ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក : #โรคตา

តម្រៀប

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

  SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา      
អាន​បន្ថែម

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
Children's Eye Center

Amblyopia in Kids: Prevention and Treatment | Bangkok Eye Hospital

Understanding Amblyopia in Kids Amblyopia, commonly known as lazy eye, is a vision development disorder that affects children, leading to reduced vision in one eye. Early intervention is crucial to prevent long-term vision impairment. At Bangkok Eye Hospital, our pediatric ophthalmologists offer advanced treatments to correct amblyopia and support healthy visual development. Causes of Amblyopia What Leads to Lazy Eye in Children? Refractive Errors (Myopia, Hyperopia, Astigmatism) – Unequal vision between eyes can cause one eye to weaken. Strabismus (Crossed Eyes) – Misalignment forces the brain to ignore signals from one eye. Congenital Cataracts – Clouding of the lens prevents clear vision from birth. Drooping Eyelid (Ptosis) – Can block vision and lead to amblyopia. Blocked Visual Pathway – Conditions like tumors or corneal opacities interfere with sight. Symptoms of Amblyopia in Children One eye drifting inward or outward. Frequent squinting or closing one eye. Poor depth perception and clumsiness. Tilting the head to see better. Complaints of blurry vision in one eye. Diagnosing Amblyopia How Is Amblyopia Detected in Kids? Comprehensive Pediatric Eye Exam – Early screening is essential. Visual Acuity Tests – Checks for differences in eye strength. Eye Alignment and Movement Tests – Identifies strabismus. Refraction Tests – Determines the need for corrective lenses. Treatment for Amblyopia What Are the Most Effective Treatment Options? Patching Therapy – Covering the stronger eye to strengthen the weaker one. Prescription Glasses – Correcting refractive errors to balance vision. Atropine Eye Drops – Temporarily blurs the stronger eye to promote use of the weaker eye. Vision Therapy – Exercises to improve eye coordination and focus. Surgery (if needed) – For severe cases of strabismus or cataracts. Preventing Amblyopia in Children Schedule early eye exams – The best prevention is early detection. Monitor your child’s vision – Watch for signs like squinting or eye drifting. Ensure proper vision correction – Glasses can help balance eyesight. Encourage eye exercises – Activities that promote equal eye use. Treat underlying conditions promptly – Strabismus, ptosis, or cataracts should be addressed early. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Amblyopia Treatment? Expert Pediatric Ophthalmologists with years of experience. State-of-the-Art Vision Therapy Programs tailored for kids. Personalized Treatment Plans for effective amblyopia correction. Child-Friendly Environment ensuring comfort and cooperation. Schedule an Appointment Today If your child shows signs of amblyopia, early treatment can make a difference. Contact Bangkok Eye Hospital for expert diagnosis and care.
Children's Eye Center

Children's Eye Problems: Causes, Symptoms, and Treatment | Bangkok Eye Hospital

Understanding Children's Eye Problems Children can experience a variety of eye conditions that may impact their vision and overall development. Early detection and treatment are essential to prevent long-term complications. At Bangkok Eye Hospital, our pediatric ophthalmologists specialize in diagnosing and managing eye problems in children to ensure healthy vision. Common Eye Problems in Children What Are the Most Frequent Eye Conditions in Kids? Refractive Errors (Myopia, Hyperopia, Astigmatism) – Blurred vision due to improper light focusing. Amblyopia (Lazy Eye) – Poor vision development in one eye. Strabismus (Crossed Eyes) – Misalignment of the eyes affecting focus. Conjunctivitis (Pink Eye) – Inflammation of the eye’s outer layer, often caused by infections. Blocked Tear Ducts – Leading to excessive tearing and eye discharge. Ptosis (Drooping Eyelid) – Can interfere with vision if left untreated. Eye Allergies – Causing redness, itching, and discomfort. Who Is at Risk? Children with a family history of eye conditions. Premature babies who may have vision development issues. Kids who spend excessive time on digital screens. Those with frequent eye infections or allergies. Symptoms of Eye Problems in Children Frequent eye rubbing or blinking. Squinting or closing one eye to see better. Holding books or screens too close. Misaligned or crossed eyes. Watery, red, or swollen eyes. Complaints of headaches or eye strain. Diagnosis and Treatment Options How Are Children's Eye Problems Diagnosed? Comprehensive Eye Exams – Conducted by pediatric ophthalmologists. Visual Acuity Tests – Assessing clarity of vision. Eye Alignment and Movement Tests – Checking for strabismus or coordination issues. Refraction Tests – Identifying refractive errors needing glasses. Treatment for Children's Eye Conditions Prescription Glasses – Correcting myopia, hyperopia, or astigmatism. Patching Therapy – Used for amblyopia to strengthen the weaker eye. Eye Drops or Medications – Treating infections and allergies. Surgery (if needed) – For severe cases of ptosis or blocked tear ducts. Vision Therapy – Exercises for improving eye coordination and focus. Preventing Eye Problems in Children Encourage regular eye checkups to catch issues early. Limit screen time to reduce digital eye strain. Ensure proper lighting when reading or using devices. Teach good eye hygiene to prevent infections. Provide a balanced diet rich in eye-healthy nutrients. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Pediatric Eye Care? Experienced Pediatric Ophthalmologists specializing in children's vision. Advanced Diagnostic Technology for accurate assessments. Customized Treatment Plans tailored to each child's needs. Child-Friendly Environment ensuring comfort during exams. Schedule an Appointment Today If you suspect your child has an eye problem, contact Bangkok Eye Hospital for expert diagnosis and care.
Cataract Center
Retina Center
Glaucoma Center
Cornea Center
Children's Eye Center
Oculoplastic
Neuroophthalmology

Hordeolum (Stye): Causes, Symptoms, and Treatment | Bangkok Eye Hospital

Understanding Hordeolum (Stye) A hordeolum, commonly known as a stye, is a red, swollen lump that forms on the edge of the eyelid due to a bacterial infection in an oil gland or hair follicle. Although usually harmless, styes can cause discomfort and temporary vision obstruction. At Bangkok Eye Hospital, we provide effective treatments to alleviate symptoms and prevent recurrence. Common Causes of Hordeolum What Triggers a Stye? Bacterial Infection – Staphylococcus bacteria commonly cause styes. Blocked Oil Glands – Clogged meibomian glands can lead to infection. Poor Eyelid Hygiene – Failing to clean eyelids properly increases the risk. Frequent Eye Touching – Introducing bacteria to the eyelids can trigger infections. Use of Contaminated Makeup – Old or shared cosmetics can harbor bacteria. Who Is at Risk? Individuals with chronic blepharitis (eyelid inflammation). People with a history of recurrent styes. Those with poor eye hygiene or frequent eye rubbing. Contact lens wearers who do not follow proper lens care. Symptoms of Hordeolum Painful, swollen lump near the edge of the eyelid. Redness and tenderness around the affected area. Pus-filled bump that may drain on its own. Watery eyes and increased sensitivity to light. A feeling of something in the eye. Diagnosis and Treatment Options How Is a Stye Diagnosed? Physical Examination – Ophthalmologists inspect the eyelid to confirm the diagnosis. Medical History Review – Identifying recurrent infections or underlying conditions. Eyelid Culture (if needed) – In rare cases, tests may be performed for persistent infections. Treatment for Hordeolum Warm Compresses – Applying a warm cloth helps open blocked glands. Antibiotic Ointments or Drops – Used for bacterial infections. Proper Eyelid Hygiene – Regular cleaning to prevent further infections. Medical Drainage (if needed) – For persistent or large styes. Avoid Squeezing – Letting the stye heal naturally prevents complications. Preventing Styes Maintain good eyelid hygiene by regularly washing the eyelids. Avoid touching or rubbing your eyes with unclean hands. Replace old or contaminated eye makeup to prevent bacterial buildup. Clean contact lenses properly and avoid wearing them when experiencing an eye infection. Address underlying eyelid conditions such as blepharitis or dry eye. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Stye Treatment? Experienced Ophthalmologists with expertise in eyelid infections. Advanced Diagnostic Tools for accurate assessments. Personalized Treatment Plans based on individual needs. State-of-the-Art Facilities ensuring safe and effective care. Schedule an Appointment Today If you have a stye that is persistent or causing discomfort, contact Bangkok Eye Hospital for expert diagnosis and treatment.
Retina Center

Color Blindness | Bangkok Eye Hospital

Color Blindness | Bangkok Eye Hospital Meta Description: Learn about color blindness, its causes, symptoms, and treatment options at Bangkok Eye Hospital. Get expert advice on diagnosis and vision solutions. Understanding Color Blindness Color blindness, or color vision deficiency, is a condition where individuals have difficulty distinguishing certain colors. It is usually inherited but can also result from eye diseases, aging, or injury. At Bangkok Eye Hospital, we provide advanced diagnostics and support for those with color vision deficiencies. Causes and Risk Factors What Causes Color Blindness? Genetic Inheritance – Most cases are inherited and affect males more frequently. Eye Diseases – Conditions like glaucoma and macular degeneration can impact color perception. Aging – The ability to distinguish colors may decline with age. Medications and Chemicals – Certain drugs and chemicals can lead to color vision impairment. Eye or Brain Injury – Damage to the retina or optic nerve can affect color perception. Who is at Risk? Individuals with a family history of color blindness. People with eye conditions such as cataracts or optic nerve disorders. Those exposed to toxic chemicals in certain work environments. Older adults experiencing age-related vision changes. Symptoms of Color Blindness Difficulty distinguishing red and green (most common type). Confusing blue and yellow hues. Seeing only shades of gray (very rare). Struggles with color-dependent tasks, such as reading maps or selecting clothing. Diagnosis and Treatment Options How Is Color Blindness Diagnosed? Ishihara Color Test – A common screening tool for red-green color deficiency. Anomaloscope Test – Measures the ability to match different shades of color. Electroretinography (ERG) – Assesses how the retina responds to light and color. Can Color Blindness Be Treated? While there is no cure for inherited color blindness, there are solutions to help individuals manage the condition: Color-corrective glasses and contact lenses – Help enhance color differentiation. Specialized apps and software – Assist with color recognition in daily tasks. Adaptive strategies – Learning to rely on brightness and texture instead of color cues. Treatment for underlying conditions – If color blindness is caused by disease or medication, addressing the root issue may improve vision. Living with Color Blindness Use high-contrast labels and markings for better differentiation. Rely on patterns and textures rather than colors when sorting objects. Utilize digital tools that adjust color settings for accessibility. Seek professional advice to explore vision aids and training techniques. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Color Blindness Diagnosis & Management? Expert Ophthalmologists – Specialists in vision disorders and diagnostics. State-of-the-Art Testing Facilities – Accurate assessments for color vision deficiencies. Personalized Vision Solutions – Adaptive strategies to improve daily function. Comprehensive Eye Care – Addressing overall eye health beyond color vision. Schedule an Eye Exam Today If you suspect you have color blindness or experience changes in color vision, consult our specialists at Bangkok Eye Hospital for expert guidance and solutions.
Cornea Center

