทความนี้จะพาทำความรู้จักกับตาบอดสี ตั้งแต่สาเหตุ อาการ และวิธีทดสอบ ไปดูกันเลย!     ตาบอดสีเกิดจากอะไร? ตาบอดสีส่วนใหญ่จะเกิดจากพันธุกรรม โดยถ่ายทอดทางโครโมโซม X จึงพบได้ในเพศชายมากกว่าเพศหญิง จากสถิติพบว่าประมาณ 8% ของประชากรชายอาจมีภาวะตาบอดสี ในขณะที่เพศหญิงพบได้น้อยกว่า นอกจากนี้ โรคตาบอดสียังเกิดจากสาเหตุอื่นได้ เช่น โรคทางตา การบาดเจ็บ หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ในกรณีนี้จะเป็นอาการตาบอดสีที่ไม่ได้มาจากกรรมพันธุ์ และในกรณีนี้อาจรักษาได้บางส่วน ซึ่งตาบอดสีเกิดจากปัจจัยหลายประการ ดังนี้   กรรมพันธุ์ เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด มักเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาการที่พบบ่อยคือการมีตาบอดสีเขียวและสีแดง พบในเพศชายประมาณ 7% และเพศหญิง 0.5 - 1% อายุ เพราะการเสื่อมของเซลล์รับสีตามวัยที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อการมองเห็นสี โรคเกี่ยวกับดวงตา เช่น ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม และต้อกระจก โรคอื่นๆ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคเบาหวาน หรือโรคพาร์กินสัน สาเหตุอื่นๆ ทั้งจากการบาดเจ็บที่ดวงตา การได้รับสารเคมีเป็นระยะเวลานาน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด   โดยดวงตาสามารถมองเห็นวัตถุและสีต่างๆ ได้ด้วยความร่วมมือของเซลล์รับแสงในจอประสาทตา ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิดหลัก คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod Cells) และเซลล์รูปกรวย (Cone Cells) ซึ่งมีหน้าที่ที่ต่างกันอย่างชัดเจน ดังนี้ เซลล์รูปแท่ง (Rod Cells) เซลล์ชนิดนี้ทำหน้าที่ในการมองเห็นในที่ที่มีแสงสลัวหรือในที่มืด ภาพที่มองเห็นจะเป็นเพียงเฉดขาว ดำ หรือเทา ตามความสว่างของแสงรอบตัว เซลล์รูปแท่งจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการมองเห็นตอนกลางคืน หรือในสถานการณ์ที่มีแสงน้อย เซลล์รูปกรวย (Cone Cells) เซลล์ชนิดนี้เป็นตัวที่ทำให้เราสามารถมองเห็นสีต่างๆ ได้ โดยจะทำงานเมื่อมีแสงสว่างมากพอ เซลล์รูปกรวยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตามช่วงคลื่นของแสงที่ตอบสนอง ได้แก่ เซลล์รับแสงสีแดง เซลล์รับแสงสีเขียว และเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน เมื่อแสงตกกระทบเข้าสู่ดวงตาจะกระตุ้นเซลล์เหล่านี้ให้ส่งสัญญาณไปยังสมอง ซึ่งสมองเหล่านี้ก็จะประมวลผลและผสมผสานสัญญาณต่างๆ เพื่อให้สามารถมองเห็นเป็นสีสันได้หลากหลาย   กรณีที่มองเห็นสีปกติ เซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิดที่รับแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน จะทำงานร่วมกันอย่างสมดุล เมื่อแสงตกกระทบเข้าตาเซลล์เหล่านี้จะถูกกระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อประมวลผลออกมาเป็นสีต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ในภาวะนี้เรียกว่า Trichromatism กรณีที่เซลล์รับสีมีความผิดปกติ ไม่สามารถรับสีได้ครบทั้ง 3 ชนิด หรือมีชุดใดชุดหนึ่งทำงานผิดปกติ ส่งผลให้การรับรู้คลาดเคลื่อนจากคนทั่วไป ภาวะนี้เรียกว่า Dichromatism ผู้ที่มีภาวะนี้มักไม่รู้ตัว เพราะสมองจะปรับการรับรู้สีตามแบบที่ตัวเองเห็นจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ กรณีที่รุนแรงมาก จะมีเซลล์รับสีเพียงชนิดเดียว หรือไม่มีเลย ส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็นสีใดได้เลย มองเห็นเพียงเฉดขาว ดำ และเทาเท่านั้น ภาวะนี้จะเรียกว่า Monochromatism เป็นภาวะที่พบได้น้อยแต่ส่งผลต่อการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวัน     ระดับความรุนแรงของอาการตาบอดสี อาการตาบอดสีสามารถแบ่งตามระดับความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับตามความรุนแรง ดังนี้   ความรุนแรงระดับต่ำ สามารถแยกแยะสีส่วนใหญ่ได้ อาจเห็นสีเพี้ยนไปเล็กน้อย แต่ยังสามารถบอกหรือคาดเดาสีได้ถูกต้อง ความรุนแรงระดับกลาง แยกแยะสีที่คล้ายกันได้ยาก ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ความรุนแรงระดับสูง กรณีที่รุนแรงที่สุดจะมองเห็นโลกเป็นสีขาว เทา และดำ (Achromatopsia) ซึ่งพบได้น้อยมากและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต     ประเภทของตาบอดสีมีอะไรบ้าง? หลายคนอาจสงสัยว่าผู้มีอาการตาบอดสีมองเห็นสีอะไรบ้าง โดยตาบอดสีมีหลายประเภท แบ่งตามลักษณะของการเห็นสี ดังนี้ ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-green Color Blindness) ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-green Color Blindness) เป็นประเภทที่พบมากที่สุด โดยผู้ที่มีภาวะนี้จะมีปัญหาในการแยกแยะระหว่างสีแดงและสีเขียว ซึ่งลักษณะการมองเห็นของแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของเซลล์รูปกรวยในดวงตา   Protanomaly ผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีแดงน้อย จะมองเห็นโทนสีแดง สีส้ม และสีเหลืองเป็นโทนสีเขียว Protanopia ผู้ที่ไม่มีเซลล์รูปกรวยสีแดง จะมองเห็นโทนสีแดงเป็นสีดำ Deuteranomaly ผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีเขียวน้อย จะมองเห็นโทนสีเขียวเป็นโทนสีแดง Deuteranopia ผู้ที่ไม่มีเซลล์รูปกรวยสีเขียว จะมองเห็นโทนสีเขียวเป็นสีดำ   ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง (Blue-yellow Color Blindness) ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง (Blue-yellow Color Blindness) เป็นอาการตาบอดสีประเภทที่มักเกี่ยวข้องกับโรคทางสายตาอื่นๆ มากกว่าเกิดจากพันธุกรรม โดยผู้ที่มีภาวะนี้จะมีปัญหาในการแยกสีน้ำเงิน สีเหลือง สีเขียว และสีแดง   Tritanomaly ผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงินน้อย จะมีปัญหาในการแยกสีน้ำเงินกับสีเขียว รวมถึงสีแดงกับสีม่วง Tritanopia ผู้ที่ไม่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงิน จะไม่สามารถแยกแยะโทนสีน้ำเงินและสีเหลืองได้ เช่น สีน้ำเงินกับสีเขียว สีม่วงกับสีแดง และสีเหลืองกับสีชมพู   ตาบอดสีทั้งหมด (Complete Color Blindness) ตาบอดสีทั้งหมด (Complete Color Blindness) หรือเรียกว่า Monochromacy เป็นภาวะที่เซลล์รูปกรวยทั้งหมดในดวงตาไม่ทำงานหรือขาดหายไป ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้พบได้น้อยมากกว่าภาวะอื่นๆ โดยจะมองเห็นทุกสิ่งเป็นโทนสีเทา และอาจสลับสีกัน เช่น ระหว่างสีเขียวกับสีน้ำเงิน สีแดงกับสีดำ หรือสีเหลืองกับสีขาว และในบางรายอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติอีกด้วย     วิธีทดสอบอาการตาบอดสี หากกำลังสงสัยว่าอาจเข้าข่ายเป็นโรคตาบอดสี ลองสังเกตอาการต่อไปนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ของภาวะตาบอดสี สังเกตอาการด้วยตัวเอง การสังเกตพฤติกรรมหรือตรวจอาการตาบอดสีเบื้องต้นด้วยตัวเองเป็นเพียงการประเมินเบื้องต้นเท่านั้น สามารถสังเกตอาการได้ดังนี้   มีความยากลำบากในการแยกแยะสีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถจดจำหรือบอกสีได้อย่างถูกต้อง ยังมองเห็นสีได้หลากหลาย แต่สีที่เห็นมีความแตกต่างจากคนทั่วไป การมองเห็นถูกจำกัดเพียงบางโทนสีเท่านั้น ในกรณีที่รุนแรง ภาพที่มองเห็นอาจมีเพียงสีขาว สีดำ และสีเทาเท่านั้น   ทดสอบตาบอดสีด้วย Ishihara Test การทดสอบตาบอดสีด้วย Ishihara Test เป็นวิธีทดสอบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยใช้ในการทดสอบคัดกรองว่ามีภาวะตาบอดสีหรือไม่ ผู้เข้ารับการตรวจจะดูแผ่นภาพหรือแผ่นกระดาษหลายหน้า ซึ่งแผ่นทดสอบจะมีจุดสีที่คนตาบอดสีมักสับสน หากสามารถอ่านและลากเส้นได้ถูกต้องทั้งหมดจะถือว่าการมองเห็นสีเป็นปกติ แต่สำหรับคนตาบอดสีแดงมักจะสับสนระหว่างสีแดงกับสีน้ำเงินอมเขียว หากมีตัวเลขสีแดงบนพื้นสีน้ำเงินอมเขียว ก็อาจมองไม่เห็นตัวเลขบนแผ่นทดสอบที่ซ่อนอยู่     ปัญหาคนตาบอดสีกับการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากตาบอดสีจะเป็นปัญหาในการแยกแยะสีแล้ว แต่ยังส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหลายด้านด้วยกัน ดังนี้ เกิดปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ผู้ที่มีภาวะตาบอดสี โดยเฉพาะในวัยเด็กยังคงมีความสามารถในการเรียนรู้เหมือนเด็กทั่วไป แต่การรับรู้เรื่องสีมีความผิดเพี้ยน ทำให้คำตอบหรือการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสีจะได้ผลลัพธ์แตกต่างจากคนอื่น หากในการเรียนวิชาอื่นๆ กิจกรรมที่ไม่ได้ใช้สีสันมากนัก ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่แตกต่างกับคนทั่วไป แต่ผู้ที่มีอาการตาบอดสีมักได้รับผลกระทบในวิชาศิลปะ การประเมินพัฒนาการทางภาษา และการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสี การขับขี่รถยนต์ ตาบอดสีส่งผลกระทบชัดเจนต่อการขับขี่รถยนต์ เนื่องจากต้องสังเกตความแตกต่างของไฟจราจร โดยอาจสังเกตจากความเข้มข้นของสีที่ไม่เท่ากัน หากสามารถแยกแยะได้ก็ขับขี่บนท้องถนนได้อย่างปลอดภัย การทดสอบใบขับขี่จึงต้องมีการประเมินความสามารถในการบอกสัญญาณไฟจราจรและเกณฑ์อื่นๆ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน การประกอบอาชีพ ผู้ที่มีอาการตาบอดสีอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงบางอาชีพ เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น ตัวอย่างอาชีพที่ไม่เหมาะกับตาบอดสี เช่น นักบิน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสารเคมี จิตรกร นักออกแบบกราฟิก เป็นต้น คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสี สำหรับผู้ที่มีภาวะตาบอดสี นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันแล้วยังมีคำแนะเพิ่มเติม ดังนี้   เนื่องจากเป็นอาการที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางป้องกันการเกิดภาวะตาบอดสีในเครือญาติ หากไม่ได้เป็นตาบอดสีแต่กำเนิด แต่กลับมีอาการเกิดขึ้นภายหลัง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีสามารถสอบใบขับขี่ได้ โดยต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถแยกแยะความแตกต่างของสัญญาณไฟจราจรได้อย่างถูกต้อง ตรวจตาบอดสีที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร แนะนำมาตรวจอาการตาบอดสีได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยบุคลากรทางการแพทย์มากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับดวงตา และจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ตาบอดสีเป็นภาวะที่ทำให้ไม่สามารถแยกแยะสีบางสีได้ โดยส่วนใหญ่เกิดจากกรรมพันธุ์และพบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อาการตาบอดสีสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท เช่น ตาบอดสีแดง-สีเขียว ตาบอดสีน้ำเงิน-สีเหลือง และตาบอดสีทั้งหมด และภาวะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถและการประกอบอาชีพบางอย่าง ซึ่งการทดสอบตาบอดสีสามารถทำได้ด้วย Ishihara Test    หากสงสัยหรือต้องการรับคำแนะนำ การตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ มาที่ Bangkok Eye Hospital ซึ่งมีบริการรักษาอาการและโรคเกี่ยวกับดวงตาทุกประเภท รวมถึงบริการตรวจอาการตาบอดสีอีกด้วย FAQ – คำถามที่พบบ่อย   ตาบอดสีรักษาได้ไหม? ตาบอดสีไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดจากพันธุกรรม เนื่องจากตาบอดสีเกิดจากเซลล์รูปกรวยมีจำนวนไม่เพียงพอหรือขาดหายไป และปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ทดแทนเซลล์เหล่านี้ได้ 2. ตาบอดสีสามารถสอบใบขับขี่ได้หรือไม่? ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีระดับไม่รุนแรงยังคงสามารถสอบใบขับขี่ได้ โดยจะต้องสามารถสังเกตความเข้ม-อ่อนของสัญญาณไฟจราจรและตอบคำถามได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ หากมีปัญหาค่าสายตาร่วมด้วย ก็ยังสามารถวัดสายตา ทำเลสิกเพื่อรักษาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงได้เช่นเดียวกัน 3. ผู้หญิงมีภาวะตาบอดสีได้หรือไม่? ผู้หญิงสามารถมีภาวะตาบอดสีได้ แต่มีโอกาสน้อยมาก เนื่องจากภาวะตาบอดสีแบบพันธุกรรมถูกถ่ายทอดทางโครโมโซม X ซึ่งผู้หญิงมีโครโมโซม X สองตัว หากตัวหนึ่งเป็นโรคตาบอดสี อีกตัวที่ปกติก็จะช่วยควบคุมอาการไม่ให้แสดงออกมา ผู้ชายที่มีโครโมโซม X เพียงตัวเดียวจึงมีโอกาสเป็นตาบอดสีมากกว่าผู้หญิง
ศูนย์เลสิก LASER VISION

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบอาจจะเกิดจากภูมิแพ้หรือเกิดจากการติดเชื้อโรคก็ได้      อาการทางภูมิแพ้มักจะเกิดที่ตาเนื่องจากตาเป็นอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมาก เส้นเลือดเหล่านี้ตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ได้ง่าย และที่สำคัญตาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเมื่อคุณได้รับสารก่อภูมิแพ้เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่น รังแคสัตว์ ยา ควันบุหรี่ สารภูมิแพ้เหล่านั้นจะละลายในน้ำตา และกลับสู่เยื่อบุตาซึ่งจะสร้างสารต่อต้านสารภูมิแพ้ที่เรียกว่า Antibody IgE เมื่อภูมิจับกับ antibody จะเกิดการหลั่งสารหลายอย่างทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น ตาของคุณก็จะมีอาการเคือง แดงและมีน้ำตาไหล หนังตามักจะปกติ การมองเห็นจะปกติ และไม่แนะนำให้ใส่ contact lens เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย   ชนิดของเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ conjunctivitis เป็นเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะมีอาการน้ำมูกไหลร่วมด้วย อาการที่สำคัญคือ มีน้ำตาไหล เคืองตา มักจะเป็นกับตาสองข้าง อาการมักจะเป็นตามฤดูกาล   Perrennial allergic conjunctivitis  เป็นการเกิดภูมิแพ้ที่เกิดจากสารภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นตลอดปี พบได้น้อยกว่าชนิดแรก อาการมักจะน้อกว่าชนิดแรก   Atopic Keratoconjuntivitis มักจะพบร่วมกับผื่น atopic ของผิวหนังที่หนังตา และหน้า อาการที่พบร่วมคือ ตาแดง เคืองตา คัน น้ำตาไหล   ลักษณะสำคัญที่บ่งบอกเยื่อบุตาอักเสบเกิดจากภูมิแพ้ อาการคันในตาเป็นอาการที่สำคัญ หากติดเชื้อจะเป็นอาการปวดแสบร้อน น้ำตาจะเป็นน้ำใส หากติดเชื้อจะเป็นเมือกหรือหนอง มักจะมีการอักเสบของเปลือกตา ผู้ป่วยมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว   การป้องกัน        ควรจะหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ เช่นไม่ไปเดินในที่มีเกสรดอกไม้ ไม่ไปในที่มีควันบุหรี่ กอฟาง   การดูแลตัวเอง      เมื่อเกิดอาการเคืองตาและสงสัยว่าเกิดจากภูมิแพ้ควรจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งก่อภูมิแพ้ทันที อาจจะซื้อน้ำตาเทียมซึ่งจะทำให้ลดอาการบวมและชะล้างสารก่อภูมิแพ้ ใช้ผ้าเย็นปิดตาเพื่อลดอาการบวม อาจจะซื้อยาแก้แพ้รับประทาน หากดูแลตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ซึ่งจะให้ยาหยอดตาแก้แพ้   หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ บางครั้งอาจจะต้องใช้น้ำสะอาดล้างตา ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม   การใช้ยาเพื่อรักษา ใช้ยาแก้แพ้ antihistamine ซึ่งใช้ได้ทั้งชนิดยาหยอดตาและยารับประทาน ยาหยอดตาเพื่อให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุตา ยาหยอดตา steroid

ที่อยู่

Laser Vision International LASIK Center

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา :