Blogs

Sort

What is SMILE Pro™ 2.0?

SMILE Pro® Eye Surgery: The Next Generation of Laser Vision Correction Deciding to undergo vision correction is a transformative moment. For many, it’s a journey fueled by the desire for freedom - freedom from foggy glasses, the daily hassle of contact lenses, and the limitations of blurry vision. However, that excitement is often met with valid concerns: Is it safe? Will it hurt? How long is the recovery?   In 2026, those questions have a definitive answer. While "Blade-Free LASIK" has long been the gold standard, SMILE Pro 2.0 has emerged as the most searched and trusted solution for those ready to see the world through a clearer lens.   Laser eye surgery has evolved significantly over the past decade. SMILE Pro™ is the latest advancement designed to correct short-sightedness and astigmatism using a minimally invasive, flapless technique with ultra-fast laser precision from Carl ZEISS, Visumax 800.   If you are considering vision correction with SMILE procedure, especially with SMILE Pro™ 2.0, this article explains how SMILE Pro™ works, who is suitable, recovery expectations, and how it compares across flapless vision correction procedure generations. What is SMILE Pro™? Starting with SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) - representing the next generation of laser vision correction, SMILE Pro™ building on the success of its predecessors, the 2.0 version utilizes the ZEISS VisuMax 800 - a system designed not just for speed, but for absolute digital precision, and intelligent systems - CentraLign® & OcuLign®.   Unlike traditional LASIK, there is no corneal flap created. Instead, a high-precision laser creates a tiny, lens-shaped tissue (lenticule) inside the cornea, which is removed through a microscopic 2-4 millimeter incision. Benefits of SMILE Pro™ Minimal Disruption: Because the incision is so small, your corneal structure remains strong and stable. Rapid Recovery: Most patients experience clear vision fast and can return to normal activities quickly, usually within 24 - 48 hours because the procedure is designed to be minimally invasive. Comfort First: The procedure is virtually painless. With the VisuMax 800, the laser treatment time takes less 10 seconds per eye, minimizing any anxiety or discomfort. How does SMILE Pro™ 2.0 improve precision? One of the biggest fears in eye surgery is "human error." SMILE Pro™ 2.0 solves this through a fully integrated digital workflow:   Seamless Data Transfer: Your measurement data is sent directly from the diagnostic tools to the laser machine. No manual typing, no room for error. CentraLign® System: This intelligent system aligns the laser with your visual center, ensuring the treatment is perfectly centered on how you actually see. OcuLign® System: It automatically detects if your eye rotates slightly while lying down, adjusting the treatment to ensure astigmatism is corrected with 100% accuracy. Image courtesy of Carl Zeiss Co., Ltd The Competitive Edge: SMILE Pro™ 2.0 vs ReLEx SMILE In the world of precision, speed is the ultimate differentiator.   TECHNOLOGY LAUNCH YEAR LASER MACHINE KEY HIGHLIGHTS ReLExSMILE 2011 VisuMax500 The first generation of bladeless small incision method, 2-3 mm incision, no corneal flap, 23 seconds/eye SMILE Pro™ 2021 VisuMax800 High-speed 2 MHz laser, only 8 seconds/eye, with autocentration systems SMILE Pro™ 2.0 2025 VisuMax800 Fully digitalized workflows, Cloud + Big Data integration, maximum precision with CentraLign® and OcuLign® intelligent systems Experience SMILE Pro™ 2.0: Cutting-Edge Precision with 28 Years of Proven Expertise Beyond technology, the expertise of the doctors and hospital standards are crucial. At Laser Vision at Bangkok Eye Hospital, our team of seasoned ophthalmologists has experience caring for over 100,000 eyes and over 28 years of experience in vision correction. The hospital is also accredited by AACI (USA), an international standard for safety and quality of care. This unique combination of specialized experience and SMILE Pro™ 2.0 technology ensures patients that vision correction with advanced-technology is not just about seeing clearly, but about safety and long-term care. Q: Is SMILE Pro™ 2.0 right for me? A: The best way to find out is through a comprehensive eye exam. We evaluate your corneal thickness, eye health, and lifestyle needs to ensure the technology is a safe fit. Because every eye is different, we use a range of high-tech diagnostic tools to recommend the specific procedure that will give you the best possible visual outcome.   Q: Is the procedure safe?A: SMILE technology from ZEISS has a long-standing global safety record with millions of procedures performed worldwide. At Laser Vision, we combine this proven technology with a detailed medical assessment and a personalized consultation to address your specific eye health and minimize individual risk factors.   Q: What is the recovery time?A: The recovery is typically very fast. Most patients are able to return to work, drive, and resume their normal daily activities within 1 to 2 days. We will provide you with clear post-operative instructions to ensure your eyes heal properly and your vision stabilizes quickly. *If the video does not display, click here Book a Comprehensive Eye Assessment for SMILE Pro™ 2.0 The first step is a detailed eye examination to determine suitability for this technology. 📞 Call Center : 02-511-2111 WhatsApp: 📧 Email Us Today Article Reviewed By Assoc. Prof. Anan Vongthongsri CEO & Founder, Senior Ophthalmologist Specialist in Cornea and Refractive Surgery (LASIK) with over 100,000 successful procedures. Doctor Profile Make an Appointment
Read More

Iritis: A Cause of Blurry Vision That Can Lead to Vision Loss

ม่านตาอักเสบเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง มองเห็นไม่ชัด จนอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการม่านตาอักเสบมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรง บทความนี้จะมาแนะนำการสังเกตม่านตาอักเสบได้อย่างไร พร้อมหาสาเหตุ แนวทางการรักษา และวิธีการป้องกันโรคม่านตาอักเสบ ม่านตาอักเสบเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อภายใน หรือผนังชั้นกลางของลูกตา ทำให้การทำงานของเนื้อเยื่อในตาลดลง เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารกระตุ้นการอักเสบได้เข้าไปทำลายส่วนดังกล่าว อาการม่านตาอักเสบสังเกตได้จากการอักเสบของดวงตา มีอาการตาแดง เคืองตา น้ำตาไหล ปวดตา ตามัว ตาสู้แสงไม่ได้ รูม่านตามีลักษณะรูปร่างผิดปกติ มีหนอง มองเห็นไม่ชัดเจน มองเห็นมีจุดดำๆ หรือเงาลอยไปมา วิธีรักษาม่านตาอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุและประเภทของการอักเสบ โดยทั่วไปแพทย์จะให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ หากสาเหตุมาจากอาการอื่นๆ อาจมีการใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ ยากิน หรือให้ยาผ่านหลอดเลือดดำ การให้ยาปฏิชีวนะกรณีมีการติดเชื้อ และการให้ยากดภูมิคุ้มกัน ป้องกันม่านตาอักเสบได้โดยการระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บของดวงตา สังเกตอาการผิดปกติของดวงตา และพบจักษุแพทย์เป็นประจำหากป่วยด้วยโรคที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดม่านตาอักเสบ รวมทั้งทานยาอย่างเคร่งครัดตามแพทย์สั่ง ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลและรักษาโรคด้านดวงตาอย่างครอบคลุม มีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ สามารถให้คำปรึกษาและแนะแนวทางการรักษาที่เหมาะสม     ม่านตาอักเสบ คืออะไร ม่านตา (Iris) คือ ส่วนที่อยู่โดยรอบรูม่านตา (Pupil) มีลักษณะเป็นวงแหวน มีสีที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนขึ้นอยู่กับลักษณะทางพันธุกรรม ม่านตามีหน้าที่ควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้าไปในดวงตา ม่านตาอักเสบเกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อภายใน หรือผนังชั้นกลางของลูกตา ทำให้เนื้อเยื่อในลูกตาทำงานลดลง เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารกระตุ้นการอักเสบได้เข้าไปทำลายในบริเวณดังกล่าว และบริเวณดวงตาไม่ได้มีพื้นที่มาก เมื่อเกิดการระคายเคืองอักเสบ จึงทำให้รูปตาเปลี่ยน ส่งผลให้การมองเห็นลดลง ในกรณีที่เป็นมากอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ ม่านตาอักเสบ เกิดที่บริเวณไหนได้บ้าง ม่านตาอักเสบเกิดได้ 4 บริเวณ ดังนี้ ม่านตาอักเสบส่วนหน้า(Anterior Uveitis) เป็นการอักเสบที่ด้านหน้าของลูกตา (ระหว่างกระจกตาและม่านตา) และเนื้อเยื่อซิลเลียรี่ (Ciliary) ซึ่งเป็นประเภทม่านตาอักเสบที่พบได้บ่อยที่สุด ทำให้มีอาการตาแดง และเจ็บปวดบริเวณดวงตาได้ ม่านตาอักเสบส่วนหลัง(Posterior Uveitis) คือการอักเสบของม่านตามบริเวณชั้นจอตาหรือคอรอยด์ เป็นชนิดที่ทำให้การมองเห็นลดลงได้อย่างมากหรืออาจถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นถาวร ม่านตาอักเสบส่วนกลาง(Intermediate Uveitis) เป็นการอักเสบบริเวณวุ้นตา และอาจมีเส้นเลือดจอตาอักเสบร่วมได้ มักไม่มีอาการปวด หรือแดง แต่จะมีอาการตามัว หรือมองเห็นจุดดำลอยไปมา บางรายทำให้เกิดม่านตาอักเสบส่วนหน้าด้วย ม่านตาอักเสบตลอดทั้งส่วนของลูกตา(Panuveitis) คือการอักเสบตั้งแต่ส่วนหน้าถึงส่วนหลังของลูกตา     ประเภทของอาการม่านตาอักเสบ อาการม่านตาอักเสบแบ่งได้ด้วยกัน 2 ประเภท ตามความรุนแรงและอาการของโรค ดังนี้ ม่านตาอักเสบแบบเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่ม่านตาอักเสบเฉียบพลันจะมีอาการปวดตา ตาแดง แพ้แสง ตามัวและการมองเห็นผิดปกติ มองเห็นเห็นเป็นจุดหรือก้อนเมฆเคลื่อนไหว นอกจากนี้ ม่านตาอักเสบแบบเฉียบพลันยังพบในผู้ป่วยโรค SLE ที่มีภาวะจอประสาทตาอักเสบจึงทำให้ตาขาดเลือด ม่านตาอักเสบแบบเรื้อรัง ผู้ป่วยที่ม่านตาอักเสบแบบเรื้อรังจะไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน เพราะอาการม่านตาอักเสบจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยมักจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการแทรกซ้อนจากม่านตาอักเสบเกิดขึ้นแล้ว เช่นตามัวลงจากต้อหินต้อกระจกเป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยที่ม่านตาอักเสบแบบเรื้อรังอาจรุนแรงไปจนถึงขั้นตาบอดได้ นอกจากนี้ ม่านตาอักเสบเรื้อรังผู้ป่วยอาจจะมีอาการตาอักเสบเป็นๆ หายๆ สังเกตอาการม่านตาอักเสบ มีอะไรบ้าง ม่านตาอักเสบสามารถดูแลรักษาให้หายได้หากได้รับการรักษาที่ทันท่วงที ดังนั้นการสังเกตอาการม่านตาอักเสบจึงมีความสำคัญ ช่วยให้สามารถสังเกตอาการของโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคม่านตาอักเสบเรื้อรัง ที่มาพร้อมกับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ โดยมีข้อสังเกตอาการม่านตาอักเสบ ดังนี้ ตาแดงเรื่อบริเวณตาขาวใกล้กับตาดำ เยื่อบุตาบวม ปวดตา ตาไวต่อแสง มีอาการปวดตามากขึ้นเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีแสงจ้า เคืองตา น้ำตาไหล ตามัว มองไม่ชัด รูม่านตาเปลี่ยนรูปจากวงกลม เป็นรูปทรงที่ไม่ปกติ พบหนอง (Hypopyon) บริเวณลูกตาหน้า หรือรอบๆ ม่านตา มองเห็นจุด หรือเงาดำลอยไปมา สูญเสียลานสายตา (Visual Field Defects) การมองเห็นลดลง     หาสาเหตุม่านตาอักเสบ เกิดจากอะไร ม่านตาอักเสบมีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การติดเชื้อ การติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อราบริเวณลูกตาส่งผลให้เกิดม่านตาอักเสบได้ เช่น การมีแผลที่กระจกตากระจกตาอักเสบและเยื่อตาขาวอักเสบ โรคอื่นๆ การป่วยเป็นโรคต่างๆ อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคม่านตาอักเสบ เช่น ไซนัสอักเสบ วัณโรค โรคเรื้อน ซิฟิลิส เอดส์ สมองอักเสบ โรคปลอกประสาทเสื้อผมแข็ง ปวดข้อรูมาตอยด์ ภาวะแพ้ภูมิตัวเอง เป็นต้น อาการบาดเจ็บทางตา อาการบาดเจ็บทางตา เช่น การกระทบกระเทือน การถูกระแทกบริเวณกระบอกตา พบได้ 1 ใน 5 ของเคสที่มีอาการม่านตาอักเสบ หรือเรียกว่าโรคม่านตาอักเสบหลังได้รับบาดเจ็บ (Traumatic Iritis) ซึ่งจะมีอาการตามัว ปวดตา ตาแดง น้ำตาไหล ตาสู้แสงไม่ได้ ผลข้างเคียงจากยา การได้รับยาบางชนิดอาจส่งผลกับการเกิดโรคม่านตาอักเสบได้ เช่น ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มบินสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ยาปฏิชีวนะริฟาบูติน เป็นต้น เมื่อหยุดกินอาการม่าสตาอักเสบก็จะหายไป ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากม่านตาอักเสบ เมื่อป่วยด้วยโรคม่านตาอักเสบที่มีความรุนแรงมากขึ้นและเรื้อรัง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาได้ ดังนี้ โรคต้อหิน (Glaucoma) โรคต้อกระจก (Cataracts) จอประสาทตาถลอก จอประสาทตาเป็นแผล จอประสาทตาบวม ภาวะม่านตายึดติดกับเลนต์ตาด้านหลัง (Eye Synechiae) ส่งผลให้รูม่านตามีลักษณะรูปร่างที่ผิดปกติ เส้นประสาทตาได้รับความเสียหาย สูญเสียการมองเห็นถาวร     วินิจฉัยม่านตาอักเสบได้อย่างไร การวินิจฉัยม่านตาอักเสบ แพทย์จะทำการตรวจตาอย่างละเอียด พร้อมซักประวัติการเจ็บป่วยของคนไข้ และอาจมีการส่ง Lab เพื่อตรวจว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ หรือภาวะภูมิแพ้ตัวเองหรือเปล่า ซึ่งแพทย์จะมีการตรวจตา ดังนี้ การวัดความดันลูกตา(IntraOcular Pressure) การตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slit-lamp microscope) วิธีนี้เป็นวิธีตรวจม่านตาอักเสบขั้นต้น การวัดระดับการมองเห็น (Visual acuity test) เป็นการวัดเพื่อประเมินว่าคนไข้มีความสามารถในการมองเห็นผ่านการอ่านชาร์ตตัวอักษร การตรวจวินิจฉัยจอประสาทตาด้วยคลื่นแสง (Optical coherence tomography) การถ่ายภาพจอประสาทตา (Color fundus retinal photography) การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุการติดเชื้อ การตรวจ X-Ray คอมพิวเตอร์ หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า     แนวทางการรักษาม่านตาอักเสบ วิธีรักษาม่านตาอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุและประเภทของม่านตาอักเสบ ม่านตาสามารถรักษาให้หายได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ การรักษาในระยะเริ่มต้นมีเป้าหมายเพื่อลดการอักเสบให้ได้มากที่สุด ควบคุมป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับดวงตาและอาการข้างเคียงอื่นๆ ในบางเคสจะต้องรักษาจากโรคบางชนิดที่ส่งผลให้เกิดม่านตาอักเสบ ซึ่งการรักษาประกอบด้วย การใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บตาจากการอักเสบ การใช้ยาสเตียรอยด์เช่น ยาหยอดตาสเตียรอยด์ ยาแบบรับประทาน ยาที่ให้ทางหลอดเลือดดำ หรือการฉีดยาเข้าวุ้นตา ยาปฏิชีวนะใช้เมื่อมีการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย การใช้ยากดภูมิคุ้มกันใช้ในกรณีที่ม่านตาอักเสบรุนแรงทั้ง 2 ข้าง และร่างกายตอบสนองต่อยาแก้อาการอักเสบได้ไม่ดีนัก หรือเริ่มส่งผลต่อการสูญเสียการมองเห็น ป้องกันม่านตาอักเสบได้อย่างไร ม่านตาอักเสบไม่สามารถป้องกันได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องหมั่นสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคม่านตาอักเสบ เพราะรู้เร็วจะช่วยให้รักษาได้ง่าย และป้องกันการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อลูกตา โดยการป้องกันและการลดความเสี่ยงม่านตาอักเสบทำได้ดังนี้ ระมัดระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บของดวงตา หากมีโรคภูมิแพ้ตัวเอง ควรทานยาอย่างต่อเนื่องตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เข้าพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ หากป่วยเป็นโรคที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคม่านตาอักเสบ ควรพบจักษุแพทย์เป็นประจำ เมื่อมีการติดเชื้อควรรีบรักษาเพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อ รักษาม่านตาอักเสบ ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการม่านตาอักเสบ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ม่านตาอักเสบ(Iritis /Uveitis) คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อหรือผนังชั้นกลางของลูกตา ส่งผลให้ดวงตาอักเสบแดง ปวดตา ตามัว เคืองตา มีน้ำตาไหล หากอาการของโรครุนแรงมาก อาจส่งผลต่อการมองเห็นจนถึงขั้นสูญเสียการมองเห็นได้ สาเหตุโรคม่านตาอักเสบ เกิดจากการบาดเจ็บของดวงตา การติดเชื้อ หรือโรคอื่นๆ การป้องกันและลดความเสี่ยงสามารถทำได้โดยการตรวจสายตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยบางโรคที่เสี่ยงต่อการเกิดม่านตาอักเสบ ควรทานยาเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalให้บริการดูแลรักษาโรคและอาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตาทั้งหมด มีแพทย์ที่มีประสบการณ์คอยให้คำปรึกษา และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคนไข้แต่ละเคส เพื่อผลลัพธ์หลังการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
Neuro-ophthalmology Center

รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ-สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออาการที่เส้นประสาทตาอักเสบจนส่งผลให้การส่งข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมองทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นไม่ชัด ไปจนถึงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบถาวร โรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และอาการบาดเจ็บของดวงตา จักษุแพทย์มีแนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบได้ด้วยการจ่ายยาตามสาเหตุของการเกิดโรค ทั้งยาแบบกินและแบบฉีด ส่วนกรณีที่มีอาการรุนแรง หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย จักษุแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ป้องกันโรคจอประสาทตาอักเสบได้โดยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือบ่อยๆ ปรับการกิน งดสูบบุหรี่ สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ รักษาโรคจอประสาทตาอักเสบที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalรักษาโดยจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย มั่นใจได้ในผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ   โรคจอประสาทตาอักเสบ โรคร้ายที่มาพร้อมกับเส้นประสาทตาอักเสบ เป็นตัวการของการมองเห็นภาพไม่ชัด ตาไวต่อแสง อาการปวดตา ไปจนถึงอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร! บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับโรคจอประสาทตาอักเสบให้มากขึ้น ตั้งแต่อาการ สาเหตุ ตลอดจนการวินิจฉัย การรักษา และแนวทางการป้องกัน     โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออะไร โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออาการที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทตา ซึ่งเป็นกลุ่มของเส้นใยประสาทที่ส่งข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมอง ส่งผลให้มองเห็นภาพไม่ชัด โดยเฉพาะบริเวณกลางของภาพ และอาจมีอาการปวดตาเวลาขยับลูกตาร่วมด้วย อาการแบบไหนถึงเรียกว่า จอประสาทตาอักเสบ อาการของโรคจอประสาทตาอักเสบที่พบได้บ่อย มีดังนี้ รู้สึกปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณดวงตา มองเห็นจุดดำตรงกลางลานสายตา ตาแดงก่ำหรือแดงเป็นเลือด ตาไวต่อแสง รู้สึกแสบตาเมื่อโดนแสงสว่าง น้ำตาไหลมากผิดปกติ มองเห็นแสงวาบในดวงตาข้างที่มีอาการเส้นประสาทตาอักเสบ สูญเสียการมองเห็นสีบางสี มีปัญหาด้านการแยกแยะสี สูญเสียการมองเห็นด้านข้าง มองเห็นภาพเบลอข้างใดข้างหนึ่งของดวงตา สูญเสียการมองเห็นในตาข้างใดข้างหนึ่ง ไปจนถึงตาบอดสนิท     จอประสาทตาอักเสบมักเกิดจากอะไร? สาเหตุของโรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากสาเหตุทั้งการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ดังนี้ จอประสาทตาอักเสบที่มาจากการติดเชื้อ โรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากตั้งแต่เกิดหรือเกิดขึ้นทีหลัง โดยมาจากเชื้อ ดังนี้ การติดเชื้อแบคทีเรียเช่น วัณโรค ซิฟิลิส การติดเชื้อราโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อราแคนดิดา การติดเชื้อไวรัสเช่น เริม เอชไอวี โรคหัดเยอรมัน การติดเชื้อปรสิตเช่น โทโคพลาสโมซิส ซึ่งอาจมาจากแมว โรคภูมิต้านทานผิดปกติเช่น โรคเบห์เช็ท และซาร์คอยโดซิส จอประสาทตาอักเสบที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ โรคจอประสาทตาอักเสบ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ อาการบาดเจ็บบริเวณดวงตา โรคภูมิต้านทานผิดปกติและโรคอักเสบเช่น โรครูมาตอยด์ มะเร็งบางชนิดเช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง     การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบ ในการวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบก่อนทำการรักษา จักษุแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียด โดยมีแนวทางการวินิจฉัย ดังนี้ การขยายม่านตาและตรวจจอประสาทตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slitlamp)โดยจักษุเเพทย์เพื่อดูจอประสาทตาและเส้นเลือดที่เลี้ยงจอประสาทตา รวมถึงการตรวจวัดความดันลูกตา การตรวจจอประสาทตาด้วยเทคนิค Optical Coherence Tomography (OCT)เป็นการวัดความหนาของจอประสาทตาและการบวมของจอประสาทตาหรือ ดูขั้วประสาทตาได้อย่างชัดเจน การตรวจจอประสาทตาด้วยการฉีดสารเรืองแสงฟลูออเรสซีนเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดและการรั่วของหลอดเลือด การตรวจจอประสาทตาด้วยการฉีดสารเรืองอินโดไซยานีนกรีน(ICG Angiography)เพื่อดูการทำงานของหลอดเลือดขนาดเล็กในจอประสาทตา     จอประสาทตาอักเสบ รักษาได้อย่างไร การรักษาจอประสาทตาอักเสบ ทำได้ทั้งแบบใช้ยาและผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาตามระดับความรุนแรงของอาการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การใช้ยา การรักษาจอประสาทตาอักเสบด้วยการใช้ยา โดยปกติแล้วจะใช้ยาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ โดยมีตัวยาที่จักษุแพทย์พิจารณาจ่ายให้ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบ มีดังนี้ การให้สเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำเป็นการรักษาเริ่มต้นมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคจอประสาทตาอักเสบและเส้นประสาทตาอักเสบ ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทตาและช่วยเร่งการฟื้นตัวของการมองเห็น สเตียรอยด์ชนิดรับประทานในบางกรณีอาจมีการสั่งจ่ายสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหลังจากการรักษาทางหลอดเลือดดำครั้งแรก เพื่อลดการอักเสบและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ การแลกเปลี่ยนพลาสมา (PLEX)หากสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำไม่ได้ผล อาจพิจารณาทำ PLEX โดยเอาส่วนที่เป็นของเหลวในเลือด (พลาสมา) ออก จากนั้นแทนที่ด้วยสารทดแทนพลาสมา หรือพลาสมาที่ได้รับบริจาค ยาปรับเปลี่ยนโรค (DMTs)หากโรคเส้นประสาทตาอักเสบเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาจแนะนำให้ใช้ DMTs เพื่อจัดการกับโรคประจำตัวและป้องกันไม่ให้เกิดโรคจอประสาทตาอักเสบในอนาคต   การผ่าตัด การรักษาจอประสาทตาอักเสบด้วยการผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยวิธีการจ่ายยาทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อย่าง มีเลือดออกในวุ้นตา หรือมีพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา เป็นต้น โดยการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) คือการผ่าตัดภายในลูกตา เพื่อนำวุ้นตา (Vitreous) ที่เป็นของเหลวใสภายในลูกตาออก และกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติที่อาจกดทับหรือดึงรั้งจอประสาทตาออกไป โดยหลังจากการผ่าตัด การอักเสบของจอประสาทตาจะลดลง ลดอาการระคายเคืองของจอประสาทตา หรือในบางกรณียังช่วยฟื้นฟูการมองเห็นที่สูญเสียจากจอประสาทตาอักเสบได้ด้วยเช่นกัน     จอประสาทตาอักเสบสามารถป้องกันได้ไหม? เนื่องจากอาการจอประสาทตาอักเสบเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ บางสาเหตุอาจป้องกันได้แต่บางสาเหตุก็ป้องกันไม่ได้ จึงมีแนวทางการดูแลสุขภาพดวงตาเพื่อลดโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาอักเสบ ดังนี้ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสดวงตา พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หากมีอาการโรคจอประสาทตาอักเสบ สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อทำการวินิจฉัยให้ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจส่งผลให้เกิดจอประสาทตาอักเสบ รักษาโรคจอประสาทตาอักเสบ ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการโรคจอประสาทตาอักเสบ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาครบทุกด้าน ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลเฉพาะทางฯ มีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติทางดวงตา สายตา และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป อาการโรคจอประสาทตาอักเสบ เกิดจากเส้นประสาทตาที่อักเสบจนส่งผลให้การส่งข้อมูลการมองเห็นจากตาไปยังสมองทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตา ตาแดง ตาไวต่อแสง มองเห็นจุดดำกลางลานสายตา มองเห็นภาพเบลอ หรืออาจสูญเสียการมองเห็นแบบถาวร ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบจึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาการรักษาตามอาการของผู้ป่วยตั้งแต่การจ่ายยาไปจนถึงการผ่าตัด เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาออกมาปลอดภัย ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรค พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อให้การรักษาปลอดภัย และได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำมาที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital(โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ในการดูแลคนไข้โรคเฉพาะทางดวงตาคอยให้การดูแล ตั้งแต่ขั้นตอนการปรึกษาตลอดจนการรักษา และยังมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยเพื่อให้ประสิทธิภาพการรักษาออกมาปลอดภัยและเหมาะสมอีกด้วย

เคืองตา กะพริบตาแล้วเจ็บเกิดจากอะไร พร้อมการรักษาอย่างถูกวิธี

ดวงตาเป็นหนึ่งในอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกายแต่ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพแวดล้อม พฤติกรรมการใช้งานดวงตา หรือแม้กระทั่งการสัมผัสกับสารระคายเคือง อาจทำเกิดอาการระคายเคืองตา กะพริบตาแล้วเจ็บ รู้สึกเหมือนมีอะไรเข้าตาอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าอาการนี้จะดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ พร้อมทั้งวิธีการป้องกันอาการระคายเคืองตา   อาการระคายเคืองตา (Eye Irritation) เป็นภาวะที่รู้สึกไม่สบายดวงตาหรือบริเวณรอบดวงตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา โดยมักมีอาการเจ็บ ปวด คัน ตาแดงหรือบวม ตาไวต่อแสง และน้ำตาไหล อาการเคืองตาเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น มลภาวะและแสงแดด สิ่งแปลกปลอม เครื่องสำอาง การบาดเจ็บหรือเป็นโรคบางชนิด พฤติกรรมการใช้งานดวงตา เป็นต้น เมื่อเกิดอาการระคายเคืองตาสามารถบรรเทาด้วยตัวเองได้โดยการล้างทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด ประคบเย็นหรือร้อน หยอดน้ำตาเทียม หยอดยาหรือกินยาแก้แพ้ หากมีอาการเคืองตารุนแรงเช่น มีของเหลวสีเขียวหรือเหลืองอยู่ในดวงตา ตามีความไวต่อแสงมาก รู้สึกปวดอย่างรุนแรง สูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลัน เกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรง เช่น ถูกของแข็งกระแทก สารเคมีเข้าตา เป็นต้น ต้องรีบเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษา เมื่อมีอาการเคืองตาสามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ดูแล ให้คำปรึกษาและรักษาแบบครบวงจรโดยทีมจักษุแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านดวงตาโดยเฉพาะ โดยใช้เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาที่ทันสมัยได้มาตรฐานในระดับสากล     อาการระคายเคืองตาเป็นอย่างไร อาการระคายเคืองตา (Eye Irritation) เป็นภาวะที่รู้สึกไม่สบายดวงตาหรือบริเวณรอบดวงตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา โดยมักมีอาการเจ็บ ปวด คัน ตาแดงหรือบวม ตาไวต่อแสง และน้ำตาไหล อาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก โดยทั่วไปมักไม่รุนแรงและหายไปได้เอง อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเรื้อรังหรือรุนแรงซึ่งเกิดจากการบาดเจ็บ หรือมีสิ่งแปลกปลอมและสารเคมีเข้าดวงตา ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี     หาสาเหตุอาการเคืองตา เกิดจากอะไรได้บ้าง อาการเคืองตาสามารถเกิดขึ้นมาได้จากหลายสาเหตุทั้งจากปัจจัยภายนอก พฤติกรรมการใช้งานดวงตาและจากการเป็นโรคบางชนิด ดังนี้ 1. แสงแดดและมลภาวะ มลภาวะต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง ควันจากบุหรี่ มลพิษจากไอเสียรถยนต์ และรังสียูวีที่มีอยู่ในแสงแดด รวมทั้งการสัมผัสความร้อน โดยเฉพาะบริเวณกลางแจ้งที่มีลมแรง อาจเป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดอาการระคายเคืองตา ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตาแดง และน้ำตาไหลได้ 2. สิ่งแปลกปลอมเข้าตา สิ่งแปลกปลอมลักษณะต่างๆ เช่น ขนตา เศษดิน เศษแก้ว ก้อนหิน ทราย แมลง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับร่างกาย เช่น แชมพู สบู่ เครื่องสำอาง มีส่วนทำให้เกิดความระคายเคืองในดวงตาได้ อาการที่พบบ่อยได้แก่ แสบหรือเจ็บตา น้ำตาไหล ตาอักเสบ หรือหากสิ่งแปลกปลอมมีความแหลมคม อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง มีเลือดออกจากดวงตาได้ เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาให้หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ควรกะพริบตาถี่ๆ หรือใช้น้ำเกลือหรือน้ำสะอาดล้างตา แต่หากมีอาการบาดเจ็บที่ตารุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 3. คอนแท็กต์เลนส์และเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่นำมาใช้กับดวงตา เช่น คอนแท็กต์เลนส์และเครื่องสำอาง เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการเคืองตาได้ การใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ การไม่ทำเช็ดล้างเครื่องสำอางให้หมดจดก่อนเข้านอน และการติดขนตาปลอม อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองตา รวมถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ อาการที่พบ ได้แก่ ตาแดง แสบตา น้ำตาไหล การมองเห็นไม่ชัด และมีความไวต่อแสงเพิ่มขึ้น การใช้คอนแท็กต์เลนส์อย่างไม่ถูกวิธี เช่น การล้างทำความสะอาดไม่ถูกต้อง การใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ไม่พอดีกับดวงตา การใช้งานร่วมกับผู้อื่น การใส่คอนแท็กต์เลนส์ขณะนอนหลับ หรือการใช้คอนแท็กต์เลนส์แฟชั่นที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้ดวงตาระคายเคือง เกิดแผลที่กระจกตา และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ 4. อาการตาแห้ง ตาแห้งเกิดจากการที่ต่อมน้ำตาไม่สามารถผลิตน้ำตาได้ในปริมาณที่เพียงพอ ทำให้ดวงตาขาดน้ำช่วยหล่อลื่นและรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ผู้ที่มีอาการตาแห้งจะรู้สึกระคายเคืองตาเหมือนอะไรเข้าตาแต่ไม่มี มีอาการคันตา บางรายอาจรู้สึกแสบร้อนหรือมองเห็นภาพไม่ชัด การเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา เช่นการหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้ 5. อาการตาล้า อาการตาล้ามักเกิดขึ้นจากการจ้องมองหน้าจอ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต เป็นเวลานานโดยไม่ได้พักสายตา หรือเรียกภาวะนี้ว่า "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (Computer Vision Syndrome) ผู้ที่มีอาการตาล้าจะรู้สึกเมื่อยล้าดวงตา มีอาการตาแห้ง ระคายเคืองตา รวมทั้งมีอาการปวดหัว ปวดคอ และปวดไหล่ร่วมด้วย อาการนี้สามารถบรรเทาได้โดยการหยุดพักการใช้สายตา ไม่ดูหน้าจอต่อเนื่องนานเกินไป     6. เปลือกตาอักเสบ เปลือกตาอักเสบเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา หรืออาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองตาเปลือกตาบน ตาแดง แสบตา มีสะเก็ดเล็กๆ บริเวณเปลือกตา ขอบตาบวมแดง และมีน้ำตาหรือขี้ตามาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าหลังตื่นนอน การบรรเทาอาการสามารถทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านการอักเสบในกรณีที่เกิดการติดเชื้อและอักเสบ และในบางรายอาจต้องใช้ยารักษาภูมิแพ้ด้วย   7. ตาแดง ตาแดงเป็นภาวะที่เยื่อบุตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างเกิดการอักเสบ ส่งผลให้ตาขาวมีลักษณะเป็นสีแดงหรือชมพู มักเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ผู้ป่วยอาจรู้สึกระคายเคืองตา รวมถึงอาจส่งผลต่อการมองเห็น ตาแดงจัดเป็นโรคติดต่อประเภทหนึ่ง สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าเช็ดตัว หากมีอาการตาแดงควรงดเว้นการรบกวนดวงตาเช่น แต่งหน้าหรือใส่คอนแท็กต์เลนส์ ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นและสะอาดวางบนดวงตา และเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าอาการตาแดงนั้นเกิดจากติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียแล้วทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป     8. ตากุ้งยิง ตากุ้งยิงเป็นภาวะที่บริเวณดวงตาเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้เกิดตุ่มนูนขนาดเล็ก มีลักษณะบวมแดงคล้ายกับสิวที่บริเวณขอบหรือด้านในของเปลือกตา อาการที่มักพบ ได้แก่ รู้สึกระคายเคืองตาและปวดบริเวณดวงตา โดยเฉพาะเมื่อกะพริบตา บริเวณเปลือกตาบวมแดงและมีน้ำตาไหล โดยปกติแล้วตากุ้งยิงสามารถหายได้เอง ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการระคายเคืองได้โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นประคบบริเวณตากุ้งยิงประมาณ 10-15 นาทีต่อครั้ง 4-5 ครั้งต่อวัน ร่วมกับการนวดเปลือกตาเบาๆ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์     9. ภูมิแพ้ ภาวะเยื่อบุตาขาวอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Conjunctivitis) เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ เช่น เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น มลภาวะทางอากาศ สะเก็ดผิวหนังสัตว์ เป็นต้น ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองตา มีตุ่มในตา ตาแดง น้ำตาไหล รวมถึงอาการคันตาอย่างรุนแรง อาการเหล่านี้สามารถบรรเทาได้โดยใช้ยาหยอดตาต้านฮิสตามีนหรือกินยาแก้แพ้เพื่อช่วยลดอาการแพ้และระคายเคืองตา ประคบเย็นบริเวณที่มีความคันมาก นอกจากนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านและเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ ปิดประตูและหน้าต่างให้มิดชิด โดยเฉพาะในวันที่มีลมแรง รวมถึงการใช้เครื่องฟอกอากาศเพื่อช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองภายในบ้าน     บรรเทาอาการเคืองตาด้วยตัวเอง ทำได้อย่างไร เมื่อมีอาการระคายเคืองตา สามารถดูแลตัวเองเพื่อบรรเทาอาการได้ด้วยวิธีแก้อาการเคืองตาต่างๆ เหล่านี้ ทำความสะอาดดวงตาด้วยน้ำสะอาดโดยลืมตาในภาชนะที่ใส่น้ำสะอาด หรือปล่อยให้น้ำไหลผ่านดวงตาเบาๆ วิธีนี้จะช่วยขจัดฝุ่นละออง สิ่งสกปรก หรือสารก่อภูมิแพ้ที่อาจติดอยู่ และบรรเทาอาการระคายเคืองได้ ประคบร้อนหรือประคบเย็นโดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น บิดให้หมาด และวางเบา ๆ บนเปลือกตา การประคบร้อนเหมาะสำหรับการบรรเทาอาการตาแห้ง การอักเสบของเปลือกตา และตากุ้งยิง เนื่องจากความร้อนจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและช่วยลดการอุดตันของต่อมไขมัน ส่วนการประคบเย็นจะช่วยลดอาการบวมบริเวณดวงตาที่เกิดจากการติดเชื้อหรือการอักเสบเฉพาะที่ได้ หยอดน้ำตาเทียมใช้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา ใช้ยาแก้แพ้ที่มีกลไกการทำงานในการยับยั้งปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ถูกกระตุ้นจากสารก่อภูมิแพ้มีทั้งรูปแบบยากินและยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคืองที่เกิดจากโรคภูมิแพ้     อาการแทรกซ้อนจากการเคืองตา โดยทั่วไปแล้วอาการระคายเคืองตามักไม่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและสามารถหายได้เอง อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในดวงตาเช่น ฝุ่น ทราย หรือเศษแก้วเล็ก แล้วทำให้ดวงตาเกิดความเสียหายและเกิดรอยแผลบริเวณกระจกตาซึ่งเป็นเนื้อเยื่อใสบางๆ ที่ปกคลุมดวงตาที่เรียกว่า การบาดเจ็บที่กระจกตา (corneal abrasion) แม้ว่าการถลอกของกระจกตามักจะหายได้เองแต่ผู้ป่วยอาจต้องเข้ารับการรักษาเพื่อรับยาหยอดตาบรรเทาอาการปวด ป้องกันอาการเคืองตาได้อย่างไร การดูแลดวงตานอกจากจะทำให้ดวงตามีสุขภาพที่ดีในระยะยาวแล้ว ยังช่วยป้องกันอาการเคืองตาได้ โดยสามารถทำได้ดังนี้ สวมแว่นกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA และ UVB ทุกครั้ง ที่ต้องออกไปอยู่กลางแจ้ง สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตาเช่น แว่นตานิรภัย แว่นตากันกระแทก เมื่อต้องทำงานหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น ทำงานใกล้ฝุ่นหรือเครื่องจักร การเล่นกีฬาโลดโผน การทำงานก่อสร้าง การซ่อมแซมบ้าน การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ไม่จ้องมองหน้าจอเป็นเวลานานควรมีช่วงเวลาในการพักสายตาโดยใช้สูตร 20-20-20 โดยหยุดพักสายตาเป็นเวลา 20 วินาที ทุก 20 นาที ด้วยการมองไกลออก 20 ฟุต รักษาความชุ่มชื้นให้กับดวงตาเพื่อป้องกันตาแห้ง เช่น การกะพริบตาบ่อยๆ การหยอดน้ำตาเทียม ไม่ใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่นเครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง รวมทั้งไม่ใช่เครื่องสำอางที่หมดอายุ ทำความสะอาดรอบดวงตาเป็นประจำทุกวันด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสดวงตาหากจำเป็น ควรล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งที่กระตุ้นให้เคืองตาเช่น ฝุ่นละออง ควัน สารก่อภูมิแพ้ ละอองเกสรดอกไม้ ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์เลี้ยง หรือสารคลอรีนที่อยู่ในสระว่ายน้ำ   อาการเคืองตาแบบไหนควรรีบพบแพทย์ โดยปกติแล้วอาการระคายเคืองตาสามารถหายไปได้เองเมื่อดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตามหากพบว่ามีอาการเหล่านี้อย่างความรุนแรงและเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หรือหากอาการยังคงอยู่เกินกว่า 48 ชั่วโมง ควรเข้าพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินอาการและทำการรักษา โดยอาการที่ควรรีบพบจักษุแพทย์ได้แก่   มีของเหลวสีเขียวหรือเหลืองอยู่ในดวงตา ตามีความไวต่อแสงมาก รู้สึกปวดอย่างรุนแรง สูญเสียการมองเห็นอย่างฉับพลัน เกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรง เช่น ถูกของแข็งกระแทก สารเคมีเข้าตา เป็นต้น รักษาอาการเคืองตา ที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการเคืองตา แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป อาการระคายเคืองตา (Eye Irritation) เป็นภาวะที่รู้สึกไม่สบายดวงตาหรือบริเวณรอบดวงตา เหมือนมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา โดยมักมีอาการเจ็บ ปวด คัน ตาแดงหรือบวม ตาไวต่อแสง และน้ำตาไหล อาการดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น มลภาวะและแสงแดด สิ่งแปลกปลอม เครื่องสำอาง การบาดเจ็บหรือโรคบางชนิด พฤติกรรมการใช้งานดวงตา โดยอาการระคายเคืองตาทั่วไปแล้วมักไม่รุนแรงและหายไปได้เอง อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเรื้อรังหรือรุนแรง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป หากมีอาการระคายเคืองตาเหมือนอะไรเข้าตาแต่ไม่มีวิธีแก้ไข ต้องการดูแลสุขภาพของดวงตา รวมทั้งมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับดวงตา เข้ามาปรึกษาได้ที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา Bangkok Eye Hospitalที่นี่ดูแลและรักษาโดยทีมจักษุแพทย์ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านดวงตาโดยเฉพาะ
Laser Vision LASIK Center

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก หลังจากที่ทำเลสิกแล้วเพื่อให้แผลหายเร็วและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาความสะอาดคือการหลีกเลี่ยงแสงแดด การใส่แว่นกันแดดเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำเพื่อดูแลดวงตาของคุณหลังการผ่าตัดได้ โดยมีเทคนิคการเลือกแว่นกันแดดดังนี้   🌞 เลือกเลนส์ที่สามารถป้องกันแสง UV ได้ 99-100% แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ แม้ว่าจะทำเลสิกแล้วก็ตาม การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์ป้องกัน UV จึงเป็นสิ่งสำคัญ 🌞 ถ้าอยู่ในที่ ๆ มีแสงสะท้อนเยอะ ควรเลือกเลนส์โพลาไรซ์ซึ่งช่วยตัดแสงสะท้อนจะทำให้สบายตามากขึ้น 🌞 เลือกสีให้เหมาะกับการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสีดำมืดก็ได้ 🌞 เลือกขนาดที่เหมาะกับใบหน้า เลนส์ควรมีความกว้างเท่ากับใบหน้าของคุณ สันจมูกควรสวมได้พอดีโดยไม่รัดแน่นเกินไป และขาแว่นควรสวมได้พอดีโดยไม่กดทับใบหน้า   สามารถมาเลือกแว่นตากันแดดแบรนด์ชั้นนำได้ที่ร้าน WALTZ ในโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ชั้น 3 เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 10.00 -19.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-511-2111  
Glaucoma Center

วิธีรักษาต้อหิน พร้อมแนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดต้อหิน

ต้อหินมักเกิดจากปัจจัยภายในที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น พันธุกรรม โรคเบาหวาน และความผิดปกติของโครงสร้างลูกตา ซึ่งล้วนส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น จนไปกดทับเส้นประสาทตา ส่งผลให้เส้นประสาทตาเสื่อมสภาพและถูกทำลายอย่างช้าๆ และเกิดเป็นต้อหินในท้ายที่สุด วิธีรักษาต้อหินรวมทั้งการประคองอาการทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาหยอดตา การจ่ายยาเพื่อรับประทาน การทำเลเซอร์ ไปจนถึงการผ่าตัดระบายน้ำหล่อเลี้ยงดวงตา ป้องกันต้อหินได้ด้วยการหมั่นตรวจสุขภาพดวงตา และปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เลือกกินอาหารบำรุงดวงตา ออกกำลังกายเป็นประจำ นอนหมอนสูง และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมื่อต้องออกแดด แนะนำมารักษาต้อหินได้ที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)ที่นี่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาตั้งแต่ขั้นตอนการวินิจฉัย ให้คำแนะนำ ตลอดจนการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปลอดภัย ให้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพ   ต้อหิน เป็นภัยเงียบที่สังเกตอาการได้ยาก ผู้ป่วยบางคนอาจรู้ตัวเมื่อสายไป ส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้เลยทีเดียว! มาทำความรู้จักกับโรคต้อหินให้มากขึ้น หาสาเหตุและอาการ กลุ่มเสี่ยงเป็นต้อหินที่ควรรู้ ตลอดจากการวินิจฉัยและวิธีการรักษาต้อหิน มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง หาคำตอบได้ที่นี่     รู้จักกับต้อหิน มีสาเหตุและอาการอย่างไร ต้อหินคือหนึ่งในกลุ่มโรคต้อโดยเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเส้นประสาทตาที่เป็นตัวนำกระแสการมองเห็นสู่สมอง หากเส้นประสาทตาถูกทำลายก็จะสูญเสียลานสายตา ส่งผลให้เส้นประสาทตาเสื่อมสภาพและถูกทำลายอย่างช้าๆ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้อย่างถาวร และไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ ต้อหินมักเกิดจากปัจจัยภายในที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอายุที่มากขึ้น พันธุกรรม โรคเบาหวาน และความผิดปกติของโครงสร้างลูกตา ปัจจัยเหล่านี้เป็นต้นตอที่ทำให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้นจนกดทับเส้นประสาทตาจนเกิดความเสียหาย นอกจากนี้ อุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อดวงตา อาจทำให้ความดันตาสูงขึ้นจนเป็นเหตุให้เกิดต้อหินได้เช่นกัน อาการของต้อหินในระยะเริ่มแรกมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นเพียงแค่ขอบภาพมัวลง หรือมีจุดบอดเล็กๆ ในสายตา แต่เมื่อปล่อยไว้นานขึ้นโรคก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น อาจมีอาการเห็นภาพซ้อน หรือมองเห็นเป็นแสงวาบได้ ดังนั้น หากสังเกตเห็นอาการผิดปกติเกี่ยวกับสายตา ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและหาวิธีรักษาต้อหิน     กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็นต้อหินมากที่สุด แม้ว่าต้อหินเกิดจากปัจจัยภายในที่ควบคุมไม่ได้ แต่ก็มีกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นต้อหินมากกว่ากลุ่มคนทั่วไปอยู่ หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ ควรตรวจสายตาเป็นประจำ หรือ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสังเกตอาการต้อหินอย่างใกล้ชิด และหาวิธีรักษาต้อหินได้อย่างทันท่วงที   กลุ่มผู้สูงอายุเพราะโครงสร้างของดวงตาจะเสื่อมสภาพตามวัย กลุ่มผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหินเพราะพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ กลุ่มผู้ที่มีความดันตาสูงความดันภายในลูกตาที่สูงขึ้นเรื้อรังจะกดทับเส้นประสาทตา ทำให้เกิดความเสียหายได้ง่าย กลุ่มผู้ที่มีสายตาสั้นหรือยาวมากรูปร่างของลูกตาที่ผิดปกติอาจส่งผลต่อการระบายน้ำในลูกตา ทำให้ความดันตาสูงขึ้นได้ กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานเพราะโรคเบาหวานสามารถทำลายหลอดเลือดฝอยที่เลี้ยงเส้นประสาทตาได้ กลุ่มผู้ที่เคยผ่าตัดตาเพราะการผ่าตัดบางชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อหิน กลุ่มผู้ที่ใช้ยาบางชนิดเป็นเวลานานเช่น สเตียรอยด์ที่อาจเพิ่มความดันในลูกตา กลุ่มผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆเช่น มีขั้วตาใหญ่ เคยได้รับอุบัติเหตุที่ตา หรือมีโรคทางระบบอื่นๆ อย่างโรคไทรอยด์เป็นพิษ ระยะเวลาของการเกิดต้อหิน ระยะเวลาในการเกิดต้อหินตั้งแต่เริ่มแรกไปจนถึงการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรใช้เวลาประมาณ 5 - 10 ปี โดยเฉพาะโรคต้อหินที่มีสาเหตุมาจากความเสื่อมสภาพตามวัย ทั้งนี้ ระยะเวลาขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยตรวจพบต้อหินในระยะไหนด้วย หากพบไวก็จะหาวิธีรักษาต้อหินได้ไว แต่หากตรวจพบต้อหินในระยะท้าย อาจหาวิธีการรักษาต้อหินได้ยาก หรืออาจสูญเสียการมองเห็นภายในไม่กี่เดือน     วิธีการตรวจวินิจฉัยเพื่อรักษาต้อหิน วิธีการตรวจวินิจฉัยเพื่อหาวิธีรักษาต้อหิน แพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติ จากนั้นจะตรวจสายตาโดยละเอียด ซึ่งมีวิธีการตรวจดังนี้   การวัดสายตา การวัดความดันในลูกตา การตรวจขั้วประสาทตาและจอตา การตรวจดูลานตา การวัดความหนาของกระจกตา การตรวจมุมระบายน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา     วิธีรักษาต้อหินหรือกลับมาใกล้เคียงปกติ วิธีการรักษาต้อหินหรือประคองอาการไม่ให้ประสาทตาถูกทำลายมากขึ้น และคงการมองเห็นเอาไว้ให้กลับมาใกล้เคียงปกติมีอยู่หลายวิธี โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาการรักษาแต่ละวิธีจากสาเหตุ อาการ และความรุนแรงของอาการ ดังนี้ การรักษาต้อหินโดยใช้ยาหยอดตา โดยทั่วไปแล้ว การรักษาต้อหินมักจะใช้วิธีการจ่ายยาหยอดตาที่มีส่วนช่วยลดความดันภายในลูกตา เพื่อลดการกดทับของเส้นประสาทในดวงตา ตัวยาจะเข้าไปลดการสร้างน้ำในดวงตา หรืออาจช่วยเพิ่มอัตราการไหลออกของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา โดยมีกลุ่มยาหยอดตาที่แพทย์พิจารณาใช้ ดังนี้   ยาต้านเบต้า (Beta-blockers)ลดการผลิตน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา ทำให้ความดันภายในลูกตาลดลง ยาคาร์บอนิกแอนไฮเดรสอินฮิบิเตอร์ (Carbonic Anhydrase Inhibitors)ยับยั้งการสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา โปรสตาแกลนดินแอนะล็อก (Prostaglandin Analogs)เพิ่มการระบายน้ำหล่อเลี้ยงออกจากลูกตา อะดรีนเนอร์จิกอะโกนิสต์ (Adrenergic Agonists)ทำให้รูม่านตาหดตัวและช่วยเพิ่มการระบายน้ำหล่อเลี้ยง พาราซิมพาโทมิเมติก (Parasympathomimetics)ทำให้รูม่านตาหดตัวและช่วยเพิ่มการระบายน้ำหล่อเลี้ยง     การรักษาต้อหินโดยการรับประทานยา หากการรักษาต้อหินโดยยาหยอดตาไม่ได้ผล จักษุแพทย์จะพิจารณาจ่ายยาชนิดรับประทานให้ผู้ป่วย โดยใช้ยาคาร์บอนิก แอนไฮเดรส อิฮิบิเตอร์ (Carbonic Anhydrase Inhibitors) ที่มีทั้งชนิดเม็ดและยาหยอดตา มีส่วนช่วยลดการสร้างของเหลวในลูกตา ทำให้ความดันภายในตาลดลง การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์ การรักษาต้อหินด้วยเลเซอร์มีจุดมุ่งหมายเพื่อระบายน้ำในตาออก ลดความดันภายในดวงตา ซึ่งการใช้เลเซอร์แบ่งออกเป็น 2 ชนิดขึ้นอยู่กับชนิดของต้อหิน ดังนี้   ใช้เลเซอร์กับต้อหินมุมปิดโดยจักษุแพทย์จะยิงเลเซอร์เข้าไปรักษาต้อหิน โดยเจาะรูเล็กๆ บนม่านตา เพื่อสร้างช่องทางให้ของเหลวในลูกตาไหลเวียนได้สะดวกขึ้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน ใช้เลเซอร์กับต้อหินมุมเปิดโดยจักษุแพทย์จะยิงเลเซอร์พลังงานต่ำเข้าไปรักษาต้อหิน โดยยิงไปที่บริเวณมุมระบายน้ำของลูกตา เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการระบายน้ำทำงานได้ดีขึ้น     การรักษาต้อหินด้วยการผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดต้อหินเพื่อสร้างช่องทางระบายน้ำภายในลูกตาที่มีขนาดเล็กประมาณ 1 - 1.5 มิลลิเมตร เพื่อให้ความดันในลูกตาต่ำลง ลดโอกาสกดทับเส้นประสาทตาที่เป็นต้นตอของต้อหิน โดยจักษุแพทย์จะมีแนวทางการผ่าตัดรักษาต้อหิน ดังนี้ 1. ผ่าตัดรักษาต้อหินด้วยวิธี Trabeculectomy ผ่าตัดรักษาต้อหินด้วยวิธี Trabeculectomy เป็นวิธีการผ่าตัดที่นิยมใช้มากที่สุด โดยการผ่าตัดสร้างแผ่นเนื้อเยื่อบางๆ ที่มุมระบายน้ำของลูกตา เพื่อให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกจากลูกตาได้ง่ายขึ้น วิธีนี้จะช่วยลดความดันภายในลูกตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การรั่วของน้ำหล่อเลี้ยง การติดเชื้อ หรือการเกิดต้อกระจก 2. ผ่าตัดรักษาต้อหินด้วยวิธี Aqueous Shunt Surgery ผ่าตัดรักษาต้อหินด้วยวิธี Aqueous Shunt Surgery เป็นการผ่าตัดโดยการใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กเข้าไปในลูกตา เพื่อเชื่อมต่อกับช่องว่างใต้เยื่อบุตาขาว ทำให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกจากลูกตาได้โดยตรง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีความดันตาสูงมาก หรือผู้ป่วยที่เคยผ่าตัด Trabeculectomy แล้วไม่ประสบความสำเร็จ 3. ผ่าตัดรักษาต้อหินด้วยวิธี Xen Implantation ผ่าตัดรักษาต้อหินด้วยวิธีXen Implantationเป็นการผ่าตัดเพื่อใส่ท่อระบายน้ำขนาดเล็กและยืดหยุ่นเข้าไปในดวงตา เพื่อสร้างทางระบายใหม่สำหรับของเหลวภายในลูกตา จากนั้นของเหลวส่วนเกินก็จะไหลออกจากตัวท่อไปยังใต้เยื่อบุตาขาว ส่งผลให้ความดันตาลดลง     ขั้นตอนการผ่าตัดรักษาต้อหิน การผ่าตัดรักษาต้อหินมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้   วิสัญญีแพทย์จะให้ยาชาเฉพาะที่บริเวณดวงตา หรืออาจให้ยาสลบในบางกรณี จักษุแพทย์จะผ่าตัดเพื่อสร้างช่องทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงในลูกตา โดยวิธีการผ่าตัดจะแตกต่างกันไปตามชนิดของการผ่าตัด หลังจากทำการสร้างช่องทางระบายน้ำแล้ว จักษุแพทย์จะทำการเย็บปิดแผล     ผ่าตัดต้อหินเตรียมตัวอย่างไรและพักฟื้นกี่วัน? ผ่าตัดต้อหินพักฟื้นกี่วัน? โดยทั่วไปแล้วระยะเวลาในการพักฟื้นหลังการผ่าตัดต้อหินจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล อาจใช้เวลาประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ในการพักฟื้นที่บ้าน และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ในการกลับมาทำกิจกรรมประจำวันได้ตามปกติ   และเพื่อให้วิธีการผ่าตัดรักษาต้อหินหรือประคองอาการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด คนไข้ควรดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังการผ่าตัดอย่างถูกวิธี โดยมีแนวทางการดูแลตัวเองดังนี้ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดต้อหิน แจ้งประวัติสุขภาพทั้งหมดให้แพทย์ทราบ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโรคประจำตัว ยาที่กำลังรับประทาน และอาการแพ้ ตรวจสุขภาพ โดยแพทย์จะทำการตรวจตาและตรวจร่างกายโดยละเอียด เพื่อประเมินสภาพร่างกายก่อนการผ่าตัด หยุดยาบางชนิดก่อนการผ่าตัด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยาแอสไพริน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเลือดออก งดอาหารและเครื่องดื่มก่อนการผ่าตัดตามเวลาที่แพทย์กำหนด หากต้องเข้าพักโรงพยาบาล ให้เตรียมเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็น ควรมีญาติหรือเพื่อนมาคอยดูแลหลังการผ่าตัด การดูแลตนเองหลังผ่าตัดต้อหิน หยอดยาตามที่จักษุแพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการอักเสบ หลีกเลี่ยงการขยี้ตา หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หลีกเลี่ยงการก้มหน้า เพราะการก้มหน้าอาจทำให้น้ำหล่อเลี้ยงไหลออกจากลูกตาได้ หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก เช่น การออกกำลังกายหนัก การพักผ่อนจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ติดตามผลการผ่าตัดและตรวจสอบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น     แนวทางในการป้องกันต้อหิน อย่างที่ทราบกันไปแล้วว่าต้อหินมีอาการที่สังเกตเห็นได้ยาก บางรายอาจเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นก่อนรู้ว่าเป็นต้อหินก็ได้ ดังนั้น การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันต้อหินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรรู้ โดยมีแนวทางดังนี้     ตรวจสายตาทุก 5 - 10 ปี ควรตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ ซึ่งความถี่อาจขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละบุคคล ดังนี้   อายุต่ำกว่า 40 ปี ควรตรวจสุขภาพดวงตาทุก 5 - 10 ปี อายุ 40 - 54 ปี ควรตรวจสุขภาพดวงตาทุก 2 - 4 ปี อายุ 55 - 64 ปี ควรตรวจสุขภาพดวงตาทุก 1 - 3 ปี อายุ 65 ปีขึ้นไป ควรตรวจสุขภาพดวงตาทุก 1 - 2 ปี     การออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีส่วนช่วยลดความดันภายในดวงตาลงได้ อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย รับประทานวิตามินบำรุงสายตา ควรเลือกกินอาหารที่มีวิตามินบำรุงสายตา เพื่อรักษาสุขภาพของดวงตาให้แข็งแรง โดยมีวิตามินที่แนะนำ เช่น วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินซี (Vitamin C) วิตามินดี (Vitamin D) และวิตามินอี (Vitamin E) เป็นต้น     สวมอุปกรณ์ป้องกันสายตา หากจำเป็นต้องออกแดด หรือต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยๆ เป็นเวลานานๆ แนะนำให้สวมอุปกรณ์ป้องกันสายตา เช่น แว่นดำ หรือหมวกที่มีปีก เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บของดวงตา และป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตาที่เป็นสาเหตุให้เกิดต้อหินได้ หนุนหมอนในระดับที่พอเหมาะ ควรนอนหนุนหมอนที่มีระดับความสูงประมาณ 20 องศา เพื่อลดความดันของลูกตาขณะนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ รักษาต้อหินที่ศูนย์รักษาต้อหิน Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากเป็นต้อหิน แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการได้ที่ศูนย์รักษาต้อหิน Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)จักษุแพทย์ของเรา มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาอาการต้อหินทุกระยะ ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการักษาต้อหินโดยเฉพาะ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านต้อหิน ที่มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป แม้ว่าจะไม่มีวิธีรักษาต้อหินได้ แต่ผู้ป่วยสามารถรีบรักษาเพื่อประคองและบรรเทาอาการ ป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในระยะยาวได้ โดยควรตรวจสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ เลือกกินอาหารที่มีสารอาหารบำรุงสุขภาพดวงตา นอนหมอนที่มีระดับเหมาะสม และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตาทุกครั้งที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เท่านี้ก็สามารถรักษาดวงตาให้สุขภาพดี ห่างไกลต้อหินได้แล้ว แนะนำมารักษาต้อหินได้ที่ศูนย์รักษาต้อหินBangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)ที่นี่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญคอยให้บริการตั้งแต่ขั้นตอนการวินิจฉัย ให้คำปรึกษา ตลอดจนการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปลอดภัย ให้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพ
Laser Vision LASIK Center

LASIK: What is it? Procedure, Benefits, and Post-Operative Care

Introduction LASIK (Laser-Assisted in Situ Keratomileusis) is a popular and effective refractive eye surgery designed to correct vision problems such as nearsightedness, farsightedness, and astigmatism. This procedure reshapes the cornea using laser technology, allowing light to focus properly on the retina, resulting in clearer vision. LASIK is a life-changing solution for those who wish to reduce or eliminate their dependence on glasses or contact lenses. What is LASIK? LASIK is a minimally invasive surgical procedure that corrects refractive errors by reshaping the cornea with precision laser technology. It is one of the most commonly performed vision correction procedures worldwide due to its high success rate and quick recovery time. Who is a Candidate for LASIK? Candidates for LASIK should meet the following criteria: Be at least 18 years old Have stable vision for at least one year Have healthy corneas with sufficient thickness Not have severe dry eyes or other significant eye conditions Not be pregnant or breastfeeding The LASIK Procedure The LASIK procedure typically takes less than 30 minutes and involves the following steps: 1. Pre-Surgical Evaluation Before the procedure, the ophthalmologist performs a comprehensive eye exam to assess corneal thickness, pupil size, and overall eye health. This ensures that LASIK is the right option for the patient. 2. Creating the Corneal Flap A femtosecond laser or a microkeratome is used to create a thin flap on the cornea. This flap is then lifted to allow access to the underlying corneal tissue. 3. Reshaping the Cornea An excimer laser precisely removes a small amount of corneal tissue to correct the refractive error. The laser reshapes the cornea based on the patient's prescription. 4. Repositioning the Flap Once the reshaping is complete, the corneal flap is carefully placed back into position, where it naturally adheres without the need for stitches. Benefits of LASIK Surgery LASIK offers numerous advantages, including: Improved Vision – Most patients achieve 20/20 vision or better. Quick Recovery – Patients often experience clearer vision within 24 hours. Minimal Discomfort – The procedure is virtually painless, with only mild discomfort during recovery. Long-Term Results – Vision correction is usually permanent, with minimal chances of regression. Reduced Dependence on Glasses or Contacts – Many patients no longer need corrective eyewear after LASIK. Post-Operative Care and Recovery 1. Immediate Aftercare Patients may experience mild irritation or sensitivity to light for a few hours. It is essential to rest the eyes and avoid rubbing them. 2. First Few Days Use prescribed eye drops to prevent infection and reduce inflammation. Avoid swimming, hot tubs, and dusty environments to prevent complications. 3. Long-Term Care Attend follow-up visits as scheduled by the doctor. Wear protective sunglasses to shield the eyes from UV rays. Avoid strenuous activities and eye strain for at least a few weeks. Why Choose Bangkok Eye Hospital for LASIK? Experienced LASIK Surgeons Our highly skilled ophthalmologists have extensive experience in performing LASIK procedures with high success rates. Advanced Laser Technology We utilize the latest laser technology, ensuring precision, safety, and optimal results for every patient. Comprehensive Pre- and Post-Surgical Care We provide thorough pre-surgical assessments and personalized post-operative care to maximize the effectiveness of the treatment. Appointment, Costs, and Insurance Coverage Booking an Appointment Patients can schedule a consultation through our website or by calling our hospital hotline. Online appointment booking is available for convenience. LASIK Costs The cost of LASIK depends on the type of procedure and technology used. Flexible payment options are available to accommodate patient needs. Insurance and Coverage Most insurance plans do not cover LASIK, as it is considered an elective procedure. Our staff can assist patients in understanding their financing options. FAQ 1. Is LASIK painful? No, LASIK is performed under numbing eye drops, so patients only feel mild pressure but no pain. 2. How long does the LASIK procedure take? The actual laser correction takes only a few minutes per eye, with the entire procedure lasting about 15-30 minutes. 3. How soon can I return to work after LASIK? Most patients can resume work within 24-48 hours, depending on their comfort level and occupation. 4. Are there risks associated with LASIK? Complications are rare but can include dry eyes, glare, halos, or night vision difficulties. Most side effects resolve over time. 5. Can LASIK permanently correct vision? Yes, LASIK results are typically long-lasting. However, natural aging may still affect vision over time, requiring reading glasses later in life.
calling
Contact Us : +662 511 2111