มุมสุขภาพตา : #เลนส์แก้วตาเทียม

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

ทางออกของคนสายตาพร่ามัว เปลี่ยนเลนส์ตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน

การเปลี่ยนเลนส์ตา คือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lens – IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา ผู้ที่มีสายตาผิดปกติสูง หรือต้อกระจก ไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK/PRK) เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตาคือทำให้การมองเห็นชัดเจน ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และลดการพึ่งพาแว่นสายตา สายตาพร่ามัวหรือมองไม่ชัดอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นต้อกระจก สายตายาว สายตาสั้น หรือความผิดปกติของเลนส์ตา ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความมั่นใจในการมองเห็น การเปลี่ยนเลนส์ตาจึงเป็นทางออกที่ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นให้ชัดเจน ปลอดภัย และเหมาะกับสภาพสายตาของแต่ละบุคคล อีกทั้งยังช่วยลดอาการตาพร่ามัว ปรับโฟกัสภาพได้ดี และคืนความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน ก่อนตัดสินใจทำ ควรศึกษาขั้นตอน ข้อดี และข้อควรระวัง เพื่อให้การเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด     การเปลี่ยนเลนส์ตา (Lens Replacement Surgery) คืออะไร? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาคือการเอาเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกแล้วฝังเลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป เพื่อแก้ไขปัญหาสายตา เช่น สายตายาวตามอายุ สายตาสั้น หรือสายตาเอียง เทคนิคนี้คล้ายการผ่าตัดต้อกระจก แต่ RLE เป็นการผ่าตัดเพื่อปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น ไม่ได้ทำเพื่อรักษาต้อกระจกโดยตรง     การทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติ ก่อนทำความเข้าใจการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ควรเข้าใจการทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติก่อน เลนส์ตาอยู่ด้านหลังม่านตา มีลักษณะใสและยืดหยุ่น ทำงานร่วมกับกระจกตาเพื่อรวมแสงลงบนจอประสาทตา ทำให้สมองเห็นภาพชัด ในวัยหนุ่มสาว เลนส์ตามีความยืดหยุ่นสูง ปรับโฟกัสใกล้ไกลได้ดี แต่เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาแข็งตัว สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ส่วนผู้ที่เป็นต้อกระจก โปรตีนในเลนส์จับตัวเป็นก้อน ทำให้เลนส์ขุ่น แสงผ่านได้น้อย มองเห็นภาพพร่ามัวเหมือนผ่านหมอก   ใครบ้างที่เหมาะกับการเปลี่ยนเลนส์ตา? การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการมองเห็นที่แก้ไขด้วยวิธีอื่นได้ยาก หรือต้องการแก้ไขปัญหาหลายอย่างในคราวเดียว   ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตา สำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะในผู้ที่มีค่าสายตาสูงหรือไม่เหมาะกับการทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถปรับค่าสายตาให้เหมาะสมได้อย่างถาวร   นอกจากนี้ผู้ป่วยสามารถเลือกใช้เลนส์เทียมชนิดพิเศษ (IOL) ที่แก้ไขทั้งสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ช่วยลดความจำเป็นในการใส่แว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์หลังผ่าตัด ทำให้การมองเห็นชัดเจนและสะดวกสบายขึ้นในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังเป็นการฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับสายตาปกติได้มากที่สุด   3: ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุ ปัญหาสายตายาวตามอายุเกิดจากเลนส์ตาแข็งตัวและสูญเสียความยืดหยุ่น ทำให้โฟกัสภาพระยะใกล้ได้ยากขึ้น ผู้ที่มีสายตายาวตามอายุอาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือหรือแว่นหลายระยะ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาชนิดพิเศษ (Presbyopia-Correcting IOL) สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้โดยช่วยให้มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้ กลาง และไกล ขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ที่เลือกใช้ นอกจากนี้ เลนส์บางชนิดยังสามารถลดความจำเป็นในการใส่แว่นสายตาหลังผ่าตัด ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น และช่วยฟื้นฟูคุณภาพการมองเห็นให้ใกล้เคียงกับวัยหนุ่มสาวได้มากขึ้น   ผู้ที่เป็นต้อกระจก ต้อกระจกเกิดจากความเสื่อมของเลนส์ตา ทำให้เลนส์ขุ่นหรือไม่ใสเหมือนเดิม ทำให้แสงผ่านไม่เต็มที่และเกิดภาพพร่ามัว มักพบในผู้สูงอายุ แต่บางครั้งอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะทางพันธุกรรม การบาดเจ็บที่ตา โรคเบาหวาน หรือการใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์   การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด โดยจะนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ขุ่นออกและแทนด้วยเลนส์เทียม (IOL) เลนส์เทียมนี้สามารถเลือกชนิดและคุณสมบัติให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วย เช่น เลนส์สำหรับโฟกัสระยะใกล้ไกลพร้อมกัน หรือเลนส์ที่ลดการเกิดสายตายาวตามอายุ     ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม การเลือกประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการวางแผนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการมองเห็นหลังผ่าตัด โดยเลนส์แก้วตาเทียมจะแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามความสามารถในการโฟกัส   1. เลนส์โฟกัสระยะเดียว เลนส์มาตรฐาน (Monofocal IOL) เป็นเลนส์เทียมที่ได้รับความนิยมมานาน มีคุณสมบัติเด่นตรงที่ให้การมองเห็นชัดเจนในระยะใดระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาตาพร่ามัวจากต้อกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ข้อดีของเลนส์ชนิดนี้คือการมองเห็นระยะไกลชัดเจน เหมาะกับผู้ที่เน้นกิจกรรมกลางแจ้งหรือขับรถ และมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ส่วนข้อจำกัดสำคัญคือยังต้องใช้แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์   2. เลนส์โฟกัสระยะกลางและไกล เลนส์ชนิด EDOF (Extended Depth of Focus) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อขยายช่วงการโฟกัส ทำให้ผู้ใช้มองเห็นได้ชัดเจนทั้งระยะกลางและระยะไกล มักให้ภาพที่คมชัดต่อเนื่องและลดปัญหาภาพซ้อนหรือแสงฟุ้ง เหมาะกับการทำงานบนคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์ หรือกิจกรรมประจำวันที่ไม่ต้องโฟกัสใกล้มาก   ข้อดีคือช่วยลดการพึ่งพาแว่นตาได้มากกว่าการใช้เลนส์มาตรฐาน ถึงเปลี่ยนมาใส่เลนส์ชนิดนี้แล้ว แต่ผู้ใช้ยังคงต้องใส่แว่นตาเมื่อมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์บางครั้ง   3. เลนส์โฟกัสหลายระยะ เลนส์โฟกัสหลายระยะ (Multifocal IOL / Trifocal IOL) ถูกออกแบบให้โฟกัสภาพได้หลายระยะ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะใกล้ ทำให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในกิจกรรมหลากหลายโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตาในชีวิตประจำวัน ช่วยเพิ่มความสะดวกและอิสระในการใช้ชีวิต เลนส์มัลติโฟกัสอาจเกิดอาการมองเห็นแสงฟุ้งกระจาย (Halo) หรือแสงจ้า (Glare) โดยเฉพาะตอนกลางคืน และผู้ใช้บางรายอาจต้องใช้เวลาปรับตัวให้คุ้นเคยกับการมองเห็น รวมถึงยังไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาตาแห้งรุนแรงหรือโรคจอประสาทตาบางชนิด     ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาในปัจจุบันมักใช้เทคนิคที่เรียกว่า Phacoemulsification ซึ่งเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ใช้เวลาไม่นาน และฟื้นตัวได้เร็ว โดยมีขั้นตอนคือ   จักษุแพทย์จะตรวจวัดค่าสายตาและโครงสร้างตาอย่างละเอียด เพื่อคำนวณกำลังเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมที่สุด ผู้ป่วยจะได้รับคำแนะนำในการเตรียมตัว เช่น งดอาหารและน้ำก่อนผ่าตัด แพทย์จะหยอดยาชาเฉพาะที่ดวงตา ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวดระหว่างการผ่าตัด จากนั้นจึงเปิดแผลขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตรที่ขอบกระจกตา ใช้เครื่องมืออัลตราซาวด์ขนาดเล็กสอดผ่านแผล เพื่อสลายเลนส์ตาที่ขุ่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ และดูดออกมา หลังนำเลนส์เดิมออก แพทย์จะพับเลนส์แก้วตาเทียมสอดเข้าไปในถุงหุ้มเลนส์เดิม เลนส์จะกางออกอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ซึ่งแผลเล็กมากจนสามารถสมานตัวเองได้โดยไม่ต้องเย็บ ทำให้ลดระยะเวลาการฟื้นตัว ข้อดีของการเปลี่ยนเลนส์ตา การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาช่วยคืนความคมชัดในการมองเห็นและยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความจำเป็นในการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้มีดังนี้   แก้ปัญหาสายตาได้หลากหลาย ตั้งแต่สายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงสายตายาวตามอายุ ไปจนถึงต้อกระจก เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานยาวนานตลอดชีวิต ไม่ต้องกังวลว่าเลนส์จะเสื่อมสภาพ ใช้เวลาไม่นานก็สามารถฟื้นตัว และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว ข้อควรระวังและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น แม้ว่าการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาจะเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนเช่นเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ ได้แก่   ความดันในลูกตาสูง อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหลังการผ่าตัด เลือดออกในตา อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก การติดเชื้อในดวงตา ถือเป็นภาวะรุนแรงแต่เกิดได้น้อยมาก เลนส์แก้วตาเทียมอาจเคลื่อนออกจากตำแหน่งที่เหมาะสม จอประสาทตาบวม (Cystoid Macular Edema) อาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยบางราย ถุงหุ้มเลนส์ที่เหลืออยู่ขุ่นมัวหลังการผ่าตัด สามารถแก้ไขด้วยเลเซอร์ (YAG Laser)     เปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีการรักษาทันสมัย ด้วยจักษุแพทย์เฉพาะทางมากประสบการณ์ พร้อมตรวจวินิจฉัยและดูแล รวมถึงการเปลี่ยนเลนส์ตาที่ศูนย์โรคกระจกตา เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์ให้คำปรึกษา อธิบายอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ด้วยเครื่องมือมาตรฐานสากล ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผล พร้อมสร้างบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ผู้มารับบริการมั่นใจและได้รับการดูแลดวงตาอย่างเต็มที่   สรุป การเปลี่ยนเลนส์ตาคือการผ่าตัดนำเลนส์แก้วตาธรรมชาติออกและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) แทน เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาหรือภาวะต้อกระจก ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เลนส์เทียมมีหลายชนิด ทั้งเลนส์ชัดระยะเดียว เลนส์ชัดหลายระยะ และเลนส์ปรับโฟกัสอัตโนมัติ เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย การผ่าตัดทำผ่านแผลขนาดเล็ก ช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัว ข้อดีคือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการมองเห็น ส่วนความเสี่ยงมีทั้งการติดเชื้อ เลือดออก ความดันลูกตาสูง เลนส์เคลื่อนตัว หรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ซึ่งสามารถป้องกันและรักษาได้โดยแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดยราคาของการรักษาขึ้นอยู่กับลักษณะและสาเหตุของการเปลี่ยนเลนส์ เช่น การเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมทั่วไป หรือการเปลี่ยนเลนส์ตาต้อกระจก   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล ภาพเบลอในสนาม อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน เพิ่มความคมชัดเพื่อชัยชนะทุกคอร์ต คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเปลี่ยนเลนส์ตา (FAQ) หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนเลนส์ตา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย วิธีการผ่าตัด ประเภทเลนส์ ข้อดี-ข้อจำกัด หรือระยะเวลาฟื้นตัว ในส่วนนี้เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น   การดูแลหลังเปลี่ยนเลนส์ตาทำอย่างไร หลังเปลี่ยนเลนส์ตาควรพักสายตา ใช้น้ำตาเทียมตามคำแนะนำ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาและกิจกรรมเสี่ยงต่างๆ เช่น การยกของหนักหรือออกแรงมาก พร้อมไปตามนัดจักษุแพทย์เพื่อตรวจติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง ปวดตาหรือมองเห็นไม่ชัด เพื่อแจ้งแพทย์ทันทีหากเกิดปัญหา   เปลี่ยนเลนส์ตาได้กี่ครั้ง โดยทั่วไป การเปลี่ยนเลนส์ตาสามารถทำได้เพียงครั้งเดียวสำหรับเลนส์แก้วตาธรรมชาติ แต่เลนส์แก้วตาเทียม (IOL) สามารถเปลี่ยนหรือปรับแก้ได้หากมีปัญหา เช่น เลนส์เคลื่อน เลนส์ขุ่น หรือผู้ป่วยต้องการเปลี่ยนชนิดเลนส์ใหม่ แต่การทำซ้ำขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของจักษุแพทย์และสภาพตาของผู้ป่วย   เปลี่ยนเลนส์ตาต้องพักฟื้นกี่วัน หลังการเปลี่ยนเลนส์ตา ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน แต่สายตาจะค่อยๆ ฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดเลนส์และสภาพตาของแต่ละคน ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมเสี่ยง เช่น ขยี้ตาหนัก ยกของหนัก หรือเล่นกีฬาหนัก จนกว่าจักษุแพทย์จะประเมินว่าเหมาะสม

เลนส์แก้วตาเทียมคืออะไร? ตัวช่วยในการมองเห็นแทนเลนส์ตาธรรมชาติ

เลนส์แก้วตาเทียมคือเลนส์สังเคราะห์ที่ใช้แทนเลนส์ตาธรรมชาติ หลังการผ่าตัดต้อกระจกหรือแก้ปัญหาสายตาที่ผิดปกติ เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่แบบ? มีหลายแบบ เช่น เลนส์ชนิดมองระยะเดียว (Monofocal) เลนส์มองได้หลายระยะ (Multifocal) และเลนส์แก้สายตาเอียง (Toric) หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม การมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และฟื้นตัวเต็มที่ในประมาณ 1 เดือน อาจพบอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ตาพร่ามัว ตาแห้ง หรือจุดรับภาพบวม ซึ่งมักหายได้เองหรือรักษาได้ด้วยยาหยอดตามคำแนะนำของแพทย์ เลนส์แก้วตาเทียม เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกนำมาใช้ทดแทนเลนส์ตาธรรมชาติที่เสื่อมหรือถูกนำออกระหว่างการผ่าตัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยต้อกระจก ซึ่งเป็นภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้การมองเห็นลดลงหรือเบลอ การใส่เลนส์เทียมจะช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถใช้แก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงได้อีกด้วย ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเลนส์แก้วตาเทียมให้มากขึ้น พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา     เลนส์แก้วตาเทียม (IOLs) คืออะไร? เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lenses - IOLs) คือเลนส์ชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ฝังเข้าไปแทนที่เลนส์แก้วตาเดิมที่ขุ่นมัวจากภาวะต้อกระจก โดยเลนส์จะทำหน้าที่ในการรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาอย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนี้เลนส์ชนิดพิเศษบางประเภทยังสามารถแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงไปพร้อมกันได้ด้วย     เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่แบบ อะไรบ้าง? การทำความเข้าใจประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการมองเห็นและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน ดังนี้ 1. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองระยะเดียว (Monofocal) เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองได้ระยะเดียว มีหลักการคือให้การมองเห็นที่คมชัดในระยะใดระยะหนึ่งเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักเลือกให้มองชัดในระยะไกล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการมองไกลเป็นหลัก และไม่กังวลกับการต้องใช้แว่นสายตาสำหรับการมองใกล้หรือระยะกลาง เช่น การอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือเป็นเลนส์มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพดีและมีราคาที่ย่อมเยา แต่ข้อจำกัดคือผู้ป่วยอาจยังคงต้องใช้แว่นตาในการทำกิจกรรมที่ต้องการการมองเห็นในระยะอื่นๆ   2. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองหลายระยะ (Multifocal) เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองเห็นหลายระยะ ออกแบบมาเพื่อให้การมองเห็นคมชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ลดการพึ่งพาแว่นตาในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ ต้องการอิสระจากการใส่แว่น จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือสามารถมองเห็นได้ชัดในทุกระยะ ช่วยลดความจำเป็นในการใช้แว่นตา แต่ในบางรายอาจรู้สึกถึงแสงฟุ้งหรือแสงรอบดวงไฟ โดยเฉพาะเวลากลางคืน และคุณภาพของภาพอาจน้อยกว่าเลนส์ชนิดมองระยะเดียวเล็กน้อย โดยเลนส์แก้วตาเทียมชนิดนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามระยะโฟกัส ได้แก่ เลนส์แก้วตาเทียมประเภทสองระยะ (Bifocal IOL) เช่น ระยะไกลกับระยะใกล้ หรือระยะไกลกับระยะกลาง ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาตลอดเวลา การเลือกระยะโฟกัสขึ้นอยู่กับการใช้งานสายตาของแต่ละคน เช่น ขับรถ ใช้คอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือ เลนส์แก้วตาเทียมประเภทสามระยะ (Trifocal IOL) คือเลนส์ที่ช่วยให้เห็นได้ในทุกระยะ ทั้งใกล้ กลาง ไกล แม้แต่ละระยะอาจไม่คมชัดที่สุด แต่สามารถมองเห็นชัดเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา การแบ่งแสงแต่ละระยะตามการใช้งานของผู้ป่วย ให้ตอบโจทย์การมองเห็นในชีวิตประจำวัน เลนส์แก้วตาเทียมประเภทโฟกัสยืดยาว (Extended depth of focus - EDOF) เป็นเลนส์ที่มีระยะโฟกัสเดียวแต่ขยายช่วงการมองเห็นให้กว้างขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดทั้งระยะไกลและกลาง โดยไม่ต้องแบ่งแสง จึงลดปัญหาภาพไม่ชัดในช่วงรอยต่อ   3. เลนส์แก้วตาเทียมแก้ไขสายตาเอียง (Toric IOLs) เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาเอียงโดยเฉพาะ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีต้อกระจกและมีสายตาเอียงร่วมด้วย อย่างไรก็ตามเลนส์ชนิดนี้ต้องมีการคำนวณและวัดค่าที่แม่นยำสูง และสามารถเลือกให้เป็นเลนส์ชนิดโฟกัสเดียว (Monofocal) หรือหลายระยะ (Multifocal) เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยแต่ละคน   คู่มือการเตรียมตัวก่อนใส่เลนส์แก้วตาเทียม การเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจก่อนผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ช่วยให้ผลลัพธ์ดีและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน คู่มือนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้คุณพร้อมและมั่นใจก่อนเข้ารับการรักษา ดังนี้ พบแพทย์เพื่อตรวจโรคทางตา และโรคที่อาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างหรือหลังการผ่าตัด วัดความโค้งของกระจกตาและความยาวลูกตา เพื่อใช้ในการคำนวณกำลังขยายของเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล พูดคุยและเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม พร้อมนัดวันเวลาสำหรับการผ่าตัด แพทย์จะให้ทดลองนอนหงายนิ่งประมาณ 30 นาที โดยใช้ผ้าคลุมหน้า เพื่อประเมินระดับความเครียดและความสามารถในการอยู่นิ่งขณะผ่าตัด หากไม่สามารถนอนนิ่งได้ อาจพิจารณาใช้ยาสลบ หากใส่คอนแท็กต์เลนส์ ควรถอดก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อให้ค่าสายตาแม่นยำที่สุดในการตรวจวัดก่อนผ่าตัด สวมเสื้อที่มีคอกว้างหรือเสื้อผ่าหน้า เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนชุด สระผมและล้างหน้ามาจากบ้าน หลีกเลี่ยงการทาครีม แป้ง หรือแต่งหน้าก่อนผ่าตัด หากไม่ใช้ยาสลบ หรือมียาที่แพทย์สั่งให้หยุดใช้ก่อนผ่าตัด สามารถทานอาหารและยาประจำตามปกติ ควรมีผู้ดูแลมารับและส่ง พร้อมช่วยดูแลหลังผ่าตัด เตรียมแว่นกันแดดมาใส่หลังการผ่าตัดเพื่อปกป้องดวงตา งดทาเล็บ และถอดเครื่องประดับ ฟันปลอม หรือของมีค่าออกก่อนเข้ารับการผ่าตัด   ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่แบบหยอดหรือฉีดที่ดวงตา เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด และอาจใช้ยาสลบร่วมในกรณีที่จำเป็น เมื่อยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะผ่าเปิดแผลขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร ที่บริเวณรอยต่อระหว่างกระจกตาส่วนดำและตาขาว สอดเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปที่แผล เครื่องมือจะปล่อยคลื่นอัลตราซาวนด์เพื่อสลายต้อในกรณีต้อแข็ง ใช้เครื่องมือดูดเอาเลนส์ตาธรรมชาติออกจากถุงหุ้มเลนส์ โดยยังคงเก็บถุงหุ้มเลนส์ไว้ แพทย์พับเลนส์แก้วตาเทียมใส่ในเครื่องมือขนาดเล็ก แล้วสอดเข้าไปทางแผลเดิม เลนส์จะกางออกภายในถุงหุ้มเลนส์ อาจใช้เครื่องมือขนาดเล็กช่วยปรับเลนส์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเย็บแผลหลังผ่าตัด เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากและปิดได้เองตามธรรมชาติ   การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ในส่วนนี้จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ ที่ควรทำตามหลังผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาทานและยาหยอดตามคำสั่ง ควรใช้ยาอย่างเคร่งครัด หลังผ่าตัดวันแรก หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก พักผ่อนมากๆ และนอนหมอนสูง ห้ามนอนตะแคง ด้านที่เพิ่งผ่าตัด ทำความสะอาดรอบดวงตาทุกวันด้วยน้ำเกลือและสำลีปลอดเชื้อ ห้ามขยี้ตา หรือสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น ระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นละออง เข้าตาเด็ดขาด ใส่แว่นกันแดดในตอนกลางวัน และใส่ที่ครอบตา ในตอนกลางคืนเป็นเวลา 1 เดือน หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำในเดือนแรก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า และควรสระผมที่ร้านหรือให้ผู้ดูแลสระ ระวังไม่ให้ไอ จาม หรือเบ่งแรงๆ งดออกกำลังกายหรือออกแรงมากๆ รวมถึงงดก้มหัวต่ำกว่าเอวใน 1 เดือนแรก ใช้สายตาตามปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากมีอาการปวดตา ปวดหัว หรือแสบตา ควรพักสายตา หากมีอาการบวม แดง ขี้ตามาก ปวดตา มองเห็นไม่ชัด ภาพเบี้ยว หรือภาพซ้อน ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที   การฟื้นตัวและผลข้างเคียงหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม วันแรกหลังผ่าตัด อาจมีอาการตาพร่ามัวเล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตา แพทย์จะให้ยาหยอดตาและที่ครอบตาเพื่อป้องกันในสัปดาห์แรกการมองเห็นจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน ควรงดออกกำลังกายหนัก ยกของหนัก และหลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตาหลังครบ 1 เดือน การมองเห็นจะคงที่และคมชัดเต็มที่ ดวงตาจะฟื้นตัวสมบูรณ์ อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือจุดรับภาพบวม มักเกิดหลังผ่าตัด 1-2 สัปดาห์ ร่วมกับการอักเสบที่ดวงตา ผู้ป่วยอาจเห็นภาพมัวหรือเบี้ยว หากมีอาการดังกล่าวควรแจ้งแพทย์ อาการนี้ไม่รุนแรงและมักหายได้เองภายใน 6 เดือน หลังผ่านไปหลายปี อาจเกิดภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น ทำให้ภาพขุ่นมัวและเบลอ แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์และหยอดยา ซึ่งช่วยให้มองเห็นกลับปกติภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ เลนส์เคลื่อน ความดันลูกตาสูง หรือจอประสาทตาเสื่อม แต่พบได้ไม่บ่อย   บริการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ราคากี่บาท? การผ่าตัดต้อกระจกร่วมกับการใส่เลนส์แก้วตาเทียมมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 59,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมกับสายตาและไลฟ์สไตล์ เพื่อผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดและปลอดภัยในระยะยาว สำหรับคำถามว่าเลนส์แก้วตาเทียม เบิกได้ไหม? โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดต้อกระจกส่วนใหญ่มักจะครอบคลุมในสิทธิประกันสุขภาพ แต่สำหรับเลนส์แก้วตาเทียมชนิดพิเศษ เช่น Multifocal หรือ Toric อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ซึ่งการเบิกได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรงเพื่อความชัดเจน   สรุป เลนส์แก้วตาเทียมคือเลนส์ที่ใช้ทดแทนเลนส์ธรรมชาติที่เสื่อมสภาพจากภาวะต้อกระจกหรือปัญหาสายตาต่างๆ โดยช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ปัจจุบันมีหลายประเภทให้เลือก เช่น เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองระยะเดียว ชนิดมองหลายระยะ และชนิดแก้สายตาเอียง ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีแตกต่างกัน การเตรียมตัวก่อนและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและลดภาวะแทรกซ้อน หากคุณกำลังมองหาบริการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมโดยแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมจักษุแพทย์มากประสบการณ์ เพื่อให้คุณกลับมามองเห็นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลนส์แก้วตาเทียม (FAQ) หลายคนอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด ในส่วนนี้เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น   เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานกี่ปี เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานถาวร ไม่เสื่อมสภาพตามเวลา และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ตลอดชีวิต   หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม ดูทีวีได้ไหม หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม สามารถดูทีวีได้ แต่ควรดูในระยะเวลาสั้นๆ และพักสายตาเป็นระยะเพื่อไม่ให้ดวงตาเหนื่อยล้าเกินไป   เป็นต้อกระจกและสายตาเอียง ใส่เลนส์แก้วตาเทียมได้ไหม สามารถใส่ได้ โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขทั้งต้อกระจกและสายตาเอียงได้พร้อมกัน ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาสำหรับแก้ไขสายตาเอียงอีกต่อไป

ที่อยู่

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :