มุมสุขภาพตา : #ต้อกระจก

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

เลนส์แก้วตาเทียมคืออะไร? ตัวช่วยในการมองเห็นแทนเลนส์ตาธรรมชาติ

เลนส์แก้วตาเทียมคือเลนส์สังเคราะห์ที่ใช้แทนเลนส์ตาธรรมชาติ หลังการผ่าตัดต้อกระจกหรือแก้ปัญหาสายตาที่ผิดปกติ เพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่แบบ? มีหลายแบบ เช่น เลนส์ชนิดมองระยะเดียว (Monofocal) เลนส์มองได้หลายระยะ (Multifocal) และเลนส์แก้สายตาเอียง (Toric) หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม การมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน และฟื้นตัวเต็มที่ในประมาณ 1 เดือน อาจพบอาการข้างเคียงเล็กน้อย เช่น ตาพร่ามัว ตาแห้ง หรือจุดรับภาพบวม ซึ่งมักหายได้เองหรือรักษาได้ด้วยยาหยอดตามคำแนะนำของแพทย์ เลนส์แก้วตาเทียม เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถูกนำมาใช้ทดแทนเลนส์ตาธรรมชาติที่เสื่อมหรือถูกนำออกระหว่างการผ่าตัด โดยเฉพาะในผู้ป่วยต้อกระจก ซึ่งเป็นภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้การมองเห็นลดลงหรือเบลอ การใส่เลนส์เทียมจะช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถใช้แก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงได้อีกด้วย ในบทความนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเลนส์แก้วตาเทียมให้มากขึ้น พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา     เลนส์แก้วตาเทียม (IOLs) คืออะไร? เลนส์แก้วตาเทียม (Intraocular Lenses - IOLs) คือเลนส์ชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ฝังเข้าไปแทนที่เลนส์แก้วตาเดิมที่ขุ่นมัวจากภาวะต้อกระจก โดยเลนส์จะทำหน้าที่ในการรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาอย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง นอกจากนี้เลนส์ชนิดพิเศษบางประเภทยังสามารถแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงไปพร้อมกันได้ด้วย     เลนส์แก้วตาเทียมมีกี่แบบ อะไรบ้าง? การทำความเข้าใจประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการมองเห็นและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน ดังนี้ 1. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองระยะเดียว (Monofocal) เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองได้ระยะเดียว มีหลักการคือให้การมองเห็นที่คมชัดในระยะใดระยะหนึ่งเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักเลือกให้มองชัดในระยะไกล เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการมองไกลเป็นหลัก และไม่กังวลกับการต้องใช้แว่นสายตาสำหรับการมองใกล้หรือระยะกลาง เช่น การอ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือเป็นเลนส์มาตรฐานที่มีประสิทธิภาพดีและมีราคาที่ย่อมเยา แต่ข้อจำกัดคือผู้ป่วยอาจยังคงต้องใช้แว่นตาในการทำกิจกรรมที่ต้องการการมองเห็นในระยะอื่นๆ   2. เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองหลายระยะ (Multifocal) เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองเห็นหลายระยะ ออกแบบมาเพื่อให้การมองเห็นคมชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ลดการพึ่งพาแว่นตาในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ ต้องการอิสระจากการใส่แว่น จุดเด่นของเลนส์ชนิดนี้คือสามารถมองเห็นได้ชัดในทุกระยะ ช่วยลดความจำเป็นในการใช้แว่นตา แต่ในบางรายอาจรู้สึกถึงแสงฟุ้งหรือแสงรอบดวงไฟ โดยเฉพาะเวลากลางคืน และคุณภาพของภาพอาจน้อยกว่าเลนส์ชนิดมองระยะเดียวเล็กน้อย โดยเลนส์แก้วตาเทียมชนิดนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทตามระยะโฟกัส ได้แก่ เลนส์แก้วตาเทียมประเภทสองระยะ (Bifocal IOL) เช่น ระยะไกลกับระยะใกล้ หรือระยะไกลกับระยะกลาง ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาตลอดเวลา การเลือกระยะโฟกัสขึ้นอยู่กับการใช้งานสายตาของแต่ละคน เช่น ขับรถ ใช้คอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือ เลนส์แก้วตาเทียมประเภทสามระยะ (Trifocal IOL) คือเลนส์ที่ช่วยให้เห็นได้ในทุกระยะ ทั้งใกล้ กลาง ไกล แม้แต่ละระยะอาจไม่คมชัดที่สุด แต่สามารถมองเห็นชัดเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งแว่นตา การแบ่งแสงแต่ละระยะตามการใช้งานของผู้ป่วย ให้ตอบโจทย์การมองเห็นในชีวิตประจำวัน เลนส์แก้วตาเทียมประเภทโฟกัสยืดยาว (Extended depth of focus - EDOF) เป็นเลนส์ที่มีระยะโฟกัสเดียวแต่ขยายช่วงการมองเห็นให้กว้างขึ้น ทำให้มองเห็นได้ชัดทั้งระยะไกลและกลาง โดยไม่ต้องแบ่งแสง จึงลดปัญหาภาพไม่ชัดในช่วงรอยต่อ   3. เลนส์แก้วตาเทียมแก้ไขสายตาเอียง (Toric IOLs) เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาเอียงโดยเฉพาะ จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีต้อกระจกและมีสายตาเอียงร่วมด้วย อย่างไรก็ตามเลนส์ชนิดนี้ต้องมีการคำนวณและวัดค่าที่แม่นยำสูง และสามารถเลือกให้เป็นเลนส์ชนิดโฟกัสเดียว (Monofocal) หรือหลายระยะ (Multifocal) เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้ป่วยแต่ละคน   คู่มือการเตรียมตัวก่อนใส่เลนส์แก้วตาเทียม การเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจก่อนผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ช่วยให้ผลลัพธ์ดีและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน คู่มือนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อให้คุณพร้อมและมั่นใจก่อนเข้ารับการรักษา ดังนี้ พบแพทย์เพื่อตรวจโรคทางตา และโรคที่อาจเพิ่มความเสี่ยงระหว่างหรือหลังการผ่าตัด วัดความโค้งของกระจกตาและความยาวลูกตา เพื่อใช้ในการคำนวณกำลังขยายของเลนส์แก้วตาเทียมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล พูดคุยและเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียม พร้อมนัดวันเวลาสำหรับการผ่าตัด แพทย์จะให้ทดลองนอนหงายนิ่งประมาณ 30 นาที โดยใช้ผ้าคลุมหน้า เพื่อประเมินระดับความเครียดและความสามารถในการอยู่นิ่งขณะผ่าตัด หากไม่สามารถนอนนิ่งได้ อาจพิจารณาใช้ยาสลบ หากใส่คอนแท็กต์เลนส์ ควรถอดก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อให้ค่าสายตาแม่นยำที่สุดในการตรวจวัดก่อนผ่าตัด สวมเสื้อที่มีคอกว้างหรือเสื้อผ่าหน้า เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนชุด สระผมและล้างหน้ามาจากบ้าน หลีกเลี่ยงการทาครีม แป้ง หรือแต่งหน้าก่อนผ่าตัด หากไม่ใช้ยาสลบ หรือมียาที่แพทย์สั่งให้หยุดใช้ก่อนผ่าตัด สามารถทานอาหารและยาประจำตามปกติ ควรมีผู้ดูแลมารับและส่ง พร้อมช่วยดูแลหลังผ่าตัด เตรียมแว่นกันแดดมาใส่หลังการผ่าตัดเพื่อปกป้องดวงตา งดทาเล็บ และถอดเครื่องประดับ ฟันปลอม หรือของมีค่าออกก่อนเข้ารับการผ่าตัด   ขั้นตอนการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่แบบหยอดหรือฉีดที่ดวงตา เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด และอาจใช้ยาสลบร่วมในกรณีที่จำเป็น เมื่อยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะผ่าเปิดแผลขนาดประมาณ 3 มิลลิเมตร ที่บริเวณรอยต่อระหว่างกระจกตาส่วนดำและตาขาว สอดเครื่องมือขนาดเล็กเข้าไปที่แผล เครื่องมือจะปล่อยคลื่นอัลตราซาวนด์เพื่อสลายต้อในกรณีต้อแข็ง ใช้เครื่องมือดูดเอาเลนส์ตาธรรมชาติออกจากถุงหุ้มเลนส์ โดยยังคงเก็บถุงหุ้มเลนส์ไว้ แพทย์พับเลนส์แก้วตาเทียมใส่ในเครื่องมือขนาดเล็ก แล้วสอดเข้าไปทางแผลเดิม เลนส์จะกางออกภายในถุงหุ้มเลนส์ อาจใช้เครื่องมือขนาดเล็กช่วยปรับเลนส์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่จำเป็นต้องเย็บแผลหลังผ่าตัด เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากและปิดได้เองตามธรรมชาติ   การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี ช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ในส่วนนี้จะมาแนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ ที่ควรทำตามหลังผ่าตัด แพทย์จะจ่ายยาทานและยาหยอดตามคำสั่ง ควรใช้ยาอย่างเคร่งครัด หลังผ่าตัดวันแรก หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก พักผ่อนมากๆ และนอนหมอนสูง ห้ามนอนตะแคง ด้านที่เพิ่งผ่าตัด ทำความสะอาดรอบดวงตาทุกวันด้วยน้ำเกลือและสำลีปลอดเชื้อ ห้ามขยี้ตา หรือสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น ระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นละออง เข้าตาเด็ดขาด ใส่แว่นกันแดดในตอนกลางวัน และใส่ที่ครอบตา ในตอนกลางคืนเป็นเวลา 1 เดือน หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยน้ำในเดือนแรก ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า และควรสระผมที่ร้านหรือให้ผู้ดูแลสระ ระวังไม่ให้ไอ จาม หรือเบ่งแรงๆ งดออกกำลังกายหรือออกแรงมากๆ รวมถึงงดก้มหัวต่ำกว่าเอวใน 1 เดือนแรก ใช้สายตาตามปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่หากมีอาการปวดตา ปวดหัว หรือแสบตา ควรพักสายตา หากมีอาการบวม แดง ขี้ตามาก ปวดตา มองเห็นไม่ชัด ภาพเบี้ยว หรือภาพซ้อน ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที   การฟื้นตัวและผลข้างเคียงหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม วันแรกหลังผ่าตัด อาจมีอาการตาพร่ามัวเล็กน้อยหรือรู้สึกไม่สบายตา แพทย์จะให้ยาหยอดตาและที่ครอบตาเพื่อป้องกันในสัปดาห์แรกการมองเห็นจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน ควรงดออกกำลังกายหนัก ยกของหนัก และหลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตาหลังครบ 1 เดือน การมองเห็นจะคงที่และคมชัดเต็มที่ ดวงตาจะฟื้นตัวสมบูรณ์ อาการข้างเคียงที่พบบ่อยคือจุดรับภาพบวม มักเกิดหลังผ่าตัด 1-2 สัปดาห์ ร่วมกับการอักเสบที่ดวงตา ผู้ป่วยอาจเห็นภาพมัวหรือเบี้ยว หากมีอาการดังกล่าวควรแจ้งแพทย์ อาการนี้ไม่รุนแรงและมักหายได้เองภายใน 6 เดือน หลังผ่านไปหลายปี อาจเกิดภาวะถุงหุ้มเลนส์ขุ่น ทำให้ภาพขุ่นมัวและเบลอ แพทย์จะรักษาด้วยการยิงเลเซอร์และหยอดยา ซึ่งช่วยให้มองเห็นกลับปกติภายใน 1-2 วัน นอกจากนี้อาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น การติดเชื้อ เลนส์เคลื่อน ความดันลูกตาสูง หรือจอประสาทตาเสื่อม แต่พบได้ไม่บ่อย   บริการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ราคากี่บาท? การผ่าตัดต้อกระจกร่วมกับการใส่เลนส์แก้วตาเทียมมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 59,000 บาท ขึ้นไป ซึ่งทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้คำปรึกษาและช่วยเลือกชนิดของเลนส์แก้วตาเทียมที่เหมาะสมกับสายตาและไลฟ์สไตล์ เพื่อผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดและปลอดภัยในระยะยาว สำหรับคำถามว่าเลนส์แก้วตาเทียม เบิกได้ไหม? โดยทั่วไปแล้ว การผ่าตัดต้อกระจกส่วนใหญ่มักจะครอบคลุมในสิทธิประกันสุขภาพ แต่สำหรับเลนส์แก้วตาเทียมชนิดพิเศษ เช่น Multifocal หรือ Toric อาจมีค่าใช้จ่ายส่วนต่าง ซึ่งการเบิกได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ กรุณาตรวจสอบรายละเอียดกับบริษัทประกันของคุณโดยตรงเพื่อความชัดเจน   สรุป เลนส์แก้วตาเทียมคือเลนส์ที่ใช้ทดแทนเลนส์ธรรมชาติที่เสื่อมสภาพจากภาวะต้อกระจกหรือปัญหาสายตาต่างๆ โดยช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ปัจจุบันมีหลายประเภทให้เลือก เช่น เลนส์แก้วตาเทียมชนิดมองระยะเดียว ชนิดมองหลายระยะ และชนิดแก้สายตาเอียง ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีแตกต่างกัน การเตรียมตัวก่อนและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและลดภาวะแทรกซ้อน หากคุณกำลังมองหาบริการเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมโดยแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมจักษุแพทย์มากประสบการณ์ เพื่อให้คุณกลับมามองเห็นได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลนส์แก้วตาเทียม (FAQ) หลายคนอาจมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการผ่าตัด ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียม ไปจนถึงการดูแลหลังผ่าตัด ในส่วนนี้เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบแบบเข้าใจง่าย เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น   เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานกี่ปี เลนส์แก้วตาเทียมมีอายุการใช้งานถาวร ไม่เสื่อมสภาพตามเวลา และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ตลอดชีวิต   หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม ดูทีวีได้ไหม หลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียม สามารถดูทีวีได้ แต่ควรดูในระยะเวลาสั้นๆ และพักสายตาเป็นระยะเพื่อไม่ให้ดวงตาเหนื่อยล้าเกินไป   เป็นต้อกระจกและสายตาเอียง ใส่เลนส์แก้วตาเทียมได้ไหม สามารถใส่ได้ โดยแพทย์จะแนะนำให้ใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิด Toric ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขทั้งต้อกระจกและสายตาเอียงได้พร้อมกัน ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาสำหรับแก้ไขสายตาเอียงอีกต่อไป

