มุมสุขภาพตา : #สายตาสั้น

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

ภาพที่เห็นเมื่อไม่ใส่แว่น ของคนสายตาสั้น 50 100 300 400 500 800

ผู้ที่มีสายตาสั้นจะมองเห็นวัตถุในระยะไกลไม่ชัดเจน ภาพจะดูพร่ามัวหรือเบลอ แต่ระยะใกล้ยังมองเห็นได้ชัดเจนปกติ ภาพที่เห็นของผู้ที่มีสายตาสั้น 100 จะเริ่มมีความพร่ามัวเมื่อมองในระยะไกล ส่วนระยะใกล้ยังสามารถมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ขณะที่ผู้ที่มีสายตาสั้นตั้งแต่ 300, 400, 500 ไปจนถึง 800 จะเห็นภาพที่เบลอและพร่ามัวมากขึ้นในทุกระยะ การรักษาสายตาสั้นทำได้โดยการใส่แว่นสายตาหรือคอนแท็กต์เลนส์เป็นวิธีหลัก และสามารถแก้ไขถาวรด้วยการทำเลสิกหรือเลนส์เสริมภายในดวงตา โดยควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด การเข้าใจภาพที่เห็นของคนสายตาสั้น 50 100 300 400 500 800 เมื่อไม่ได้ใส่แว่นช่วยให้เรารับรู้ถึงความสำคัญของการดูแลสายตาอย่างถูกต้อง บทความนี้จะแสดงภาพจำลองความพร่ามัวในระดับต่างๆ ของสายตาสั้น เพื่อให้เห็นความแตกต่างและตระหนักถึงผลกระทบต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน     ลักษณะการมองเห็นของผู้ที่มีสายตาสั้น หากคุณมีอาการสายตาสั้น คุณจะมองเห็นภาพในลักษณะดังต่อไปนี้ ซึ่งแต่ละระดับของค่าสายตาจะส่งผลให้ภาพที่เห็นมีความพร่ามัวและเบลอแตกต่างกันไป ภาพระยะไกลไม่ชัด วัตถุที่อยู่ไกลออกไป เช่น ป้ายบอกทางบนถนน กระดานดำในห้องเรียน หรือตัวอักษรบนหน้าจอโทรทัศน์ จะมองเห็นเป็นภาพเบลอ ไม่คมชัด ภาพระยะใกล้ชัดเจน คุณจะยังคงสามารถอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ได้อย่างปกติและชัดเจน ต้องหรี่ตาเพื่อเพ่งมอง เมื่อพยายามมองวัตถุที่อยู่ไกล คุณมักจะเผลอหรี่ตาเข้าหากัน เพื่อบีบให้แสงเข้าสู่ดวงตาในมุมที่แคบลง ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดขึ้นได้ชั่วคราว เห็นแสงเป็นประกาย ในบางรายอาจเห็นแสงไฟในเวลากลางคืนมีลักษณะฟุ้งกระจาย หรือมีประกายที่ผิดปกติ     สายตาสั้นมีกี่ระดับ? เข้าใจภาพที่เห็นในแต่ละระดับ สายตาสั้นแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความรุนแรงของค่าสายตา ซึ่งแต่ละระดับจะมีผลต่อการมองเห็นและลักษณะภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 25 ถึง 50 สายตาสั้นในระดับ 25 ถึง 50 ถือว่าเป็นระดับน้อย ผู้ที่มีค่าสายตาระดับนี้ ภาพที่เห็นในระยะไกลอาจไม่คมชัดเท่าที่ควร หรือมีปัญหาเล็กน้อยในสภาพแสงน้อย บางคนอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก ทำให้ในกรณีทั่วไปไม่จำเป็นต้องใส่แว่นสายตา แต่ในบางอาชีพที่ต้องการความแม่นยำสูงในการมองเห็น ก็อาจแนะนำให้ใช้แว่นสายตาเพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนมากขึ้นได้     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 75 ถึง 100 สายตาสั้นในระดับ 75 ถึง 100 เป็นช่วงที่เริ่มรู้สึกได้ถึงความพร่ามัว โดยเฉพาะเมื่อมองภาพในระยะไกล สภาพแสงน้อย หรืออ่านข้อความตัวเล็กๆ การใส่แว่นสายตาจะช่วยเพิ่มความชัดเจน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น เช่น การใส่แว่นขณะขับรถตอนกลางคืน หรือขณะดูทีวี จะช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนและปลอดภัยมากขึ้น ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 100 จะมีความพร่ามัวและเบลอขึ้นเมื่อเทียบกับสายตาปกติ ทำให้รายละเอียดในระยะไกลลดลงอย่างชัดเจน     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 150 ถึง 200 สายตาสั้นระดับ 150 ถึง 200 จะทำให้มองเห็นภาพระยะไกลไม่ชัดเจน ส่งผลให้จำเป็นต้องใส่แว่นทั้งกลางวันและกลางคืน ระดับนี้ยังอาจทำให้ดวงตาล้าได้ง่ายเมื่อต้องใช้สายตาใกล้ จึงแนะนำให้ใส่แว่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น และป้องกันอาการล้าของดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 300 ขึ้นไป สายตาสั้นระดับสูง ตั้งแต่ 300, 400, 500 ไปจนถึง 800 ส่งผลให้ภาพที่เห็นในระยะไกลพร่ามัวอย่างชัดเจน จำเป็นต้องใส่แว่นตาตลอดเวลาเพื่อช่วยปรับภาพให้ชัดเจน ป้องกันอุบัติเหตุ และถนอมสายตาในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและรับคำแนะนำจากจักษุแพทย์อย่างถูกต้อง ช่วยให้การดูแลสายตาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ     การดูแลและรักษาภาวะสายตาสั้น สำหรับคนที่มีสายตาสั้นประมาณ 100 ภาพที่เห็นอาจยังไม่เบลอชัดเจนมากนัก แต่เมื่อค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 300, 400, 500 จนถึง 800 ภาพจะพร่ามัวมากขึ้นตามลำดับ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันปัญหาสายตาในระยะยาว การใส่แว่นตา เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดในการแก้ไขสายตาสั้น การใส่คอนแท็กต์เลนส์ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใส่แว่นตา แต่ต้องดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด การผ่าตัดแก้ไขสายตา เช่น เลสิก (LASIK) หรือการผ่าตัดอื่นๆ ที่ช่วยปรับเปลี่ยนรูปร่างของกระจกตาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น   สรุป ภาพที่เห็นของคนสายตาสั้นจะแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของค่าสายตา ตั้งแต่ภาพที่ยังคมชัดพอประมาณในสายตาสั้น 100 จนถึงภาพที่พร่ามัวและเบลอมากขึ้นในระดับ 300 ขึ้นไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การตรวจวัดสายตาและรับคำปรึกษาจากจักษุแพทย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อการดูแลสายตาอย่างเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ที่พร้อมดูแลด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาพที่เห็นของคนสายตาสั้น (FAQ) การเข้าใจภาพที่ผู้มีสายตาสั้นเห็นในแต่ละระดับช่วยให้ดูแลและรักษาสายตาได้ถูกต้อง เรารวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาพที่เห็นเมื่อไม่ได้ใส่แว่น เพื่อให้คุณเข้าใจและดูแลสายตาได้ดีขึ้น   สายตาสั้น 100 ถือว่าสั้นมากไหม สายตาสั้น 100 ภาพที่เห็นนั้นถือเป็นระดับสายตาสั้นเล็กน้อย ไม่ถือว่าสั้นมาก แต่ควรใส่แว่นในบางกิจกรรมเพื่อช่วยให้มองเห็นชัดเจนขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น   ต้องใส่แว่นหรือไม่เมื่อมีสายตาสั้น 100 สำหรับคนที่มีสายตาสั้น 100 ภาพที่เห็นนั้น ในชีวิตประจำวันทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใส่แว่น แต่หากต้องการความชัดเจนมากขึ้น เช่น ตอนขับรถกลางคืนหรือดูทีวี การใส่แว่นจะช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนและปลอดภัยยิ่งขึ้น   สายตาสั้น 100 มีผลต่อสุขภาพตาหรือไม่ โดยทั่วไปสายตาสั้นระดับนี้ยังไม่ส่งผลเสียรุนแรง แต่ควรตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังและดูแลสายตาอย่างถูกวิธี

มองไกลไม่ชัด สายตาสั้นหรือสายตายาว? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

อาการมองไกลไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณของสายตาสั้นหรือสายตายาว ควรตรวจโดยจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม การวินิจฉัยอาการมองไกลไม่ชัดโดยจักษุแพทย์ ทำผ่านการตรวจค่าสายตาและสุขภาพตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ เพื่อระบุสาเหตุและวางแผนรักษาอย่างแม่นยำ วิธีแก้ไขปัญหามองไกลแล้วเบลอ ได้แก่ การใส่แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือทำเลสิก เพื่อปรับการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น อาการมองไกลไม่ชัดเป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญ และอาจเกิดจากสายตาสั้นหรือสายตายาว การเข้าใจสาเหตุและวิธีสังเกตอาการอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมและคืนความชัดเจนในการมองเห็นได้ง่ายขึ้น มาดูกันว่าควรสังเกตอย่างไรและมีวิธีดูแลสายตาอย่างไรบ้าง     อาการมองไกลไม่ชัด สัญญาณของสายตาสั้นหรือยาว? อาการมองไกลไม่ชัดอาจเกิดจากความผิดปกติของสายตาหลายประเภท ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่สายตาสั้นหรือสายตายาว โดยแต่ละประเภทจะมีอาการและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ สายตาสั้น เป็นภาวะที่มองเห็นวัตถุไกลไม่ชัด แต่ยังคงมองเห็นวัตถุใกล้ได้ชัดเจน อาการที่สังเกตได้คือต้องหรี่ตาเพื่อเพ่งมองวัตถุที่อยู่ไกลๆ ให้ชัดขึ้น สายตายาว ในบางกรณีสายตายาวอาจทำให้มองไกลไม่ชัดได้เช่นกัน แต่โดยปกติแล้วอาการหลักจะอยู่ที่การมองวัตถุใกล้ๆ ไม่ชัดเจน และอาจมีอาการปวดหัวหรือตาล้าร่วมด้วยเมื่อต้องเพ่งมองนานๆ สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ไม่คมชัด หรือมีลักษณะเป็นเงาซ้อน ไม่ว่าจะเป็นระยะใกล้หรือไกล โดยเฉพาะในเวลากลางคืนอาจเห็นแสงไฟเป็นเส้นหรือมีรัศมี ทำให้การมองเห็นแย่ลง       วิธีวินิจฉัยอาการมองไกลไม่ชัดโดยจักษุแพทย์ เพื่อระบุว่าคุณเป็นสายตาสั้น ยาว หรือเอียง อาการมองไกลๆ แล้วเบลอจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและกำหนดแนวทางรักษาที่เหมาะสม โดยมีขั้นตอนดังนี้   การตรวจระดับการมองเห็น (Visual Acuity Test) การตรวจวัดระดับการมองเห็นด้วยแผ่นป้ายสเนลเลน (Snellen Chart) ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรหลายขนาดเรียงต่อกัน เป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าอาการมองไกลไม่ชัด คือสายตาสั้น เอียง หรือยาว โดยผู้ป่วยจะต้องอ่านตัวอักษรจากระยะทางที่กำหนด วิธีนี้ช่วยประเมินความชัดเจนของการมองเห็นและระดับความรุนแรงของปัญหาสายตา เพื่อวางแผนการรักษาเบื้องต้นอย่างแม่นยำ   การวัดค่าสายตา (Manifest Refraction) จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือในการตรวจวัดค่าสายตาอย่างละเอียด โดยผู้รับการตรวจจะมองผ่านเลนส์ของเครื่องเพื่อตรวจสอบความชัดเจนของภาพหรือตัวเลข หากยังมองไกลหรือมองใกล้ไม่ชัดและไม่แน่ใจว่าสายตาสั้นหรือยาว แพทย์จะปรับเลนส์จนภาพชัดเจนที่สุด จากนั้นจะบันทึกค่าสายตาเพื่อใช้ในการทำแว่นตาหรือเลนส์ต่อไป   การตรวจสุขภาพตาโดยรวม นอกจากการวัดค่าสายตาแล้ว จักษุแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพตาโดยรวม เพื่อประเมินว่าอาการมองไกลหรือมองใกล้ไม่ชัดเกิดจากสายตาสั้นหรือยาวหรือไม่ รวมถึงตรวจความดันลูกตา ตรวจจอประสาทตา และประเมินสุขภาพของเลนส์ตา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหาสุขภาพตาอื่นที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น ทั้งนี้หากพบว่าเป็นสายตายาวและต้องการแก้ไขอย่างถาวร อาจพิจารณาทำเลสิกสายตายาวภายใต้คำแนะนำของจักษุแพทย์       วิธีแก้ไขปัญหามองไกลไม่ชัด อาการมองไกลไม่ชัดส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการใช้สายตา แต่มีหลายวิธีในการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่   ใส่แว่นสายตา วิธีแรกที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมองเห็นไกลชัดเจนขึ้นคือการใส่แว่นสายตา ซึ่งถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อดวงตามากที่สุด โดยแว่นจะใช้เลนส์นูนหรือเลนส์เว้าเพื่อช่วยรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาอย่างเหมาะสม ซึ่งเหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตายาวด้วยเช่นกัน   ใส่คอนแท็กต์เลนส์ สำหรับกิจกรรมที่ไม่สะดวกใส่แว่น เช่น กีฬาผาดโผน หรือการออกกำลังกายที่มีการกระแทกและเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผู้ที่ไม่ชอบใส่แว่นสามารถเลือกใช้คอนแท็กต์เลนส์แทนได้ แต่ต้องดูแลใส่-ถอดและทำความสะอาดอย่างถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยของดวงตา   การผ่าตัด วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือการทำเลสิก รองลงมาคือการใส่เลนส์เสริมฝังในดวงตาเพื่อแก้ไขค่าสายตา ทั้งสองวิธีนี้มีผลข้างเคียงที่ควรทราบ ดังนั้นจึงควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจทำการรักษา       สรุป อาการมองไกลไม่ชัดอาจเกิดจากปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือภาวะสายตาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยจักษุแพทย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม ตั้งแต่การใช้แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ ไปจนถึงการทำเลสิกหรือใส่เลนส์เสริมฝังดวงตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลสายตาด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมแพทย์ผู้ชำนาญ เพื่อคืนความชัดเจนในการมองเห็นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคุณ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมองไกลไม่ชัด สายตาสั้นหรือยาว (FAQ) อาการมองเห็นไม่ชัดเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้หลายคน การทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีการรับมืออย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณดูแลสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมองไกลไม่ชัดว่าเข้าข่ายสายตาสั้นหรือยาวอย่างไรบ้าง   รู้ได้อย่างไรว่าอาการมองไกลไม่ชัดเป็นเพราะสายตาสั้นหรือยาว? สายตาสั้นคือภาวะที่มองเห็นวัตถุไกลไม่ชัด แต่ยังคงมองเห็นวัตถุใกล้ได้ชัดเจน ในขณะที่สายตายาว คือภาวะที่มองวัตถุใกล้ไม่ชัดเป็นหลัก แต่ก็อาจส่งผลให้มองวัตถุไกลไม่ชัดได้เช่นกัน หากคุณต้องหรี่ตามองป้ายที่อยู่ไกลๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นสายตาสั้น   จ้องหน้าจอนานๆ ทำให้สายตาสั้นลงหรือไม่? การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้สายตาสั้นหรือยาว แต่จะทำให้เกิดอาการตาล้า ปวดหัว และตาแห้ง อย่างไรก็ตามการใช้สายตาเพ่งมองใกล้ๆ เป็นเวลานาน อาจเร่งให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นสายตาสั้นมีอาการที่แย่ลงได้   การใส่แว่นสายตาสั้นตลอดเวลาจะทำให้ตาเราอ่อนแอลงไหม? แว่นตาทำหน้าที่ช่วยปรับให้ดวงตามองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแอลงแต่อย่างใด อาการมองไกลแล้วเบลอหากไม่ได้รับการแก้ไข อาจทำให้ดวงตาต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อโฟกัสภาพ ส่งผลให้เกิดอาการตาล้า ปวดหัว และปวดตาได้ ดังนั้นการใส่แว่นให้เหมาะสมกับค่าสายตาจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพดวงตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION

SMILE Pro คืออะไร? เลสิกแผลเล็ก 10 วินาที ฟื้นตัวไว

จุดเด่นของการทำ SMILE Pro SMILE Pro  คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ไม่ต้องเปิด Flap ลดการบาดเจ็บของดวงตา ฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมหนักหรือใช้สายตามาก SMILE Pro ใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อเล็กๆ ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่ต้องเปิด Flap ลดการกระทบกระเทือนและฟื้นตัวได้ไว SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตามาก หรือกังวลเรื่องแผลเปิดแบบเลสิกทั่วไป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงอย่างถาวร SMILE Pro คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน มีผลข้างเคียงต่ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจากรีวิวทำเลสิก SMILE Pro ของผู้รับบริการจริงต่างยืนยันถึงความรวดเร็วในการรักษา เลือกหัวข้อที่อ่าน SMILE Pro คืออะไร? หลักการทำงานของ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ  Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ SMILE Pro คืออะไร? SMILE Pro คือ เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด (พัฒนาต่อจาก ReLEx SMILE) ที่ใช้เลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 ยิงแก้ไขค่าสายตาด้วยความเร็วเพียง 8-10 วินาทีต่อข้าง โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา (Flap) ทำให้แผลเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมาพร้อมความเร็ว ความแม่นยำ และความรู้สึกสบายตาที่เหนือกว่า ช่วยลดความกังวลระหว่างทำ และเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการทำงานของ SMILE Pro การทำงานของ SMILE Pro เป็นการปฏิวัติการทำเลสิกแบบเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสร้างฝากระจกตา (Flap) ที่ต้องเปิดออกอีกต่อไป แต่จะใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อ Lenticule ภายในกระจกตาตามค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข (เลสิกสายตาสั้นและเอียง) จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษดึงชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้กระจกตาถูกปรับแต่งรูปร่างอย่างถาวร ส่งผลให้การมองเห็นคมชัดขึ้น SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เนื่องจากประสบปัญหาในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพที่ไม่สะดวกต่อการใส่อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตาเยอะ หรือกังวลเรื่องแผล Flap เพราะไม่ต้องเปิด Flap จึงลดความเสี่ยงแผลเคลื่อน เพิ่มความมั่นใจหลังรักษา ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในช่วงก่อนอายุ 18 ปี ค่าสายตามักยังเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรรอให้สายตาเสถียรก่อน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำและยั่งยืน ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำ LASIK เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาผิดปกติ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ไม่ควรทำเลสิกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลให้ค่าสายตาไม่คงที่ แนะนำให้รอจนหลังคลอดและฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติก่อนเข้ารับการรักษา สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำเลสิกจะช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติสำหรับการมองไกล แต่เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ จึงอาจยังคงต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางโอกาส รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ประสบการณ์ทำเลสิก SMILE Pro ของคุณคีรี "เดิมทีสายตาสั้นเยอะมากประมาณ -6.00 ใส่แว่นมานานมาก เวลาเล่นกีฬาอย่างแบดมินตันก็ลำบาก ตอนแรกก็แอบกลัวครับ แต่ ตอนทำไม่เจ็บเลย และมองเห็นชัดตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันแรกเลยครับ!" ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro สำหรับค่าบริการรักษาสายตาด้วยเทคโนโลยี SMILE Pro สามารถตรวจสอบราคาและแพ็กเกจสุดคุ้มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้👉 คลิกดูโปรโมชั่นทำเลสิก ครบรอบ 3 ปี โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ 👈 Call Center : 02-511-2111 Line📅 นัดหมายออนไลน์ โดยราคานี้ครอบคลุมการดูแลด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดอย่าง VisuMax 800 และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดของคุณ ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? แนะนำบริการ SMILE Pro ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) โดยเราให้ความสำคัญกับการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับการรักษา ผ่านการผ่าตัดสายตาด้วย SMILE Pro ซึ่งโดดเด่นด้วย: เครื่องมือรุ่นใหม่ล่าสุด VisuMax 800 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SMILE Pro รุ่นล่าสุด ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ลดเวลาการยิงเลเซอร์และเพิ่มความสบายให้กับผู้รับการรักษา ทีมแพทย์ผู้ชำนาญ นำทีมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์สายตาโดยเฉพาะ ที่มีประสบการณ์สูง และพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา การดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการนัดหมายติดตามผลหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้า แบบนิ่มอย่างน้อย 3 วัน และแบบแข็งอย่างน้อย 7 วัน งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา งดใช้สเปรย์และน้ำหอมทุกชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์ หากเป็นไปได้ ควรสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้านหลังทำเลสิก สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงและแผลขนาดเล็ก ช่วยให้ฟื้นตัวรวดเร็วและลดความเสี่ยงหลังการรักษา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเครื่องมือทันสมัย ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพสายตาของแต่ละคน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ก่อนตัดสินใจทำ SMILE Pro หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับขั้นตอน ความปลอดภัย ผลลัพธ์ รวมถึงระยะเวลาฟื้นตัว เราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว SMILE Pro กับ ReLEx Smile ต่างกันอย่างไร SMILE Pro ต่างจาก ReLEx SMILE ตรงที่ใช้เลเซอร์เร็วกว่าเดิม จากเดิม 25–27 วินาที เหลือเพียง 8–10 วินาที ช่วยลดเวลาผ่าตัดและลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตาได้ดียิ่งขึ้น การผ่าตัด SMILE Pro เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาชนิดหยอดตา ทำให้คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการเคืองตาคล้ายฝุ่นเข้าตาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้น และโดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำ SMILE Pro แล้ว มีโอกาสที่สายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม การทำ SMILE Pro เป็นการแก้ไขค่าสายตาอย่างถาวร แต่ในระยะยาว ค่าสายตาของคนเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยเรื่องอายุ การใช้งานสายตาหนัก หรือโรคทางตาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นการกลับมาสั้นซ้ำ (Regression) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินสภาพตาอย่างละเอียด

คอนเเทคเลนส์คืออะไร? วิธีดูแลทำความสะอาด พร้อมข้อควรรู้เบื้องต้น

คอนเเทคเลนส์คือเลนส์ใสที่สวมบนดวงตาเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาหรือเปลี่ยนลุคให้ดูดีขึ้น คอนเเทคเลนส์มีหลายประเภท เช่น เลนส์นิ่ม เลนส์แข็ง (RGP) เลนส์รายวัน เลนส์รายเดือน เลนส์แก้สายตาเอียง และเลนส์แฟชันสีต่างๆ วิธีดูแลคอนเเทคเลนส์ที่ถูกต้อง คือล้างมือให้สะอาดก่อนจับ ใช้น้ำยาล้างถูเลนส์ทุกครั้งหลังถอด หลีกเลี่ยงน้ำเปล่าหรือน้ำลาย เก็บเลนส์ในกล่องพร้อมน้ำยาใหม่ทุกวัน และทำความสะอาดกล่องพร้อมเปลี่ยนทุก 3 เดือน เพื่อป้องกันเชื้อโรคและติดเชื้อที่ตา ข้อควรรู้ในการใช้คอนเเทคเลนส์ คือใส่ตามคำแนะนำแพทย์ ไม่ใช้เลนส์ร่วมกับผู้อื่น ล้างมือก่อนจับเลนส์ หลีกเลี่ยงใส่นานเกินไปและไม่ควรนอนหลับขณะใส่ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและระคายเคืองตา คอนเเทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการแก้ปัญหาสายตาหรือเปลี่ยนลุคให้ดวงตาดูโดดเด่นมากขึ้น ไม่ว่าจะใส่แทนแว่นสายตาหรือเพื่อความสวยงาม แต่การใช้คอนเเทคเลนส์อย่างไม่ระวัง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพตาได้ ดังนั้นจึงควรรู้วิธีการใช้งาน การดูแลรักษา และข้อควรระวังเบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพตาที่ดีในระยะยาว   คอนเเทคเลนส์คืออะไร? คอนเเทคเลนส์เป็นแผ่นพลาสติกบางใสรูปวงกลม ที่สวมใส่บนกระจกตาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะสายตาผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงตาไม่สามารถรวมแสงให้ตกบนจอรับภาพได้อย่างพอดี ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน โดยคอนเเทคเลนส์สามารถช่วยปรับการมองเห็นให้ดีขึ้นในผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด สายตาเอียง และสายตายาวตามอายุ     ประเภทของคอนเเทคเลนส์ คอนเเทคเลนส์มีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ลักษณะสายตา และความสะดวกสบายของผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งออกได้ตามวัสดุและระยะเวลาการใช้งานดังนี้   คอนเเทคเลนส์แบบแข็ง คอนเเทคเลนส์ชนิดแข็งที่พบได้บ่อยคือแบบกึ่งแข็ง (Rigid Gas-Permeable: RGP) ซึ่งสามารถให้ออกซิเจนซึมผ่านเข้าสู่กระจกตาได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาเอียงมาก หรือผู้ป่วยโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) โดยเลนส์ชนิดนี้จะช่วยปรับรูปร่างความโค้งของกระจกตาให้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น ส่งผลให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ   คอนเเทคเลนส์แบบนิ่ม คอนเเทคเลนส์ชนิดนิ่มเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสวมใส่สบายและหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้ คอนเเทคเลนส์รายวัน คือเลนส์ที่ใส่เฉพาะระหว่างวันแล้วถอดทิ้ง ไม่ต้องทำความสะอาด ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งาน และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสะดวกที่สุด คอนเเทคเลนส์รายสัปดาห์ คือเลนส์ที่ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ คอนเเทคเลนส์รายเดือน คือเลนส์ที่ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ทุก 1 เดือน คอนเเทคเลนส์แบบใส่ระยะยาว สามารถใส่นอนได้ต่อเนื่องหลายวัน แต่เสี่ยงติดเชื้อสูง แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้งานเป็นประจำ คอนเเทคเลนส์แก้สายตาเอียง เป็นเลนส์ชนิดนิ่ม ราคาสูง แก้ปัญหาสายตาเอียงได้แต่ประสิทธิภาพอาจสู้เลนส์แข็งไม่ได้ มีทั้งแบบรายวันและใส่ระยะยาว คอนเเทคเลนส์สี ใช้ได้ทั้งแก้ไขสายตาผิดปกติและเสริมความสวยงาม แบ่งตามการใช้งาน เช่น เลนส์แฟชั่น บิ๊กอาย เลนส์กรองแสงยูวี และเลนส์แก้ตาบอดสี ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คอสเมติกคอนเเทคเลนส์ (Cosmetic Contact Lenses) เป็นเลนส์ที่ใส่เพื่อเปลี่ยนสีหรือลักษณะดวงตา เช่น ตาแมวหรือแวมไพร์ แม้ไม่ใช้เพื่อแก้สายตา แต่ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนใช้เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ   คอนเเทคเลนส์แบบอื่นๆ นอกจากคอนเเทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขค่าสายตาทั่วไปแล้ว ยังมีคอนเเทคเลนส์ประเภทอื่นๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น คอนเเทคเลนส์ไฮบริด เป็นเลนส์ผสมระหว่างนิ่มและแข็ง ช่วยแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง และปัญหากระจกตาได้ดี เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีกระจกตาผิดปกติ คอนเเทคเลนส์ชนิดแก้สายตายาวตามอายุ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ใช้ช่วยให้มองเห็นทั้งใกล้และไกลได้ชัด เช่น แบบ Bifocal, Multifocal หรือแบบ Monovision ที่ใส่คนละค่าสายตาในแต่ละข้าง คอนเเทคเลนส์หลายระดับ (Multifocal Contact Lenses) คือเลนส์ที่มีทั้งแบบแข็งและนิ่ม ภายในเลนส์มีค่าสายตาหลายระดับช่วยให้ใช้งานได้สะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามวัย (Presbyopia) คอนเเทคเลนส์ครอบแผลชนิดพิเศษ ใช้หลังการผ่าตัดดวงตา เพื่อช่วยปกป้องและส่งเสริมการสมานตัวของผิวกระจกตาให้เร็วขึ้น     ประโยชน์ของคอนเเทคเลนส์ คอนเเทคเลนส์มีประโยชน์หลากหลายด้าน เช่น ช่วยแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยการใส่คอนเเทคเลนส์สายตาสั้นและสายตายาว ทำให้ผู้ใส่มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้และไกล รวมถึงมีทัศนวิสัยที่ดีกว่าแว่นตา นอกจากนี้ผู้ใส่แว่นมักมีมุมมองด้านข้าง (Peripheral Vision) ที่จำกัด คอนเเทคเลนส์สายตาจึงช่วยเพิ่มการมองเห็นด้านข้างให้ชัดเจนขึ้น คอนเเทคเลนส์ยังเหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกใส่แว่น และช่วยปรับลุคให้ดูดี มีความมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะคอนเเทคเลนส์แฟชัน เช่น เลนส์สี หรือเลนส์บิ๊กอาย     วิธีใส่คอนเเทคเลนส์อย่างถูกวิธี การใส่คอนเเทคเลนส์อย่างถูกวิธีช่วยเพิ่มความสบายตาและลดความเสี่ยงในการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีกลิ่นหรือน้ำมันมาก เพราะอาจทำให้ตาระคายเคือง เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาดที่ไม่เป็นขุยหรือผ้าเช็ดมือ ยืนบนพื้นเรียบและสะอาด เช่น ใกล้อ่างล้างหน้า ปิดฝาท่อระบายน้ำถ้าอยู่เหนืออ่าง เริ่มใส่เลนส์ข้างขวาก่อน (ถ้าถนัดซ้าย ให้เริ่มข้างซ้าย) เพื่อไม่ให้ใส่สลับข้าง หยิบเลนส์จากกล่องเก็บโดยใช้ปลายนิ้ว (หลีกเลี่ยงเล็บ) ล้างเลนส์ด้วยน้ำยาล้างคอนเเทคเลนส์ทุกครั้ง หากเลนส์ตกพื้น ให้ล้างน้ำยาใหม่ก่อนใส่ วางเลนส์ไว้ที่ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลาง ตรวจสอบว่าเลนส์ไม่ฉีกขาด ตรวจดูว่าเลนส์ไม่กลับด้าน โดยดูขอบเลนส์ ถ้าขอบเลนส์เป็นรูปถ้วยและตั้งตรงคือถูกต้อง ใช้มือที่ไม่ถนัดดึงเปลือกตาบนขึ้น และใช้นิ้วกลางหรืออื่นๆ ดึงเปลือกตาล่างลง มองตรงไปข้างหน้าแล้วค่อยๆ วางเลนส์ลงบนตา ปิดตาเบาๆ แล้วลืมตา กะพริบตาช้าๆ เพื่อให้เลนส์อยู่กลางตา เช็กในกระจกว่าเลนส์อยู่ตรงกลางและรู้สึกสบาย หากไม่สบายหรือตาไม่ชัด ให้ขยับเลนส์หรือนำเลนส์ออกแล้วใส่ใหม่ ทำซ้ำขั้นตอนเดียวกันกับเลนส์อีกข้าง   วิธีถอดคอนเเทคเลนส์อย่างถูกต้อง การถอดคอนเเทคเลนส์อย่างถูกต้องสำคัญต่อสุขภาพดวงตาและช่วยป้องกันการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนจับคอนเเทคเลนส์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ตา รินสารละลายที่ใช้แช่คอนเเทคเลนส์ทิ้งให้หมด จากนั้นผึ่งลมหรือเช็ดกล่องเก็บเลนส์ให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ยืนหน้ากระจก ดึงเปลือกตาล่างลงด้วยนิ้วกลางของมือที่ถนัด ถอดเลนส์ออกจากตาข้างที่ต้องการก่อน เพื่อป้องกันความสับสน ใช้นิ้วชี้เลื่อนเลนส์ลงไปที่ขอบตาสีขาวอย่างช้าๆ บีบเลนส์ด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือเบาๆ เพื่อดึงเลนส์ออกจากตา ทำซ้ำขั้นตอนกับตาอีกข้าง ใช้น้ำยาล้างคอนเเทคเลนส์ที่แนะนำทำความสะอาดเลนส์อย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงน้ำยาที่ทำเองหรือไม่ผ่านการรับรอง ใส่คอนเเทคเลนส์ลงในกล่องเก็บเลนส์ที่แช่ในสารละลาย หรือทิ้งเลนส์หากเป็นแบบใช้ครั้งเดียว     การเก็บรักษาคอนเเทคเลนส์หลังใช้งาน การเก็บรักษาคอนเเทคเลนส์หลังใช้งานอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและยืดอายุการใช้งานของเลนส์ รวมถึงช่วยรักษาความสะอาดและความปลอดภัยให้กับดวงตาของคุณก่อนใช้ในครั้งต่อไป ทำความสะอาดคอนเเทคเลนส์ทุกวันด้วยน้ำยาล้างเลนส์ โดยถูเลนส์เบาๆ ด้วยปลายนิ้วเพื่อขจัดเชื้อและสิ่งสกปรกอย่างทั่วถึง ก่อนเก็บแช่ค้างคืนในตลับ เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ใหม่ทุกครั้งหลังใช้ หลีกเลี่ยงการแช่เลนส์ทันทีหลังถอดโดยไม่ทำความสะอาดก่อน ล้างทำความสะอาดตลับใส่เลนส์ทุกสัปดาห์ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วปล่อยให้แห้งก่อนใช้งานครั้งต่อไป ห้ามล้างคอนเเทคเลนส์ด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ หรือน้ำลายเด็ดขาด เพราะเสี่ยงติดเชื้อและทำให้เลนส์ปนเปื้อนได้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมาตรฐาน เพื่อยืดอายุเลนส์และป้องกันติดเชื้อดวงตา ควรเปลี่ยนตลับคอนเเทคเลนส์ทุก 3 เดือน และล้างตลับก่อนใช้แล้วตากให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อ หลีกเลี่ยงการแบ่งน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ใส่ขวดอื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ห้ามใช้น้ำยาล้างคอนเเทคเลนส์ที่หมดอายุ เก่าเก็บ หรือเปิดทิ้งไว้นานแล้ว   ผู้ที่ไม่ควรใส่คอนเเทคเลนส์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพดวงตาหรือภาวะบางอย่างควรหลีกเลี่ยงการใส่คอนเเทคเลนส์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างรุนแรง ผู้ที่มีอาการตาแห้งหรือกระจกตาผิดปกติ ผู้ป่วยโรคผิวหนังที่มีอาการบริเวณหนังตาหรือเปลือกตา ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ที่มีอาการตาโปน ซึ่งอาจทำให้คอนเเทคเลนส์หลุดง่าย ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี อาจส่งผลต่อการสร้างน้ำตา ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่อาจแพ้วัสดุพลาสติกในคอนเเทคเลนส์หรือน้ำยาล้างเลนส์ ผู้ที่มีปัญหาในการหยิบจับคอนเเทคเลนส์ เช่น มือสั่นจากโรคสมอง หรือมีปัญหาผิวหนังบริเวณนิ้วมือและเล็บ   สิ่งควรรู้ เพื่อให้ใส่คอนเเทคเลนส์อย่างปลอดภัย คอนเเทคเลนส์สัมผัสกับดวงตาที่บอบบาง จึงต้องใส่ให้ถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อและปัญหาร้ายแรง วิธีใช้ที่ปลอดภัยมีดังนี้ เลือกใช้คอนเเทคเลนส์ที่เหมาะสมกับดวงตา โดยปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวัดสายตาและลักษณะลูกตาก่อนใช้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดมือให้แห้งก่อนใส่คอนเเทคเลนส์ทุกครั้ง ใส่เลนส์ด้วยปลายนิ้วชี้ และตรวจสอบเลนส์ว่าด้านถูกต้อง (ขอบเลนส์เป็นรูปตัว U ไม่แหลม) หลีกเลี่ยงการใช้เลนส์ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ ห้ามสลับใส่เลนส์ข้างซ้าย-ขวาหรือใส่ขณะว่ายน้ำ ไม่ควรนอนหลับขณะใส่เลนส์ เพราะจะลดการรับออกซิเจนของดวงตา หลีกเลี่ยงให้ปลายขวดน้ำยาล้างเลนส์สัมผัสกับสิ่งอื่น เพื่อป้องกันการปนเปื้อน สวมแว่นกันแดดเมื่อต้องใส่คอนเเทคเลนส์ เพื่อลดอาการแสบตาจากแสง ใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้น ป้องกันอาการตาแห้ง     อันตรายจากการใช้คอนเเทคเลนส์ผิดวิธี คอนเเทคเลนส์เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์และปลอดภัยเมื่อใช้อย่างถูกวิธี แต่หากใช้งานไม่ถูกต้อง ไม่ได้มาตรฐาน หรือขาดความสะอาด อาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงต่อสุขภาพดวงตาได้ เช่น   ปัญหาที่มาจากคอนเเทคเลนส์ การเลือกคอนเเทคเลนส์ที่มีขนาดไม่พอดีกับตาดำ อาจส่งผลกระทบต่อกระจกตาและการมองเห็นได้ โดยเลนส์ที่เล็กเกินไปอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตาและเกิดปัญหากระจกตา ส่วนเลนส์ที่ใหญ่เกินไปอาจเคลื่อนหลุดง่าย ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน นอกจากนี้การดูแลและเก็บรักษาคอนเเทคเลนส์ไม่ถูกต้อง ยังเสี่ยงให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ทำให้เกิดอันตรายต่อกระจกตาและเสียสมรรถภาพการใช้งานได้ด้วยเช่นกัน   ปัญหาต่อเยื่อบุตาและกระจกตา ปัญหาเยื่อบุตาและกระจกตาอาจเกิดจากคอนเเทคเลนส์ไม่สะอาด ใช้ของไม่ได้มาตรฐาน หรือแพ้วัสดุที่ใช้ผลิต โดยอันตรายที่พบได้บ่อยมีดังนี้ ตาแห้ง (Dry eyes) อาจเกิดจากการใส่คอนเเทคเลนส์นาน หรือมีน้ำตาน้อย ทำให้ระคายเคือง แสบตา และไวต่อแสง โรคภูมิแพ้ (Allergies) อาจเกิดจากการแพ้คอนเเทคเลนส์หรือสารที่ใช้ร่วม ทำให้ตาแดง แสบ และคันตา เยื่อบุตาอักเสบจากคอนเเทคเลนส์ (Giant Papillary Conjunctivitis) ใส่คอนเเทคเลนส์แล้วตาแดงมักเกิดจากการแพ้เลนส์หรือสารดูแลเลนส์ นอกจากนี้อาจมีอาการระคายเคือง และตุ่มด้านในเปลือกตา เยื่อบุตาอักเสบจากสารเคมี (Toxic Conjunctivitis) เกิดจากการแพ้สารในผลิตภัณฑ์คอนเเทคเลนส์ ทำให้ตาอักเสบหรือกระจกตาถลอกได้ แผลอักเสบที่กระจกตา (Superficial Punctate Keratitis) อาจเกิดจากตาแห้งขณะใส่คอนเเทคเลนส์ ทำให้เกิดแผลเล็กๆ บริเวณกระจกตา ส่งผลให้รู้สึกเจ็บหรือคอนแท็กต​์เลนส์ฉีกขาดได้ อาการเลนส์คับแน่น (Tight Lenses Syndrome) เกิดจากการใส่คอนเเทคเลนส์นานเกินไป ทำให้เลนส์ติดแน่นกับกระจกตา กระจกตาบวมน้ำ มองเห็นไม่ชัด เปลือกตาอักเสบ หรือมีเส้นเลือดเล็กๆ ขึ้นที่ตา กระจกตาขาดออกซิเจน (Corneal hypoxia) มักเกิดจากการใส่คอนเเทคเลนส์นานเกินไป อาจทำให้กระจกตาเป็นแผล เลือดออก และเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น กระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Microbial Keratitis) มักเกิดในผู้ที่ใส่คอนเเทคเลนส์นิ่มหรือใส่ขณะนอนหลับ ทำให้ตาแดง เจ็บตา แฉะ แพ้แสง และระคายเคืองจากการติดเชื้อในเลนส์   สรุป คอนเเทคเลนส์เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาสายตาที่สะดวกและได้รับความนิยมสูง เช่น คอนเเทคเลนส์รายวัน รายเดือน และคอนเเทคเลนส์สีเพื่อแฟชัน แต่การใช้งานที่ไม่ถูกวิธีหรือขาดการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาตา เช่น ตาแห้ง ติดเชื้อ หรือเยื่อบุตาอักเสบได้ ควรล้างมือก่อนใส่และถอดเลนส์ทุกครั้ง ทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาในกล่องเก็บเลนส์อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ หากมีอาการผิดปกติหรือปัญหาจากการใส่คอนเเทคเลนส์ สามารถมารักษาและปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ Bangkok Eye Hospital เพื่อดูแลดวงตาให้ปลอดภัยและสุขภาพดีอย่างยั่งยืน   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอนเเทคเลนส์ (FAQ) รวมคำตอบสำหรับคำถามทั่วไปเกี่ยวกับการใช้งาน การดูแลรักษา และข้อควรรู้ที่สำคัญ เพื่อช่วยให้คุณใช้คอนเเทคเลนส์อย่างถูกวิธีและปลอดภัย ก่อนตัดสินใจใช้งานจริง   ใส่คอนเเทคเลนส์เกิน 8 ชม. อันตรายไหม ใน 1 วัน ใส่คอนเเทคเลนส์เกิน 8 ชม. ได้ไหม? คอนเเทคเลนส์ใส่ได้กี่ชั่วโมง? คำตอบคือควรใส่ไม่เกิน 8-9 ชั่วโมง เพราะใส่นานเกินไปอาจทำให้ตาแห้ง ระคายเคือง หรืออักเสบ หากจำเป็นต้องใส่นาน ให้ใช้หยดน้ำตาเทียมเติมความชุ่มชื้นระหว่างวัน   การใส่คอนเเทคเลนส์นาน ทำให้กระจกตาบางจริงไหม กระจกตาแต่ละคนมีความหนาแตกต่างกันตามธรรมชาติ การใส่คอนเเทคเลนส์อาจทำให้ตาแห้งได้ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อความหนาของกระจกตาโดยตรง การหยุดใส่คอนเเทคเลนส์ช่วยให้อาการตาแห้งดีขึ้น แต่กระจกตาจะไม่กลับมาหนาขึ้น   เผลอใส่คอนเเทคเลนส์นอน เป็นอะไรไหม ดวงตาต้องการออกซิเจนตลอดเวลา แต่เมื่อใส่คอนเเทคเลนส์ ไม่ว่าจะรายวันหรือรายเดือน ดวงตาจะได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ หากนอนหลับขณะใส่เลนส์จะทำให้ออกซิเจนลดลงมาก เพราะเปลือกตาปิดกระจกตาไม่สามารถรับอากาศได้ ส่งผลให้ตาแดง ระคายเคือง และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายขึ้น   ผู้เขียนบทความ : รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี จักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ต้อกระจก รักษาโรคตาทั่วไป

เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน เพิ่มความคมชัดเพื่อชัยชนะทุกคอร์ต | Bangkok Eye Hospital

เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน: พลิกเกมด้วยสายตาที่คมชัดกว่า 🏸 “พริบตาเดียวบนคอร์ต อาจเปลี่ยนชัยชนะเป็นความพลาด” การเล่นแบดมินตันไม่ได้อาศัยเพียงแค่พละกำลังหรือความเร็ว แต่หัวใจสำคัญคือ การมองเห็นที่แม่นยำและรวดเร็ว เพื่อการ "อ่านเกม อ่านลูก และอ่านทางคู่แข่ง" ได้เหนือกว่าใคร! อุปสรรคทางสายตาที่นักกีฬาต้องเจอ เคยไหมที่ต้องมัวดันแว่นระหว่างการแข่งขัน? หรือกังวลว่าคอนแทคเลนส์จะหลุดกลางเกม? ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้คุณเสียสมาธิและพลาดจังหวะสำคัญในเสี้ยววินาที... ซึ่งอาจหมายถึงการเสียคะแนนหรือพลาดชัยชนะไปอย่างน่าเสียดาย LASIK: คำตอบสำหรับนักกีฬายุคใหม่ การทำเลสิก (LASIK) คือทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับนักกีฬาแบดมินตันและผู้ที่รักการออกกำลังกายทุกคน ช่วยปลดล็อกศักยภาพของคุณให้เหนือกว่าเดิม สายตาคมชัด: โฟกัสการเคลื่อนไหวของลูกขนไก่ได้ดีขึ้น คล่องตัวทุกการเคลื่อนไหว: ไม่ต้องกังวลเรื่องแว่นหรือคอนแทคเลนส์ มั่นใจในทุกช็อต: ทั้งลูกตบ ลูกหยอด หรือลูกตัด เมื่อไร้กังวลเรื่องสายตา คุณจะสามารถโฟกัสที่เกมการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ เพราะการมองเห็นที่ดี ไม่ได้แค่ทำให้เล่นดีขึ้น แต่ทำให้คุณ “มั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว” ปรึกษาการทำเลสิกสำหรับนักกีฬา ดวงตามีคู่เดียว มั่นใจให้แพทย์เฉพาะทางดูแล ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital เลียบทางด่วนรามอินทรา โทรเลย: 02-511-2111 #LASERVISION #SMILEPro #LASIK #BangkokEyeHospital #เลสิกไร้ใบมีด #LASIKForSport #Badminton #กีฬาแบดมินตัน

ภาวะสายตาสั้นในเด็ก อันตรายที่ต้องรีบรักษาก่อนสายเกินแก้

ภาวะสายตาสั้นในเด็กเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งสาเหตุจากปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งนี้ภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและส่งผลต่อการมองเห็นในอนาคต ในบทความนี้ทาง Bangkok Eye Hospital จะมาแนะนำแนวทางการรักษาภาวะสายตาสั้นในเด็กอย่างถูกวิธี   ภาวะสายตาสั้นในเด็ก คือ การที่เด็กไม่สามารถมองระยะไกลได้ชัดเจน ทำให้ต้องมีการหรี่ตา หรือเพ่งสายตา เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น ภาวะสายตาสั้นในเด็ก เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งเกิดจากพันธุกรรม หรือสภาวะแวดล้อม สังเกตภาวะสายตาสั้นในเด็กได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น เด็กเลือกนั่งแถวหน้าสุด เพื่อให้มองเห็นกระดานชัดเจน หรือเด็กดูโทรทัศน์ระยะใกล้กว่าปกติ การแก้ไขและควบคุมค่าสายตาสั้นในเด็ก แพทย์จะพิจารณาจ่ายยา พร้อมแนะนำให้ใช้แว่นสายตาเพื่อควบคุมและชะลอสายตาสั้นที่อาจเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ปัญหาภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่ไม่ควรละเลย ควรเข้ารับการปรึกษากับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ จนรักษาได้ยาก และอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็ก Bangkok Eye Hospital มีศูนย์รักษาตาเด็กโดยเฉพาะ มาพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลแก้ไขทุกปัญหาเกี่ยวกับดวงตาของเด็ก     อาการสายตาสั้นในเด็ก พบบ่อยกว่าที่คิด อาการสายตาสั้นในเด็ก คือภาวะที่เด็กมีค่าสายตาผิดปกติ โดยเด็กจะมองเห็นภาพระยะไกลไม่ชัดเจน เป็นภาพเบลอ ทำให้ต้องเพ่งอยู่ตลอด ส่งผลต่อบุคลิกภาพและการดำเนินชีวิต โดยภาวะสายตาสั้นในเด็กพบได้มาก โดยอิงจากข้อมูลการวิจัยพบว่าหากพ่อแม่มีประวัติสายตาสั้น เด็กจะมีโอกาสเกิดภาวะสายตาสั้นสูงถึง 77.3% สายตาสั้นในเด็ก มีอาการอย่างไร เนื่องจากเด็กเป็นวัยที่ยังไม่รู้ว่าสายตาสั้นคืออะไร ทำให้พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าการมองเห็นผิดปกติ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมลูกเพื่อดูความผิดปกติ โดยเด็กสายตาสั้นสังเกตได้จากลักษณะความผิดปกติ ดังต่อไปนี้เด็กสายตาสั้นมักมีพฤติกรรมขยี้ตา ระคายเคืองตาบ่อยๆ เด็กสายตาสั้นมักหรี่ตา หรือเพ่งสายตาในการจ้องวัตถุ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น เด็กสายตาสั้นจะจ้องวัตถุในระยะประชิดมากกว่าเด็กทั่วไป เช่น ดูโทรทัศน์ระยะใกล้ อ่านหนังสือระยะใกล้ หรือหยิบของเล่นมาดูใกล้ๆ เด็กสายตาสั้นจะมีอาการปวดเบ้าตา ตาล้าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมองเห็นไม่ชัดเจน เด็กสายตาสั้นจะมีอาการซุ่มซ่าม เดินชนสิ่งของอยู่บ่อยครั้ง     อาการสายตาสั้นในเด็ก มีสาเหตุจากอะไร สาเหตุภาวะสายตาสั้นในเด็ก สามารถแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้ สายตาสั้นในเด็กจากพันธุกรรม จากการศึกษาข้อมูลวิจัยพบว่าเด็กที่มีพ่อแม่ที่มีประวัติสายตาสั้น มักมีโอกาสที่เด็กจะมีสายตาสั้นสูงถึง 77.3% หรือในกรณีที่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีภาวะสายตาสั้น เด็กจะมีโอกาสเกิดภาวะสายตาสั้นประมาณ 43.6% สายตาสั้นในเด็กจากปัจจัยแวดล้อม ปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน ดูโทรทัศน์เป็นระยะเวลานาน หรือการจ้องมองสิ่งของต่างๆ ในระยะประชิดเกินไป เช่น จ้องโทรศัพท์ในระยะใกล้ อ่านหนังสือระยะใกล้ เป็นต้น     การวินิจฉัยอาการสายตาสั้นในเด็กโดยแพทย์ อาการสายตาสั้นในเด็ก เป็นอาการที่สามารถพบได้โดยทั่วไป ทั้งนี้แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการสายตาสั้นในเด็ก โดยอิงจากขั้นตอน ดังต่อไปนี้ การทดสอบการมองเห็นโดยให้อ่านตัวอักษร หรือตัวเลขบนหน้าจอเพื่อทดสอบสายตา การตรวจตาเพิ่มเติมด้วยกล้องเป็นการตรวจหาความผิดปกติเพิ่มเติมด้วยการส่องไฟเข้าไปที่ดวงตา พร้อมใช้กล้องตรวจหาความผิดปกติ การตรวจค่าสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติเป็นการตรวจหาค่าสายตา เพื่อให้ทราบค่าสายตาเบื้องต้น การทดสอบการหักเหของแสงเป็นการทดสอบด้วยการใช้เลนส์ ร่วมกับแท่งไฟลำแสงแคบ เพื่อปรับค่าความจำเป็นในการมองเห็น     แนวทางการรักษาสายตาสั้นในเด็ก แบบไม่ผ่าตัด ในปัจจุบันการรักษาภาวะสายตาสั้นในเด็กแบบไม่ผ่าตัด สามารถรักษาภาวะสายตาสั้นเพียงชั่วคราว โดยแบ่งวิธีการรักษาออกเป็น 2 วิธี ดังนี้ การสวมใส่แว่นตา สวมใส่แว่นตาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน เป็นการรักษาสายตาสั้นในเด็กด้วยการสวมแว่นที่ประกอบกับเลนส์เว้าปรับตามระยะค่าสายตา เพื่อทำให้ภาพตกที่จอตาพอดี วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กทุกวัย เนื่องจากมีวิธีดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเหมือนการสวมคอนแท็กต์เลนส์ การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์ สวมใส่คอนแท็กต์เลนส์เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน เป็นการสวมคอนแท็กต์เลนส์เข้าไปในดวงตา เพื่อให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน วิธีนี้จะมีความยุ่งยาก และซับซ้อนกว่าการใส่แว่น เนื่องจากมีการสัมผัสดวงตาโดยตรง หากไม่รักษาความสะอาด อาจเสี่ยงต่อการอักเสบ ติดเชื้อ จึงเหมาะกับเด็กที่โตพอที่จะดูแลตัวเองและรักษาความสะอาดได้แล้ว และควรมีผู้ปกครองคอยสังเกตการสวมคอนแท็กต์เลนส์เป็นประจำ     ชะลอการเกิดสายตาสั้นในเด็ก ทำได้อย่างไร ถึงแม้ว่าภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่เป็นแล้วไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ แต่ก็มีวิธีชะลอการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็กได้ โดยปฏิบัติ ดังนี้   กำหนดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้งให้เด็กได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก กำหนดเวลาพักสายตาควรกำหนดเวลาพักสายตาด้วยการใช้สูตร 20-20-20 คือ 20 นาที สำหรับการเรียน อีก 20 วินาที สำหรับระยะเวลาการมองไปรอบๆ และอีก 20 ฟุต เป็นระยะทางที่ควรมองออกไปให้ไกลอย่างน้อย 20 ฟุต หรือ 6 เมตร การสวมแว่นกรองแสงหากเด็กๆ มีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์เป็นระยะเวลานาน ควรสวมแว่นกรองแสงเพื่อถนอมสายตา การใช้ยาหยอดตาการใช้ยาหยอดตาอะโทรปีน (Atropine) ที่มีความเข้มข้นต่ำสามารถชะลอการเกิดสายตาสั้นในเด็กได้ ควรหยอดยาก่อนนอนต่อเนื่องทุกวัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี รักษาสายตาสั้น สายตายาวในเด็ก ที่ศูนย์โรคตาเด็ก Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีอาการสายตาสั้นหรือสายตายาว แนะนำให้พาเด็กๆ เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์โรคตาเด็ก Bangkok Eye Hospitalที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ภาวะสายตาสั้นในเด็ก เป็นอาการที่สามารถพบได้โดยทั่วไป ทั้งนี้หากเกิดภาวะสายตาสั้นขึ้นแล้ว จะไม่สามารถรักษาหายเองได้ อีกทั้งภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่ไม่ควรปล่อยไว้ เนื่องจากส่งผลต่อบุคลิกภาพและการมองเห็น สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตาในเด็ก ขอแนะนำศูนย์รักษาตาเด็ก Bangkok Eye Hospitalที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมดูแล ให้คำแนะนำ พร้อมเสนอแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตัวเด็ก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยมาก่อนเสมอ
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111