บทความสุขภาพตา : #ReLEx SMILE

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เปรียบเทียบ ReLEx SMILE และ SMILE Pro แตกต่างกันอย่างไร?

SMILE Pro คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงด้วยเลเซอร์แบบไม่เปิดฝากระจกตา มีแผลขนาดเพียง 2-4 มิลลิเมตร ทำให้ดวงตาฟื้นตัวเร็วและมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเลสิกทั่วไป SMILE Pro แตกต่างจากเลสิกทั่วไปตรงที่เป็นการผ่าตัดแบบไม่สร้างฝากระจกตา ทำให้กระจกตายังคงแข็งแรงกว่าเลสิกทั่วไป ที่ต้องสร้างและเปิดฝากระจกตาขนาดใหญ่ก่อนการยิงเลเซอร์ หลังทำ SMILE Pro ดวงตาจะฟื้นตัวและมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยผู้รับการรักษาส่วนใหญ่จะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1-2 วัน ถ้าคุณกำลังมองหาวิธีแก้สายตาสั้นหรือเอียงแบบถาวร แต่กังวลเรื่องการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่แบบเลสิกเดิมๆ SMILE Pro อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา เทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ช่วยให้คุณมองเห็นชัดขึ้น โดยใช้แผลขนาดเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และปลอดภัยกว่าเดิม ในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับ SMILE Pro อย่างละเอียด ว่าคืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง   เลสิกวิธี SMILE Pro คืออะไร SMILE Pro เป็นเทคโนโลยีเลสิกรุ่นใหม่จาก ZEISS ประเทศเยอรมนี ที่รวมความแม่นยำสูงเข้ากับความอ่อนโยนต่อดวงตา เป็นการทำเลสิกแบบไม่ใช้ใบมีด ช่วยลดความเจ็บและย่นระยะเวลาพักฟื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ปลอดภัยและฟื้นตัวเร็ว   เลสิกแบบ ReLEx Smile คืออะไร? ReLEx Smile คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ต่างจากเลสิกทั่วไป โดยมีจุดเด่นอยู่ที่การไม่สร้างฝากระจกตา เปลี่ยนมาใช้เลเซอร์แทนการใช้ใบมีด ทำให้แผลมีขนาดเล็กเพียง 2-4 มิลลิเมตร     ความต่างของ ReLEx Smile กับ SMILE Pro ReLEx SMILE ใช้เทคโนโลยี Femtosecond Laser ซึ่งต่างจากเลสิกทั่วไปตรงที่ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาขนาดใหญ่ แพทย์จะยิงเลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อกระจกตาขนาดเล็ก (เรียกว่า Lenticule) ภายในเนื้อกระจกตาชั้นกลาง แล้วดึงชิ้นเนื้อดังกล่าวออกผ่านแผลเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตรบริเวณขอบกระจกตา  ส่วน SMILE Pro พัฒนาขึ้นจาก ReLEx SMILE โดยใช้เลเซอร์รุ่นใหม่ ทำให้เวลาผ่าตัดต่อข้างลดลงเหลือเพียง 8‑10 วินาที เทียบกับ ReLEx SMILE ที่ใช้เวลาประมาณ 25‑30 วินาที ด้วยความเร็วและประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น SMILE Pro มีความแม่นยำสูงกว่า ลดแรงกดและความเสี่ยงจากการเคลื่อนของดวงตาระหว่างผ่าตัด ถึงแม้ทั้งสองวิธีจะเป็นแบบไม่สร้างแผ่นกระจกตาเหมือนกัน แต่ SMILE Pro มีข้อได้เปรียบในเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ และความสบายต่อดวงตา      ใครที่เหมาะกับ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะที่สุดสำหรับคนที่มีปัญหาสายตาสั้นกับสายตาเอียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มดังต่อไปนี้ ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทิฟ เช่น นักกีฬาหรือผู้ที่ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะการไม่มีฝากระจกตาทำให้หมดกังวลเรื่องการกระทบกระเทือนดวงตา ผู้ที่กังวลเรื่องฝากระจกตา ผู้ที่ไม่ต้องการให้มีการเปิดฝากระจกตาแบบเลสิกทั่วไป ผู้ที่มีความเสี่ยงตาแห้ง การทำ SMILE Pro มีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังการรักษาน้อยกว่าเลสิกแบบอื่น ผู้ที่ต้องการพักฟื้นเร็ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้จนเกือบปกติภายใน 1-2 วัน สำหรับ SMILE Pro เหมาะกับ ผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง ซึ่งค่าสายตาคงที่เป็นเวลานาน มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และมีสุขภาพดวงตาที่ดี ไม่มีโรคกระจกตา หรือโรคอื่นๆ ที่อาจกระทบการผ่าตัด  โดยเฉพาะผู้ที่อยากพักฟื้นเร็ว และกังวลเรื่องแผล     ข้อดีของการทำ SMILE Pro ดูว่าทำไม SMILE Pro ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเจาะลึกข้อดีที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกวิธีนี้ ไร้ฝากระจกตา (Flapless) ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากฝากระจกตา เช่น ฝาเคลื่อน หรือติดเชื้อ แผลเล็กที่สุด การผ่าตัดด้วยแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็ว ตาแห้งน้อยกว่า เนื่องจากการผ่าตัดมีแผลเล็ก ทำให้มีการตัดเส้นประสาทที่ผิวกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบทั่วไป จึงลดโอกาสการเกิดภาวะตาแห้งหลังการรักษาได้ดี รักษาความแข็งแรงของกระจกตาได้ดี โครงสร้างของกระจกตาจะถูกรบกวนน้อยที่สุด ทำให้ความแข็งแรงของกระจกตาหลังการรักษายังคงดีอยู่ SMILE Pro เป็นเทคนิคที่มีความแม่นยำสูง ใช้เลเซอร์ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ในการปรับค่าสายตา และใช้เวลาในการผ่าตัดน้อยกว่าวิธีเลสิกแบบดั้งเดิม สามารถรักษาสายตาสั้นได้สูงสุดถึง -10.00 D (1,000) และสายตาเอียงได้ถึง -5.00 D (500)   ข้อจำกัดของการทำ ReLEx Smile แม้ ReLEx SMILE จะเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยแต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ขอบเขตในการรักษาที่ยังจำกัดเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้วิธีนี้ในการแก้ไขสายตายาวได้ นอกจากนี้การผ่าตัด ทั้ง ReLEx SMILE กับ Smile Pro ยังต้องใช้เครื่อง Femtosecond Laser รุ่นเฉพาะ ซึ่งมีให้บริการเฉพาะในคลินิกหรือโรงพยาบาลบางแห่งที่มีอุปกรณ์ครบครันและผ่านการรับรองเท่านั้น ในขณะที่ ReLEx SMILE มีข้อจำกัดเรื่องการจำกัดบางประการ แต่ SMILE Pro มีข้อดีเหนือกว่าด้วยการใช้เวลาผ่าตัดเพียง 8 วินาทีต่อข้าง แผลเล็กเพียง 3‑4 มม. ไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ทำให้กระจกตาแข็งแรงกว่า มีความแม่นยำสูงด้วยเลเซอร์รุ่นใหม่ ZEISS VISUMAX® 800 และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด   การประเมินสภาพสายตาก่อนเข้ารับการทำ SMILE Pro ก่อนเข้ารับการรักษาด้วย SMILE Pro จำเป็นต้องตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อเก็บข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปจะใช้เวลาประเมินประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งประกอบด้วยการตรวจหลายรายการ ได้แก่ การวัดค่าสายตา ด้วยคอมพิวเตอร์เป็นการตรวจเบื้องต้นที่สะดวกและรวดเร็ว โดยอาศัยหลักการสะท้อนของแสง เพื่อประเมินค่าสายตาสั้น ยาว เอียง รวมถึงองศาของสายตา การวัดความดันลูกตา เป็นการตรวจระดับความดันภายในดวงตา เพื่อประเมินว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ พร้อมทั้งช่วยตรวจคัดกรองความเสี่ยงของโรคทางตาต่างๆ เช่น ต้อหิน การตรวจวัดสายตา โดยจักษุแพทย์จะมีการประเมินเพิ่มเติม เช่น ตรวจความโค้งของกระจกตา การหักเหของแสง และการตอบสนองต่างๆ ของดวงตา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนในการวางแผนการรักษา การถ่ายภาพพื้นผิวและวัดความหนาของกระจกตา ขั้นตอนนี้ช่วยเก็บข้อมูลรูปร่างและความบางของกระจกตา เพื่อวางแผนรักษาและประเมินภาวะสายตาเอียงอย่างแม่นยำ การหยอดยาขยายม่านตาช่วยให้รูม่านตากว้างขึ้น ทำให้จักษุแพทย์ตรวจภายในลูกตาอย่างละเอียด ทั้งแก้วตา น้ำวุ้นตา และจอตา รวมถึงช่วยให้การวัดค่าสายตามีความแม่นยำมากขึ้น เพราะลดการเพ่งของตาที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวในบางราย หลังหยอดยาขยายม่านตา จักษุแพทย์จะตรวจจอประสาทตา เส้นประสาทตา จุดรับภาพ ความหนาของชั้นจอประสาทตา และความผิดปกติอื่นๆ อย่างละเอียด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และวางแผนการรักษาต่อไป   การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด SMILE Pro เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยวิธีเตรียมตัวง่ายๆ ที่ควรรู้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด มีดังนี้ ควรมาถึงก่อนเวลานัดอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อทำการหยอดตาเตรียมความพร้อม ควรสระผมก่อนมา งดฉีดน้ำหอม แต่งหน้า หรือจัดแต่งทรงผม งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก่อนผ่าตัด แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่าย เช่น เสื้อผ่าหน้าหรือมีกระดุม เตรียมแว่นตากันแดดและค่าใช้จ่ายให้พร้อม ควรมีผู้ดูแลมาด้วย เนื่องจากหลังผ่าตัดต้องใส่ที่ครอบตา 1 วัน และไม่ควรขับรถเอง ระยะเวลาการผ่าตัดประมาณ 30 นาที ไม่ต้องพักค้างคืนที่โรงพยาบาล     ขั้นตอนการผ่าตัดแบบ SMILE Pro แพทย์จะหยอดยาชาที่ดวงตาเพื่อให้รู้สึกชาและไม่เจ็บขณะผ่าตัด เมื่อตัวยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser สร้างเลนส์เนื้อกระจกตา (Lenticule) ตามค่าที่คำนวณไว้ โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็กประมาณ 2-4 มิลลิเมตรที่กระจกตา แล้วใช้เครื่องมือดึงเลนส์ที่สร้างไว้ภายในออกมา เมื่อนำเลนส์ออก กระจกตาจะปรับความโค้ง ทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น หลังผ่าตัด แพทย์จะปิดที่ครอบตาให้ และผู้รับการผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ทันที   การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด SMILE Pro หลังจากผ่านการผ่าตัด SMILE Pro การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ดวงตาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ในส่วนนี้จึงมาแนะนำวิธีปฏิบัติตัวหลังผ่าตัดที่คุณควรรู้ หลีกเลี่ยงการบีบหรือขยี้ตาแรงๆ ใส่ที่ครอบตาเวลานอนอย่างน้อย 3 วัน เพื่อป้องกันการขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว ระวังไม่ให้น้ำเข้าตาเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และทำความสะอาดตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ใช้ยาหยอดตาให้ครบถ้วนตามแพทย์สั่ง หากรู้สึกตาแห้ง ให้หยอดน้ำตาเทียมช่วยบรรเทา งดใช้สายตาจ้องนานเกินไป เช่น อ่านหนังสือ เพ่งหน้าจอโทรศัพท์ หรือใช้คอมพิวเตอร์ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงให้ฝุ่นหรือเหงื่อเข้าตา งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หลังผ่าตัด หากต้องออกข้างนอก ควรสวมแว่นตากันแดดทุกครั้ง มาตรวจติดตามผลตามนัดหมายของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด   การฟื้นตัวและการมองเห็นหลังทำ SMILE Pro การฟื้นตัวหลังทำ SMILE Pro นั้นค่อนข้างรวดเร็ว โดยผู้รับการรักษาส่วนใหญ่จะสามารถมองเห็นได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วและสามารถกลับไปทำงานหรือใช้ชีวิตประจำวันเบาๆ ได้ภายใน 1-2 วัน หลังผ่าตัดอาจรู้สึกตาพร่ามัวเล็กน้อยในช่วง 2-3 ชั่วโมงแรก แต่จะดีขึ้นอย่างชัดเจนในวันรุ่งขึ้น และการมองเห็นจะคงที่เต็มที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ นอกจากนี้ ข้อดีที่สำคัญของเทคนิคนี้คือมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบมีฝากระจกตาอีกด้วย   สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีเลสิกแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงแบบไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ ใช้เลเซอร์ Femtosecond สร้างชิ้นเนื้อกระจกตาขนาดเล็กภายใน แล้วนำออกผ่านแผลเล็ก ช่วยลดความเจ็บปวด ฟื้นตัวเร็ว และแม่นยำ เหมาะกับผู้ที่ต้องการทางเลือกที่ปลอดภัยและทันสมัย แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ช่วงค่าสายตาที่รักษาได้ และต้องเข้ารับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์ก่อน ก่อนผ่าตัดควรเตรียมตัวและดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หากคุณสนใจสามารถเข้ารับการตรวจประเมินและปรึกษาเพื่อเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital)   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) สำหรับใครที่กำลังสนใจหรือเตรียมตัวเข้ารับการรักษาด้วย ReLEx Smile อาจมีหลายคำถามที่สงสัย เพื่อให้เข้าใจและมั่นใจก่อนตัดสินใจ เราจึงรวบรวมคำถามที่พบบ่อย พร้อมคำตอบที่ชัดเจนและตรงประเด็นมาให้แล้วในส่วนนี้   ทำ SMILE Pro ที่ไหนดี ทำ SMILE Pro ที่ Bangkok Eye Hospital เพราะมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เทคโนโลยีทันสมัย และบริการครบวงจร ในราคาที่คุ้มค่า เหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ดีที่สุด   สายตายาวตามอายุ รักษาด้วย SMILE Pro ได้ไหม สายตายาวตามอายุยังไม่สามารถรักษาได้ด้วย SMILE Pro   สายตาสั้นและสายตาเอียงมากแค่ไหนถึงทำ SMILE Pro ได้ SMILE Pro เหมาะสำหรับการแก้ไขสายตาสั้นและสายตาเอียงในค่าที่กำหนด โดยทั่วไปจะสามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ตั้งแต่ประมาณ -1.00 ถึง -10.00 และสายตาเอียงไม่เกิน -5.00 แต่ทั้งนี้ จักษุแพทย์จะต้องทำการตรวจประเมินความหนาและความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียดก่อน เพื่อยืนยันว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถทำได้
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

SMILE Pro คืออะไร? เลสิกแผลเล็ก 10 วินาที ฟื้นตัวไว

จุดเด่นของการทำ SMILE Pro SMILE Pro  คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ไม่ต้องเปิด Flap ลดการบาดเจ็บของดวงตา ฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมหนักหรือใช้สายตามาก SMILE Pro ใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อเล็กๆ ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่ต้องเปิด Flap ลดการกระทบกระเทือนและฟื้นตัวได้ไว SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตามาก หรือกังวลเรื่องแผลเปิดแบบเลสิกทั่วไป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงอย่างถาวร SMILE Pro คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน มีผลข้างเคียงต่ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจากรีวิวทำเลสิก SMILE Pro ของผู้รับบริการจริงต่างยืนยันถึงความรวดเร็วในการรักษา เลือกหัวข้อที่อ่าน SMILE Pro คืออะไร? หลักการทำงานของ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ  Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ SMILE Pro คืออะไร? SMILE Pro คือ เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด (พัฒนาต่อจาก ReLEx SMILE) ที่ใช้เลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 ยิงแก้ไขค่าสายตาด้วยความเร็วเพียง 8-10 วินาทีต่อข้าง โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา (Flap) ทำให้แผลเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมาพร้อมความเร็ว ความแม่นยำ และความรู้สึกสบายตาที่เหนือกว่า ช่วยลดความกังวลระหว่างทำ และเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการทำงานของ SMILE Pro การทำงานของ SMILE Pro เป็นการปฏิวัติการทำเลสิกแบบเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสร้างฝากระจกตา (Flap) ที่ต้องเปิดออกอีกต่อไป แต่จะใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อ Lenticule ภายในกระจกตาตามค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข (เลสิกสายตาสั้นและเอียง) จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษดึงชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้กระจกตาถูกปรับแต่งรูปร่างอย่างถาวร ส่งผลให้การมองเห็นคมชัดขึ้น SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เนื่องจากประสบปัญหาในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพที่ไม่สะดวกต่อการใส่อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตาเยอะ หรือกังวลเรื่องแผล Flap เพราะไม่ต้องเปิด Flap จึงลดความเสี่ยงแผลเคลื่อน เพิ่มความมั่นใจหลังรักษา ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในช่วงก่อนอายุ 18 ปี ค่าสายตามักยังเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรรอให้สายตาเสถียรก่อน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำและยั่งยืน ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำ LASIK เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาผิดปกติ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ไม่ควรทำเลสิกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลให้ค่าสายตาไม่คงที่ แนะนำให้รอจนหลังคลอดและฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติก่อนเข้ารับการรักษา สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำเลสิกจะช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติสำหรับการมองไกล แต่เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ จึงอาจยังคงต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางโอกาส รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ประสบการณ์ทำเลสิก SMILE Pro ของคุณคีรี "เดิมทีสายตาสั้นเยอะมากประมาณ -6.00 ใส่แว่นมานานมาก เวลาเล่นกีฬาอย่างแบดมินตันก็ลำบาก ตอนแรกก็แอบกลัวครับ แต่ ตอนทำไม่เจ็บเลย และมองเห็นชัดตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันแรกเลยครับ!" ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro สำหรับค่าบริการรักษาสายตาด้วยเทคโนโลยี SMILE Pro สามารถตรวจสอบราคาและแพ็กเกจสุดคุ้มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้👉 คลิกดูโปรโมชั่นทำเลสิก ครบรอบ 3 ปี โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ 👈 Call Center : 02-511-2111 Line📅 นัดหมายออนไลน์ โดยราคานี้ครอบคลุมการดูแลด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดอย่าง VisuMax 800 และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดของคุณ ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? แนะนำบริการ SMILE Pro ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) โดยเราให้ความสำคัญกับการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับการรักษา ผ่านการผ่าตัดสายตาด้วย SMILE Pro ซึ่งโดดเด่นด้วย: เครื่องมือรุ่นใหม่ล่าสุด VisuMax 800 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SMILE Pro รุ่นล่าสุด ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ลดเวลาการยิงเลเซอร์และเพิ่มความสบายให้กับผู้รับการรักษา ทีมแพทย์ผู้ชำนาญ นำทีมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์สายตาโดยเฉพาะ ที่มีประสบการณ์สูง และพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา การดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการนัดหมายติดตามผลหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้า แบบนิ่มอย่างน้อย 3 วัน และแบบแข็งอย่างน้อย 7 วัน งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา งดใช้สเปรย์และน้ำหอมทุกชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์ หากเป็นไปได้ ควรสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้านหลังทำเลสิก สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงและแผลขนาดเล็ก ช่วยให้ฟื้นตัวรวดเร็วและลดความเสี่ยงหลังการรักษา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเครื่องมือทันสมัย ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพสายตาของแต่ละคน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ก่อนตัดสินใจทำ SMILE Pro หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับขั้นตอน ความปลอดภัย ผลลัพธ์ รวมถึงระยะเวลาฟื้นตัว เราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว SMILE Pro กับ ReLEx Smile ต่างกันอย่างไร SMILE Pro ต่างจาก ReLEx SMILE ตรงที่ใช้เลเซอร์เร็วกว่าเดิม จากเดิม 25–27 วินาที เหลือเพียง 8–10 วินาที ช่วยลดเวลาผ่าตัดและลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตาได้ดียิ่งขึ้น การผ่าตัด SMILE Pro เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาชนิดหยอดตา ทำให้คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการเคืองตาคล้ายฝุ่นเข้าตาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้น และโดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำ SMILE Pro แล้ว มีโอกาสที่สายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม การทำ SMILE Pro เป็นการแก้ไขค่าสายตาอย่างถาวร แต่ในระยะยาว ค่าสายตาของคนเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยเรื่องอายุ การใช้งานสายตาหนัก หรือโรคทางตาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นการกลับมาสั้นซ้ำ (Regression) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินสภาพตาอย่างละเอียด
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เปลี่ยนการมองเห็นให้สดใส เจาะลึกขั้นตอนการทำ NanoRelex & NanoLASIK

เปลี่ยนการมองเห็นให้สดใส เจาะลึกขั้นตอนการทำ NanoRelex & NanoLASIK เปลี่ยนการมองเห็นให้สดใส เจาะลึกขั้นตอนการทำ NanoRelex & NanoLASIK      Laser Vision เรามีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดในการทำเลสิกในปัจจุบัน ด้วย NanoRelex & NanoLASIK เทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำทุกขั้นตอนการทำเลสิก ขั้นตอนในการทำ  NanoRelex & NanoLASIK ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ภายหลังจากการตัดสินใจร่วมกันระหว่างจักษุแพทย์และคนไข้ในการทำเลสิก และคนไข้ทราบถึงข้อควรปฏิบัติก่อนการทำเลสิก เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะเป็นการนัดวันและเวลาเพื่อให้การทำเลสิกครั้งนี้สะดวกกับคนไข้มากที่สุด   ขั้นตอนการทำเลสิกด้วยวิธี NanoRelex ก่อนเข้ารับการผ่าตัดทำเลสิกทุกครั้ง ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับการการหยอดยาปฏิชีวนะ ยาชา ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เมื่อเข้ารับการทำเลสิก แพทย์จะทำความสะอาดรอบ ๆ ดวงตาก่อน จากนั้นแพทย์จะใส่เครื่องมือช่วยเปิดตาเพื่อใช้ในการทำเลสิก เมื่อเครื่องมือสัมผัสกับดวงตาจะรู้สึกกดทับเพียงเบา ๆ ภายในจะมองเห็นแสงเลเซอร์ที่ใช้ทำการผ่าตัด การรักษาด้วยวิธี NanoRelex เริ่มโดยใช้ Femtosecond Laser เพื่อเข้าไปเปลี่ยนความโค้ง  ความหนาของกระจกตา มีการปรับแต่งเนื้อเยื่อภายในกระจกตาให้เป็นรูปเลนส์ (Lenticule) ตามความเหมาะสมของค่าสายตาของผู้เข้ารับการผ่าตัด แผลที่เกิดขึ้นจะเป็นแผลขนาดที่บริเวณกระจกตาขนาด 2 มิลลิเมตร และนำชิ้น(Lenticule) ที่ผ่านการปรับแต่งแล้วออกทางแผลที่ได้ทำการเปิดเอาไว้ ขั้นตอนนี้ใช้เวลาในการทำข้างละ 5 นาที จากนั้นทีมแพทย์จะหยอดยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ และ น้ำตาเทียม และนำฝาครอบตามาปิดเพื่อป้องกันการสัมผัสดวงตา เป็นการเสร็จสิ้นการผ่าตัด แพทย์จะนัดพบอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่อทำการติดตามความเรียบร้อยหลังการผ่าตัด   ขั้นตอนการทำเลสิกด้วยวิธี NanoLASIK ก่อนเข้ารับการผ่าตัดทำเลสิกทุกครั้ง ผู้เข้ารับการผ่าตัดจะได้รับการการหยอดยาปฏิชีวนะ ยาชา ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เมื่อเข้ารับการทำเลสิก แพทย์จะทำความสะอาดรอบ ๆ ดวงตาก่อน จากนั้นแพทย์จะใส่เครื่องมือช่วยเปิดตาเพื่อใช้ในการทำเลสิก เมื่อเครื่องมือสัมผัสกับดวงตาจะรู้สึกกดทับเพียงเบา ๆ ภายในจะมองเห็นแสงเลเซอร์ที่ใช้ทำการผ่าตัด การรักษาด้วยวิธี NanoLASIK จะเป็นการใช้ Femtosecond Laser เพื่อทำการแยกชั้นกระจกตา เปิดฝากระจกตาขึ้นไปด้านบน จากนั้นจะใช้ Excimer Laser เพื่อใช้ปรับความโค้งของกระจกตาตามความเหมาะสมของค่าสายตาของผู้เข้ารับการผ่าตัด ขั้นตอนนี้ใช้เวลาในการทำข้างละ 1 – 2 นาที เมื่อเสร็จสิ้นจะทำการปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม รอประมาณ 3 นาทีเพื่อให้กระจกตาสมานและปิดสนิท จากนั้นทีมแพทย์จะ หยอดยาฆ่าเชื้อ ยาแก้อักเสบ น้ำตาเทียม และนำฝาครอบตามาปิดเพื่อป้องกันการสัมผัสดวงตา เป็นการเสร็จสิ้นการผ่าตัด แพทย์จะนัดพบอีกครั้งในวันรุ่งขึ้นเพื่อทำการติดตามความเรียบร้อยหลังการผ่าตัด      ภายหลังการผ่าตัด อาจมีน้ำตาไหล หรืออาการคันคล้ายกับมีทรายในตา ผู้เข้ารับการผ่าตัดนำทิชชู่มาซับน้ำตาบริเวณรอบฝาครอบตา อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นประมาณ 4-6 ชั่วโมงหลังการผ่าตัดและจะหายไปเอง นอกจากนี้ควรพักสายตาและพักผ่อน จะทำให้แผลที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัดหายได้ไวมากยิ่งขึ้น  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

คุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมาด้วย NanoRelex

คุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมาด้วย NanoRelex คุ้มค่ามากกว่าที่ผ่านมาด้วย NanoRelex      ถ้าหากจะต้องเลือกวิธีในการรักษาสายตาคู่นี้ให้กับคุณหรือคนที่คุณรักแล้วล่ะก็ หนึ่งในทางเลือกที่น่าตัดสินใจในวิธีการทำ LASIK ก็คงไม่พ้นวิธีการแบบ FemtoLASIK หรือ ReLEx SMILE แต่ก่อนที่คุณจะรีบตัดสินใจลองมาทำความรู้จักกับ NanoRelex เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากสวิซเซอร์แลนด์ ที่ไม่ใช่แค่ดีกว่า แต่มากกว่าด้วยความคุ้มค่าจากปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (Artificial Intelligence : AI)   ทำความรู้จักกับ NanoRelex      ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักการทำ LASIK ทั่วไปกันก่อน LASIK หรือ Laser In-Situ Keratomileusis เป็นเทคโนโลยีรักษาสายตาโดยใช้แสงเลเซอร์ ที่ใช้รักษาสายตาทั้งสั้น ยาว หรือ เอียง ให้กลับมามองเห็นชัดสดใสเหมือนเดิม การทำ LASIK เป็นเทคโนโลยีที่มีมานานมากแล้ว กว่า 20 ปี แต่ความเข้าใจของคนทั่วไปอาจจะนึกถึงภาพของ LASIK ที่ใช้ใบมีดในการเปิดกระจกตา ก่อนที่จะใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตา จากนั้นก็จะเป็นภาพที่เห็นได้ประจำ ที่มีคนใส่ที่ครอบตาเป็นเวลานานอยู่หลายวัน   ส่วนอีกวิธีการหนึ่งคือ FemtoLASIK      ที่จะเป็นการใช้เลเซอร์แทนใบมีดในการปรับความโค้งของกระจกตา ที่จะมีความแม่นยำสูงกว่า แผลสมานหายเร็ว เพียงแค่ 1 คืนก็สามารถถอดที่ครอบตาออกได้แล้ว ในขณะที่เทคโนโลยีแบบ ReLEx SMILE เป็นการนำเทคโนโลยี FemtoLASIK มาต่อยอดและพัฒนาวิธีการผ่าตัดโดยใช้เครื่อง Femtosecond Laser ทำการแยกชิ้นกระจกตาเป็นเลนส์ 3มิติ ขนาดเล็กเรียกว่า Lenticules และนำชิ้นเลนส์นั้นออกมาผ่านช่องขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่มีการใช้ Excimer Laser จึงใช้เวลาในการรักษา ลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง ถือได้ว่าเป็นวิธีการล่าสุดในการทำ LASIK ในปัจจุบัน และใช้เวลาในการทำลดลงกว่าครึ่ง ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีล่าสุดในการทำ LASIK ในปัจจุบัน      แต่คำว่าใหม่ล่าสุดนั้นคงไม่ใช่อีกต่อไป เพราะตอนนี้ Laser Vision ได้นำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากสวิซเซอร์แลนด์ส่งตรงถึงดวงตาของคนไทย กับ NanoRelex ที่มาพร้อมระบบ AI อัจฉริยะ ใช้พลังงานน้อยที่สุดในการรักษาเพียงระดับนาโนจูลเท่านั้น คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด พร้อมระบบติดตามการกรอกตาที่ช่วยให้การทำเลสิกมีความแม่นยำกว่าเดิม ลดขั้นตอนในการเปิดและปิดชั้นกระจกตาทำให้เวลาผ่าตัดน้อยลง และหลังผ่าตัดก็ไม่ส่งผลกระทบให้ตาระคายเคือง ที่สำคัญแผลจากการทำเลสิกสามารถหายได้ภายใน 24 ชม. เพียงแค่หลับตาโลกก็กลับมาสดใสเหมือนใหม่ คุ้มค่าและประหยัดเวลามากกว่าที่เคย
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111