บทความสุขภาพตา : #ภาพซ้อนแนวตั้ง/แนวนอน

เรียงตาม

โรคตาและปัญหาสายตาที่เจอบ่อยในชีวิตประจำวัน รู้ทันและป้องกันได้

ภาวะตาแห้งคืออาการที่ดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอหรือคุณภาพน้ำตาไม่ดี ทำให้ตาแห้ง แสบ ระคายเคือง หรือมองไม่สบายตา ปัญหาสายตาผิดปกติ ได้แก่ อาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง และสายตายาวตามวัย วุ้นในตาเสื่อมคือการที่วุ้นเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวหรือก้อน ทำให้เห็นจุดหรือเส้นลอยในตา ส่วนจอประสาทตาเสื่อม คือการที่จุดรับภาพกลางตาเสื่อม มองภาพบิดเบี้ยว พร่ามัว และสูญเสียการมองเห็นได้ ต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่น การมองเห็นมัวลง ต้อหินเกิดจากความดันตาสูง ทำลายเส้นประสาทตา เสี่ยงสูญเสียการมองเห็น ต้อเนื้อคืออาการที่เยื่อบุตาเสื่อม อาจทำให้ตามัวหรือสายตาเอียงเพิ่ม ส่วนต้อลมคืออาการเยื่อบุตาเสื่อมแบบเป็นก้อนแต่ไม่ลุกลามเข้าตาดำ ในแต่ละวันเราใช้ดวงตาในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาต้องทำงานอย่างหนักและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ ได้ง่าย การทำความเข้าใจและเรียนรู้เกี่ยวกับโรคตาและปัญหาสายตาที่พบบ่อย จะช่วยให้เราสามารถดูแลและปกป้องดวงตาคู่สำคัญของเราได้อย่างถูกวิธี พร้อมทั้งรู้จักสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในอนาคต     ภาวะตาแห้ง ภาวะตาแห้งคือปัญหาสายตาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาไม่สามารถผลิตน้ำตาที่มีคุณภาพเพียงพอ ทำให้เกิดอาการเคืองตา สบตา รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอม หรือมีน้ำตาไหลมากเกินไป โดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไป เช่น จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือเป็นเวลานาน การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ลมแรงหรืออากาศแห้ง รวมถึงการใส่คอนแท็กต์เลนส์เป็นเวลานาน การป้องกันและบรรเทาอาการสามารถทำได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม พักสายตาเป็นระยะ กะพริบตาให้บ่อยขึ้น และหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตาแห้ง     ปัญหาสายตาผิดปกติ สายตาผิดปกติเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยที่สุดในทุกช่วงวัย เกิดจากแสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างแม่นยำ ทำให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัด มีหลายประเภท ได้แก่   อาการสายตาสั้น (Myopia) อาการสายตาสั้น (Myopia หรือ Nearsightedness) เกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไปหรือขนาดลูกตาที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แสงที่ผ่านเข้าตาโฟกัสก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้มองใกล้ชัดแต่มองไกลไม่ชัด ภาพเบลอ ต้องหรี่ตาหรือเหล่ตาเพื่อให้เห็นชัดขึ้น บางรายมีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะร่วมด้วย    สาเหตุสำคัญมาจากพันธุกรรม หากพ่อแม่มีภาวะสายตาสั้น ลูกก็มีโอกาสสูงที่จะเป็น อีกทั้งการใช้สายตาเพ่งใกล้นานๆ เช่น การใช้เวลาอยู่แต่ในร่มไม่ทำกิจกรรมนอกบ้าน อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน ปัญหาสายตาจากการใช้คอมพิวเตอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เกิดอาการตาล้า สายตาพร่ามัว และสายตาสั้นเพิ่มขึ้นได้   อาการสายตายาว (Hyperopia) อาการสายตายาวเกิดได้ตั้งแต่กำเนิดและตามวัย เป็นปัญหาสายตาที่เกิดจากเลนส์ตาผิดปกติ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด รายละเอียดของสายตายาวมีดังนี้   สายตายาวตั้งแต่กำเนิด (Farsightedness) สายตายาวแต่กำเนิด (Farsightedness) เกิดจากกระจกตาแบนกว่าปกติหรือลูกตามีความสั้น ทำให้แสงรวมจุดหลังจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิดจึงมองไกลชัดแต่ระยะใกล้ไม่ชัด เห็นภาพมัว ชอบเพ่งหรือหยีตา ขยี้ตาบ่อย ปวดตาหรือปวดศีรษะ ในเด็กที่มีค่าสายตาสูง อาจทำให้ตาเขหรือตาเหล่ โดยอาการสายตายาวนี้มักถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่   สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากความสามารถในการเพ่งลดลง เมื่ออายุมากขึ้น เลนส์ตาจะแข็งและยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้เลนส์ไม่สามารถปรับโฟกัสได้เหมือนเดิม ส่งผลให้ผู้สูงวัยมองวัตถุระยะใกล้ไม่ชัดเจน อ่านตัวหนังสือตัวเล็กยาก ปวดศีรษะ แสบตาหรือตาล้า บางครั้งเห็นภาพซ้อน ดวงตาไวต่อแสงจนสู้แสงไม่ได้ และมองกลางคืนลำบาก   อาการสายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากกระจกตามีรูปร่างผิดปกติหรือโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงหักเหหลายจุดและไม่รวมที่จุดรับภาพบนจอประสาทตาอย่างพอดี อาการสายตาเอียงมักรวมถึงตาล้า ปวดตา ปวดศีรษะ มองเห็นภาพพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว เห็นเงาซ้อน ใช้การเพ่งหรือหรี่ตามองโดยไม่รู้ตัว แสงจ้าอาจทำให้แสบตา น้ำตาไหล และมองไม่ชัดตอนกลางคืน แสงจากดวงไฟฟุ้งเป็นเส้น คล้ายดาวกระจาย และแยกตัวอักษรหรือตัวเลขบางตัวไม่ออก   สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของกระจกตาตั้งแต่กำเนิด อุบัติเหตุ การผ่าตัดรักษาดวงตา หรือปัจจัยอื่นๆ เช่น ตาเหล่ รอยแผลที่กระจกตา หรือโรคกระจกตาย้วยที่ทำให้กระจกตาผิดรูป   วุ้นในตาเสื่อม วุ้นตาเป็นเนื้อเจลใสหนืดอยู่ภายในส่วนหลังของลูกตา ติดกับจอประสาทตาที่ล้อมรอบ เมื่อวุ้นตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) น้ำวุ้นในตาจะเปลี่ยนสภาพ บางส่วนกลายเป็นของเหลว บางส่วนจับตัวเป็นก้อนหรือเป็นเส้นเหมือนหยากไย่ วุ้นตาอาจหดตัวลอกออกจากผิวจอประสาทตา ทำให้มองเห็นเงาดำ จุดเล็กๆ เส้นๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปลอยมา และอาจเห็นแสงวาบคล้ายฟ้าแลบหรือแสงแฟลชจากกล้อง    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากความเสื่อมตามวัย พบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือมีปัญหาสายตาสั้น แต่ปัจจุบันพบคนที่วุ้นในตาเสื่อมอายุน้อยลงเรื่อยๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก และสูญเสียการมองเห็นถาวร จึงควรตรวจคัดกรองปัญหาสายตาและพบแพทย์ทันทีหากมีอาการ   โรคตาต้อ โรคตาต้อเป็นปัญหาสายตาที่พบได้บ่อยและสามารถส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาจะช่วยให้เราปกป้องสายตาได้อย่างถูกวิธี   ต้อกระจก ต้อกระจก (Cataract) ภาวะที่เลนส์ตาขุ่นมัว ทำให้แสงผ่านเข้าตาลดลงและจอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ชัดเจน ส่งผลให้การมองเห็นค่อยๆ ลดลง ส่วนใหญ่เกิดในผู้สูงอายุ 50-60 ปีขึ้นไป แต่สามารถเกิดได้ตั้งแต่เด็กหรือวัยหนุ่มสาว เช่น ในกรณีใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อุบัติเหตุทางตา หรือโรคอักเสบในตา อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นพร่ามัวเหมือนมีหมอกหรือฝ้าบัง เห็นภาพซ้อน เห็นแสงไฟฟุ้ง มองภาพสีเพี้ยน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาอย่างรวดเร็ว เช่น สายตาสั้นเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยผิดปกติ   ต้อหิน ต้อหิน (Glaucoma) เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา ทำให้การมองเห็นค่อยๆ สูญเสียไปจนถึงขั้นตาบอด ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความดันลูกตาสูง อาการที่สังเกตได้ในต้อหินเฉียบพลัน ได้แก่ ปวดตา ตามัว เห็นรุ้งรอบดวงไฟ อาจมีปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรืออาเจียน เนื่องจากความดันตาสูงมาก และต้อหินชนิดเรื้อรังมักเป็นเหมือนภัยเงียบเพราะผู้ป่วยหลายรายไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า มีเพียงเส้นประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ ปัจจุบันต้อหินเฉียบพลันเป็นปัญหาสายตาที่พบบ่อยในคนเอเชียและเริ่มพบในผู้ที่อายุน้อย เช่น อายุ 30 กว่าปี เพิ่มมากขึ้น   ต้อเนื้อและต้อลม ต้อเนื้อ (Pterygium) คือภาวะเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา ทำให้เกิดเนื้อเยื่อสีแดงยื่นเข้าไปในตาดำเป็นรูปสามเหลี่ยมและค่อยๆ ลุกลาม หากเนื้อเยื่อเข้าใกล้รูม่านตาหรือปิดบังจะทำให้การมองเห็นผิดปกติ สายตาเอียงเพิ่มขึ้น หรือมองไม่ชัด   ปกติแล้วมักพบต้อเนื้อบริเวณหัวตามากกว่าหางตา ซึ่งเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับการเจอแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลต จึงพบคนเป็นต้อเนื้อมากในเขตร้อนและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น อยู่ท่ามกลางแสงแดด ลม ฝุ่น ควัน หรือทราย โดยมักเกิดในผู้มีอายุ 30-35 ปี อาการที่พบได้คือตาแดง ระคายเคือง และไม่สบายตา ส่วนต้อลม (Pinguecula) มีลักษณะคล้ายกันแต่ไม่ลุกลามเข้าไปในตาดำ โดยทำให้ระคายเคืองเท่านั้นและไม่ทำให้การมองเห็นพร่ามัว     จอประสาทตาเสื่อมตามวัย จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-Related Macular Degeneration: AMD)เป็นภาวะที่จุดรับภาพตรงกลางจอประสาทตาเสื่อมลง มักเกิดในผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยในปัจจุบันพบว่าอายุของผู้ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัยมีค่าเฉลี่ยนที่ลดน้อยลงและอาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปเพิ่มมากขึ้น โรคจอประสาทตามเสื่อมเป็นปัญหาสายตาที่ร้ายแรงเพราะสามารถทำให้สูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพได้ อาการที่สังเกตได้คือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว มองไม่ชัด พร่ามัว หรือมีจุดดำตรงกลางภาพ   ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่สามารถป้องกันและชะลอความเสื่อมได้ด้วยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ดูแลดวงตาให้แข็งแรง เลี่ยงแสงแดดจัด รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และงดสูบบุหรี่ การพบจักษุแพทย์ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกจะช่วยรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตได้ดีที่สุด   ตรวจสุขภาพสายตาเพื่อป้องกันปัญหาสายตาที่ Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางในแต่ละด้าน เพื่อดูแลปัญหาสายตาและสุขภาพดวงตาของคุณอย่างเต็มที่ โดยสิ่งที่ผู้มารับบริการจะได้รับ คือ   การตรวจวินิจฉัยและตรวจสุขภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินปัญหาสายตาและตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ การรักษาอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง รับคำปรึกษาใกล้ชิดและแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ให้ผู้มารับบริการมั่นใจในความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง เพื่อให้ทุกขั้นตอนของการรักษาดวงตาเป็นไปอย่างสะดวกสบาย สรุป การดูแลดวงตาเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การหมั่นตรวจเช็กสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้งจะช่วยให้สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้การพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีวิตามิน A และ C สูง และการใช้สายตาอย่างถูกวิธี ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยรักษาสุขภาพดวงตาให้ดีอยู่เสมอ มาตรวจสุขภาพสายตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาของคุณอย่างครบวงจร   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตา (FAQ) เมื่อมีปัญหาสายตาหรือความผิดปกติของดวงตา มักมีคำถามหลายอย่างเกิดขึ้น ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปัญหาสายตาไว้ดังนี้   ปัญหาสายตาในผู้สูงอายุ ควรดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุมักเผชิญกับปัญหาสายตาหลายรูปแบบ เช่น สายตายาวตามวัย ต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม การดูแลควรเริ่มจากตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง พักสายตาเมื่อใช้สายตามาก ดื่มน้ำเพียงพอ รับประทานอาหารที่มีวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A, C, E และแร่ธาตุสังกะสี เลี่ยงการสูบบุหรี่และควบคุมน้ำตาลในเลือด หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสายตาให้คงคุณภาพชีวิตที่ดี   ป้องกันปัญหาสายตาในเด็กอย่างไร การป้องกันปัญหาสายตาในเด็กควรเริ่มตั้งแต่เล็ก โดยให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเมื่อทำกิจกรรมเพ่งใกล้ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้แท็บเล็ต จำกัดเวลาใช้หน้าจอ ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง และส่งเสริมให้เล่นกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ควรให้เด็กนั่งอ่านหรือทำการบ้านในสภาพแสงเพียงพอ หลีกเลี่ยงท่าทางก้มหน้าใกล้เกินไป และพาเด็กไปตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาตั้งแต่เนิ่นๆ   เวียนหัว มีปัญหาสายตาพร่ามัว มีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เวียนหัวหรือสายตาพร่ามัว แก้ไขได้โดยตรวจสายตากับจักษุแพทย์ ปรับแว่นหรือคอนแท็กต์เลนส์ให้เหมาะสมพักสายตาเป็นระยะ ออกกำลังกายสายตาเบาๆ และหลีกเลี่ยงแสงจ้า หากอาการรุนแรงควรพบแพทย์ทันที
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

มองเห็นภาพซ้อนขึ้นจากอะไรได้บ้าง? พร้อมวิธีวินิจฉัยและการรักษา

ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออาการที่มองสิ่งเดียวกันเป็นสองภาพพร้อมกัน เกิดจากความผิดปกติของตา กล้ามเนื้อตา เลนส์ตา หรือระบบประสาทบางส่วน สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา หรือสมอง การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาจใช้แว่นแก้ไขสายตา ฝึกกล้ามเนื้อตา หรือรักษาโรคต้นเหตุบางกรณีต้องผ่าตัดตามคำแนะนำแพทย์ อาการเห็นภาพซ้อน (Double Vision) เป็นปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อภาพจากตาทั้งสองข้างไม่รวมกันอย่างถูกต้อง อาจทำให้มองวัตถุไม่ชัดเจนหรือเห็นสองภาพพร้อมกัน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การอ่าน การขับขี่ และความปลอดภัย การเข้าใจสาเหตุและวิธีวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น     ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออะไร? ภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) คือการมองเห็นวัตถุหนึ่งชิ้นเป็นสองชิ้น ภาวะนี้สร้างความรำคาญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การเดิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนหัวและเสียการทรงตัวได้   อาการเห็นภาพซ้อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ   เห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะยังคงอยู่แม้จะปิดตาข้างที่ปกติแล้วก็ตาม แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากความผิดปกติของดวงตาเพียงข้างเดียว เห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากการที่ดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่สอดคล้องกัน     สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อน การที่ตามองเห็นภาพซ้อนไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งสามารถแบ่งตามชนิดและลักษณะของภาพซ้อน ดังนี้   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) ภาวะนี้มักเกิดจากปัญหาที่โครงสร้างภายในดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ตา หรือจอประสาทตา ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะที่ และมักไม่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา   ต้อกระจก (Cataract) ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์ตาซึ่งปกติแล้วจะใสสะอาด เกิดความขุ่นมัว ทำให้แสงที่ส่องผ่านเลนส์ไปยังจอประสาทตาเกิดการกระเจิง ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัดและอาจเห็นเป็นภาพซ้อนได้ในบางครั้ง อาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อนมักค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามอายุ   กระจกตาผิดปกติ   กระจกตาบวมน้ำ (Corneal Edema) เกิดจากการสะสมของน้ำในชั้นกระจกตา ทำให้กระจกตาขุ่นมัวและบวม การมองเห็นจึงไม่ชัดเจนและอาจเห็นภาพซ้อน กระจกตาเป็นแผลหรือแผลเป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระจกตา เช่น แผลจากการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ สามารถส่งผลต่อการหักเหของแสง ทำให้เกิดภาพซ้อน กระจกตาเป็นรูปกรวย (Keratoconus) เป็นภาวะที่กระจกตาค่อยๆ โก่งตัวออกเป็นรูปกรวย ทำให้การหักเหของแสงผิดปกติและมองเห็นภาพซ้อน ปัญหาสายตาและค่าสายตา สายตาเอียง (Astigmatism) เป็นภาวะที่กระจกตามีรูปร่างโค้งไม่สม่ำเสมอ คล้ายลูกรักบี้ ทำให้การมองเห็นภาพในบางทิศทางไม่คมชัดและอาจเห็นภาพซ้อนได้ ส่วนความผิดปกติของเลนส์ตาเทียม สำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม หากเลนส์เกิดการเคลื่อนที่หรือมีปัญหา ก็สามารถทำให้เห็นภาพซ้อนได้เช่นกัน   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) ภาวะนี้มักเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่กล้ามเนื้อตา เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา หรือสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงกว่าและต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว   ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตา ดวงตาแต่ละข้างถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อ 6 มัด หากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรงหรือทำงานไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ดวงตาไม่สามารถเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยปัญหากล้ามเนื้อตาที่ทำให้เห็นภาพซ้อน เช่น   ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Graves' Disease) ภาวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดการอักเสบและบวม ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) เป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อที่ควบคุมดวงตา ทำให้เกิดภาวะตาเหล่และภาพซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทตา เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 4 และ 6 มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวดวงตา หากเส้นประสาทเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากการบาดเจ็บหรือโรค จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตา โรคที่มักส่งผลต่อการมองเห็นภาพซ้อน ได้แก่   เบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาได้ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) เป็นโรคทางระบบประสาทส่วนกลางที่ทำลายปลอกประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและทำให้การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติ หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมดวงตาและทำให้เกิดภาพซ้อนเฉียบพลัน ปัญหาที่สมอง สมองมีหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณภาพจากดวงตาทั้งสองข้าง หากสมองเกิดความผิดปกติ อาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันของดวงตา ปัญหาจากสมองที่ส่งผลทำให้เห็นภาพซ้อน มีดังนี้   เนื้องอกในสมอง หากเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น อาจทำให้เกิดภาพซ้อนได้ ภาวะสมองบวม (Aneurysm) การโป่งพองของหลอดเลือดสมองสามารถไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้เกิดภาพซ้อนและอาการอื่นๆ ตามมา การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury) การกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรงอาจทำลายบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นในสมองได้     ขั้นตอนการวินิจฉัยภาวะเห็นภาพซ้อน เมื่อเกิดอาการเห็นภาพซ้อน การเข้าพบจักษุแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยมีขั้นตอนดังนี้   1. การซักประวัติ จักษุแพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการและความถี่ของการเกิดภาพซ้อน ตรวจว่าภาพซ้อนหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ สังเกตทิศทางของภาพซ้อนว่าเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน พร้อมสอบถามอาการร่วม เช่น ปวดหัว เวียนหัว หรืออาการอื่นๆ รวมถึงประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะและโรคประจำตัว   2. แนวทางในการตรวจหาอาการ การตรวจวินิจฉัยการมองเห็นภาพซ้อนจะเริ่มจากการตรวจตาอย่างละเอียด จักษุแพทย์จะวัดค่าสายตา ตรวจกระจกตาและเลนส์ตา พร้อมประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา จากนั้นอาจตรวจเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบ เช่น เบาหวานหรือต่อมไทรอยด์ และหากสงสัยว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับสมองหรือเส้นประสาท จักษุแพทย์อาจส่งตรวจ CT Scan หรือ MRI เพื่อดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น     แนวทางการรักษาอาการเห็นภาพซ้อน การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนจำเป็นต้องระบุสาเหตุที่แท้จริงก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาหลักที่ทำให้เกิดอาการ โดยวิธีการรักษา มีดังนี้   การรักษาโรคพื้นฐาน หากสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือไทรอยด์ การควบคุมโรคให้ดีจะช่วยให้อาการภาพซ้อนดีขึ้นได้ ใช้แว่นตาปริซึม สำหรับผู้ที่มีภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้างจากปัญหาที่กล้ามเนื้อตา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้แว่นตาปริซึมเพื่อช่วยปรับทิศทางของแสงและรวมภาพให้เป็นภาพเดียว ฉีดโบท็อกซ์ สำหรับภาวะตาเหล่หรือกล้ามเนื้อตาทำงานไม่สอดคล้องกัน แพทย์อาจฉีดโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา แก้ไขภาวะต้อกระจก การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ การผ่าตัด ในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะตาเหล่หรือมีเนื้องอก การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในการรักษา ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม นอกจากการรักษาแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมก็มีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันอาการเห็นภาพซ้อนแย่ลง ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน   อย่าละเลยอาการ หากมีอาการเห็นภาพซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือตลอดเวลา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควบคุมโรคประจำตัว หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดวงตา การพักผ่อน การพักผ่อนอย่างเพียงพอและลดการใช้สายตาอย่างหนักอาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี     รักษาอาการเห็นภาพซ้อนที่ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยการเน้นทั้งเทคโนโลยี การรักษาที่ทันสมัย และประสบการณ์จากจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ที่มีอาการเห็นภาพซ้อน เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ บริการเด่นของโรงพยาบาลประกอบด้วย   ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลเพื่อการรักษาดวงตาอย่างปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ สรุป อาการเห็นภาพซ้อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา จนถึงปัญหาสมอง การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจสายตาและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียด บางกรณีอาจต้องตรวจเลือดหรือทำ CT/MRI เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การปรับแก้สายตา การใช้ยา หรือการผ่าตัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวัง เช่น หลีกเลี่ยงความเครียดตา และพักสายตาเป็นประจำ จะช่วยลดอาการแย่ลง ภาวะนี้ควรได้รับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเห็นภาพซ้อน (FAQ) ตอบคำถามเกี่ยวกับอาการเห็นภาพซ้อน เช่น สาเหตุ เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รักษาได้หรือไม่ และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อช่วยให้เข้าใจอาการและแนวทางการดูแลได้ดียิ่งขึ้น   เล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อน เกิดจากอะไร การเล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อนมักเกิดจากความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา หรือสายตาเอียง (Astigmatism) ทำให้ตาโฟกัสไม่แม่นยำเมื่อจ้องจอเป็นเวลานาน นอกจากนี้ อาจเกิดจากภาวะตาแห้งหรือการใช้สายตามากเกินไปก็ทำให้เห็นภาพซ้อนชั่วคราวได้ หากอาการยังคงมีหรือรุนแรง ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด   เห็นภาพซ้อน อันตรายไหม? การเห็นภาพซ้อนอาจไม่อันตรายหากเกิดจากความเมื่อยล้าของตาหรือสายตาผิดปกติชั่วคราว แต่หากเกิดบ่อยๆ หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดตา ปวดหัว เวียนศีรษะ หรือเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของปัญหากล้ามเนื้อตา เลนส์ตา เส้นประสาทตา หรือสมอง จึงควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้เหมาะสม   มองเห็นภาพซ้อนระยะไกล เกิดจากอะไร การมองเห็นภาพซ้อนระยะไกลมักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล ทำให้การจัดแนวลูกตาไม่ตรงกัน หรือเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ตา เช่น เลนส์เอียงหรือเลนส์ตาเทียมเคลื่อน รวมถึงบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางระบบประสาทหรือสมอง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง

ที่อยู่

ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111