มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

กระจกตาบางเกิดจากอะไร? อาการ ผลกระทบต่อสายตาและวิธีรักษา

กระจกตาบาง คืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital กระจกตาบาง คือภาวะที่ชั้นกระจกตาหน้าดวงตามีความหนาน้อยกว่าปกติ ส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็น สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม การขยี้ตาบ่อยๆ หรือผลข้างเคียงจากการผ่าตัด อาการที่สังเกตได้ชัดคือ ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย และมองเห็นภาพบิดเบี้ยว กระจกตาบางคือภาวะที่ความหนาของกระจกตาลดลง ซึ่งกระจกตามีหน้าที่สำคัญในการโฟกัสแสงเข้าสู่ดวงตาเพื่อให้เรามองเห็นได้คมชัด หากกระจกตาบางเกินไป อาจส่งผลต่อการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่น เลสิก การเข้าใจสาเหตุและอาการอย่างถูกต้องจึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้นครับ กระจกตาคืออะไร? สิ่งสำคัญต่อการมองเห็น กระจกตา (Cornea) คือชั้นโปร่งใสด้านหน้าสุดของดวงตา มีหน้าที่ช่วยหักเหแสงให้เข้าสู่ดวงตา และยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคโดยตรง โดยปกติความหนาของกระจกตาจะอยู่ที่ประมาณ 520-550 ไมครอน แต่ความหนานี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นครับ รู้จักกับกระจกตาบาง กระจกตาบางคือลักษณะของกระจกตาที่มีความหนาน้อยกว่า 500 ไมครอน โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นโรค แต่จะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น ต้อหิน เนื่องจากอาจทำให้ค่าความดันตาที่วัดได้คลาดเคลื่อน นอกจากนี้ กระจกตาบางยังมีผลต่อการเลือกวิธีแก้ไขสายตา หากคนไข้ต้องการทำ LASIK แต่กระจกตาบาง แพทย์อาจแนะนำทางเลือกอื่น เช่น PRK, ICL, FemtoLASIK หรือ SMILE Pro แทนครับ หลายคนสงสัยว่า "ใส่คอนแท็กต์เลนส์ทำให้กระจกตาบางไหม?" คำตอบคือการใส่ถูกวิธีไม่ได้ทำให้บางลง แต่หากใส่นานเกินไปจนตาขาดออกซิเจน อาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อกระจกตาได้ครับ กระจกตาบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง? 1. โรคทางพันธุกรรม กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยกระจกตาจะบางลงและโป่งยื่นออกมาคล้ายรูปกรวย ทำให้สายตาเอียงผิดปกติเรื้อรัง 2. การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดตา การทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK ที่มีการเลเซอร์เนื้อกระจกตาออกมากเกินไป อาจทำให้กระจกตาที่เหลืออยู่บางลง รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงที่ทำลายเนื้อเยื่อตา 3. โรคภูมิคุ้มกันและการใช้ยา โรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น รูมาตอยด์ หรือ SLE อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนกระจกตาบางลง รวมถึงการใช้ยาหยอดตาที่มี สเตียรอยด์ ต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยครับ อาการของภาวะกระจกตาบาง ภาวะนี้มักพัฒนาอย่างช้าๆ ในระยะแรกอาจไม่สังเกตเห็น แต่ควรเข้ารับการตรวจหากพบอาการเหล่านี้: มองเห็นพร่ามัว หรือภาพบิดเบี้ยวผิดรูป ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย โดยไม่ทราบสาเหตุ มีค่าสายตาเอียงสูงผิดปกติ วิธีการตรวจและวินิจฉัยกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เช่น Keratometer เพื่อวัดความโค้งของกระจกตา และการทำ Corneal Topography เพื่อสร้างแผนภูมิดวงตาแบบละเอียด การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยจักษุแพทย์เท่านั้น เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการแก้ไขสายตาผิดปกติครับ สรุป กระจกตาบางส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นโดยตรง ผู้ที่วางแผนทำเลสิกควรเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียดที่ Bangkok Eye Hospital เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Q: ทำอย่างไรให้กระจกตาหนาขึ้น? A: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีทำให้กระจกตาหนาขึ้นได้ เนื่องจากเป็นโครงสร้างเนื้อเยื่อถาวร การดูแลจึงเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้บางลงกว่าเดิมครับ Q: ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร? A: สายตาจะพร่ามัวรุนแรงขึ้นจนแว่นสายตาทั่วไปช่วยไม่ได้ เสี่ยงต่อภาวะกระจกตาบวมน้ำฉับพลัน หรือกระจกตาทะลุ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ครับ Q: สามารถป้องกันภาวะกระจกตาบางได้ไหม? A: เลิกขยี้ตาแรงๆ: เพราะเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้กระจกตาบางและย้วย ตรวจสุขภาพตาประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระจกตา เพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีครับ นัดหมายตรวจสุขภาพตา หากคุณมีอาการสายตาเปลี่ยนบ่อย หรือกังวลเรื่องกระจกตาบาง ปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ได้ทันที แผนที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital 10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230 เปิด Google Maps คลิก ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม แชทผ่าน LINE 02 511 2111 เปิดให้บริการทุกวัน 08.00-20.00 น. | www.bangkokeyehospital.com เผยแพร่เมื่อ: 12 พ.ค. 2026 เวลา 17:23 น.
ศูนย์จอประสาทตา

อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้!

ผู้ป่วยเบาหวานต้องรู้! อาการเบาหวานขึ้นตา ภัยร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง อาจเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าอาการเบาหวานขึ้นตาคืออะไร มีอาการเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเจาะลึกหาสาเหตุของอาการ รวมถึงแนวทางการรักษาอย่างถูกวิธี ไปหาคำตอบกันเลย! อาการเบาหวานขึ้นตา คือภาวะที่เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานจนทำให้หลอดเลือดที่จอประสาทตาได้รับความเสียหาย จนส่งผลกระทบต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรง ได้แก่ ระยะเริ่มแรกที่ยังไม่แสดงอาการ หรือส่งผลต่อการมองเห็นเล็กน้อย และระยะก้าวหน้าที่ส่งผลต่อการมองเห็นจนอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ภาวะแทรกซ้อนของอาการเบาหวานขึ้นตา เช่น เลือดออกในวุ้นตาจอตาลอกต้อหินไปจนถึงการสูญเสียการมองเห็น หากมีอาการเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก แพทย์จะแนะนำให้ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการ แต่หากเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้นจนเป็นระยะก้าวหน้าแพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยยา เลเซอร์ หรือการผ่าตัดตามเหมาะสม รักษาเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถทำให้หายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาอาการและลดโอกาสเกิดการลุกลามได้ จึงควรเข้ามาพบแพทย์เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติทางการมองเห็น     เบาหวานขึ้นตา คืออะไร โรคเบาหวาน คืออาการที่เกิดจากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานาน ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในการผลิตอินซูลินที่เป็นฮอร์โมนช่วยนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย หรือเกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลินที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน เมื่อร่างกายไม่นำน้ำตาลไปใช้น้ำตาลก็จะสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมากนั่นเอง อาการเบาหวานขึ้นตา หรือจอประสาทตาเสื่อมจากเบาหวาน (Diabetic Retinopathy) คือภาวะที่เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานาน ส่งผลให้หลอดเลือดที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อทำหน้าที่รับแสงและส่งสัญญาณภาพไปยังสมองได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อการมองเห็น อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จึงควรเฝ้าระวังเป็นอย่างมากเพราะอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้เลยทีเดียว! อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นอย่างไร ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรหมั่นสังเกตอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีหากมีอาการ ป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต โดยอาการที่สังเกตได้ มีดังนี้ มองเห็นภาพมัวหรือมองเห็นได้ไม่ชัดเกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาเสียหาย ทำให้จอประสาทตาบวม หรือมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาเกิดจากเลือดหรือของเหลวรั่วไหลออกมาในน้ำวุ้นตา มองเห็นภาพบิดเบี้ยวเกิดจากจอประสาทตาบวม หรือมีของเหลวรั่วซึมเข้าไปในจอประสาทตา มองเห็นสีผิดเพี้ยนอาจมีปัญหาในการแยกแยะสีต่างๆ โดยเฉพาะสีแดงและสีเขียว มองไม่ค่อยเห็นในที่มืดและมีปัญหาในการมองเห็นในสภาพแสงน้อย สูญเสียการมองเห็นบางส่วนหรือทั้งหมดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและตำแหน่งที่เกิดความเสียหายบนจอประสาทตา     เบาหวานขึ้นตา 2 ระยะ ที่ควรรู้! นอกจากอาการเบาหวานขึ้นตาข้างต้นแล้ว เบาหวานขึ้นตายังแบ่งออกเป็น 2 ระยะตามความรุนแรงของอาการได้อีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้ เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก เบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก (Non-Proliferative Diabetic Retinopathy - NPDR) คือระยะที่หลอดเลือดฝอยเล็กๆ ที่จอประสาทตาเริ่มผิดปกติแต่ยังไม่รุนแรงมากนัก มีสาเหตุจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ผนังหลอดเลือดที่จอประสาทตาอ่อนแอ เปราะบาง ทำให้หลอดเลือดโป่งพอง มีเลือดออกเล็กน้อย หรือมีของเหลวรั่วซึมออกมา ในระยะนี้ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการใดๆ หรืออาจมีมองเห็นภาพมัวเล็กน้อย จักษุแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือดที่จอประสาทตาได้จากการตรวจตาหากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตา เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า เบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า (Proliferative Diabetic Retinopathy - PDR) คือระยะที่อาการเริ่มรุนแรงมากขึ้น เกิดจากหลอดเลือดที่จอประสาทตาถูกทำลายอย่างรุนแรงจนร่างกายพยายามสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่หลอดเลือดใหม่เหล่านี้มีผนังบาง เปราะและแตกง่าย โดยสาเหตุหลักของระยะนี้คือภาวะขาดออกซิเจนที่จอประสาทตาเนื่องจากหลอดเลือดเดิมถูกทำลาย ร่างกายจึงกระตุ้นให้สร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อนำออกซิเจนมาเลี้ยงจอประสาทตา ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการมองเห็นภาพมัวมากขึ้น มีจุดดำหรือเส้นลอยไปมาในสายตาจำนวนมาก มองเห็นภาพบิดเบี้ยว และอาจสูญเสียการมองเห็นหากมีเลือดออกในน้ำวุ้นตาหรือเกิดจอประสาทตาหลุดลอก และยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดต้อหิน และโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย     เบาหวานขึ้นตาห้ามละเลย อาจสูญเสียการมองเห็นได้! เบาหวานขึ้นตาหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ โดยมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้ เลือดออกในวุ้นตาผู้ป่วยจะเริ่มมองเห็นจุดสีดำลอยไปมา หากปล่อยไว้จนมีเลือดออกมาในปริมาณมากอาจทำให้บดบังการมองเห็นได้ และใช้เวลารักษาอาการเลือดออกในวุ้นตาประมาณ 2 - 3 สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน จอตาลอกแผลในตาที่เกิดจากเบาหวานขึ้นตาส่งผลให้เกิดการดึงรั้งบริเวณจอตาจนเกิดเป็นแผลหรือรอยจอตาลอก ส่งผลให้มองเห็นจุดดำลอยไปมา เห็นแสงวาบ และสูญเสียการมองเห็นอย่างรุนแรง ต้อหินกลุ่มเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของร่างกายอาจแทรกแซงการระบายน้ำในลูกตา ความดันตาจึงสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ทำหน้าที่ส่งภาพจากดวงตาไปยังสมอง สูญเสียการมองเห็นอาการเบาหวานขึ้นตาที่ก่อให้เกิดต้อหิน หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ท้ายที่สุดจะส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ การตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตาโดยแพทย์ วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนเข้ามาตรวจตาและขยายม่านตาเพื่อตรวจจอตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติหรือไม่มีอาการที่เป็นสัญญาณของเบาหวานขึ้นตาเลยก็ตาม หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการเบาหวานขึ้นตา แพทย์จะแนะนำให้มาตรวจบ่อยขึ้นเพื่อประคองอาการ หลังจากตรวจวินิจฉัยเบาหวานขึ้นตา ผู้ป่วยมีมักมีอาการตามัวเป็นเวลา 4 - 6 ชั่วโมง จึงควรมีผู้ดูแลเดินทางไปด้วยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางหลังการวินิจฉัยนั่นเอง     แนวทางการรักษาเบาหวานขึ้นตา วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาแบ่งออกตามระยะอาการ โดยมีแนวทางการรักษาดังนี้ แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรก วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะเริ่มแรกที่ยังไม่มีหลอดเลือดเกิดใหม่ การมองเห็นยังเป็นปกติ แพทย์จะแนะนำให้ควบคุมระดับน้ำตาลและระดับน้ำตาลสะสมให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ รวมถึงควบคุมอาการโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย เพื่อประคับประคองอาการและชะลอความรุนแรงของโรค พร้อมนัดให้ผู้ป่วยเข้ามาตรวจหาความผิดปกติของโรคอย่างสม่ำเสมอ หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้นจะได้รับการรักษาทันท่วงที แนวทางรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้า วิธีรักษาเบาหวานขึ้นตาระยะก้าวหน้าทำได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ดังนี้ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยยาแพทย์จะฉีดยาเข้าวุ้นตาเพื่อลดการรั่วของหลอดเลือด และทำให้หลอดเลือดที่เกิดขึ้นมาใหม่ฝ่อลง อย่างไรก็ตาม ตัวยาออกฤทธิ์ไม่ถาวรและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในวุ้นตา ตาอักเสบ เป็นต้น รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยเลเซอร์วิธีมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยเบาหวานขึ้นตาที่เริ่มสร้างหลอดเลือดใหม่หรืออาการจุดภาพชัดบวม เลเซอร์จะช่วยให้เส้นเลือดใหม่ฝ่อลง จอตายุบ ลดอาการเลือดออกในตา และลดความเสี่ยงตาบอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาเบาหวานขึ้นตาด้วยการผ่าตัดหากผู้ป่วยเริ่มมีอาการรุนแรง เลือดออกในตาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการดึงรั้งที่พังผืดจอประสาทตา การผ่าตัดวุ้นตาจะช่วยลดความรุนแรงของโรค ซ่อมแซมจอตาที่ลอกให้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงตาบอด และเรียกคืนการมองเห็น ดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลอาการเบาหวานขึ้นตา การป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองไม่ให้เป็นเบาหวาน แต่สำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานแล้ว มาดูกันว่ามีแนวทางดูแลตัวเองอย่างไรเพื่อป้องกันอาการเบาหวานขึ้นตา ดังนี้ กินอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงอาหารรสจัด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม อยู่ในระดับปกติที่ระหว่าง 70 - 100 mg/dL ควบคุมความดันให้ไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดหรือลดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หมั่นสังเกตการมองเห็นของตัวเองว่ามีอาการผิดปกติไหม เช่น มองเห็นไม่ชัด ตามัว มองเห็นเป็นจุดดำ เป็นต้น ไปพบจักษุแพทย์ตามนัดเป็นประจำแม้ไม่มีอาการผิดปกติทางการมองเห็น เบาหวานขึ้นตา รักษาให้หายขาดได้ไหม? อาการเบาหวานขึ้นตาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดความเสี่ยงการลุกลามของโรคจนเป็นสาเหตุให้สูญเสียการมองเห็นได้ด้วยการควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด     เบาหวานขึ้นตา เลือกกินได้อย่างไร หากมีอาการเบาหวานหรือเบาหวานขึ้นตาสามารถเลือกกินอย่างถูกวิธีเพื่อประคับประคองอาการและรักษาระดับน้ำตาลให้เหมาะสมได้ ดังนี้ เลือกกินผักผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ชมพู่ เป็นต้น เลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันเพื่อลดไขมันในเลือด เช่น เนื้อปลา อกไก่ เป็นต้น หลีกเลี่ยงขนมหวานและอาหารที่มีน้ำตาลสูง หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัดหรืออาหารที่ผ่านการปรุงด้วยเกลือแกง น้ำปลา ซีอิ๊วขาว หรือซอส รักษาเบาหวานขึ้นตา ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเบาหวานขึ้นตาได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาอย่างมีประสิทธิภาพด้วยข้อโดดเด่นที่น่าสนใจ ดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ คอยให้คำปรึกษา วินิจฉัย และแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โรงพยาบาลมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เป็นการรักษาสมัยใหม่ด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาที่แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลให้การรักษาอย่างครบวงจร พร้อมให้บริการตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ตลอดจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ โรงพยาบาลใส่ใจในการบริการ และมีบรรยากาศที่เป็นกันเอง   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป อาการเบาหวานขึ้นตาเป็นภาวะที่จอประสาทตาได้รับความเสียหายจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน ในระยะเริ่มแรกจะยังไม่รุนแรงมากนัก แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยดูแลตัวเองผ่านการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตและการเลือกกิน พร้อมประคับประคองโรคอื่นๆ ด้วย แต่หากเป็นหนักถึงขั้นระยะก้าวหน้า ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด มองเห็นเป็นจุดดำ หรือสูญเสียการมองเห็นเลยก็ได้ แพทย์จะรักษาโดยการใช้ยา การเลเซอร์ หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและดุลยพินิจของแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยเบาหวานแม้ว่าจะยังมองเห็นได้ชัดเจนเป็นปกติ ควรเข้ามาตรวจสุขภาพดวงตาเพื่อเฝ้าระวังอาการเบาหวาน มาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalเรามีบริการตรวจและรักษาอาการเบาหวานขึ้นตาอย่างครบวงจรด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ รักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย มั่นใจได้ในผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ศูนย์จอประสาทตา

จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา

จอประสาทตาฉีกขาดหรือจอประสาทตาหลุดลอก ต้นตอของปัญหาตาพร่ามัว การมองเห็นผิดปกติ และอาจส่งผลให้เลือดออกในตา บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับจอประสาทตาฉีกขาดให้มากขึ้น ตั้งแต่นิยาม อาการ สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง ตลอดจนแนวทางการรักษาจอประสาทตาฉีกขาดอย่างเหมาะสม รวมถึงวิธีการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะจอประสาทตาฉีกขาดได้ในบทความนี้   จอประสาทตาฉีกขาด คือภาวะเนื้อเยื่อจอประสาทตาหรือ Retina ซึ่งมีหน้าที่รับสัญญาณภาพและส่งไปประมวลผลที่สมองเกิดรูหรือฉีกขาด ส่งผลต่อการมองเห็นที่ผิดปกติ เมื่อจอประสาทตาฉีกขาดจะมีอาการตาพร่ามัว เกิดตะกอนสีดำในดวงตา เวลามองจะเห็นจุดดำ เส้นสีดำ เห็นแสงคล้ายไฟกะพริบหรือฟ้าแล่บ และมีอาการเลือดออกในดวงตา การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบไม่ผ่าตัด ใช้รักษาในกรณีที่อาการยังไม่รุนแรง ม่านตายังไม่เกิดรู หรือการฉีกขาด ทำได้ 3 วิธี ได้แก่ การฉายแสงเลเซอร์ การใช้ความเย็นจี้ และการฉีดแก๊ส การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบผ่าตัด เหมาะสำหรับการรักษาจอประสาทตาฉีกขาดที่มีอาการรุนแรง ทำได้ 2 แบบ ได้แก่ การผ่าตัดจอประสาทตา และการผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่าตัดวุ้นตาและจอประสาทตา รักษาจอประสาทตาฉีกขาดที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่มีจักษุแพทย์และทีมงานรักษาที่เชี่ยวชาญด้านโรคตาโดยเฉพาะเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยครบวงจร จอประสาทตาฉีกขาด คืออะไร จอประสาทตา หรือ จอตา (Retina) เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่มีลักษณะเป็นชั้นบางอยู่ในลูกตา ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อประมวลผล โดยที่เนื้อเยื่อจะมีตัวกลางเรียกว่าวุ้นตา ซึ่งในคนที่มีอายุน้อยส่วนของวุ้นตาจะมีลักษณะขาวใสสีไข่ขาวดิบ เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นตาจะสูญเสียการคงตัวและมีลักษณะเหลวขึ้น หากมีการขยับดวงตาแรงก็อาจเกิดการฉีกขาดและทำให้ ‘วุ้นตาเสีย’ และทำให้จอประสาทตาฉีกขาด ตามมาด้วยปัญหาการมองเห็นที่ผิดปกติ ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตามภาวะจอประสาทตาฉีกขาดไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเรื่องอายุเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดขึ้นได้จากอีกหลายสาเหตุเช่นกัน อาการจอประสาทตาฉีกขาด เป็นอย่างไร เมื่อมีภาวะอาการจอประสาทตาฉีกขาด มักจะส่งผลต่อดวงตาและส่งผลกับการมองเห็น โดยมีลักษณะอาการที่สังเกตได้ชัดเจนมีดังต่อไปนี้ มีอาการตาพร่ามัว มีตะกอนสีดำในดวงตา มีจุดดำหรือเส้นสีดำขวางการมองเห็น มีอาการมองเห็นภาพไฟกะพริบหรือฟ้าแล่บ มีอาการเลือดออกในดวงตา     จอประสาทตาฉีกขาด เกิดจากสาเหตุใด อย่างที่รู้กันไปแล้วว่าภาวะจอประสาทตาฉีกขาดมีสาเหตุจากปัญหาวุ้นตาสูญเสียการคงตัวและทำให้จอตาฉีกขาดหากขยับดวงตาแรง ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้เกิดจอประสาทตาฉีกขาดร่วมด้วย ดังนี้ มีภาวะสายตาสั้นมาก ๆ คนในครอบครัวมีประวัติจอประสาทตาลอก เคยมีประวัติผ่าตัดลูกตา ปัจจัยด้านสุขภาพ อย่างโรคเบาหวาน อักเสบติดเชื้อในลูกตา เนื้องอกบริเวณลูกตา มะเร็งในลูกตา หรือโรคจอประสาทตาหลุดลอก เกิดอุบัติเหตุกระทบกับดวงตาอย่างรุนแรง ใครเสี่ยงเป็นจอประสาทตาฉีกขาดบ้าง ภาวะจอประสาทตาฉีกขาดเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ทำให้ภาวะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนปกติ ได้แก่ กลุ่มคนที่มีปัญหาสายตาสั้น กลุ่มคนที่เคยเข้ารับการผ่าตัดดวงตา กลุ่มคนที่เคยมีประวัติเป็นโรคจอประสาทตาลอก หรือคนที่มีคนในครอบครัวพบภาวะโรคจอประสาทตาฉีกขาด วินิจฉัยอาการจอประสาทตาฉีกขาด เนื่องจากภาวะจอประสาทตาฉีกขาด เป็นภาวะที่ไม่สามารถมองเห็นได้จากการสังเกตภายนอกและสังเกตอาการได้ยาก เพราะมีอาการคล้ายกับโรคตาอื่นๆ จักษุแพทย์จึงต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะในการตรวจจอประสาทตาฉีกขาด ได้แก่ เครื่องมือตรวจจอประสาทตา Ophthalmoscope ที่มีแสงสว่างและกำลังขยายสูงในการตรวจหรือใช้รวมกับเครื่องมือชนิดพิเศษอื่น ๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp) ประกอบกับการใช้คอนแท็กต์เลนส์พิเศษ เครื่องตรวจตาความถี่สูง (Ultrasound) หรือการถ่ายภาพอัลตราซาวนด์กรณีที่มีปัญหาเลือดออกในตา     การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบไม่ผ่าตัด กรณีที่มีจอประสาทตาฉีกขาดอาการที่ไม่รุนแรง ม่านตายังไม่เกิดรู หรือการฉีกขาด สามารถรักษาอาการจอประสาทตาฉีกโดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ดังนี้ การฉายแสงเลเซอร์หรือ Photocoagulation หรือ Laser surgery เป็นการรักษาโดยการยิงเลเซอร์ไปยังรอยขาดของจอประสาทตา ซึ่งข้อดีของการรักษาด้วยแสงเลเซอร์คือ มีความเสี่ยงน้อยเพราะไม่ใช่วิธีการผ่าตัด ผู้เข้ารับการรักษาไม่จำไม่ต้องนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาล เดินทางกลับบ้านได้ทันทีหลังรักษาเสร็จ การใช้ความเย็นจี้หรือ Cryopexy เป็นการรักษาด้วยการใช้ความเย็นจี้ไปยังบริเวณที่ฉีกขาดเช่นเดียวกับการฉายแสงเลเซอร์ การฉีดแก๊สหรือ Pneumatic Retinopexy เป็นการรักษาด้วยการฉีกแก๊สหรืออากาศเข้าสู่ดวงตา เพื่อหยุดของเหลวไม่ให้ไหลเข้าไปในช่องว่างหลังจากประสาทตาทำร่วมกับการรักษาด้วยการฉายแสงเลเซอร์หรือการจี้ด้วยความเย็น และทำในผู้ป่วยจอประสาทตาฉีกขาดบางราย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เท่านั้น การรักษาจอประสาทตาฉีกขาดแบบผ่าตัด สำหรับการรักษาจอประสาทตาฉีกขาดด้วยการผ่าตัดเป็นการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ม่านตาเกิดการฉีกขาด โดยปัจจุบันการรักษาด้วยการผ่าตัดมีด้วยกัน 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดจอประสาทตาหรือ Scleral Buckling เป็นการผ่าตัดเพื่อดันให้ผนังดวงตากลับมาติดกับจอประสาทตา โดยใช้วัสดุมาหนุนที่รอบนอกของดวงตา แต่ในการผ่าตัดแพทย์อาจทำร่วมกับการฉายเลเซอร์หรือใช้ความเย็นเพื่อปิดรอยฉีกขาด การผ่าตัดโดยการส่องกล้องผ่าตัดวุ้นตาและจอประสาทตาหรือ Aitrectomy Machine เป็นการผ่าตัดรักษาจอประสาทตาฉีกขาดด้วยการใช้เครื่องมือสอดเข้าไปในตาดำหลังจากได้รับยาสลบ ซึ่งจุดเด่นของการผ่าตัดด้วยวิธีนี้คือ เครื่องมือที่ใช้มีขนาดเล็ก จึงไม่ต้องเย็บแผลให้เกิดการระคายเคือง อีกทั้งยังไม่ต้องพักฟื้นอีกด้วย   ป้องกันจอประสาทตาฉีกขาดได้อย่างไร เนื่องด้วยจอประสาทตาฉีกขาดมักมีจุดเริ่มต้นจากภาวะวุ้นตาเสื่อมตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้โดยการ สวมแว่นตานิรภัยหรืออุปกรณ์ป้องกันดวงตา ทุกครั้งเมื่อเล่นกีฬาผาดโผนหรืออยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การตรวจสุขภาพดวงตาประจำปี เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินความเสี่ยง หากตรวจพบรอยบางหรือรอยฉีกขาดขนาดเล็ก แพทย์จะสามารถทำการยิงเลเซอร์ป้องกันได้ทันท่วงที ก่อนที่อาการจะรุนแรงจนกระทบต่อการมองเห็น โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย รักษาประสาทตาฉีกขาด ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีประสาทตาฉีกขาด แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป จอประสาทตาฉีกขาดเกิดขึ้นได้กับทุกคน เพราะเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งอายุที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาสายตาสั้น โรคประจำตัว โรคตา และการประสบอุบัติเหตุ ด้วยเหตุนี้การป้องกันภาวะจอประสาทตาฉีกขาดที่ดีที่สุดคือ การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำและหมั่นสังเกตอาการของตัวเอง หากมีความผิดปกติให้รีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที มาที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalที่นี่นอกจากจะมีจักษุแพทย์และทีมงานรักษาที่เชี่ยวชาญด้านโรคตาโดยเฉพาะแล้ว ยังมาพร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย ครบวงจร มั่นใจได้ในประสิทธิภาพการรักษาดวงตาของคุณ

Understanding Pterygium: Causes, Symptoms, and Treatment Options

  How people notice and see Pterygium without knowing it is Pterygium   Have you ever looked in the mirror and noticed a small, fleshy growth on the white part of your eye, usually near the nose? It might appear slightly red, or you might feel like something’s stuck in your eye. This growth can slowly creep onto the clear, center part of your eye, known as the cornea, causing discomfort, dryness, or even blurred vision. Many people mistake these signs for simple irritation, dryness, or tired eyes, unaware that they might be dealing with a condition called pterygium.   1. What is Pterygium? Pterygium (pronounced tuh-RIJ-ee-um) is a common eye condition that looks like a triangular or wedge-shaped growth on the eye’s surface. It usually starts small but can slowly expand toward the cornea. Though it might look concerning, it’s not cancerous. For some, it’s just a minor cosmetic issue, but for others, it can cause vision problems or significant discomfort   2. Why does it happen? Pterygium happens mainly due to long-term exposure to UV light from the sun, which is why it’s often called "surfer’s eye." But you don’t have to be a surfer to get it - anyone who spends a lot of time outdoors, especially without proper eye protection, is at risk. Dust, wind, and dry environments can also irritate the eye and contribute to its development. Genetics can play a part, too, as pterygium is more common in certain families. Pinguecula and pterygium are often mistaken for each other. Pinguecula is a yellowish bump on the conjunctiva, while pterygium extends onto the cornea and can affect vision. Proper diagnosis is key.   3. What to do when you notice it? If you spot a growth on your eye or feel persistent discomfort, dryness, or redness, don’t ignore it. Make an appointment with an eye specialist, especially if it’s growing or starting to affect your vision. The doctor can diagnose pterygium with a simple eye exam and discuss whether it needs to be treated right away or monitored over time.   4. Treatment Options Observation and Protection: In mild cases, protecting your eyes from the sun with sunglasses and using lubricating eye drops can help keep symptoms in check. Medication: If the pterygium becomes red and inflamed, doctors may prescribe anti-inflammatory eye drops to reduce irritation.  Surgery: When pterygium grows too large, affects vision, or causes significant discomfort, surgery to remove the growth may be recommended. This involves removing the tissue and often placing a graft (a small piece of your own conjunctiva) to cover the area and reduce the chance of it coming back.   5. Advice from Bangkok Eye Hospital and Next Steps At Bangkok Eye Hospital, our experienced ophthalmologists often see patients who are unsure what’s causing their eye discomfort or unusual growths. It’s essential to address these concerns early to avoid complications. If surgery is necessary, one of the best innovations available today is using fibrin glue during pterygium surgery, which offers many benefits over traditional stitches.     To learn more about how fibrin glue can improve your recovery and comfort, check out our next article on this advanced treatment here. If you’re experiencing symptoms or want a consultation, don’t hesitate to reach out to Bangkok Eye Hospital - our team is here to guide you through every step of your eye care journey.
ศูนย์จอประสาทตา

จอประสาทตาเสื่อมและเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน

สรุปสาระสำคัญ (KEY TAKEAWAYS) จอประสาทตาเสื่อม (AMD) ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักคือ แบบแห้ง (พบได้บ่อย) และแบบเปียก (รุนแรงกว่า) อาการเตือนที่สำคัญคือ มองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพเบลอ ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน หรือเห็นเส้นตรงดูเป็นคลื่นโค้งงอ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาหลายวิธี เช่น การใช้ยาฉีด (ต้าน VEGF), เลเซอร์ทำลายเส้นเลือดผิดปกติ, การผ่าตัด รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Gene therapy และ Stem cell therapy จอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์บริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย อาจเริ่มจากมองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน จนกระทั่งมองไม่เห็นภาพตรงกลางในที่สุด โดยทั่วไป จอประสาทตาเสื่อม มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และพันธุกรรม 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ▶ อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง? ▶ วิธีลดความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ▶ จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร? ▶ วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ▶ ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีรักษา ▶ เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-90%) เกิดจากการสะสมของของเสียที่จอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD): เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า (ประมาณ 10-20%) แต่มีความรุนแรงมากกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้อาจรั่วหรือแตก ทำให้เกิดการบวมและเป็นแผลเป็นที่จอประสาทตาส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว จอประสาทตาเสื่อม เป็นสาเหตุอันดับที่สามของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง? อาการของ จอประสาทตาเสื่อม ขึ้นอยู่กับระยะของโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งจะแบ่งตามกลุ่มอาการเป็น 3 ระยะ: ระยะแรก ระยะกลาง และระยะสุดท้าย โดยที่อาการมักจะแย่ลงตามเวลาและระยะของโรค จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะแรกมักจะไม่มีอาการใด ๆ ใน จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะกลาง บางคนยังไม่มีอาการ บางคนอาจสังเกตเห็นอาการเล็กน้อย เช่น ภาพเบลอเล็กน้อยในบริเวณศูนย์กลางภาพหรือปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อย ใน AMD ระยะสุดท้าย (ทั้งแบบเปียกและแห้ง) หลายคนสังเกตเห็นว่าเส้นตรงเริ่มดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ คุณอาจสังเกตเห็นบริเวณภาพเบลอใกล้ศูนย์กลางภาพ เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณภาพเบลอนี้อาจขยายใหญ่ขึ้น สีอาจดูไม่สดใสเหมือนเดิม และคุณอาจมีปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อยมากขึ้น การที่เส้นตรงดูเป็นคลื่นเป็นสัญญาณเตือนสำหรับ AMD ระยะสุดท้าย หากคุณสังเกตเห็นอาการนี้ ให้พบจักษุแพทย์ทันที เราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงต่อ โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ได้อย่างไร? มีหลายงานวิจัยที่บ่งบอกว่าถ้าเราทำตามพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ อาจชะลอการเป็นจอประสาทตาเสื่อม (หรือชะลอการสูญเสียการมองเห็นจากจอประสาทตาเสื่อม) ได้ เลิกสูบบุหรี่ หรือไม่เริ่มสูบบุหรี่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลให้ปกติ กินอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงผักใบเขียวและปลา จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร? ส่วนมากจะมีใช้การตรวจตา โดยการจะมีการตรวจขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตา และการสแกนจอประสาทตาด้วยเครื่อง Optical Coherence Tomography (OCT) วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม 1. การรักษาด้วยยาและอาหารเสริม วิตามินและแร่ธาตุ: การรับประทานวิตามินซี, อี, เบต้าแคโรทีน, สังกะสี และทองแดง อาจช่วยชะลอการลุกลามของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งในบางราย ยาฉีด: ยาต้าน VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) เป็นการรักษาหลักสำหรับจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ยานี้ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ 2. การรักษาด้วยเลเซอร์ Photodynamic therapy (PDT): ใช้เลเซอร์ร่วมกับยาฉีดเพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ Laser photocoagulation: ใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติโดยตรง 3. การผ่าตัด การผ่าตัดเอาเลือดออก: ในกรณีที่เลือดออกในดวงตา อาจต้องผ่าตัดเพื่อเอาเลือดออก การผ่าตัดปลูกถ่ายจอประสาทตา: เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี วิธีการรักษา ข้อดี ข้อเสีย วิตามินและแร่ธาตุ ราคาถูกปลอดภัย ไม่ได้ผลกับทุกคน อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย ยาฉีด ได้ผลดีในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ต้องฉีดเข้าดวงตาเป็นประจำ อาจมีผลข้างเคียง การรักษาด้วยเลเซอร์ ได้ผลดีในการทำลายเส้นเลือดใหม่ อาจทำลายเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ, ไม่ได้ผลกับทุกคน การผ่าตัด อาจช่วยรักษาภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด, ไม่ได้ผลกับทุกคน ปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาจอประสาทตาเสื่อม การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม ยาฉีดชนิดใหม่: ยาฉีดที่ออกฤทธิ์นานขึ้น ช่วยลดความถี่ในการฉีด Gene therapy: เป็นการรักษาโดยการใส่ยีนที่ปกติเข้าไปในเซลล์จอประสาทตาเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย Stem cell therapy: เป็นการรักษาโดยการใช้สเต็มเซลล์เพื่อสร้างเซลล์จอประสาทตาใหม่   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป: การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับจอประสาทตาเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม มีกี่ชนิด แบบไหนอันตรายกว่ากัน? แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ แบบแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาการจะค่อยๆ แย่ลงอย่างช้าๆ และแบบเปียก (Wet AMD) ซึ่งพบได้น้อยกว่าแต่มีความรุนแรงมากกว่า ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีเลือดออกใต้จอประสาทตา เห็นเส้นตรงดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ เป็นสัญญาณของโรคอะไร? การมองเห็นเส้นตรงดูบิดเบี้ยว เป็นคลื่น หรือโค้งงอ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ระยะสุดท้าย หากมีอาการนี้ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาทันที โรคจอประสาทตาเสื่อม รักษาหายขาดได้หรือไม่? ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษา (เช่น การฉีดยา การทำเลเซอร์) และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตในการมองเห็นของผู้ป่วยได้ *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์รักษากระจกตา

ตาแห้งมีอาการอย่างไร วิธีรักษา ป้องกัน และพฤติกรรมที่ช่วยลดอาการตาแห้ง

อาการตาแห้ง คือภาวะตาขาดความชุ่มชื้นเพราะการผลิตน้ำตาน้อยเกินไปหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและไม่สบายตาได้ ตาแห้งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้นทำให้การผลิตน้ำตาน้อยลง การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์นานเกินไป การจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ รวมถึงผลข้างเคียงจากยาบางชนิด การรักษาตาแห้งทำได้หลายวิธี เช่น ยาหยอดตา น้ำตาเทียม การประคบอุ่น และการรักษาด้วยยาลดการอักเสบ รักษาอาการตาแห้งที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ได้รับการดูแลจากจักษุแพทย์ พร้อมเทคโนโลยีทันสมัยและการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ   ตาแห้งเป็นโรคที่ทำให้ตารู้สึกแห้งและระคายเคือง เนื่องจากการผลิตน้ำตาลดลงหรือคุณภาพของน้ำตาไม่ดีพอ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย หากดูแลอย่างถูกวิธี จะช่วยลดอาการและป้องกันภาวะตาแห้งในระยะยาว มาหาสาเหตุของอาการตาแห้ง วิธีรักษา รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้งได้ในบทความนี้     อาการตาแห้ง คืออะไร? ก่อนทำความรู้จักกับอาการตาแห้ง ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ‘น้ำตา’ กันก่อน โดยน้ำตามีความสำคัญต่อดวงตา เป็นตัวช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจน หล่อเลี้ยงเลี้ยงกระจกตาด้วยออกซิเจน และป้องกันการติดเชื้อและสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาทำร้ายดวงตา ตาแห้ง เป็นอาการที่ปริมาณน้ำตาที่เข้ามาหล่อเลี้ยงผิวตามีไม่เพียงพอส่งผลให้ผิวตาอักเสบได้ โดยอาการของตาแห้งอาจเริ่มจากการแสบตา หรือรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา รวมถึงอาจพบอาการตาแดง เจ็บ หรือมีการพร่ามัวที่ดีขึ้นเมื่อกะพริบตา นอกจากนี้ยังอาจรู้สึกฝืดๆ หนักๆ ที่ตา หรือลืมตาลำบาก และบางครั้งอาจมีอาการตาล้าหรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติ     ทำไมถึงมีอาการตาแห้งได้ ตาแห้งเป็นปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อความสบายของดวงตาและการมองเห็น โดยเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานเกินไป อาการภูมิแพ้ที่ตาซึ่งอาจเกิดจากสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่น ควัน หรือมลภาวะ อยู่ในที่ร้อน ลมแรง หรือความชื้นต่ำ ความผิดปกติของต่อมไขมันขอบตา การพบตัวไร (Demodex blepharitis) บริเวณโคนขนตา ซึ่งเกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำตา การใช้ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้แพ้ ยาต้านซึมเศร้า ยาลดความดันโลหิตบางชนิด ฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล โดยเฉพาะในเพศหญิงที่อาจทำให้คุณภาพของน้ำตาลดลง     อาการตาแห้งเกิดจากอะไร มีปัจจัยอะไรบ้าง ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำตาหรือการทำงานของต่อมน้ำตา หากมีลักษณะดังต่อไปนี้ จะทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ง่ายขึ้น สร้างน้ำตาได้น้อยกว่าปกติ  (Aqueous Tear Deficiency) กลุ่มคนที่มีความผิดปกติหรือปัจจัยที่ส่งผลให้สามารถสร้างน้ำตาได้น้อย ได้แก่   กลุ่มคนที่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome โรครูมาตอยด์ โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือภาวะที่ไม่พบสาเหตุชัดเจน เช่น Primary Sjogren’s Syndrome กลุ่มคนที่ไม่เป็นโรค Sjogren’s Syndrome เช่น ต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติตั้งแต่เกิด โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง การแพ้ยารุนแรง หรือการอักเสบที่ทำให้ท่อน้ำตาตัน กลุ่มคนที่ฮอร์โมนเปลี่ยน มักพบในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลให้การผลิตน้ำตาและสารคัดหลั่งอื่นๆ ในร่างกายลดลง การกินยาบางประเภท เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิต หรือยาคลายเครียดบางชนิด ที่มีสารกันเสียเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้ตาแห้งมากขึ้น เนื่องจากสารเหล่านี้สามารถลดการผลิตน้ำตาได้ น้ำตาระเหยเร็ว (Evaporative Dry Eyes)  ปัจจัยที่ส่งผลให้การระเหยของน้ำตาเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ ได้แก่   ต่อมไขมันที่เปลือกตาทำงานผิดปกติ เปลือกตาอักเสบที่เกิดจากความผิดปกติของชั้นไขมัน จะทำให้การสร้างน้ำตาชั้นน้ำมันลดลง ซึ่งทำให้เกิดการระเหยของน้ำตาได้เร็วขึ้น ความผิดปกติของเปลือกตา การปิดตาไม่สนิทหรือการกะพริบตาน้อยผิดปกติ ซึ่งทำให้การกระจายน้ำตาผิดปกติ และเพิ่มการระเหยของน้ำตา โดนสารเคมีหรือแพ้ยารุนแรง การอักเสบของเยื่อบุตาอาจทำให้เกิดแผลเป็น ซึ่งส่งผลต่อการสร้างน้ำตาชั้นเมือกที่ติดกับกระจกตา ทำให้การสร้างน้ำตาผิดปกติ การใช้สายตามาก พบมากในวัยทำงานจากพฤติกรรมจ้องจอคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่ค่อยกะพริบตา และการใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ดูดน้ำออกจากดวงตา ทำให้การผลิตน้ำตาลดลงและน้ำตาระเหยเร็ว     วิธีรักษาหรือวิธีแก้โรคตาแห้ง วิธีรักษาโรคตาแห้งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล โดยใช้วิธีต่างๆ รวมทั้งการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ ดังนี้ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการโดนลมแรง ฝุ่นควัน หรือแสงจ้า โดยการใส่แว่นกันแดดและแว่นกันลม เพื่อป้องกันสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้ตาแห้งขึ้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานานๆ เพื่อไม่ให้สูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงจากดวงตาที่อาจทำให้อาการตาแห้งแย่ลงได้ ใช้น้ำตาเทียม ในการรักษาอาการตาแห้ง น้ำตาเทียมเป็นตัวช่วยที่ดี โดยมี 2 ชนิดให้เลือกใช้ ได้แก่   น้ำตาเทียมที่มีสารกันเสีย ในรูปแบบขวด ควรใช้ไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน อาจแบ่งการใช้ยาเพิ่มน้ำตาตามช่วงเวลาของวัน เช่น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน ซึ่งเหมาะสำหรับอาการตาแห้งที่ไม่รุนแรง น้ำตาเทียมที่ไม่มีสารกันเสีย แบบกระเปาะ เปิดแล้วมีอายุ 24 ชั่วโมง หรือขวดที่มีระบบวาล์วพิเศษใช้ได้นาน 6 เดือน ใช้บ่อยได้ตามต้องการ เช่น ทุก 1-2 ชั่วโมง เหมาะกับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง  ใช้ยาหยอดตาเพิ่มปริมาณน้ำตา มียาหยอดตาที่ช่วยเพิ่มน้ำตาและรักษาอาการตาแห้งได้ โดยแต่ละชนิดจะช่วยรักษาตามอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้   ยา Diquafosol ช่วยเพิ่มการสร้างน้ำตาชั้นเมือกและชั้นน้ำเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตาและลดอาการแห้ง ยาปฏิชีวนะ Doxycycline ยาลดการอักเสบของเปลือกตาช่วยลดการอักเสบและอาการระคายเคืองที่เกิดจากตาแห้ง ยากลุ่ม Steroids โดยยานี้ช่วยบรรเทาการอักเสบของผิวตาและลดอาการระคายเคืองที่เกิดจากการขาดน้ำตา ยา Cyclosporine ยากดภูมิคุ้มกัน (Immunosuppressant) ชนิดหยอดตา ช่วยลดการอักเสบในตาและเพิ่มการผลิตน้ำตา โดยการปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้ การทำความสะอาดเปลือกตา การทำความสะอาดเปลือกตาและประคบอุ่นด้วยแชมพูเด็กผสมเจือจางหรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเปลือกตาช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมันในเปลือกตา ทำให้ชั้นไขมันที่เคลือบน้ำตาทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันน้ำตาระเหยเร็วและลดอาการตาแห้ง ใช้ Autologous Serum การรักษาอาการตาแห้งชนิดรุนแรงโดยใช้สารที่ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อทำได้โดยการเจาะเลือดจากผู้ป่วยไปปั่นแยกเป็น Serum และนำมาหยอดร่วมกับการใช้น้ำตาเทียม ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ และส่งเสริมการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อให้กลับสู่สภาพปกติได้ดีขึ้น การอุดท่อระบายน้ำตาที่หัวตา (Punctal Plug) การรักษาอาการตาแห้งที่รุนแรงทำได้โดยการอุดช่องทางที่น้ำตาไหลออกจากตา (Punctum) ซึ่งมีทั้งชนิดอุดชั่วคราวและชนิดอุดถาวร โดยการใส่ Silicone Plug หรือ Punctal Cautery ซึ่งเป็นการจี้บริเวณช่องทางที่น้ำตาระบายออกจากตา วิธีนี้ช่วยให้ดวงตาเก็บน้ำตาไว้ได้นานขึ้น ลดการระเหยของน้ำตา และช่วยบรรเทาอาการตาแห้งได้ในกรณีที่อาการรุนแรงมาก     การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง การป้องกันอาการตาแห้งทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน ดังนี้    หยุดพักจากการใช้งานหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือทุกๆ 20 นาที โดยการหลับตาสัก 20 วินาที หรือมองสิ่งที่อยู่ไกลประมาณ 20 ฟุต เพื่อให้ตาได้พักและผ่อนคลาย งดการใช้คอนแท็กต์เลนส์ต่อเนื่อง ควรสลับใส่แว่นในระหว่างวันเพื่อให้ดวงตาได้พัก ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือมือถือในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพื่อช่วยลดความเครียดของดวงตา เตือนตัวเองให้กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้น้ำตาเคลือบตาและช่วยลดการระเหยของน้ำตา หากอยู่ในที่ที่มีอากาศแห้ง ร้อน หรือมีลมแรง ควรสวมแว่นกันแดดกันลมเพื่อปกป้องตาจากสภาพแวดล้อม กินอาหารที่ครบทุกหมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ ปลา หรืออาหารที่มีโอเมกา 3 ซึ่งช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบของตา  ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวัน สรุป ตาแห้งคืออาการที่น้ำตาผลิตไม่เพียงพอหรือระเหยเร็วเกินไป ทำให้ดวงตารู้สึกแห้ง ระคายเคือง และอาจเกิดการอักเสบได้ รักษาได้หลายวิธี เช่น ใช้น้ำตาเทียม ประคบอุ่น ใช้ยาเพื่อเพิ่มการสร้างน้ำตาหรือลดการอักเสบ และป้องกันตาแห้งได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ดวงตา รวมถึงการใช้ยาเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของดวงตา  สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรง รับการรักษาได้ที่ ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ซึ่งให้การดูแลปัญหาตาแห้งที่ส่งผลต่อการมองเห็นและระบบประสาท โดยจักษุแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษาภาวะตาแห้งอย่างครบวงจร
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111