รู้ให้ทัน! โรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

การเสื่อมถอยของเลนส์แก้วตาตามวัย หรือที่เรียกว่า “ภาวะต้อกระจก” (Age-Related Cataract) เป็นปรากฏการณ์ทางพยาธิสรีรวิทยาที่พบได้บ่อยในประชากรสูงอายุ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและการรักษาแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ   มาดูอาการของต้อกระจก พร้อมแนะนำวิธีการรักษาโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การผ่าตัด และการดูแลหลังการรักษา พร้อมข้อควรระวังสำหรับผู้สูงวัย   ต้อกระจก (Cataract) เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาทำให้เกิดการขุ่นมัว ส่งผลให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด เห็นแสงจ้า หรือเห็นภาพซ้อน สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมตามวัย แต่อาจเร่งให้เกิดเร็วขึ้นได้จากโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงการได้รับรังสี UV มากเกินไป และพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้คือการมองเห็นภาพเบลอหรือขุ่นมัว โดยเฉพาะในที่มีแสงน้อย รวมถึงการเห็นแสงจ้าเป็นวงแสงรอบดวงไฟ และการรับรู้สีที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยกว่าปกติ การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ต้อหิน หรือการเสื่อมของจอประสาทตา การรักษาด้วยการผ่าตัดในระยะเริ่มต้นจะมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาในระยะรุนแรง รวมถึงมีโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นได้ดีกว่า จึงควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีที่สังเกตพบความผิดปกติ   ต้อกระจก คืออะไร ต้อกระจก (Cataract) เป็นอาการความผิดปกติทางจักษุวิทยาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ ส่งผลให้โปรตีนภายในเลนส์ตาจับตัวกันและขุ่นมัว ทำให้แสงไม่สามารถส่องผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมักมีอาการมองเห็นภาพไม่ชัดเจน เห็นแสงจ้า หรือมองเห็นภาพซ้อน ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ แย่ลงตามระยะเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ปัจจุบันการรักษาต้อกระจกด้วยวิธีการผ่าตัดมีความปลอดภัยสูงและให้ผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามระยะของโรคและสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย     สาเหตุของโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ต้อกระจกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดต้อกระจก ได้แก่ อายุที่มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อยๆ เสื่อมสภาพตามธรรมชาติ โปรตีนในเลนส์ตาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและจับตัวกันเป็นก้อนทึบแสง ส่งผลให้การมองเห็นแย่ลงตามลำดับ พันธุกรรมผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อกระจก โดยเฉพาะญาติสายตรง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะต้อกระจกเร็วกว่าคนทั่วไป 2 - 3 เท่า โรคประจำตัวผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดต้อกระจกก่อนวัยอันควร เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงส่งผลต่อการเสื่อมของเลนส์ตา การใช้ยาบางชนิดการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ทั้งชนิดรับประทานและชนิดหยอดตา อาจเร่งการเกิดต้อกระจกและทำให้อาการรุนแรงขึ้น การได้รับแสงแดดมากเกินไปการสัมผัสรังสี UV โดยไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์เลนส์ตา ส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์สารพิษจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา และเพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เลนส์ตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ     อาการของต้อกระจกผู้สูงอายุที่สังเกตได้ ผู้ป่วยตาต้อกระจกในผู้สูงอายุอาจมีอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค โดยมีอาการทั่วไปที่สำคัญ ดังนี้   ภาวะการมองเห็นเบลอหรือขุ่นมัว เสมือนมีม่านบางๆ มาบดบังการมองเห็น ทำให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด มักพบว่าอาการจะค่อยๆ แย่ลงตามเวลา การมองเห็นในที่มืดหรือแสงน้อยมีประสิทธิภาพลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสลัว ทำให้การขับรถหรือทำกิจกรรมในที่มืดเป็นไปด้วยความยากลำบาก อาการแพ้แสงหรือเห็นแสงจ้าเป็นวงแสง (Glare) รอบดวงไฟ ทำให้รู้สึกรำคาญตาเมื่อต้องเผชิญกับแสงสว่างจ้า โดยเฉพาะแสงไฟรถในเวลากลางคืน การรับรู้สีผิดเพี้ยนไปจากปกติ สีที่เคยสดใสกลับดูจืดจางลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงของโทนสี โดยเฉพาะโทนสีเหลืองหรือน้ำตาลที่อาจเด่นชัดขึ้น การต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากสายตามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะเพิ่งเปลี่ยนแว่นใหม่ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามองเห็นไม่ชัดเจน   หากสังเกตพบอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการรักษาในระยะเริ่มต้นจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นที่รุนแรงในอนาคต     ผลกระทบของต้อกระจก หากไม่ได้รับการรักษา หากปล่อยให้อาการต้อกระจกลุกลามโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ผลกระทบดังต่อไปนี้   สูญเสียการมองเห็นถาวรต้อกระจกในระยะรุนแรงจะทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวจนทึบแสง ส่งผลให้จอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อุบัติเหตุจากการมองเห็นไม่ชัดเจนผู้ป่วยเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน เช่น การสะดุดล้มเนื่องจากมองไม่เห็นสิ่งกีดขวาง หรือการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพราะมองเห็นป้ายจราจรและสัญญาณไฟไม่ชัดเจน ภาวะแทรกซ้อนทางจักษุต้อกระจกที่ไม่ได้รับการรักษาอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ต้อหินจากการที่เลนส์บวมและดันความดันตาให้สูงขึ้น หรือการเสื่อมของจอประสาทตาจากการที่แสงส่องผ่านไม่ได้เป็นเวลานาน คุณภาพชีวิตที่ลดลงการมองเห็นที่แย่ลงส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน การอ่านหนังสือ การดูโทรทัศน์ และการเข้าสังคม ทำให้ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะซึมเศร้าและแยกตัวจากสังคม ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงขึ้นการรักษาต้อกระจกในระยะรุนแรงอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดพิเศษและการดูแลหลังผ่าตัดที่เข้มงวด ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงขึ้นตามไปด้วย     การรักษาต้อกระจกในผู้สูงอายุ การรักษาโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุยุคปัจจุบันมีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและแบบผ่าตัด ซึ่งแต่ละวิธีมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยในระยะที่แตกต่างกัน โดยทางเลือกในการรักษามีดังนี้ 1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะแรกที่อาการยังไม่รุนแรง โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้แว่นสายตาใหม่ หรือคอนแทกต์เลนส์ ร่วมกับการใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันแสงสะท้อน ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอจากจักษุแพทย์ 2. การรักษาแบบผ่าตัด การรักษาแบบผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับต้อกระจกที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีเทคนิคการผ่าตัด 3 ประเภท ได้แก่   การผ่าตัดลอกต้อกระจก (ICCE)เป็นการผ่าตัดนำเลนส์ตาและถุงหุ้มเลนส์ออกทั้งหมด เหมาะกับผู้ป่วยบางราย แต่อาจส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว การผ่าตัดต้อกระจกแผลใหญ่ (ECCE)ใช้วิธีนำเอาแก้วตาออกผ่านแผลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานและมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification)เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ใช้คลื่นเสียงสลายเลนส์ตาที่ขุ่นผ่านแผลขนาดเล็ก ทำให้ฟื้นตัวเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ แต่ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอาจมีค่าใช้จ่ายสูง การผ่าต้อกระจกแบบไร้ใบมีด (Femtosecond Laser Assisted Cataract Surgery-FLACS)เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้การผ่าตัดแผลเล็กและเเม่นยำสูงสุด โดยใช้เลเซอร์พลังงานต่ำร่วมกับเครื่อง Ultrasonic ในการผ่าตัดทั้งหมด ทำให้ฟื้นตัวเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ พร้อมให้ผลการรักษาและการมองเห็นที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่ต้องใส่เลนส์หลายระยะร่วมกับการแก้ไขสายตาเอียง การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวสามารถทานยาประจำได้ตามปกติ ยกเว้นยาละลายลิ่มเลือดที่ต้องหยุดก่อน 7 วัน งดอาหารและน้ำ 12 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ทำความสะอาดใบหน้าและรอบดวงตา สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ เตรียมร่างกายให้พร้อม เช่น แปรงฟัน สระผม ตัดเล็บให้สั้น การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด หยอดยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รักษาความสะอาดบริเวณดวงตาและมือ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง ระวังไม่ให้น้ำเข้าตาขณะอาบน้ำ มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง งดยกของหนัก หรือออกกำลังกายหนักในช่วงสองเดือนแรก     วิธีป้องกันต้อกระจกในผู้สูงอายุ แม้ว่าต้อกระจกจะเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นตามอายุ แต่สามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้โดยการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสม ดังนี้   ปกป้องดวงตาจากแสงแดดการสวมแว่นกันแดดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในการป้องกันรังสี UV เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00 - 16.00 น. ที่มีรังสี UV สูง นอกจากนี้ควรสวมหมวกปีกกว้างเพื่อช่วยปกป้องดวงตาเพิ่มเติม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาควรเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น โดยเฉพาะวิตามิน A, C, E และสังกะสี รวมถึงอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์ เช่น ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี และปลาทะเลน้ำลึก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกได้มากถึง 2 - 3 เท่า เนื่องจากสารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการเสื่อมของเลนส์ตา พักสายตาอย่างเหมาะสมควรใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาทีที่ใช้สายตา ให้มองวัตถุที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อลดความเมื่อยล้าของดวงตา ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองและติดตามการเปลี่ยนแปลงของดวงตาอย่างใกล้ชิด รักษาโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุ ที่ศูนย์รักษาต้อกระจก Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการของโรคต้อกระจก แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ต้อกระจก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาที่ขุ่นมัวลง ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ตามปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการมองเห็นไม่ชัด เห็นแสงจ้า หรือเห็นภาพซ้อน แม้สาเหตุหลักมักเกิดจากความเสื่อมตามวัย แต่โรคประจำตัวอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงการได้รับรังสี UV มากเกินไป ก็สามารถเร่งให้เกิดอาการได้เร็วขึ้น   ดังนั้น การตรวจพบและรักษาด้วยการผ่าตัดในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ เพราะจะมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า รวมถึงมีโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นได้ดีกว่าการรักษาในระยะรุนแรง สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาต้อกระจก แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย

วิธีรักษาต้อกระจกด้วยการผ่าต้อกระจกมีกี่แบบ ผ่าต้อกระจกที่ไหนดี

การผ่าต้อกระจกคือการกำจัดเลนส์ตาขุ่นและใส่เลนส์ตาเทียมเพื่อคืนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน วิธีรักษาต้อกระจกมี 4 วิธี คือการสลายต้อ ใช้เลเซอร์ ผ่าตัดเอาออกทั้งก้อน และผ่าตัดแผลเล็ก ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดหลังผ่าต้อกระจก ได้แก่ การมีเลือดออกในลูกตา การติดเชื้อ ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก เลนส์ตาเทียมเลื่อนหลุด ปวดตา และการมองเห็นผิดปกติ รักษาต้อกระจกที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพราะที่นี่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตา พร้อมให้บริการโดยจักษุแพทย์ด้านต้อกระจก อุปกรณ์ทันสมัย และการดูแลที่ใกล้ชิดเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด   การผ่าต้อกระจกเป็นการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อเลนส์ตาขุ่นมัวหรือเปลี่ยนแปลง ทำให้การมองเห็นลดลง วิธีการเตรียมตัวก่อนและดูแลหลังการผ่าตัดมีความสำคัญเพื่อการฟื้นตัวและผลลัพธ์ที่ดี รวมถึงการเลือกผ่าต้อกระจกที่ไหนดี? ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมผ่านปัจจัยต่างๆ ที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ     การผ่าต้อกระจกคืออะไร การรักษาต้อกระจกแตกต่างจากการรักษาต้อลมและต้อเนื้อเพราะมีเพียงวิธีเดียว คือ การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตา ซึ่งถือเป็นวิธีการรักษามาตรฐานทั่วโลก และสามารถทำได้ทั้งหมด 3 เทคนิควิธี ได้แก่ 1. ผ่าต้อกระจกโดยการสลายต้อ (Phacoemulsification) การผ่าตัดสลายต้อกระจกเป็นการผ่าตัดที่มีแผลขนาดเล็กมากประมาณ 2.6-3 มิลลิเมตร จึงไม่จำเป็นต้องเย็บปิดแผล ซึ่งทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของจักษุแพทย์และความซับซ้อนของเคส นอกจากนี้การใส่เลนส์ตาเทียมใหม่ยังช่วยแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง หรือสายตามองใกล้ผิดปกติได้อีกด้วย 2. ผ่าต้อกระจกโดยใช้เลเซอร์ (Femtosecond Laser-Assisted Cataract Surgery) การรักษาต้อกระจกด้วยเลเซอร์Femtosecond Laserช่วยในขั้นตอนการเปิดแผล การเปิดถุงหุ้มเลนส์ และการแบ่งเลนส์ต้อกระจกให้เป็นชิ้นเล็กๆ ทำให้การสลายและดูดออกด้วยอัลตราซาวนด์ง่ายขึ้น เนื่องจาก Femtosecond Laser ควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จักษุแพทย์จึงวางแผนการรักษาสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดแผลจะมีความแม่นยำสูง สามารถเปิดถุงหุ้มเลนส์ให้มีขนาดตามต้องการ และวางเลนส์แก้วตาเทียมให้อยู่ตำแหน่งตรงกลางได้ดี ช่วยแก้ไขสายตาเอียงให้ได้องศาที่ต้องการ 3. การผ่าตัดต้อกระจกแผลเล็ก (MSICS: Manual Small Incision Cataract Surgery) เทคนิคการผ่าตัดที่เอาต้อกระจกทั้งก้อนออกผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณตาขาวที่ปิดเองได้โดยไม่ต้องเย็บแผล มีถุงหุ้มเลนส์ยังคงอยู่ในตา แผลผ่าตัดด้วยวิธีนี้มีขนาดเล็กกว่าวิธีผ่าต้อกระจกโดยวิธีเอาออกทั้งก้อน แต่ใหญ่กว่าวิธีผ่าต้อกระจกโดยใช้เลเซอร์ นอกจากนี้การไม่ต้องเย็บแผลช่วยลดปัญหาการเกิดสายตาเอียงที่อาจเกิดจากการผ่าตัด ฟื้นตัวเร็วกว่าและลดจำนวนครั้งในการพบแพทย์เพื่อการติดตามผลการรักษาหลังผ่าตัด     ชนิดของเลนส์ตามเทียมที่ใส่หลังผ่าต้อกระจก การผ่าต้อกระจกมักจะตามมาด้วยการใส่เลนส์ตาเทียมเพื่อช่วยปรับการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น มีชนิดของเลนส์ตาเทียมหลายประเภทให้เลือก ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและข้อดีที่แตกต่างกันไป ดังนี้ Monofocal IOLเลนส์ตาเทียมชนิดมองไกลได้ระยะเดียวสามารถแก้ไขปัญหาสายตาสั้นหรือสายตายาวที่มีอยู่เดิมก่อนการผ่าตัดได้ เป็นเลนส์ตาเทียมที่ได้รับความนิยมมากในโรงพยาบาลทั่วไปในประเทศไทย Toric IOLเลนส์ตาเทียมชนิดที่แก้ไขปัญหาสายตาเอียงได้ Multifocal IOLเป็นเลนส์ตาเทียมที่มองเห็นได้หลายระยะ ใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศและในโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย     ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าต้อกระจก ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการผ่าต้อกระจก ได้แก่ การมีเลือดออกในลูกตาหรือเบ้าตาจากการฉีดยาชา กระจกตาขุ่นมัวเนื่องจากเซลล์ตาไม่แข็งแรง การติดเชื้อ จอประสาทตาหลุดลอก ปวดตาแสงจ้า และเลนส์แก้วตาเทียมเลื่อนหลุด อาการรุนแรงอาจนำไปสู่การสูญเสียดวงตาหรือการมองเห็น ภาวะเหล่านี้พบได้น้อยมากและอาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเป็นวัน สัปดาห์ เดือน หรือหลายปีหลังการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้ป่วยในการดูแลตนเองหลังผ่าตัด การเตรียมตัวก่อนผ่าต้อกระจก การเตรียมตัวก่อนผ่าต้อกระจกจึงมีความสำคัญ ควรปฏิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย ฝึกนอนหงาย โดยมีผ้าคลุมบริเวณใบหน้า นานประมาณ 20-30 นาที เพื่อให้หายใจใต้ผ้าคลุมจนชิน เนื่องจากตอนผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องนอนคลุมผ้าในลักษณะคล้ายกัน ในวันผ่าตัด ให้อาบน้ำสระผม ล้างหน้า และงดทาแป้ง ครีม หรือแต่งหน้าก่อนมาโรงพยาบาล รับประทานอาหารเช้าและยาโรคประจำตัวตามปกติ ยกเว้นยาที่แพทย์สั่งให้งด เช่น แอสไพริน หรือยาละลายลิ่มเลือด ถอดของมีค่า เครื่องประดับ และฟันปลอม หากมีอาการผิดปกติ เช่น ตาแดง เคืองตา มีขี้ตา หรือเป็นหวัด ไอ จาม กรุณาแจ้งแพทย์หรือพยาบาล เพื่อรักษาให้หายก่อนเข้ารับการผ่าตัด ในวันผ่าตัด ควรมีญาติหรือเพื่อนมาด้วยอย่างน้อย 1 คน เนื่องจากผู้ป่วยจะต้องปิดตาข้างที่ผ่าตัดกลับบ้าน การดูแลหลังผ่าต้อกระจก เพื่อให้ไม่มีการแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดต้อกระจก ควรดูแลตนเองอย่างเคร่งครัด โดยมีขั้นตอนดังนี้ สวมแว่นกันแดดหรือแว่นสายตาตลอดเวลา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุกระทบกระแทก หากไม่มีให้ครอบตาด้วยฝาครอบตาที่โรงพยาบาลจัดให้ ใช้ฝาครอบตาก่อนเข้านอนทุกคืนเพื่อป้องกันการขยี้ตาโดยไม่รู้สึกตัว ควรนอนหงายเป็นหลัก แต่สามารถนอนตะแคงได้โดยเอาตาข้างที่ผ่าตัดขึ้นด้านบน อ่านหนังสือและดูโทรทัศน์ได้ แต่ควรหยุดพักเมื่อรู้สึกแสบตา สามารถทำกิจวัตรประจำวันเบาๆ เช่น เดินเล่น หรือ ไปทานอาหารนอกบ้าน แต่ไม่ควรก้มศีรษะต่ำกว่าเอว ไม่ควรยกของหนัก หลีกเลี่ยงการไอ จาม เบ่งอย่างรุนแรง ห้ามขยี้ตา และระวังการลื่นหกล้ม อาบน้ำได้ โดยไม่ให้น้ำเข้าตา การสระผมควรนอนสระที่ร้าน หรือให้ผู้อื่นสระให้ เพื่อไม่ให้น้ำไหลเข้าตา สามารถแปรงฟัน และล้างใบหน้าครึ่งล่างได้ โดยไม่ควรให้น้ำกระเด็นเข้าตา ทำความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า โดยใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำ เช็ดหน้าและเปลือกตาจากหัวตาไปหางตา หลีกเลี่ยงการทำสวน รดน้ำ พรวนดิน ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารที่มีไอหรือควัน 7 วัน หยอดยาตามแพทย์สั่ง และมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง     ผ่าต้อกระจกราคาเท่าไร ควรผ่าที่ไหนดี ราคาการผ่าต้อกระจกในประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงตั้งแต่ 20,000 ถึง 80,000 บาท หรือมากกว่านั้น สามารถแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย และเงื่อนไขสุขภาพดวงตาของแต่ละบุคคล เช่น โรงพยาบาลที่เลือกรักษา ประเภทของเลนส์แก้วตาเทียมที่ใช้ เทคนิคการผ่าตัด การใช้เลเซอร์ช่วยผ่าตัด และความซับซ้อนของเคส รวมถึงการบริการเสริมอื่นๆ เช่น การตรวจหลังผ่าตัดและการติดตามผล วิธีการเลือกโรงพยาบาลผ่าต้อกระจก ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อกระจก พร้อมให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด และใช้เครื่องมือทันสมัยในการรักษาต้อกระจก เพื่อให้การผ่าตัดมีความแม่นยำและปลอดภัยมากที่สุด   สรุป การผ่าต้อกระจกคือการนำเลนส์ตาขุ่นออกและใส่เลนส์เทียมใหม่เพื่อฟื้นฟูการมองเห็นทำได้ 4 วิธี คือผ่าตัดสลายต้อ ผ่าตัดโดยเลเซอร์ ผ่าตัดออกทั้งก้อน และผ่าตัดแบบแผลเล็ก ก่อนผ่าควรเตรียมตัวตามคำแนะนำแพทย์ และหลังผ่าต้องดูแลตาอย่างใกล้ชิดเพื่อลดความเสี่ยงของผลแทรกซ้อน สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาต้อกระจก สามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์โรคต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)ซึ่งให้การดูแลและรักษาโรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตาอย่างครบวงจร

การปฏิบัติตัวและวิธีดูแลหลังผ่าตัดต้อกระจก เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

หลังผ่าตัดต้อกระจก ควรหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่ผ่าตัด ตรวจดวงตาตามนัดและทำความสะอาดตาเป็นประจำ ห้ามขยี้ตาและระวังไม่ให้น้ำหรือฝุ่นเข้าตา และหลีกเลี่ยงการไอหรือจามแรงๆ สิ่งที่ควรใส่ใจหลังผ่าตัดต้อกระจกคือการหยอดยาให้ถูกต้อง ปกป้องตาด้วยแว่นกันแดดและที่ครอบทั้งดวงตา รักษาความสะอาดตาและควรพักผ่อนให้เพียงพอ  ข้อห้ามหลังผ่าตัดต้อกระจก ได้แก่ ห้ามยกของหนัก ห้ามน้ำเข้าตา และห้ามออกกำลังกายหนัก รักษาต้อกระจกที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรักษาและดูแล โดยรักษาแบบไร้ใบมีด เลนส์พรีเมียมเพื่อการมองเห็นที่ดีที่สุดพร้อมบริการดูแลหลังผ่าตัดต้อกระจกครบวงจรและติดตามผลอย่างใกล้ชิด   หลังผ่าตัดต้อกระจก มีสิ่งที่ควรทำและข้อห้ามต่างๆ เพื่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและทำให้สายตากลับมามองเห็นชัดเจนตามปกติ โดยการดูแลตนเองอย่างถูกวิธีในระยะฟื้นฟูจะช่วยให้กระบวนการหายเร็วขึ้น และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน การดูแลตนเองเบื้องต้นหลังผ่าตัดต้อกระจก การปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์หลังผ่าตัดต้อกระจกเป็นสิ่งสำคัญที่มีส่วนช่วยให้คนไข้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ได้ดังนี้ แพทย์จะจ่ายยาหยอดและยาสำหรับทานให้ ควรใช้ยาเหล่านี้ตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ในวันแรกหลังผ่าตัดควรนอนพักผ่อนให้มากที่สุด โดยนอนหมอนสูงและหลีกเลี่ยงการนอนตะแคงด้านที่เพิ่งผ่าตัด แต่นอนตะแคงข้างตรงข้ามได้ หลังการผ่าตัด 1 วัน แพทย์จะนัดเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและทำความสะอาดตา ห้ามขยี้ตา ห้ามสัมผัสดวงตาโดยไม่จำเป็น และควรระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือเศษฝุ่นเข้าตา โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้า แนะนำให้สระผมที่ร้านหรือให้มีคนมาดูแลช่วยสระผมเพื่อป้องกันน้ำเข้าตา ทำความสะอาดดวงตาทุกวันอย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ใช้สายตาอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือเล่นโทรศัพท์ได้ตามปกติ แต่หากรู้สึกแสบตาหรือปวดตา ควรหยุดพัก ระวังไม่ให้ไอ จาม หรือเบ่งแรงๆ เพราะอาจทำให้ตาได้รับแรงกระทบ        สิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจหลังผ่าตัดต้อกระจก   หลังผ่าตัดต้อกระจกมาระยะหนึ่ง ยังมีสิ่งสำคัญที่ควรใส่ใจเพื่อให้ดวงตาฟื้นตัวสมบูรณ์และกลับมาใช้งานได้ตามปกติ คือ การใช้ยาหยอดตาที่ถูกต้อง ยาหยอดตาช่วยปกป้องดวงตาและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดต้อกระจก ควรใช้อย่างถูกวิธีตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนหยอดตาทุกครั้ง อ่านวิธีใช้ยาหยอดตาแต่ละขวดอย่างละเอียด บางชนิดอาจต้องเขย่าขวดก่อนใช้ นั่งเอนหลังพิงพนักหรือในท่านอนราบ เงยศีรษะไปด้านหลัง ดึงเปลือกตาล่างลงให้เป็นแอ่ง แล้วมองขึ้นด้านบน หยอดตาลงในแอ่งตามจำนวนที่แพทย์แนะนำ ปิดฝาเก็บทันทีโดยไม่ต้องเช็ดหัวหยด และหลีกเลี่ยงไม่ให้ปลายหัวหยดสัมผัสกับมือ ดวงตา เปลือกตา หรือขนตาเพื่อป้องกันการปนเปื้อน หลับตาหลังหยอดยาเพื่อให้ยาซึมเข้าสู่ดวงตา หากมียาเกินให้ใช้สำลีปลอดเชื้อเช็ดออก หากต้องหยอดยามากกว่าหนึ่งชนิด ให้เว้นระยะห่างระหว่างยาประมาณ 3-5 นาที วิธีใส่ที่ครอบตาให้ถูกวิธี หลังผ่าตัดต้อกระจก ผู้ป่วยควรใส่ที่ครอบดวงตาอย่างน้อย 1 เดือน และทำความสะอาดที่ครอบดวงตาทุกวันด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจาน จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด เช็ดให้แห้งก่อนใช้งานอีกครั้ง วิธีใส่เริ่มจากตัดพลาสเตอร์กาวยาวประมาณ 5 นิ้ว 4 เส้น นำที่ครอบดวงตาหันด้านตรงเข้าชิดจมูก แล้วแปะพลาสเตอร์ทับที่ครอบดวงตาข้างละ 2 เส้น ในแนวเฉียงลงไปทางแก้ม เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย การทำความสะอาดรอบดวงตา การเช็ดทำความสะอาดรอบดวงตาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อและรักษาความสะอาดหลังผ่าตัดต้อกระจก ควรปฏิบัติตามดังนี้ ล้างมือให้สะอาด และเช็ดให้แห้งก่อนสัมผัสดวงตาทุกครั้ง ใช้สำลีชุบน้ำเกลือหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดรอบดวงตา โดยเริ่มเช็ดจากหัวตาไปยังหางตา ทำความสะอาดให้ทั่วทั้งเปลือกตาบนและเปลือกตาล่าง ควรเช็ดทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องเป็นเวลา 2-4 เดือนหลังการผ่าตัดต้อกระจก การพักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และนอนในท่าที่เหมาะสมหลังผ่าตัดต้อกระจก มีส่วนช่วยฟื้นฟูร่างกาย ลดการอักเสบ กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้การฟื้นตัวรวดเร็วและสายตากลับมาชัดเจน การใส่แว่นกันแดด ควรใส่แว่นกันแดดแทนฝาครอบตาในตอนกลางวัน เพื่อป้องกันแสงจ้าและฝุ่น และใส่ที่ครอบตาในตอนกลางคืน ป้องกันการขยี้ตา อย่างต่อเนื่อง 1 เดือน เพื่อช่วยให้ฟื้นตัวหลังผ่าตัดต้อกระจกได้เร็วขึ้น     ข้อห้ามหรือสิ่งที่ไม่ควรทำหลังผ่าตัดต้อกระจก หลังผ่าตัดต้อกระจกจนกว่าจะหายดี ควรหลีกเลี่ยงการทำสิ่งบางประการเพื่อการฟื้นตัวที่ดีและป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้ ห้ามยกของหนัก หลังผ่าตัดต้อกระจกควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักเกิน 10 กิโลกรัม รวมถึงห้ามก้มเก็บของหรือลงต่ำกว่าระดับเอวเพราะอาจทำให้ตาถูกกระแทกหรือเกิดการเคลื่อนตัวของเลนส์ตาได้ ไม่ควรให้ดวงตาโดนน้ำ หลังผ่าตัดต้อกระจก ห้ามให้ตาโดนน้ำอย่างน้อย 2 สัปดาห์แรก สำหรับการทำความสะอาดใบหน้า ควรใช้น้ำเกลือสะอาด น้ำดื่ม หรือน้ำต้มสุกที่เย็นแล้ว สระผมควรทำที่ร้านและระวังน้ำเข้าตา ส่วนการอาบน้ำและแปรงฟันทำได้ตามปกติ เลี่ยงการออกกำลังกายหนัก หลังผ่าตัดต้อกระจก 1 เดือนแรก ห้ามออกกำลังกายหนัก รวมถึงพักการทำครัว การทำสวน และการเลี้ยงเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงที่อาจมาเล่นโดนใบหน้า เพื่อป้องกันการกระทบกระเทือนที่อาจส่งผลต่อดวงตา การติดตามผลหลังผ่าตัดต้อกระจก   ควรตรวจดวงตาตามนัดทุกครั้งหลังผ่าตัดต้อกระจก เช่น หลัง 1 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน และทุกปี เพื่อเช็กความคืบหน้าและประเมินภาวะที่อาจเกิดขึ้น อย่างอาการผิดปกติหลังผ่าตัดต้อกระจกแล้วมองไม่ชัด ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที   ผลข้างเคียงหรืออาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นหลังผ่าตัดต้อกระจก หลังผ่าตัดต้อกระจก อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ คือ อาการติดเชื้อ แม้อาการจะพบได้น้อย แต่การหยอดยาตามที่แพทย์สั่งและดูแลความสะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีอาการบวมแดง เจ็บ หรือมีขี้ตาเยอะ ควรพบแพทย์ทันที จุดรับภาพอักเสบ อาจมีอาการตามัวหรือเห็นภาพเบี้ยวเกิดขึ้นได้ภายใน 1-2 สัปดาห์หลังผ่าตัด จากการอักเสบและบวมของจุดรับภาพ อาการนี้พบได้บ่อยและมักหายเองภายใน 6 เดือน ถุงหุ้มเลนส์ขุ่นมัว หลังใส่เลนส์มาหลายปี อาจมีอาการภาพขุ่นมัว รักษาได้ด้วย Yag Laser โดยใช้เวลา 5 นาที และกลับมาใช้สายตาได้ตามปกติหลังพักสายตาและหยอดยา 1-2 วัน สรุป หลังผ่าตัดต้อกระจก ควรดูแลตนเองโดยหยอดยาตามคำแนะนำ ปกป้องตาด้วยแว่นกันแดดและที่ครอบตา ทำความสะอาดตาและพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือกิจกรรมที่เสี่ยงกระทบตา และติดตามผลกับแพทย์ตามนัดเพื่อเช็กความคืบหน้า  ศูนย์โรคต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการรักษาต้อกระจกทุกชนิด รวมถึงการผ่าตัดต้อกระจกแบบไร้ใบมีด พร้อมเลนส์พรีเมียม เพื่อให้สายตากลับมามองเห็นได้ชัดเจนและปกติหลังการผ่าตัด
ศูนย์จอประสาทตา

5 สุดยอดอาหารบำรุงจอประสาทตา

5 สุดยอดอาหารบำรุงจอประสาทตา :  เสริมแกร่งสายตาคู่ใจ เพื่อการมองเห็นที่คมชัด จอประสาทตา คือ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้เรามองเห็นโลกอันสวยงามรอบตัวเรา การดูแลรักษาจอประสาทตาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น อาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ นอกจากการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับจอประสาทตาได้ อาหาร 5 ชนิด ที่ช่วยบำรุงจอประสาทตา และความสำคัญของสารอาหารแต่ละชนิดในอาหาร 1.    ผักใบเขียวเข้ม : ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม และผักบุ้ง อุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากแสงสีฟ้าและรังสียูวี o    ลูทีนและซีแซนทีน : ทำหน้าที่เป็นเหมือน “แว่นกันแดดภายใน” ช่วยกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration - AMD) อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Ophthalmology 2.    ปลาที่มีไขมันสูง : ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแมคเคอเรล เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพของจอประสาทตา o    กรดไขมันโอเมก้า-3 : ช่วยลดการอักเสบและป้องกันจอประสาทตาแห้ง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าโอเมก้า-3 อาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Ophthalmology 3.    ไข่ : ไข่แดงอุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน และสังกะสี o    สังกะสี : ช่วยในการขนส่งวิตามินเอไปยังจอประสาทตา ซึ่งวิตามินเอมีบทบาทสำคัญในการมองเห็นในที่แสงน้อย การขาดสังกะสีอาจนำไปสู่ภาวะตาบอดกลางคืนได้ 4.    ผลไม้ตระกูลเบอร์รี : บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และราสเบอร์รี เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ o    สารต้านอนุมูลอิสระ : ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาจากความเสียหาย และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังดวงตา ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพตาโดยรวม 5.    ถั่วและเมล็ดพืช : อัลมอนด์ วอลนัท และเมล็ดทานตะวัน เป็นแหล่งของวิตามินอี o    วิตามินอี : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา วิตามินอียังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมตามที่ระบุในวารสารทางการแพทย์หลายฉบับ เมนูอาหารบำรุงสายตาที่คุณสามารถทำเองได้ง่ายๆ สลัดผักโขมกับปลาแซลมอนย่าง : อุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน และโอเมก้า-3 ไข่เจียวใส่ผัก : ได้รับทั้งลูทีน ซีแซนทีน และสังกะสี โยเกิร์ตกับผลไม้รวมและถั่ว : รวมสารอาหารบำรุงสายตาหลายชนิดไว้ในเมนูเดียว น้ำปั่นบลูเบอร์รี : ดื่มง่าย ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเต็มๆ ผลงานวิจัยสนับสนุน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Ophthalmology พบว่า การรับประทานอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมขั้นสูงได้ งานวิจัยในวารสาร Archives of Ophthalmology ระบุว่า ผู้ที่รับประทานปลาที่มีไขมันสูงเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยรับประทาน  ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เรามีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คอยให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางจอประสาทตาอย่างครบวงจรหากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพตา หรือต้องการเข้ารับการตรวจเช็คสุขภาพตา สามารถติดต่อได้ที่ 02-511-2111 ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ได้ทันที เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมองเห็นโลกได้อย่างชัดเจน สุขภาพตาที่ดี เริ่มต้นจากการใส่ใจ
ศูนย์รักษากระจกตา

โรคต้อที่ตาคืออะไร? แยกได้ทั้งหมดกี่ชนิด พร้อมอาการและวิธีการรักษา

ต้อเนื้อและต้อลมคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ?ต้อเนื้อเป็นโรคกลุ่มเดียวกันกับต้อลม แต่มีการยื่นเข้าไปในส่วนของกระจกตา (ตาดำ) สาเหตุเหมือนกับต้อลม คือเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา บริเวณที่โดนแดด คือเมื่อก้อนเนื้อต้อลมโตขั้นเป็นมากขึ้น แล้วมีการยื่นเข้าไปในตาดำ ก็จะกลายเป็นเป็นต้อเนื้อนั่นเอง รู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้อเนื้อ?ถ้ามองเข้าไปที่ตาจะเห็นก้อนเนื้อ สีชมพู เป็นรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้าไปในตาดำ ถ้ามีการอักเสบมักเห็นเป็นสีแดงมากขึ้น ถ้าต้อลมจะอยู่แต่ที่ตาขาวเท่านั้น เป็นต้อเนื้อแล้วจะมีอาการอย่างไร?จะมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง อาจคันหรือมีน้ำตาไหลถ้าโดนฝุ่นหรือลม ถ้าเป็นมากๆอาจกดกระจกตาทำให้มีสายตาเอียง หรือถ้าเป็นมากจนลุกลามไปบังตรงกลางของตาดำ อาจทำให้การมองเห็นมัวลงได้ เราจะป้องกันได้อย่างไร?หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เจอแดดแรงๆ หรือ ควรสวมแว่นกันแดด กางร่ม หรือสวมหมวกเพื่อไม่ให้ตาโดนแสงแดดโดยตรง ถ้าเป็นแล้ว จะรักษาให้หายได้หรือไม่ ตาจะบอดหรือไม่?กรณีถ้าเป็นไม่มาก อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด อาจเพียงแค่รักษาด้วยยาลดการอักเสบ ลดแดง หรือลดอาการระคายเคืองเป็นครั้งคราว แต่ถ้ามีอาการอักเสบบ่อยๆ หรือต้อเนื้อใหญ่มากขึ้น จนทำให้การมองเห็นแย่ลง อาจพิจารณาทำผ่าตัดลอกต้อเนื้อได้ ต้อเนื้อไม่อันตรายโดยปรกติไม่ทำให้ตาบอด ถ้าเป็นมากสามารถผ่าตัดรักษาได้ การผ่าตัดทำได้โดยแค่ฉีดยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาไม่นาน แต่การดูแลหลังผ่าตัดเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนไข้ต้องหยอดยาตามแพทย์สั่ง และ หลีกเลี่ยงการเจอผุ่น ลม แดด ไม่เช่นนั้นต้อเนื้ออาจกลับเป็นซ้ำได้ ซึ่งจะมีการอักเสบรุนแรงมากขึ้น และการทำผ่าตัดซ้ำก็ทำได้ยากขึ้น การผ่าตัดต้อเนื้อมีหลายวิธีดังนี้ การลอกต้อเนื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่เอาเยื่อบุใดๆมาแปะ วิธีนี้ทำในกรณีผุ้ป่วยอายุมาก ต้อเนื้อไม่มีการอักเสบมาก ปัจจุบันไม่นิยมเนื่องจากอัตราการเกิดซ้ำสูงมาก การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อบุตามาแปะ คือนอกจากตัดต้อเนื้อ ออกแล้ว ยังเอาเยื่อบุตาส่วนบนของตาคนไข้เอง มาเย็บเข้าในบริเวณที่เป็นต้อเนื้อเดิม วิธีนี้ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดีมาก การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อหุ้มรกมาแปะ วิธีทำผ่าตัดเหมือนวิธีที่ 2 แต่ใช้เยื่อหุ้มรกมาเย็บแทน ทำให้ไม่ต้องใช้เยื่อบุตาของคนไข้ และใช้ได้ในกรณีเป็นซ้ำ และได้ใช้เยื่อบุตาตนเองไปแล้ว การลอกต้อเนือโดยการใช้mitomycin c ร่วมกับใช้เยื่อหุ้มรก หรือ เยื่อบุตาแปะ จะ ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดี โดยเฉพาะในคนไข้กลุ่มที่มีความเสียงสูงในการเกิดซ้ำ แต่ก็ต้องใช้ยานี้อย่างระมัดระวังเนื่องจากอาจมีข้อแทรกซ้อนจากยา การแปะเยื่อหุ้มรกหรือเยื่อบุตานั้น อาจใช้ไหมเย็บ หรืออาจใช้กาว fibrin แปะโดยไม่ต้องเย็บก็ได้ ทั้งต้อลมและต้อเนื้อนั้น ถ้าเราทราบว่าเป็นแล้ว การป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ระวังหรือหลีกเลี่ยงการโดนแดด ฝุ่น ลม เช่น ใส่แว่นกันแดด ใช้ร่ม สวมหมวก ก็ทำให้เราลดโอกาสการโดนแดดโดยตรง โรคก็จะไม่เป็นมากขึ้นค่ะ  

ที่อยู่

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :