ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក

តម្រៀប

child-vision-test

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ Call Center : 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
អាន​បន្ថែម
Laser Vision LASIK Centre

ហេតុអ្វីការពិនិត្យភ្នែកមុន LASIK មានសារៈសំខាន់ ហើយហេតុអ្វីត្រូវចំណាយពេលដល់ទៅ ៣ ម៉ោង?

ហេតុអ្វីការពិនិត្យភ្នែកមុន LASIK មានសារៈសំខាន់ ហើយហេតុអ្វីត្រូវចំណាយពេលដល់ទៅ ៣ ម៉ោង? សារៈសំខាន់នៃការពិនិត្យភ្នែកមុនពេល LASIK ដ៏ទូលំទូលាយគឺដើម្បីធានានូវលទ្ធផលល្អបំផុតសម្រាប់អ្នកជំងឺ LASIK ។ ប៉ុន្តែហេតុអ្វីបានជាដំណើរការនេះចំណាយពេលដល់ទៅ 3 ម៉ោង? នៅ Laser Vision ការប្តេជ្ញាចិត្តរបស់យើងក្នុងការផ្តល់នូវការព្យាបាល LASIK កម្រិតកំពូលពាក់ព័ន្ធនឹងការវាយតម្លៃដ៏ស្មុគស្មាញនៃស្ថានភាពភ្នែករបស់អ្នកជំងឺដោយប្រើប្រាស់ឧបករណ៍ទំនើបបំផុតដើម្បីវាយតម្លៃចក្ខុនិងផ្ដល់ទិន្នន័យសំខាន់ៗសម្រាប់ការធ្វើរោគវិនិច្ឆ័យ ការធ្វើផែនការនីតិវិធីនិងការជ្រើសរើសវិធីសាស្រ្តព្យាបាល LASIK ដែលសមស្របបំផុតសម្រាប់ការសម្រេចបាននូវចក្ខុច្បាស់លាស់បំផុត។   ដំណើរការល្អិតល្អន់នេះមានបួនជំហានសំខាន់ៗ៖   ជំហានទី 1: ប្រវត្តិអ្នកជំងឺ ដើម្បីផ្តួចផ្តើមដំណើរ LASIK ក្រុមវេជ្ជសាស្រ្ដរបស់យើងនៅ Laser Vision ស្នើសុំឱ្យអ្នកជំងឺបំពេញទម្រង់បែបបទនិងផ្តល់ប្រវត្តិវេជ្ជសាស្ត្ររបស់ពួកគេ។ ព័ត៌មាននេះជួយកំណត់ថាតើអ្នកជំងឺកំពុងប្រើថ្នាំណាមួយឬមានប្រវត្តិនៃលក្ខខណ្ឌវេជ្ជសាស្ត្រជាក់លាលអាក់ដែចប៉ះពាល់ដល់ឬរារាំងការវះកាត់ LASIK ។ ការវាយតម្លៃដំបូងនេះជួយក្នុងការវាយតម្លៃថាតើអ្នកជំងឺគួរតែឆ្លងកាត់ការពិនិត្យភ្នែកដ៏ទូលំទូលាយសម្រាប់ LASIK ដែរឬទេ។ ជំហាននេះជាធម្មតាចំណាយពេល 10-20 នាទី។ ជំហានទី 2: ការវាយតម្លៃភ្នែកដ៏សុីជម្រៅ ដំណើរការចាប់ផ្តើមជាមួយនឹងការវាស់ស្ទង់ភាពមើលឃើញជាមូលដ្ឋានដោយប្រើឧបករណ៍វាស់ស្ទង់ស្វ័យប្រវត្តិ ការវាយតម្លៃសម្ពាធភ្នែកតាមរយៈការវាស់ IOP ដោយប្រើម៉ាស៊ីនខ្យល់ វិភាគភាពកោងនិងកម្រាស់នៃកញ្ចក់ភ្នែកដោយប្រើម៉ាស៊ីន Pentacam និងវាយតម្លៃភាពរឹងរបស់កញ្ចក់ភ្នែកដោយប្រើឧបករណ៍ Corvis។ បន្ទាប់ពីការវាយតម្លៃទាំងនេះ គ្រូពេទ្យជំនាញខាងភ្នែកពិនិត្យសមត្ថភាពមើលឃើញរបស់អ្នកជំងឺ។ ក្នុងករណីខ្លះ អ្នកជំងឺប្រហែលជាត្រូវសាកល្បងវ៉ែនតាកែដើម្បីបង្ហាញប្រសិទ្ធនៃការកែ LASIK ដោយចតនា ជាពិសេសប្រសិនបើពួកគេមានទាំង myopia និង hyperopia រយៈពេលនៃជំហានទាំងនេះប្រែប្រួលដោយនីមួយៗចំណាយពេលពី 30 ទៅ 60 នាទី អាស្រ័យលើកាលៈទេសៈនីមួយៗ។ ជំហានទី 3៖ ការវាយតម្លៃភ្នែកលម្អិតបន្ទាប់ពីការពង្រីកប្រស្រីភ្នែក បន្ទាប់មកបុគ្គលិកពិនិត្យមើលការវាស់វែងដែលបានកត់ត្រាពីមុនទាំងអស់ដើម្បីធ្វើការប្រៀបធៀបមុននិងក្រោយបន្ទាប់ពីការពង្រីកប្រស្រីភ្នែក ដែលអនុញ្ញាតឱ្យមានការវាយតម្លៃហ្មត់ចត់បន្ថែមទៀតនៃការផ្លាស់ប្តូរសក្តានុពល។ ជំហាននេះរួមបញ្ចូលការវាស់វែងម្តងទៀតដែលបានធ្វើឡើងនៅក្នុងជំហានទី 2 ។ ជំហានទី 4: ការពិគ្រោះជាមួយគ្រូពេទ្យឯកទេសភ្នែក ក្នុងជំហានចុងក្រោយ អ្នកជំងឺត្រូវជួបជាមួយគ្រូពេទ្យឯកទេសភ្នែកដែលមានបទពិសោធន៍ដោយប្រើមីក្រូទស្សន៍ឯកទេស គ្រូពេទ្យភ្នែកពិនិត្យសុខភាពភ្នែកទាំងមូល ទាំងខាងក្នុង និងខាងក្រៅ។ ក្រោយមក ពួកគាត់បានពន្យល់ពីស្ថានភាពមើលឃើញបច្ចុប្បន្ននិងសុខភាពភ្នែករបស់អ្នកជំងឺ។ គ្រូពេទ្យភ្នែកពិភាក្សាអំពីចក្ខុក្រោយ LASIK ដែលរំពឹងទុក ក៏ដូចជាឧបសគ្គនានាដែលទាក់ទងនឹងប្រភេទនីតិវិធី LASIK ជាក់លាក់នីមួយៗ។ លើសពីនេះ គ្រូពេទ្យភ្នែកសួរអំពីរបៀបរស់នៅរបស់អ្នកជំងឺនិងផ្តល់ការណែនាំអំពីការថែទាំក្រោយការវះកាត់។ ការពិគ្រោះយោបល់ដ៏ទូលំទូលាយនេះធានាឱ្យអ្នកជំងឺទទួលបានការយល់ដឹងច្បាស់លាស់អំពីនីតិវិធី LASIK ដោយត្រួសត្រាយផ្លូវសម្រាប់លទ្ធផលដ៏ល្អប្រសើរ។   ដំណើរការពិនិត្យមុន LASIK ដ៏ទូលំទូលាយរបស់ Laser Vision ត្រូវបានរចនាឡើងដើម្បីធានាដល់អ្នកជំងឺរបស់យើងនូវសេវាកម្មប្រកបដោយវិជ្ជាជីវៈ គុណភាពខ្ពស់ ភាពងាយស្រួល និងលទ្ធផលនៃការព្យាបាលដ៏ល្អឥតខ្ចោះ។ ប្រសិនបើអ្នកមានចម្ងល់ឬត្រូវការព័ត៌មានបន្ថែម សូមកុំស្ទាក់ស្ទើរក្នុងការទាក់ទងមកយើងតាមរយៈ 02-511-2111 ឬ 02-939-6006។
Laser Vision LASIK Centre

"NanoRelex៖ របកគំហើញចុងក្រោយបំផុតនៅក្នុងបច្ចេកវិទ្យា LASIK ជាមួយនឹង AI Precision"

"NanoRelex៖ របកគំហើញចុងក្រោយបំផុតនៅក្នុងបច្ចេកវិទ្យា LASIK ជាមួយនឹង AI Precision" តើអ្នកកំពុងពិចារណាជម្រើសកែចក្ខុវិស័យសម្រាប់ខ្លួនអ្នក ឬមនុស្សជាទីស្រឡាញ់មែនទេ? កុំខកខាន NanoRelex  ដែលជាបច្ចេកវិទ្យា LASIK ដ៏ទំនើបដែលទទួលពីប្រទេសស្វីស ឥឡូវនេះត្រូវបានធ្វើឱ្យប្រសើរឡើងជាមួយនឹងបញ្ញាសិប្បនិម្មិត (AI) សម្រាប់លទ្ធផលពិសេស។   NanoRelex ជាអ្វី?   ចូរចាប់ផ្តើមដោយស្វែងយល់ពីនីតិវិធី LASIK ។ LASIK ខ្លីសម្រាប់ Laser In-Situ Keratomileusis គឺជាបច្ចេកទេសកែតម្រូវការមើលឃើញដែលបង្ហាញឱ្យឃើញដែលប្រើបច្ចេកវិទ្យាឡាស៊ែរដើម្បីស្តារការមើលឃើញច្បាស់សម្រាប់បុគ្គលដែលមានការមើលឃើញជិត មើលឃើញឆ្ងាយ ឬ អាស្ទីម៉ាត ជាមួយនឹងប្រវត្តិសាស្រ្តជាង 2 ទសវត្សរ៍ LASIK បានវិវឌ្ឍន៍ ប៉ុន្តែវិធីសាស្រ្តបែបប្រពៃណីពាក់ព័ន្ធនឹងការប្រើកាំបិត microkeratome សម្រាប់ការបង្កើតកញ្ចក់ភ្នែក បន្ទាប់មកដោយការកែទម្រង់ភ្នែកដោយប្រើឡាស៊ែរ។ ក្រោយ​ការ​វះកាត់ វា​ជា​រឿង​ធម្មតា​ក្នុង​ការ​មើល​ឃើញ​អ្នក​ជំងឺ​ពាក់គម្របភ្នែក​ជា​ច្រើន​ថ្ងៃ។   Enter Femto LASIK ដែលជាជម្រើសកម្រិតខ្ពស់ជាងនេះ ដែលជំនួសដោយឡាស៊ែរសម្រាប់ការកែទម្រង់ភ្នែក ផ្តល់នូវលទ្ធផលច្បាស់លាស់និងការជាសះស្បើយយ៉ាងឆាប់រហ័ស។ អ្នកជំងឺ​អាច​បញ្ចប់​ជាមួយ​របាំង​ភ្នែក​ក្នុង​រយៈពេល​មួយ​យប់។ ជម្រើសមួយទៀត ReLEx SMILE បង្កើតនៅលើ FemtoLASIK ដោយប្រើប្រាស់បច្ចេកវិទ្យា Femtosecond Laser ដើម្បីបង្កើតកែវភ្នែក 3D នៅក្នុងកញ្ចក់ភ្នែក។ Lenticules ទាំងនេះត្រូវបានស្រង់ចេញតាមរយៈស្នាមវះតូចៗ (2-4mm) ដោយមិនចាំបាច់ប្រើឡាស៊ែរ Excimer ដែលកាត់បន្ថយពេលវេលានៃការស្តារឡើងវិញយ៉ាងខ្លាំង។     The Next Frontier: NanoRelex ពាក្យ "ចុងក្រោយបំផុត" ហៀបនឹងទទួលយកអត្ថន័យថ្មីមួយនៅពេលដែល Laser Vision ណែនាំការច្នៃប្រឌិតថ្មីបំផុតរបស់ស្វីស៖ NanoRelex។ បច្ចេកវិទ្យានេះប្រើប្រាស់ថាមពលនៃ Artificial Intelligence ដោយប្រើប្រាស់ថាមពល nanojoules តិចតួចបំផុតសម្រាប់ដំណើរការ។ អ្នកជំងឺជួបប្រទះភាពមិនស្រួលតិចតួចក្នុងអំឡុងពេលវះកាត់ ហើយប្រព័ន្ធតាមដានភ្នែកកម្រិតខ្ពស់ធានាបាននូវភាពជាក់លាក់ដែលមិនអាចប្រៀបផ្ទឹមបានជាមួយនឹងដំណើរការនៃការបើកនិងបិទស្រទាប់កែវភ្នែកតូច ពេលវេលានៃការវះកាត់ត្រូវបានកាត់បន្ថយយ៉ាងខ្លាំង។ ជាងនេះទៅទៀត ភាពមិនស្រួលក្រោយការវះកាត់គឺតិចតួចបំផុត ហើយស្នាមវះនៃកែវភ្នែកតូច (2-3mm) ជាសះស្បើយក្នុងរយៈពេល 24 ម៉ោង។ វា​ជា​ការ​ផ្លាស់ប្តូរ​ការ​លេង​ហ្គេមដែល​ផ្តល់​ជូន​មិន​ត្រឹម​តែ​លទ្ធផល​ល្អ​ឥត​ខ្ចោះ​ប៉ុណ្ណោះ​ទេ ប៉ុន្តែ​ថែម​ទាំង​ចំណេញ​ពេល​វេលា​ផង​ដែរ។    
Laser Vision LASIK Centre

ជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវ

ជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវ ឈ្មោះ​ជំងឺ​នេះ​ប្រាប់​យើង​រួច​ហើយ​ថា​វា​ស្រួចស្រាវ។ "ជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវ" នឹងធ្វើឱ្យអ្នកជំងឺមានភ្នែកក្រហម ភ្នែកមិនច្បាស់ ឈឺភ្នែក និងងងឹតភ្នែកក្នុងរយៈពេលដ៏ខ្លី។ អ្វីគ្រប់យ៉ាងគឺភ្លាមៗ។   នៅក្នុងភ្នែករបស់យើង យើងមានទាំងទឹកថ្លា និងក្រាស់។ បណ្តាលឱ្យមានសម្ពាធជាក់លាក់មួយនៅក្នុងគ្រាប់ភ្នែក។ ដែលប្រសិនបើអ្នកប្រើឧបករណ៍ដើម្បីវាស់ អ្នកនឹងទទួលបានប្រហែល 10-20 មីលីម៉ែត្របារត។ សារធាតុរាវនៅក្នុងភ្នែក ចរាចរ និងផ្លាស់ប្តូរជាមួយនឹងឈាម។ មានទឹកហូរចូល និងចេញពីភ្នែកជាប្រចាំ។ ទឹកចូលនិងចេញនឹងមានតុល្យភាព។ សម្រាប់អ្នកដែលមានជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវ បង្កឡើងដោយទឹកហូរចូលខុស។ ទឹក​ចេញ​ពី​ភ្នែក​តិច​ជាង​ទឹក​ចូល​ភ្នែក។ ធ្វើឱ្យសម្ពាធភ្នែកកើនឡើងយ៉ាងឆាប់រហ័ស សម្ពាធ​ភ្នែក​អាច​ត្រូវ​បាន​វាស់​ខ្ពស់​ដល់ 50-60 mmHg ។ ធ្វើឱ្យអ្នកជំងឺឈឺភ្នែក ភ្លាមៗ ឈឺក្បាលធ្ងន់ធ្ងរ សម្ពាធ​ខ្ពស់​នេះ​ធ្វើ​ឱ្យ​កែវភ្នែក​ថ្លា​ធម្មតា​ក្លាយជា​ពពក​ភ្លាមៗ​។ វាក៏ធ្វើឱ្យភ្នែករបស់អ្នកជំងឺងងឹតភ្លាមៗផងដែរ។   ជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវអាចកើតមានតែចំពោះអ្នកដែលមាន រូបរាងមិនធម្មតានៃភ្នែក ក្រឡេកទៅខាងក្រៅ វាមើលទៅដូចជាគ្រាប់ភ្នែកធម្មតា។ រួមជាមួយនឹងលក្ខខណ្ឌបរិស្ថានដែលធ្វើឱ្យសិស្សរីកធំខុសពីធម្មតា ដូចជាការប្រើប្រាស់ថ្នាំមួយចំនួន ជំងឺនេះត្រូវបានរកឃើញញឹកញាប់ជាងចំពោះស្ត្រីវ័យចំណាស់។ នេះ​ក៏​ព្រោះ​តែ​មនុស្ស​ស្រី​មាន​ភ្នែក​តូច​ជាង​បុរស។ នៅពេលដែលយើងកាន់តែចាស់ ទំហំនៃកែវភ្នែកដែលនៅខាងក្នុងភ្នែកកើនឡើង។ (ដោយសារតែជាលិកាមួយចំនួននៃភ្នែកកាន់តែយ៉ាប់យ៉ឺនតាមអាយុ) បណ្តាលឱ្យមានបណ្តាញផ្សេងៗ ផ្នែកខាងក្នុងនៃភ្នែករួមតូច។   រោគសញ្ញា   នៅក្នុងអ្នកជំងឺមួយចំនួន វាអាចមានរោគសញ្ញាព្រមានមុនពេលចាប់ផ្តើមនៃជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវ ដូចជាមានអារម្មណ៍ឈឺចាប់ក្នុងភ្នែកពេលប្រើភ្នែកច្រើន។ ចក្ខុវិស័យព្រិលបណ្តោះអាសន្ន ភ្នែកច្រើនតែព្រលប់នៅពេលព្រលប់។ ឬជួនកាលពណ៌ឥន្ទធនូអាចមើលឃើញជុំវិញភ្លើង។ ប៉ុន្តែនៅពេលដែលអ្នកសម្រាក រោគសញ្ញារបស់អ្នកនឹងប្រសើរឡើង។ ប៉ុន្តែ​រោគសញ្ញា​បែបនេះ​តែងតែ​កើតឡើង​។ ដូច្នេះមនុស្សចាស់ ជាពិសេសស្ត្រី ប្រសិនបើអ្នកមានរោគសញ្ញាទាំងនេះ អ្នកគួរតែទៅពិគ្រោះជាមួយគ្រូពេទ្យឯកទេសភ្នែកជាបន្ទាន់។ ប្រសិនបើគ្រូពេទ្យភ្នែករកឃើញរោគសញ្ញាទាំងនេះ រួមជាមួយនឹងភាពមិនធម្មតានៃផ្នែកខាងក្នុងតូចចង្អៀត ឬរាក់នៃភ្នែក វាអាចត្រូវបានការពារដោយការប្រើពន្លឺឡាស៊ែរ។ ដែលអាចការពារជំងឺនេះជារៀងរហូត។   អ្នកដែលមានកត្តាហានិភ័យនៃជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវ   ទោះបីជាមូលហេតុពិតប្រាកដប្រហែលជាមិនត្រូវបានគេដឹង ដែលបណ្តាលឱ្យសម្ពាធភ្នែកកើនឡើងភ្លាមៗ ប៉ុន្តែគេអាចសន្និដ្ឋានបានថា ក្រុមដែលប្រឈមនឹងជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវរួមមានៈ អ្នកជំងឺនៃពូជសាសន៍មួយចំនួន ដូចជាជនជាតិអាស៊ី គឺជារឿងធម្មតាជាងជនជាតិអឺរ៉ុប អ្នកជំងឺស្រីមានច្រើនជាងបុរស អ្នកកាន់តែចាស់ អ្នកទំនងជាទទួលបានវា។ ជាធម្មតាត្រូវបានរកឃើញចំពោះមនុស្សដែលមានអាយុលើសពី 60 ឆ្នាំ មានឪពុក ម្តាយ និង/ឬសាច់ញាតិដែលមានជំងឺនេះ នោះគឺជាជំងឺហ្សែន ភាគច្រើនជំងឺនេះកើតឡើងភ្លាមៗ។ ដោយមិនធ្លាប់មានជំងឺភ្នែកផ្សេងទៀតពីមុនមក ខ្លះបណ្តាលមកពីជំងឺភ្នែកមួយចំនួន ដូចជាជំងឺភ្នែកឡើងបាយ ដែលជំងឺភ្នែកឡើងបាយចាស់ ហើយមិនបានទៅវះកាត់ ឬគ្រោះថ្នាក់ដែលបណ្តាលឲ្យកែវភ្នែកផ្លាស់ប្តូរពីសភាពដើម។   ដូចដែលបានបញ្ជាក់រួចមកហើយ រោគសញ្ញាសំខាន់បីនៃជំងឺដក់ទឹកក្នុងភ្នែកស្រួចស្រាវគឺ ភ្នែកក្រហម ភ្នែកមិនច្បាស់ និងឈឺភ្នែក។ វាត្រូវបានចាត់ទុកថាជាគ្រាអាសន្ន។ អ្នកត្រូវតែទៅជួបគ្រូពេទ្យឯកទេសភ្នែកជាបន្ទាន់។ ប្រសិនបើវេជ្ជបណ្ឌិតធ្វើរោគវិនិច្ឆ័យបានលឿន ផ្តល់ថ្នាំដើម្បីកាត់បន្ថយសម្ពាធភ្នែក តាម​រយៈ​ការ​ប្រើ​ពន្លឺ​ឡាស៊ែរ រោគ​សញ្ញា​ទាំង ៣ ខាង​លើ​នឹង​បាត់​ទៅ​វិញ។ អ្នកជំងឺអាចទៅផ្ទះបាន។ ដោយមិនចាំបាច់ស្នាក់នៅមន្ទីរពេទ្យទាល់តែសោះ ដូច្នេះ អ្នកដែលមានកត្តាហានិភ័យគួរទៅពិនិត្យភ្នែក។ យ៉ាងហោចណាស់ 1 ដងក្នុងមួយឆ្នាំ។
Laser Vision LASIK Centre

Understanding Color Blindness: Causes and Tests

Understanding Color Blindness: Causes and Tests អ្នកដែលមានពិការភ្នែកពណ៌ (Color Blindness) នឹងមានបញ្ហាក្នុងការបែងចែកពណ៌នៃវត្ថុមួយចំនួន។មនុស្សមួយចំនួនតែងតែយល់ខុសថា មនុស្សខ្វាក់ពណ៌ មិនអាចយល់ឃើញពណ៌ណាមួយបានទាល់តែសោះ ការពិត មនុស្សខ្វាក់ពណ៌ខ្លាំងពេក ឃើញតែរូបភាពសខ្មៅ គឺកម្រមានណាស់ មនុស្សខ្វាក់ពណ៌ភាគច្រើននឹងមិនអាចដឹងពណ៌បាន ប៉ុន្តែអាចបែងចែកពណ៌ដែលមិនសូវស្រដៀងគ្នា។ទោះជាយ៉ាងណាក៏ដោយ មនុស្សខ្វាក់ពណ៌អាចប្រាប់ពណ៌បានត្រឹមត្រូវ ដូចជាពិការភ្នែកក្រហមជាដើម។ នឹងអាចដាក់ឈ្មោះពណ៌ក្រហមបានត្រឹមត្រូវ។ តាម​ពិត ការ​ឃើញ​ពណ៌​ក្រហម​ខុស​ពី​មនុស្ស​ធម្មតា។ ដោយសារតែពួកគេត្រូវបានបង្រៀនឱ្យហៅពណ៌ដែលពួកគេឃើញពីវត្ថុនោះថា "នេះគឺជាពណ៌ក្រហម" ពួកគេជាធម្មតាអាចប្រាប់ពណ៌បានត្រឹមត្រូវ។ នេះអាចបណ្តាលឱ្យមានគ្រោះថ្នាក់ដល់ខ្លួនអ្នក និងអ្នកដទៃ ប្រសិនបើអ្នកធ្វើការក្នុងមុខរបរជាក់លាក់ដែលទាមទារពណ៌ដើម្បីប្រាប់និមិត្តសញ្ញា។   មូលហេតុ ជាធម្មតា មានកោសិកាពីរប្រភេទនៅក្នុងរីទីណារបស់យើង ដែលអនុញ្ញាតឱ្យយើងមើលឃើញវត្ថុ៖ កំណាត់ និងកោណ។ កោសិកាទាំងពីរប្រភេទនេះមានមុខងារខុសៗគ្នាដូចខាងក្រោម៖   កោសិការាងជាដំបង៖ ទាំងនេះគឺជាកោសិកាដែលជួយមើលឃើញនៅកន្លែងងងឹត។ រូបភាព​ដែល​ឃើញ​ដោយ​កោសិកា​រាង​ជា​ដំបង​ទាំងនេះ​មាន​ពណ៌​ស ឬ​ខ្មៅ អាស្រ័យ​លើ​ពន្លឺ​នៃ​ពន្លឺ។ នៅក្នុងភ្នែករបស់មនុស្សធម្មតា។ កោសិការាងជាដំបងទាំងនេះអនុញ្ញាតឱ្យមនុស្សម្នាក់មើលឃើញវត្ថុនៅក្នុងទីងងឹតក្នុងកម្រិតជាក់លាក់មួយ។ កោសិកាកោណ៖ ទាំងនេះគឺជាកោសិកាដែលជួយមើលវត្ថុដែលមានពណ៌ខុសៗគ្នា។ ពួកវាធ្វើសកម្មភាពតែក្នុងពន្លឺភ្លឺប៉ុណ្ណោះ។ កោសិកាកោណមាន ៣ ប្រភេទ៖ កោសិកាកោណក្រហម កោសិកាកោណបៃតង និងកោសិកាកោណពណ៌ខៀវ នៅពេលដែលពន្លឺចូលក្នុងភ្នែក វារំញោចសកម្មភាពនៃកោសិកាទាំងបីដើម្បីបញ្ជូនសញ្ញាទៅកាន់ខួរក្បាលដើម្បីបញ្ចូលគ្នា និងបកប្រែសញ្ញាទៅជាពណ៌ផ្សេងគ្នា។   នៅក្នុងស្ថានភាពដែលពណ៌អាចត្រូវបានគេមើលឃើញជាធម្មតា ផ្នែកទាំងបីនៃកោសិកាត្រូវបានជំរុញឱ្យបញ្ជូនសញ្ញា និងបកប្រែសញ្ញាពណ៌ឱ្យបានត្រឹមត្រូវ ហៅថា Trichromatism ។ មនុស្សមួយចំនួនប្រហែលជាមិនមានកោសិកាទាំងបីនេះទេ ឬមួយឈុតប្រហែលជាមិនដំណើរការត្រឹមត្រូវ។ នេះបណ្តាលឱ្យមនុស្សមើលឃើញពណ៌ខុសពីមនុស្សដ៏ទៃ លក្ខខណ្ឌនេះត្រូវបានគេហៅថា Dichromatism អ្នកដែលមានជម្ងឺនេះច្រើនតែមិនដឹងថាពួកគេកំពុងឃើញពណ៌ខុសពីមនុស្សផ្សេងទៀត។ ដោយសារតែវានឹងមានការយល់ឃើញនៃពណ៌នៅក្នុងវិធីផ្ទាល់ខ្លួនរបស់វា។ សម្រាប់អ្នកដែលមានពិការភ្នែកពណ៌ធ្ងន់ធ្ងរ វានឹងមានកោសិកាទទួលពណ៌តែមួយប៉ុណ្ណោះ ដែលហៅថា Monochromatism។ អ្នកដែលមានជម្ងឺនេះនឹងឃើញរូបភាពជាសខ្មៅ។ ពិការភ្នែកពណ៌គឺជាជំងឺតំណពូជដែលត្រូវបានរកឃើញនៅក្នុងប្រហែល 8% នៃចំនួនប្រជាជន ហើយច្រើនកើតលើបុរសជាងស្ត្រី។   ការធ្វើតេស្តពិការភ្នែកពណ៌ អ្នកដែលចង់ពិនិត្យមើលថាតើពួកគេមានពិការភ្នែកពណ៌ឬអត់។ គួរតែត្រូវបានពិនិត្យ និងពិគ្រោះជាមួយគ្រូពេទ្យភ្នែក។ ឧបករណ៍​ដែល​ត្រូវ​បាន​គេ​ប្រើ​ជា​ទូទៅ​ដើម្បី​រក​ឃើញ​ភាព​ងងឹត​ពណ៌​គឺ Ishihara Chart ដែល​អ្នក​ជា​ច្រើន​ប្រហែល​ជា​ធ្លាប់​ស្គាល់។ ក្បឿងប្រភេទនេះមានរង្វង់ធំដែលមានរង្វង់តូចៗនៅខាងក្នុងដែលលាក់លេខ និងប្រើពណ៌ផ្សេងគ្នាដើម្បីសាកល្បង។ ដែល​ប្រសិន​បើ​អ្នក​ខ្វាក់​ពណ៌ វា​នឹង​បង្ក​ឱ្យ​មាន​ភាព​ច្របូកច្របល់ ដោយ​មិន​អាច​បំបែក​ពណ៌ និង​អាន​លេខ​បាន​ត្រឹមត្រូវ។ ប៉ុន្តែ​ប្រសិន​បើ​ការ​អាន​ត្រឹមត្រូវ​គឺ​ចាត់​ទុក​ជា​រឿង​ធម្មតា។   ដំបូន្មានសម្រាប់អ្នកដែលមានពិការភ្នែកពណ៌   ព្រោះ​វា​ជា​លក្ខខណ្ឌ​ដែល​អាច​ទទួល​បាន​ពី​ហ្សែន។ ដូច្នេះហើយ អ្នកគួរតែទៅពិគ្រោះជាមួយវេជ្ជបណ្ឌិតរបស់អ្នក ដើម្បីស្វែងរកវិធានការបង្ការ ដែលនឹងបណ្តាលឱ្យងងឹតភ្នែកពណ៌នៅក្នុងសាច់ញាតិរបស់អ្នក/li> ក្នុងករណីដែលមិនកើតមកមានពិការភ្នែកពណ៌។ ប៉ុន្តែរោគសញ្ញាលេចឡើងនៅពេលក្រោយ អ្នកគួរតែទៅពិគ្រោះជាមួយវេជ្ជបណ្ឌិតដើម្បីស្វែងរកមូលហេតុនៃរោគសញ្ញា។ ការណែនាំសម្រាប់ការព្យាបាលមនុស្សខ្វាក់ពណ៌អាចប្រឡងយកប័ណ្ណបើកបរបាន។ ហើយអាចប្រាប់ពីភាពខុសគ្នារវាងភ្លើងសញ្ញាចរាចរណ៍ ការងារ​ដែល​អ្នក​ពិការ​ពណ៌​គួរ​ចៀសវាង​រួម​មាន គីមីវិទូ ជាងគំនូរ អ្នកបើកយន្តហោះ អ្នកបច្ចេកទេស​អេឡិចត្រូនិក។ ឬ​ការងារ​ដែល​តម្រូវ​ឱ្យ​មាន​ការ​ប្រើ​ពណ៌​ដើម្បី​ជា​និមិត្ត​រូប​របស់​អ្វី​ផ្សេង​គ្នា​។
Laser Vision LASIK Centre

អាហារបំប៉នសុខភាពភ្នែករបស់កុមារ

អាហារបំប៉នសុខភាពភ្នែករបស់កុមារ ក្នុងអំឡុងពេលនៃការអភិវឌ្ឍន៍ដ៏សំខាន់នៃអាយុពី 3 ទៅ 10 ឆ្នាំ ឪពុកម្តាយគួរតែធានាថាកូនរបស់ពួកគេទទួលបានសារធាតុចិញ្ចឹមចម្រុះដើម្បីទ្រទ្រង់សុខភាពភ្នែក។ ការជ្រើសរើសបញ្ចូលត្រីដែលមានមាតិកាអូមេហ្គា 3 ខ្ពស់ក្នុងរបបអាហាររបស់ពួកគេអាចជួយរក្សាសុខភាពភ្នែកបានល្អ។ ឧទាហរណ៍​នៃ​ត្រី​ប្រភេទ​នេះ​រួម​មាន​ត្រី​សាលម៉ុន ត្រី​ម៉ា​កែ​រ៉េ​ល ឬ​ត្រី​ដែល​កុមារ​ងាយ​ទទួលទាន​បាន​យ៉ាង​ងាយ​ស្រួល​ដូច​ជា អា​ចូ​វី ឬ​អាហារ​សមុទ្រ​សាច់​ស​ដូច​ជា pollock ក្លា​ស្សេ និង​ក្អែក​ជាដើម​។ វាត្រូវបានណែនាំឱ្យរួមបញ្ចូលប្រភេទត្រីជាច្រើនប្រភេទក្នុងរបបអាហារ ហើយមានបំណងទទួលទានសារ៉ាយសមុទ្រយ៉ាងហោចណាស់ 4 ដងក្នុងមួយសប្តាហ៍។   បន្ថែមពីលើត្រី បន្លែស្លឹកបៃតងគួរតែជាផ្នែកប្រចាំថ្ងៃនៃរបបអាហាររបស់ពួកគេ ជាមួយនឹងការទទួលទានដែលត្រូវបានណែនាំ 100 ក្រាមក្នុងមួយថ្ងៃ។ ផ្លែឈើគឺចាំបាច់ណាស់ ហើយយ៉ាងហោចណាស់មួយប្រភេទគួរតែត្រូវបានរួមបញ្ចូលនៅក្នុងការទទួលទានប្រចាំថ្ងៃរបស់ពួកគេ។ ការផឹកទឹកដោះគោមួយកែវ ឬច្រើនជាងនេះក្នុងមួយថ្ងៃក៏ត្រូវបានណែនាំផងដែរ។   នៅពេលដែលអាចធ្វើទៅបាន យកល្អគួរតែជៀសវាងអាហាររហ័ស ឬអាហារកែច្នៃ និងអាហារសម្រន់ដែលមានជាតិស្ករ និងអំបិលខ្ពស់ ដែលអាចបង្កគ្រោះថ្នាក់ដល់សុខភាពភ្នែក។   អាហារសម្បូរវីតាមីន A ស៊ុតក្រហម ប៊ឺ ឈីសរឹង ការ៉ុត ស្ពៃខ្មៅ   អាហារសម្បូរជាតិកាល់ស្យូម ទឹកដោះគោ ផលិតផល​ទឹកដោះគោ ត្រីសមរម្យសម្រាប់កុមារ សារាយសមុទ្រ ម្ទេសប្លោក ប៉េងប៉ោះ ស្ពៃខ្មៅ   អាហារដែលសម្បូរទៅដោយជាតិប្រូតេអ៊ីន ចាំបាច់សម្រាប់សុខភាពភ្នែក ស៊ុត សណ្តែកដី ត្រីដែលមានមាតិកាអូមេហ្គា 3 ខ្ពស់។ សាច់សត្វគ្មានខ្លាញ់   អាហារដែលមានសារធាតុចិញ្ចឹមដែលជួយដល់រចនាសម្ព័ន្ធ និងមុខងារភ្នែក ស្ពៃក្តោប ប្រូខូលី ស្លឹកបៃតង ផ្លែឈើ ការ៉ុត   អាហារដែលមានសារធាតុចិញ្ចឹម ជំនួយដល់ភ្នែក ដាំពន្លក ផ្លែបឺរ ខ្លាញ់ត្រី និងផលិតផលខ្លាញ់ត្រី ការធានានូវរបបអាហារមានតុល្យភាពជាមួយនឹងអាហារទាំងនេះ អាចជួយលើកកម្ពស់ និងថែរក្សាសុខភាពភ្នែកបានល្អចំពោះកុមារដែលកំពុងលូតលាស់។
Cornea Center

Dry eyes

Dry eyes ទឹកភ្នែកដើរតួនាទីយ៉ាងសំខាន់ក្នុងការរក្សាភ្នែករបស់យើងឱ្យមានសំណើម, ធានាឱ្យឃើញច្បាស់ដោយអនុញ្ញាតឱ្យពន្លឺឆ្លងកាត់កែវភ្នែកប្រកបដោយប្រសិទ្ធភាព និងផ្គត់ផ្គង់អុកស៊ីហ្សែនចិញ្ចឹមភ្នែក។ វាក៏ជួយការពារការឆ្លងមេរោគនិងសារធាតុផ្សេងៗផងដែរ។    នៅពេលដែលភ្នែកស្ងួត, វាជាបញ្ហាទូទៅមួយដែលអាចកើតឡើងពីការផលិតទឹកភ្នែកមិនប្រក្រតីឬទឹកភ្នែកមានការហួតលឿនពេក។ វាអាចធ្វើអោយមានភាពមិនស្រណុក, ក្រហាយ, មានអារម្មណ៍ថាដូចមានអ្វីនៅក្នុងភ្នែករបស់អ្នក, ភ្នែកមានសភាពក្រហម, រោយ, មើលឃើញព្រិលៗដែលទទួលភាពប្រសើរជាមួយការព្រិចភ្នែក, ឬសូម្បីតែមានអារម្មណ៍ថារោយភ្នែក។ ហេតុផលដែលមានភ្នែកស្ងួតអាចមានការប្រែប្រួលនៅពេលកាន់តែចាស់ឬជាស្រ្ដី (យេស៎, យើងងាយនឹងរងនូវភ្នែកស្ងួត) ការអាលាក់ហ្សីជាមួយថ្នាំ, ការចំណាយជាច្រើនពេលទៅលើ Screens, នៅទីកន្លែងដែលមានដី ផ្សែង ឬ មានខ្យល់ខ្លាំងនិងមានពន្លឺច្រើន, រួមបញ្ចូលទាំងអស់។    ប៉ុន្ដែមានដំណឹងល្អនោះគឺជាពិធីនៃការព្យាបាលភ្នែកស្ងួត:   ការចៀសឆ្ងាយពីអ្វីដែលអាចធ្វើអោយវាកាន់តែអាក្រក់ដូចជាខ្យល់ខ្លាំងនិងធូលីដីដោយគ្រាន់តែពាក់វែនតានិងការការពារភ្នែក។ ចងចាំថាត្រូវសំរាកឬព្រិចភ្នែកអោយបានញឹកញាប់ ជាពិសេសនៅពេលអ្នកជាប់ជាមួយ Screen ខណៈណាមួយ។  អ្នកទទួលបាននូវថ្នាំបណ្ដក់ភ្នែកដែលហៅថាទឹកភ្នែកសុប្បនិមិត្ត។ មានពីប្រភេទគឺសម្រាប់ពេលថ្ងៃ (ទឹកច្រើន) និងពេលយប់ (ក្រាស់បន្ដិច) ដែលត្រូវប្រើអាស្រ័យទៅលើស្ថានភាពភ្នែកស្ងួតរបស់អ្នក។  ពេលខ្លះពេទ្យរបស់អ្នកអាចនែនាំថ្នាំបណ្ដក់ភ្នែកពិសេសដែលជំរុញអោយភ្នែករបស់អ្នកបង្កើតទឹកភ្នែកបានច្រើន។  ផ្ដល់ការព្យាបាលភ្នែករបស់អ្នកជាមួយក្រណាត់ស្អាតហើយក្ដៅឧន្ឌៗ រួចស្អំលើភ្នែកដើម្បីជូយអោយមានអារម្មណ៍ល្អប្រសើរ។ ប្រសិនបើភ្នែកស្ងួតកាន់តែខ្លាំងហើយមិនប្រសើរឡើង ការជជែកជាមួយគ្រូពេទ្យភ្នែកគឺជារឿងល្អ។   សរុបមក ភ្នែកស្ងួតអាចជាបញ្ហារំខានមួយ ប៉ុន្តែមានដំណោះស្រាយនៅទីនោះ។ វាជារឿងសំខាន់ក្នុងការថែរក្សាភ្នែករបស់អ្នកឱ្យបានល្អ ជាពិសេសនៅពេលដែលមានសភាពស្ងួតនៅខាងក្រៅ (អាកាសធាតុស្ងួត)។ ប្រសិនបើអ្នកសង្ស័យថាអ្នកមានបញ្ហាភ្នែកស្ងួត ការជជែកជាមួយអ្នកជំនាញផ្នែកថែរក្សាភ្នែកគឺជាទង្វើដ៏ឆ្លាតវៃ។
calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ : +662 511 2111