Allergic Conjunctivitis | Bangkok Eye Hospital

เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยและอาจเกิดขึ้นได้กับทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นจากการติดเชื้อ แพ้ หรือสิ่งกระตุ้นอื่นๆ อาการของเยื่อบุตาอักเสบอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตา แสบตา หรือมีขี้ตาผิดปกติ บทความนี้พามาสังเกตสัญญาณเตือน ที่บอกว่าเยื่อบุตาอักเสบอาจรุนแรงและต้องพบแพทย์โดยด่วน พร้อมข้อควรปฏิบัติและวิธีรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ เยื่อบุตาอักเสบคือการอักเสบของเยื่อบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาส่วนหน้าและด้านในของเปลือกตา ติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำตาที่ปนเปื้อนเชื้อ ไม่ใช่ผ่านการมอง อากาศ หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน สาเหตุจากเชื้อไวรัสอาจทำให้มีอาการเจ็บคอ ไข้สูง และหายใจเหนื่อย พบบ่อยในเด็กเล็กที่ชอบหยิบจับสิ่งของแล้วขยี้ตา หรือสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียที่มักจะแพร่กระจายผ่านการสัมผัสตาหรือสิ่งที่มีเชื้อปนเปื้อน ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อย่างสารเคมีในเครื่องสำอาง น้ำยาล้างคอนแท็กต์เลนส์ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ภูมิแพ้ฝุ่น PM2.5 ควันพิษ และแว่นตาที่ไม่สะอาด วิธีรักษาเยื่อบุตาอักเสบสามารถทำได้โดยการหยอดน้ำตาเทียม ใช้ยาแก้แพ้ ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสตามสาเหตุ แล้วพักการใช้สายตา งดขยี้ตา และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางและคอนแท็กต์เลนส์ วิธีป้องกันทำได้ด้วยการล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย งดใช้สิ่งของร่วมกัน ไม่ใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตาและใบหน้า เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คืออะไร? เนื้อเยื่อบุตาอักเสบ หรือ Conjunctivitis คือการอักเสบของเยื่อบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาส่วนหน้าและด้านในของเปลือกตา การติดต่อเกิดจากการสัมผัสน้ำตาผ่านมือหรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วไปสัมผัสตา แต่ไม่ติดต่อผ่านการมอง อากาศ หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน มักระบาดในฤดูฝนตามชุมชนที่มีคนอยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน สถานรับเลี้ยงเด็ก ที่ทำงาน และสระว่ายน้ำ พบได้ทุกช่วงอายุ โดยระบาดในเด็กได้ง่ายกว่าเพราะขาดความรู้ในการป้องกัน อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้     อาการที่สังเกตได้ของเยื่อบุตาอักเสบ อาการของโรคนี้จะปรากฏหลังสัมผัสเชื้อทางตา 1 - 2 วัน โดยเยื่อบุตาจะเกิดการอักเสบ บวม เคืองตา น้ำตาไหล เจ็บตา และมีขี้ตามาก ซึ่งอาจเป็นเมือกใสหรือสีเหลืองอ่อนหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย มักเป็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่งก่อนแต่มักแพร่ไปอีกข้างได้ง่าย อาการจะรุนแรงในช่วง 4 - 7 วันแรก และหายได้เองภายใน 7 - 14 วัน การรักษาเน้นตามอาการและป้องกันการแพร่เชื้อ โดยใช้ยาปฏิชีวนะหากมีขี้ตามาก และยาลดไข้หรือยาแก้ปวดหากมีอาการทางระบบ สาเหตุของภาวะเยื่อบุตาอักเสบ โรคเนื้อเยื่อบุตาอักเสบมีสาเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ดังนี้     ติดเชื้อไวรัส อาการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) มักทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ไข้สูง และบางครั้งมีอาการหายใจเหนื่อย สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสโดยเฉพาะในเด็กเล็กที่ชอบหยิบจับสิ่งของรอบตัว เชื้อจะติดมากับมือแล้วเด็กอาจเผลอสัมผัสบริเวณใบหน้าหรือขยี้ตา ทำให้เด็กเป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบได้ง่ายและพบบ่อยกว่าในผู้ใหญ่     ติดเชื้อแบคทีเรีย การเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus Aureus) และสเตรปโตค็อกคัส นิวโมเนียอี (Streptococcus Pneumoniae) ก่อให้เกิดโรคเยื่อบุตาอักเสบได้ โดยแพร่กระจายผ่านการสัมผัสตาหรือสิ่งที่มีเชื้อปนเปื้อน ผู้ที่สัมผัสน้ำมูกหรือน้ำตาจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ยังรวมถึงการสัมผัสสารเคมีในเครื่องสำอางหรือน้ำยาล้างคอนแท็กต์เลนส์ การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย ภาวะภูมิแพ้โดยเฉพาะต่อฝุ่น PM2.5 และสภาพแวดล้อมที่มีควันหรือการใช้แว่นตาที่ไม่สะอาด อาการที่พบได้แก่ ตาแดง ตามัว ตามีขี้ตา และการระคายเคืองในตา เยื่อบุตาอักเสบหายเองได้ไหม ใช้เวลานานเท่าไร เยื่อบุตาอักเสบหายเองได้ไหม? กรณีที่เกิดจากไวรัสมักหายได้เองภายใน 7 - 14 วัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่หากมีสาเหตุจากแบคทีเรีย อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้นและป้องกันภาวะแทรกซ้อน สำหรับเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากอาการแพ้ สภาวะจะดีขึ้นเมื่อหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และใช้ยาต้านฮีสตามีนตามคำแนะนำของแพทย์     เยื่อบุตาอักเสบมีวิธีการรักษาอย่างไร วิธีการรักษาเยื่อบุตาอักเสบสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้ การหยอดน้ำตาเทียมเพื่อช่วยลดการระคายเคืองตา การใช้ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานและยาแก้แพ้หยอดตา ในกรณีที่มีสาเหตุจากเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ หากเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตาหรือขี้ผึ้งป้ายตา ในรายที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสจะใช้ยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน นอกจากนี้ การรักษาควรทำควบคู่ไปกับการพักใช้สายตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือใส่เลนส์สัมผัส รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางและคอนแท็กต์เลนส์ชั่วคราว เพื่อป้องกันสิ่งระคายเคืองตาและช่วยให้อาการหายเร็วขึ้นด้วย วิธีป้องกันภาวะเยื่อบุตาอักเสบ วิธีป้องกันโรคเนื้อเยื่อบุตาอักเสบ สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำให้สะอาดอยู่เสมอก่อนสัมผัสหรือขยี้ตา หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วยตาแดง และล้างมือทันทีหลังสัมผัส งดใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือหมอน ไม่ใช้มือแคะ แกะ เกา บริเวณดวงตาและใบหน้า หากมีฝุ่นละอองหรือน้ำสกปรกเข้าตา ให้รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที ระวังไม่ให้แมลงหวี่หรือแมลงวันตอมบริเวณดวงตา ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายและสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำในช่วงที่มีการระบาดของโรคตาแดง คนกลุ่มไหนมีภาวะเสี่ยงเป็นเยื่อบุตาอักเสบบ้าง? ภาวะเยื่อบุตาอักเสบอาจเกิดได้กับทุกคน แต่จะมีคนบางกลุ่มที่เสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ ดังนี้ เด็กและผู้สูงอายุ เพราะเด็กจะรับเชื้อได้ง่ายจากโรงเรียนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีคนเยอะ ส่วนผู้สูงอายุมีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่อ่อนแอกว่า ผู้ป่วยติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ผู้ป่วยไข้หวัด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ผู้ที่ใช้ยาสเตียรอยด์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ผู้ที่เปลือกตาอักเสบ อาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้ ผู้ที่อยู่ในที่มีคนหนาแน่น เช่น บนรถไฟฟ้า ค่ายทหาร และโรงเรียนประจำ     อาการเยื่อบุตาอักเสบแบบไหนที่ควรพบแพทย์ ควรรีบพบแพทย์หากมีอาการเยื่อบุตาอักเสบดังต่อไปนี้ อาการรุนแรงขึ้นแม้จะรักษาด้วยตัวเองแล้ว ปวดตารุนแรงหรือมองเห็นไม่ชัด ขี้ตามีสีเขียว เหลือง หรือเป็นหนองปริมาณมาก มีไข้ร่วมกับอาการตาแดง ตาบวมผิดปกติหรือมีอาการไวต่อแสงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านดวงตาเพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย ไม่เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายตามมา รักษาเยื่อบุตาอักเสบ ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากอาการเยื่อบุตาอักเสบเสี่ยงอันตราย และเข้าขั้นต้องไปพบแพทย์โดยด่วน แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมบุคลากรมากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับดวงตา รวมถึงจุดเด่นต่างๆ ดังนี้ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป เยื่อบุตาอักเสบคือการอักเสบของเยื่อบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาและด้านในของเปลือกตา ซึ่งติดต่อผ่านการสัมผัสน้ำตาที่ปนเปื้อนเชื้อ ไม่ใช่ผ่านการมอง อากาศ หรืออาหาร มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสที่ทำให้มีไข้ เจ็บคอ หรือเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงสารเคมี ฮอร์โมน ภูมิแพ้ฝุ่น PM2.5 และอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด การรักษาทำได้โดยหยอดน้ำตาเทียม ใช้ยาตามสาเหตุ พักสายตา งดขยี้ตาและใช้เครื่องสำอาง ส่วนการป้องกันคือล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย และไม่ใช้มือสัมผัสบริเวณดวงตา สำหรับคนที่มีปัญหาดวงตา แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย

អាសយដ្ឋាន

ទំនាក់ទំនង

calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ :