สายตาพร่ามัวหรือมองไม่ชัดอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก สายตายาว สายตาสั้น หรือความผิดปกติของเลนส์ตา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความมั่นใจในการมองเห็น การเปลี่ยนเลนส์ตาจึงเป็นทางออกที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน ปลอดภัย และเหมาะกับสภาพสายตาของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยลดอาการตาพร่ามัว ปรับโฟกัสภาพได้ดี และคืนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ก่อนตัดสินใจทำ ควรศึกษาขั้นตอน ข้อดี และข้อควรระวัง เพื่อให้การเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาคือการเอาเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วฝังเลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา เช่น สายตายาวตามอายุ สายตาสั้น หรือสายตาเอียง เทคนิคนี้คล้ายการผ่าตัดต้อกระจก แต่ RLE เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น ไม่ได้ทำเพื่อรักษาต้อกระจกโดยตรง

ก่อนทำความเข้าใจการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ควรเข้าใจการทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติก่อน เลนส์ตาอยู่ด้านหลังม่านตา มีลักษณะใสและยืดหยุ่น ทำงานร่วมกับกระจกตาเพื่อรวมแสงลงบนจอประสาทตา ทำให้สมองเห็นภาพชัด ในวัยหนุ่มสาว เลนส์ตามีความยืดหยุ่นสูง ปรับโฟกัสใกล้ไกลได้ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาแข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจก โปรตีนในเลนส์จับตัวเป็นก้อน ทำให้เลนส์ขุ่น แสงผ่านได้น้อย มองเห็นภาพพร่ามัวเหมือนผ่านหมอก
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็นที่แก้ไขด้วยวิธีอื่นได้ยาก หรือต้องการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในคราวเดียว
สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสูงหรือไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถปรับค่าสายตาให้เหมาะสมได้อย่างถาวร
นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้เลนส์เทียมชนิดพิเศษ (IOL) ที่แก้ไขทั้งสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ช่วยลดความจำเป็นในการใส่แว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์หลังผ่าตัด ทำให้การมองเห็นชัดเจนและสะดวกสบายขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับสายตาปกติได้มากที่สุด
ปัญหาสายตายาวตามอายุเกิดจากเลนส์ตาแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้โฟกัสภาพระยะใกล้ได้ยากขึ้น ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุอาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือหรือแว่นหลายระยะ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาชนิดพิเศษ (Presbyopia-Correcting IOL) สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยช่วยให้มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้ กลาง และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่เลือกใช้ นอกจากนี้ เลนส์บางชนิดยังสามารถลดความจำเป็นในการใส่แว่นสายตาหลังผ่าตัด ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น และช่วยฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับวัยหนุ่มสาวได้มากขึ้น
ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่นหรือไม่ใสเหมือนเดิม ทำให้แสงผ่านไม่เต็มที่และเกิดภาพพร่ามัว มักพบในผู้สูงอายุ แต่บางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะทางพันธุกรรม การบาดเจ็บที่ตา โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด โดยจะนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ขุ่นออกและแทนด้วยเลนส์เทียม (IOL) เลนส์เทียมนี้สามารถเลือกชนิดและคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วย เช่น เลนส์สำหรับโฟกัสระยะใกล้ไกลพร้อมกัน หรือเลนส์ที่ลดการเกิดสายตายาวตามอายุ

การเลือกประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการมองเห็นหลังผ่าตัด โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามความสามารถในการโฟกัส
เลนส์มาตรฐาน (Monofocal IOL) เป็นเลนส์เทียมที่ได้รับความนิยมมานาน มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้การมองเห็นชัดเจนในระยะใดระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาตาพร่ามัวจากต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีของเลนส์ชนิดนี้คือการมองเห็นระยะไกลชัดเจน เหมาะกับผู้ที่เน้นกิจกรรมกลางแจ้งหรือขับรถ และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนข้อจำกัดสำคัญคือยังต้องใช้แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์
เลนส์ชนิด EDOF (Extended Depth of Focus) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขยายช่วงการโฟกัส ทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งระยะกลางและระยะไกล มักให้ภาพที่คมชัดต่อเนื่องและลดปัญหาภาพซ้อนหรือแสงฟุ้ง เหมาะกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ หรือกิจกรรมประจำวันที่ไม่ต้องโฟกัสใกล้มาก
ข้อดีคือช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาได้มากกว่าการใช้เลนส์มาตรฐาน ถึงเปลี่ยนมาใส่เลนส์ชนิดนี้แล้ว แต่ผู้ใช้ยังคงต้องใส่แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์บางครั้ง
เลนส์โฟกัสหลายระยะ (Multifocal IOL / Trifocal IOL) ถูกออกแบบให้โฟกัสภาพได้หลายระยะ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมหลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตาในชีวิตประจำวัน ช่วยเพิ่มความสะดวกและอิสระในการใช้ชีวิต เลนส์มัลติโฟกัสอาจเกิดอาการมองเห็นแสงฟุ้งกระจาย (Halo) หรือแสงจ้า (Glare) โดยเฉพาะตอนกลางคืน และผู้ใช้บางรายอาจต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับการมองเห็น รวมถึงยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรงหรือโรคจอประสาทตาบางชนิด

การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาในปัจจุบันมักใช้เทคนิคที่เรียกว่า Phacoemulsification ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และฟื้นตัวได้เร็ว โดยมีขั้นตอนคือ
การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาช่วยคืนความคมชัดในการมองเห็นและยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้มีดังนี้
แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาจะเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ ได้แก่

Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีการรักษาทันสมัย ด้วยจักษุแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและดูแล รวมถึงการเปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษา อธิบายอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผล พร้อมสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างเต็มที่
การเปลี่ยนเลนส์ตาคือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาหรือภาวะต้อกระจก ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เลนส์เทียมมีหลายชนิด ทั้งเลนส์ชัดระยะเดียว เลนส์ชัดหลายระยะ และเลนส์ปรับโฟกัสอัตโนมัติ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย การผ่าตัดทำผ่านแผลขนาดเล็ก ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัว ข้อดีคือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการมองเห็น ส่วนความเสี่ยงมีทั้งการติดเชื้อ เลือดออก ความดันลูกตาสูง เลนส์เคลื่อนตัว หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้โดยแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดยราคาของการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและสาเหตุของการเปลี่ยนเลนส์ เช่น การเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมทั่วไป หรือการเปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจก
หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย วิธีการผ่าตัด ประเภทเลนส์ ข้อดี-ข้อจำกัด หรือระยะเวลาฟื้นตัว ในส่วนนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หลังเปลี่ยนเลนส์ตาควรพักสายตา ใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การยกของหนักหรือออกแรงมาก พร้อมไปตามนัดจักษุแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตาหรือมองเห็นไม่ชัด เพื่อแจ้งแพทย์ทันทีหากเกิดปัญหา
โดยทั่วไป การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวสำหรับเลนส์แก้วตาธรรมชาติ แต่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สามารถเปลี่ยนหรือปรับแก้ได้หากมีปัญหา เช่น เลนส์เคลื่อน เลนส์ขุ่น หรือผู้ป่วยต้องการเปลี่ยนชนิดเลนส์ใหม่ แต่การทำซ้ำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์และสภาพตาของผู้ป่วย
หลังการเปลี่ยนเลนส์ตา ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน แต่สายตาจะค่อยๆ ฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดเลนส์และสภาพตาของแต่ละคน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง เช่น ขยี้ตาหนัก ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนัก จนกว่าจักษุแพทย์จะประเมินว่าเหมาะสม