บทความสุขภาพตา : #Lasik

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

FemtoLASIK คืออะไร เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แม่นยำและราคาเข้าถึงได้

สรุปสาระสำคัญ FemtoLASIK หรือเฟมโตเลสิก คือเลสิกไร้ใบมีดที่ใช้ Femtosecond Laser สร้างฝากระจกตาแทนใบมีด ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ช่วยแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียงได้อย่างแม่นยำ จุดเด่นคือควบคุมความหนาและขนาดของฝากระจกตาได้แม่นยำ แผลเรียบสม่ำเสมอ ฟื้นตัวเร็ว และลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับเลสิกแบบใช้ใบมีด พร้อมค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้มากกว่าเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท ราคาโปรโมชันรีวิวที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) อยู่ที่ 49,990 บาท (2 ตา) จากปกติ 78,000 บาท ผ่อน 0% นาน 10 เดือน เดือนละ 5,900 บาท ทั้งนี้ควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ FemtoLASIK หรือเฟมโตเลสิก เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยใช้ Femtosecond Laser ในการสร้างฝากระจกตา (Corneal Flap) แทนการใช้ใบมีดแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “เลสิกไร้ใบมีด” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ FemtoLASIK ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านความแม่นยำและความปลอดภัย แต่ยังเป็นทางเลือกที่สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มาตรฐานการรักษาที่เชื่อถือได้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกไร้ใบมีด FemtoLASIK คืออะไร? ▶ ข้อดีของการทำ FemtoLASIK ▶ ข้อจำกัดของการทำ FemtoLASIK ▶ วิธีเตรียมตัวก่อนทำ FemtoLASIK ▶ ขั้นตอนการทำ FemtoLASIK ▶ การดูแลตัวเองหลังทำ FemtoLASIK ▶ ทำ FemtoLASIK ราคาเท่าไร? ▶ ใครเหมาะกับการทำ FemtoLASIK ▶ ใครไม่เหมาะกับการทำ FemtoLASIK ▶ หลังผ่าตัด FemtoLASIK ต้องพักฟื้นไหม? ▶ FemtoLASIK แก้ไขปัญหาสายตาได้ถาวรหรือไม่? ▶ ทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เลสิกไร้ใบมีด FemtoLASIK คืออะไร? FemtoLASIK เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง โดยใช้ Femtosecond Laser แยกชั้นกระจกตาอย่างละเอียด ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตา จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความสามารถในการควบคุมความหนาและขนาดของฝากระจกตาได้อย่างแม่นยำ ลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อโดยรอบ ช่วยให้แผลมีความเรียบสม่ำเสมอ ฟื้นตัวได้รวดเร็ว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนเมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบใช้ใบมีด ข้อดีของการทำ FemtoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด ช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากเครื่องมือเชิงกล ความแม่นยำสูง ส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นที่ดีและสม่ำเสมอ แผลมีขนาดเล็กและเรียบ ช่วยให้ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ หรือ flap เคลื่อน เป็นทางเลือกที่มีความคุ้มค่า และเข้าถึงได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภท ข้อจำกัดของการทำ FemtoLASIK ยังมีการสร้างฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาในช่วงพักฟื้น อาจมีอาการตาแห้ง แสงกระจาย หรือการมองเห็นไม่คงที่ในระยะแรก ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา จำเป็นต้องได้รับการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียดก่อนการรักษา วิธีเตรียมตัวก่อนทำ FemtoLASIK การเตรียมความพร้อมก่อนการทำ FemtoLASIK มีบทบาทสำคัญต่อความแม่นยำของการรักษาและผลลัพธ์การมองเห็นในระยะยาว ผู้เข้ารับการรักษาควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ เข้ารับการตรวจวิเคราะห์ดวงตาอย่างละเอียด เพื่อประเมินค่าสายตา ความหนาและความโค้งของกระจกตา คุณภาพน้ำตา รวมถึงสุขภาพจอประสาทตา โดยข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนการตรวจและผ่าตัด เนื่องจากคอนแทคเลนส์อาจทำให้รูปทรงกระจกตาเปลี่ยนแปลงชั่วคราว ส่งผลต่อความแม่นยำของค่าที่ใช้ในการรักษา โดยควรงดตามระยะเวลาที่แพทย์แนะนำ แจ้งประวัติสุขภาพและการใช้ยาอย่างครบถ้วน รวมถึงโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ หรือประวัติการรักษาทางตาในอดีต เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถประเมินความเสี่ยงและความเหมาะสมได้อย่างรอบด้าน หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางและสารระเหยบริเวณรอบดวงตา เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือสเปรย์จัดแต่งทรงผม ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างการผ่าตัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวันผ่าตัด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการอักเสบ และส่งเสริมสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการรักษา เตรียมผู้ติดตามในวันผ่าตัด เนื่องจากหลังทำ FemtoLASIK อาจมีอาการตามัว แสบตา หรือไวต่อแสงชั่วคราว ซึ่งไม่เหมาะต่อการขับรถด้วยตนเอง การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมร่วมกับการดูแลโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยให้การผ่าตัดเป็นไปอย่างปลอดภัย และเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์การมองเห็นในระยะยาว ขั้นตอนการทำ FemtoLASIK FemtoLASIK เป็นหัตถการที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และดำเนินการด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง โดยก่อนเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยจะได้รับการอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียดเพื่อลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ขั้นตอนการรักษาโดยทั่วไป มีดังนี้ การเตรียมดวงตาก่อนผ่าตัด จักษุแพทย์จะทำความสะอาดบริเวณรอบดวงตา และหยอดยาชาเฉพาะที่ เพื่อให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรักษา การสร้างฝากระจกตาด้วย Femtosecond Laser ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงแยกชั้นกระจกตาในระดับไมครอน ตามค่าที่คำนวณเฉพาะบุคคล เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการปรับค่าสายตา การปรับค่าสายตาด้วย Excimer Laser หลังเปิดฝากระจกตา แพทย์จะใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาอย่างละเอียด เพื่อให้แสงสามารถโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง การปิดฝากระจกตา เมื่อเสร็จสิ้นการปรับค่าสายตา ฝากระจกตาจะถูกวางกลับเข้าที่เดิมอย่างแนบสนิท โดยไม่ต้องเย็บ และสามารถยึดติดได้ตามธรรมชาติ การดูแลหลังผ่าตัดทันที แพทย์จะตรวจสอบความเรียบร้อยของกระจกตา และอาจใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตา เพื่อป้องกันการระคายเคืองและส่งเสริมการฟื้นตัวในระยะแรก โดยรวมแล้ว ขั้นตอนทั้งหมดใช้เวลาไม่นาน และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักรู้สึกสบายตลอดการรักษา ทั้งนี้ ผลลัพธ์และระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาและการตอบสนองต่อการรักษา การดูแลตัวเองหลังทำ FemtoLASIK การดูแลดวงตาหลังการผ่าตัด FemtoLASIK มีความสำคัญต่อกระบวนการสมานตัวของกระจกตา และคุณภาพการมองเห็นในระยะยาว ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาโดยเด็ดขาด เนื่องจากกระจกตายังอยู่ในช่วงฟื้นตัว การขยี้ตาอาจส่งผลต่อการยึดตัวของฝากระจกตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ยาหยอดตาช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และเสริมการสมานตัวของเนื้อเยื่อ ควรใช้อย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด ป้องกันไม่ให้น้ำหรือสิ่งสกปรกเข้าตาในระยะแรก โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรก ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า อาบน้ำ หรือสระผม งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและการติดเชื้อ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระแทกดวงตา เช่น การเล่นกีฬา หรือกิจกรรมที่มีแรงปะทะ ในช่วง 2–4 สัปดาห์แรก พักสายตาและลดการใช้หน้าจอในช่วงแรก ควรหลีกเลี่ยงการใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน และพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาแห้งและตาล้า สวมแว่นกันแดดเมื่อออกกลางแจ้ง เพื่อป้องกันแสงแดด ลม และฝุ่นละออง ซึ่งอาจกระตุ้นการระคายเคืองของดวงตา เข้ารับการตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้จักษุแพทย์ประเมินการฟื้นตัว และติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมในช่วงหลังผ่าตัด จะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัดและยั่งยืน ทำ FemtoLASIK ราคาเท่าไร? การทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีค่าใช้จ่ายที่ออกแบบให้เข้าถึงได้ ภายใต้มาตรฐานการรักษาระดับสากล โดยรายละเอียดค่าใช้จ่ายมีดังนี้ รายละเอียดราคาโปรโมชัน โปรโมชันพิเศษศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) ราคาโปรโมชัน (รีวิว)เงินสด/โอนเต็มจำนวน ราคาโปรโมชัน (รีวิว)ผ่อนชำระ 0% 6 เดือน ราคาปกติเงินสด/โอนเต็มจำนวน FemtoLASIK 49,990 บาท (2ตา) 8,332 บาท (ต่อเดือน) 78,000 บาท (2ตา) ราคาโปรโมชันรวม ตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียด และพบจักษุแพทย์ก่อนทำเลสิก (หากตรวจ-ผ่าตัดในวันเดียวกัน รับสิทธิ์ตรวจฟรี) ตรวจติดตามผลหลังทำเลสิก 3 ครั้ง (หลังผ่าตัด 1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน) ค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในวันผ่าตัดและกลับบ้าน (อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาของแต่ละท่าน) ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (ถ้ามี) ค่าตรวจประเมินสภาพสายตาโดยละเอียด ราคา 1,500 บาท (ตรวจ 9 รายการ) ค่าตรวจ HIV ก่อนการผ่าตัด ราคา 300 บาท ค่าน้ำตาเทียม (ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตาของแต่ละบุคคล) สิทธิพิเศษเพิ่มเติม สามารถผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ตามเงื่อนไขธนาคารที่ร่วมรายการ แนะนำตรวจสอบโปรโมชันล่าสุดจากทางโรงพยาบาล เพื่อรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม การประเมินค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนตั้งแต่ก่อนการรักษา จะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพและงบประมาณ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ใครเหมาะกับการทำ FemtoLASIK FemtoLASIK เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควรมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี มีสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาวร่วมกับสายตาสั้นและเอียงในระดับที่สามารถรักษาได้ มีสุขภาพดวงตาโดยรวมดี และมีกระจกตาที่มีความหนาและความแข็งแรงเหมาะสม ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น กระจกตาโก่ง หรือติดเชื้อบริเวณดวงตา ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตหรือการทำงาน ใครไม่เหมาะกับการทำ FemtoLASIK แม้ FemtoLASIK จะเป็นเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูง แต่ผู้ที่มีภาวะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมต่อการรักษา ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวาน หรือโรคที่มีผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน หรืออยู่ระหว่างการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน สตรีตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เนื่องจากฮอร์โมนอาจส่งผลต่อค่าสายตา ผู้ที่มีกระจกตาบางผิดปกติ หรือมีโรคของกระจกตา ผู้ที่มีโรคตาอื่นๆ ที่ต้องได้รับการรักษาก่อน เช่น ต้อหิน หรือภาวะอักเสบของดวงตา ทั้งนี้ การพิจารณาความเหมาะสมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจประเมินโดยจักษุแพทย์อย่างละเอียด หลังผ่าตัด FemtoLASIK ต้องพักฟื้นไหม? หลังการผ่าตัด FemtoLASIK ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในระยะเวลาอันสั้น โดยอาจมีอาการระคายเคือง เคืองตา หรือน้ำตาไหลในช่วง 1–2 วันแรก ซึ่งเป็นอาการปกติในกระบวนการฟื้นตัว โดยทั่วไป แนะนำให้พักผ่อนสายตาในช่วง 2–3 วันแรก และหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เพื่อให้กระจกตาสมานตัวได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ระยะเวลาฟื้นตัวอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล FemtoLASIK แก้ไขปัญหาสายตาได้ถาวรหรือไม่? FemtoLASIK เป็นการแก้ไขค่าสายตาที่มีอยู่ในขณะเข้ารับการรักษา โดยช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม การรักษานี้ไม่สามารถป้องกันการเปลี่ยนแปลงของสายตาที่เกิดจากอายุหรือปัจจัยทางร่างกายในอนาคตได้ เช่น สายตายาวตามวัย ดังนั้น ผู้เข้ารับการรักษาควรมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผลลัพธ์ และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ทำ FemtoLASIK ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เป็นศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่มีความพร้อมทั้งด้านทีมแพทย์ เทคโนโลยี และมาตรฐานการรักษา โดยมีจุดเด่นดังนี้ มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด สรุป FemtoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดที่มีความแม่นยำสูง ช่วยแก้ไขปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีจุดเด่นในด้านความปลอดภัย แผลขนาดเล็ก และระยะฟื้นตัวที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมควรอาศัยการตรวจวิเคราะห์ดวงตาอย่างละเอียด และการประเมินโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในระยะยาว สำหรับผู้ที่สนใจทำ FemtoLASIK การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน เทคโนโลยีครบครัน และทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ     ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FemtoLASIK (FAQ) FemtoLASIK VS SBK LASIK ต่างกันอย่างไร? FemtoLASIK และ SBK LASIK ต่างกันที่เทคโนโลยีการเปิดชั้นกระจกตา โดย FemtoLASIK ใช้เลเซอร์เฟมโตเซคอนด์ในการแยกชั้นแทนใบมีด ทำให้มีความแม่นยำสูง แผลเรียบเนียน และลดความคลาดเคลื่อนได้ ส่วน SBK LASIK ใช้ใบมีดชนิดพิเศษที่ถูกออกแบบให้ตัดฝากระจกตาได้บางเป็นพิเศษ เพื่อถนอมเนื้อเยื่อกระจกตาให้ได้มากที่สุด FemtoLASIK แตกต่างจากการทำเลสิกแบบดั้งเดิมอย่างไร? ข้อแตกต่างหลักคือกระบวนการเปิดฝากระจกตา เลสิกแบบดั้งเดิมจะใช้ใบมีดขนาดเล็ก (Microkeratome) ในการตัดแยกชั้นกระจกตา ในขณะที่ FemtoLASIK ใช้เลเซอร์ Femtosecond ที่มีความแม่นยำสูงในการแยกชั้นกระจกตาแทน ซึ่งช่วยให้ได้ฝากระจกตาที่มีความหนาสม่ำเสมอกว่า ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับฝากระจกตา และแผลสมานตัวได้เร็วกว่า การทำ FemtoLASIK เจ็บหรือไม่ และใช้เวลาผ่าตัดนานแค่ไหน? ระหว่างการผ่าตัดจะไม่รู้สึกเจ็บปวด เพราะแพทย์จะหยอดยาชาให้ก่อนเริ่มกระบวนการ อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือถูกกดที่ดวงตาบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนระยะเวลาการผ่าตัดจริงนั้นสั้นมาก มักใช้เวลาเพียงข้างละประมาณ 15–20 นาที โดยเป็นเวลาที่ใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตาเพียงไม่กี่วินาทีต่อข้างเท่านั้น สามารถว่ายน้ำหรือออกกำลังกายหลังทำ FemtoLASIK ได้เมื่อไหร่? ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักและการว่ายน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เหงื่อ น้ำ หรือสิ่งสกปรกเข้าตา ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดการว่ายน้ำหรือดำน้ำประมาณ 1 เดือนหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าฝากระจกตาสมานตัวสนิทและปลอดภัยเต็มที่ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เช็กอาการสายตาเอียง รู้จักสาเหตุและวิธีรักษา ก่อนสายตาแย่ลง!

สรุปสาระสำคัญ สายตาเอียง (Astigmatism) เกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา โดยมีสาเหตุหลักจากกระจกตาหรือเลนส์ตาที่มีรูปร่างไม่สมดุล รวมถึงพันธุกรรมและการบาดเจ็บที่ดวงตา สายตาเอียงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว และสายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้นและสายตายาว แนวทางการรักษาสายตาเอียงมี 2 วิธีหลัก คือ การใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ และการรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก ที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีบริการวินิจฉัยและรักษาสายตาเอียงครบวงจร ด้วยทางเลือกการรักษาหลากหลาย เช่น เลสิก (LASIK) ใส่เลนส์เสริม (ICL) และเปลี่ยนเลนส์ตา (No-Blade RLE) ภายใต้มาตรฐานสากล AACI สายตาเอียงเกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา ส่งผลให้การกระจายแสงไม่สมดุล ทำให้การมองเห็นภาพมีความเบลอหรือผิดเพี้ยน หากถามว่าสายตาเอียงอันตรายไหม? สายตาเอียงเองไม่ถือเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจนหรือเกิดอาการปวดหัว ตาเหนื่อยล้า และปัญหาการมองเห็นที่ไม่ชัดเจนในระยะยาว บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุและแนวทางการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้แว่นตา คอนแทคเลนส์หรือการทำเลสิก เพื่อให้การมองเห็นชัดเจนและสบายตากว่าเดิม ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ สาเหตุหลักการเกิดสายตาเอียง ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ ▶ เช็กอาการสายตาเอียงภาพที่เห็นเป็นอย่างไร ▶ ประเภทของสายตาเอียงมีอะไรบ้าง? ▶ แนวทางการรักษาสายตาเอียง ▶ 5 ป้องกันสายตาเอียงง่ายๆ ก่อนสายตาเสื่อมลง ▶ รักษาสายตาเอียงที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ FAQ – คำถามที่พบบ่อย สาเหตุหลักการเกิดสายตาเอียง ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้ สายตาเอียง (Astigmatism) เป็นภาวะที่เกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบเข้าสู่ตา โดยแสงที่ผ่านเข้ามาในตาไม่กระจายไปทั่วทั้งตาอย่างสมดุล ทำให้ภาพที่เห็นไม่ชัดเจน การโฟกัสแสงของตาจะมีความผิดปกติในบางทิศทาง ซึ่งทำให้เกิดความบิดเบือนของภาพที่มองเห็น สายตาเอียงเกิดจากอะไร? สาเหตุหลักของการเกิดสายตาเอียงมาจากความผิดปกติในกระจกตาหรือเลนส์ของตา ซึ่งไม่สามารถโฟกัสแสงได้อย่างถูกต้อง กระจกตาหรือเลนส์ในตาของผู้ที่มีสายตาเอียงจะมีรูปร่างไม่สมดุลกัน เช่น รูปร่างที่ไม่เป็นรูปกลมแต่มีลักษณะเหมือนวงรี ซึ่งทำให้การกระจายแสงไม่สม่ำเสมอ และทำให้การมองเห็นภาพในทุกทิศทางเกิดความผิดเพี้ยน นอกจากนี้สายตาเอียงยังสามารถเกิดจากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวที่มีปัญหาสายตาเอียง ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะนี้ในลูกหลานก็จะสูงขึ้น และการบาดเจ็บที่ตาหรือการผ่าตัดในบริเวณดวงตาอาจทำให้เกิดความผิดปกติในกระจกตาหรือเลนส์ได้ หากมีอาการของสายตาเอียง เช่น ภาพที่เห็นไม่ชัดเจนหรือมีการบิดเบือน ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสม เช็กอาการสายตาเอียงภาพที่เห็นเป็นอย่างไร การสังเกตอาการของสายตาเอียงนั้นไม่ยาก หากพบว่าภาพที่มองเห็นไม่ชัดเจนหรือมีอาการตาพร่าทุกครั้งที่จ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของสายตาเอียง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการปวดหัว หรือรู้สึกเครียดที่บริเวณดวงตาหรือหน้าผาก สิ่งเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในขณะที่อ่านหนังสือ หรือมองจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน ทดสอบสายเอียงได้จากสัญญาณหลัก ดังนี้ ภาพที่มองเห็นไม่ชัดเจน หากภาพที่เห็นดูเบลอ หรือไม่ชัดเจนในระยะใกล้หรือไกล อาจเป็นอาการของสายตาเอียง มองเห็นภาพเบลอหรือบิดเบือน ผู้ที่มีสายตาเอียงมักจะเห็นภาพที่ผิดเพี้ยนไปจากความจริง ตาพร่าเมื่อจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ อาการตาพร่ามักจะเกิดขึ้นเมื่อมองหรือจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นระยะเวลานาน ปวดหัวหรือรู้สึกเครียดที่บริเวณดวงตา สัญญาณนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อดวงตาต้องทำงานหนักเพื่อปรับโฟกัส หากมีอาการเหล่านี้เป็นประจำ ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อให้ได้รับคำแนะนำในการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพสายตา ประเภทของสายตาเอียงมีอะไรบ้าง? สายตาเอียงเป็นภาวะความผิดปกติทางสายตาที่พบได้บ่อย เกิดจากความโค้งของกระจกตาไม่เท่ากัน ทำให้แสงตกกระทบไม่เป็นจุดเดียวบนจอประสาทตา ส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะนี้มองเห็นภาพเบลอและบิดเบี้ยว โดยแบ่งออกเป็นประเภทได้ดังนี้ สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น ภาวะสายตาเอียงที่พบร่วมกับอาการสายตาสั้น เป็นรูปแบบความผิดปกติที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอร่วมกับกระบอกตายาวเกินไป ทำให้จุดโฟกัสของแสงตกก่อนถึงจอประสาทตา ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นภาพในระยะไกลเบลอหรือไม่ชัดเจน และมีอาการภาพซ้อนหรือผิดเพี้ยนในทิศทางใดทิศทางหนึ่งร่วมด้วย ผู้ที่มีภาวะนี้มักต้องหรี่ตาเพื่อเพ่งมองอยู่เสมอ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา หรือเมื่อยล้าดวงตาได้ง่าย หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว ภาวะสายตาเอียงที่เกิดร่วมกับอาการสายตายาว เป็นความผิดปกติจากความโค้งของกระจกตาที่ไม่เท่ากันผสานกับภาวะกระบอกตาสั้นกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้จุดโฟกัสของแสงตกเลยจอประสาทตาออกไปด้านหลัง ผู้ป่วยจึงมักประสบปัญหามองเห็นภาพในระยะใกล้ไม่ชัดเจน และอาจเห็นภาพบิดเบี้ยวผิดรูปทรงร่วมด้วย ภาวะนี้บีบบังคับให้กล้ามเนื้อตาต้องพยายามเพ่งอย่างหนักเพื่อปรับโฟกัสภาพให้ชัดขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดตาเรื้อรัง ตาล้า หรือมีน้ำตาไหลได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอ่านหนังสือหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกัน สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้นและสายตายาว ภาวะสายตาเอียงแบบผสม เป็นความผิดปกติของค่าสายตาที่มีความซับซ้อน เกิดจากกระจกตาในแกนหนึ่งมีความโค้งมากเกินไปจนทำให้เกิดภาวะสายตาสั้น ในขณะที่อีกแกนหนึ่งมีความโค้งน้อยเกินไปจนทำให้เกิดภาวะสายตายาว ส่งผลให้จุดโฟกัสของแสงจุดหนึ่งตกก่อนถึงจอประสาทตา และอีกจุดหนึ่งตกเลยจอประสาทตาออกไป ผู้ป่วยจึงมีปัญหาการมองเห็นภาพพร่ามัว ซ้อน และบิดเบี้ยวทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ภาวะนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดเพื่อแก้ไขค่าสายตาทั้งสองรูปแบบไปพร้อมกันเพื่อให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจน แนวทางการรักษาสายตาเอียง สายตาเอียงมีวิธีแก้ไข รักษาให้หายได้ โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ ไม่ว่าจะมีภาวะสายตาเอียงเพียงอย่างเดียว หรือมีปัญหาสายตาสั้นและสายตายาวร่วมด้วย โดยการรักษาที่นิยมมีดังนี้ 1. การใส่แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ การใส่แว่นตา หรือคอนแทคเลนส์เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเป็นที่นิยมในการแก้ไขปัญหาสายตาเอียง แว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ที่มีการออกแบบพิเศษจะช่วยในการโฟกัสแสงให้เข้าสู่ตาได้อย่างสมดุล ทำให้การมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความผิดเพี้ยนของภาพที่เกิดจากการสายตาเอียง 2. การรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก การรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก เป็นหนึ่งในวิธีช่วยแก้ไขปัญหาการมองเห็นที่เกิดจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ ทำให้แสงไม่สามารถรวมโฟกัสบนจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ผู้ที่มีสายตาเอียงจึงมักมองเห็นภาพเบลอ ภาพซ้อน หรือมองเห็นไม่คมชัด โดยการทำเลสิกจะใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับค่าสายตาของแต่ละบุคคล เพื่อให้การมองเห็นกลับมาคมชัด ลดการพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้สะดวกยิ่งขึ้น สามารถเข้าปรึกษาหมอรักษาตาเฉพาะทางที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 5 ป้องกันสายตาเอียงง่ายๆ ก่อนสายตาเสื่อมลง แม้ว่าสายตาเอียงส่วนใหญ่มักเกิดจากพันธุกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่การดูแลสุขภาพตาอย่างถูกต้องก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดอาการนี้ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้การป้องกันยังช่วยให้ดวงตาแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้น โดยมีวิธีการป้องกันสายตาเอียงกันง่ายๆ ดังนี้ ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปีหรือทุกสองปีจะช่วยตรวจพบปัญหาสายตาเอียงตั้งแต่เนิ่นๆ และป้องกันการเสื่อมสภาพของดวงตา ใช้แว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ที่เหมาะสมจะช่วยปรับโฟกัสแสงให้สมดุลและป้องกันการเกิดภาวะสายตาเอียงที่รุนแรงขึ้น หากทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้อุปกรณ์มือถือ ควรพักสายตาทุกๆ 20 นาที โดยการมองไปที่ระยะไกลประมาณ 20 วินาที รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีวิตามิน A, C, E และแร่ธาตุต่างๆ เช่น สังกะสีและโอเมกา 3 ช่วยบำรุงสุขภาพตาและลดความเสี่ยงสายตาเอียง แว่นกันแดดช่วยปกป้องตาจากแสง UV และลดความเสี่ยงจากความเครียดที่ตา รักษาสายตาเอียงที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ที่ศูนย์เลสิก Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เรามีบริการวินิจฉัยและรักษาสายตาเอียงที่ครบวงจร ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์ในการดูแลและรักษาปัญหาสายตาเอียงโดยเฉพาะ การตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำก่อนการรักษาสายตาเอียงด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา วิธีการรักษาสายตาเอียงหลากหลายทางเลือก เช่น เลสิก (LASIK) ใส่เลนส์เสริม (ICL) เปลี่ยนเลนส์ตา (No-Blade RLE) การดูแลหลังการรักษาสายตาเอียงที่มีคุณภาพ การรักษาที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ด้วยมาตรฐานสากล AACI นอกจากการรักษาแล้ว โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ยังให้คำแนะนำและข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการดูแลสุขภาพตาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถดูแลสายตาของตัวเองได้อย่างถูกต้อง สรุป สายตาเอียงเกิดจากความผิดปกติในการโฟกัสแสงที่กระทบตา ทำให้ภาพเบลอหรือผิดเพี้ยน สาเหตุหลักมาจากกระจกตาหรือเลนส์ที่ไม่สมดุล กรรมพันธุ์ และอุบัติเหตุ อาการของสายตาเอียงมักจะมีภาพเบี้ยว ปวดหัว หรือรู้สึกตาล้า การรักษามีหลายวิธี เช่น แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือเลสิก การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำและพักสายตาบ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการนี้ได้ นอกจากนี้ยังควรพักสายตาและตรวจสุขภาพตาเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีบริการครบวงจรในการวินิจฉัยและรักษาสายตาเอียงด้วยเทคโนโลยีทันสมัย และผู้ชำนาญการ พร้อมการดูแลหลังการรักษาที่มีคุณภาพ พร้อมการให้คำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม โดยมีบริการผ่าตัดเลสิก และการปรับการมองเห็นด้วยแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ รวมถึงการติดตามผลหลังการรักษา ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ FAQ – คำถามที่พบบ่อย สายตาเอียงรักษาหายไหม? สายตาเอียงสามารถรักษาได้ด้วยการใช้แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือการรักษาสายตาเอียงด้วยการทำเลสิก โดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ สายตาเอียงสามารถหายไปเองได้ไหม? สายตาเอียงมักจะไม่หายไปเอง และต้องการรักษาสายตาเพื่อแก้ไขการมองเห็น สายตาเอียงสามารถเกิดจากการใช้งานตานานๆ ไหม? คำตอบคืออาจจะใช่ การใช้งานดวงตานานๆ เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ หรือมือถืออาจทำให้เกิดอาการสายตาเอียงที่แย่ลง แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสายตาเอียง ทำเลสิกสายตาเอียงดีไหม? การทำเลสิกสำหรับสายตาเอียงเป็นทางเลือกที่ดี หากต้องการแก้ไขปัญหาสายตาเอียงในระยะยาว โดยวิธีนี้ช่วยปรับรูปทรงกระจกตาให้เหมาะสมและทำให้การมองเห็นชัดเจนขึ้น บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

ทำเลสิกที่ไหนดี? วิธีเลือกศูนย์เลสิกให้ปลอดภัยและคุ้มค่า

สรุปสาระสำคัญ การทำเลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดที่ใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา เพื่อแก้ไขสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ให้กลับมามองเห็นชัดโดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ เทคโนโลยีเลสิกปีล่าสุดมีให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ PRK, TransPRK, SBK LASIK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoRelex® ไปจนถึง NanoPresby LASIK แต่ละแบบเหมาะกับสภาพกระจกตาและไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน เกณฑ์เลือกโรงพยาบาลทำเลสิก ได้แก่ ใบอนุญาตสถานพยาบาล มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีครบทุกวิธี รีวิวที่น่าเชื่อถือ การเดินทางสะดวก และราคาที่แจกแจงชัดเจน ราคาโปรโมชันที่ศูนย์เลสิก Laser Vision เริ่มต้น 36,000 บาท (PRK / SBK LASIK) ไปจนถึง 108,000 บาท (NanoLASIK / NanoRelex®) ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาพดวงตาโดยจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ เป็นที่รู้กันดีว่า หากมีปัญหาสายตา ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือปัญหาเหล่านี้ร่วมกัน การทำเลสิกเป็นวิธีรักษาที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากสามารถแก้ไขค่าสายตาให้กลับมาปกติ ช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาสายตากลับมามองเห็นได้ชัดเจน โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป ส่งผลให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายมากขึ้น บทความนี้แนะนำวิธีเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานปีล่าสุดกัน พร้อมเช็กลิสต์เทคนิคการทำเลสิกก่อนตัดสินใจว่าจะทำเลสิกที่ไหนดี   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ รู้จักการทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? ▶ เทคโนโลยีการทำเลสิกปีล่าสุด เลือกแบบไหนดี? ▶ ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเลสิก ▶ ทำเลสิกที่ไหนดี? รวมข้อควรรู้ก่อนเลือกโรงพยาบาล ▶ ทำเลสิกที่ศูนย์เลสิก Laser Vision ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) รู้จักการทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? การทำเลสิก (Laser In Situ Keratomileusis: LASIK) คือการผ่าตัดที่ใช้เลเซอร์เอ็กไซเมอร์ (Excimer Laser) ปรับความโค้งของกระจกตา เพื่อแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตาเอียง สายตายาวโดยกำเนิดหรือสายตายาวตามอายุ โดยใช้เทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตาให้สามารถหักเหแสงไปตกยังจุดรับภาพได้พอดี ทำให้หลังการทำเลสิกสามารถมองเห็นภาพในระยะต่างๆ ได้ชัดเจนเป็นปกติ เทคโนโลยีการทำเลสิกปีล่าสุด เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับปัญหาสายตา? เทคโนโลยีรักษาด้วยวิธีการทำเลสิกปีล่าสุด มีทั้งเลสิกสายตาสั้นและเลสิกสายตายาว และเลสิกสายตาเอียง ขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดปกติของสายตาที่ต้องการแก้ไข ดังนี้ PRK (สำหรับสายตาสั้น ยาว เอียง)   PRK (พีอาร์เค) เป็นเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์วิธีแรก โดยใช้เทคนิคลอกผิวกระจกตาชั้นนอก (Epithelium) ออก ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา แล้วใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษเพื่อช่วยให้แผลสมานตัว ข้อดีคือไม่มีการเปิดฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงของภาวะฝากระจกตาเคลื่อนในระยะยาว และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม หลังทำอาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 5–7 วันแรก และใช้เวลาประมาณ 3–4 สัปดาห์กว่าการมองเห็นจะค่อยๆ คงที่ เหมาะสำหรับผู้ที่ประกอบอาชีพพิเศษหรือผู้ที่เล่นกีฬาที่มีโอกาสเกิดการกระแทกบริเวณดวงตา เช่น ตำรวจ ทหาร นักบิน นักกีฬารักบี้ TransPRK (สำหรับสายตาสั้น เอียง) TransPRK (ทรานส์พีอาร์เค) เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PRK โดยใช้ Excimer Laser ลอกผิวกระจกตาและปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว ไม่ต้องใช้เครื่องมือสัมผัสผิวกระจกตา จึงช่วยลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อดวงตา แผลมีความเรียบสม่ำเสมอ อาการระคายเคืองน้อยกว่า PRK และการมองเห็นมักกลับมาชัดภายในประมาณ 2 สัปดาห์ แม้ยังอาจมีอาการปวดหรือแสบตาในช่วง 3–4 วันแรก และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0 เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา SBK LASIK (สำหรับสายตาสั้น ยาว เอียง)   SBK LASIK (เอสบีเคเลสิก) เป็นการพัฒนาจากเลสิก (LASIK) แบบดั้งเดิม โดยใช้ใบมีด Microkeratome สร้างฝากระจกตาที่มีความบาง ก่อนใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ทำให้ฟื้นตัวเร็วและมองเห็นชัดภายในประมาณ 1–2 วัน อีกทั้งยังใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบดั้งเดิมและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีการเปิดฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกรุนแรงหลังทำ และอาจมีอาการตาแห้งในช่วงแรก เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง มีกระจกตาหนาเพียงพอ ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง FemtoLASIK (สำหรับสายตาสั้น ยาว เอียง)   FemtoLASIK (เฟมโตเลสิก) เป็นเลสิกไร้ใบมีดที่ใช้ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จากนั้นใช้ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา จึงมีความแม่นยำและปลอดภัยสูงกว่า ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ใบมีด รวมถึงมีอาการปวดหรือระคายเคืองน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK โดยยังเป็นเลสิกไร้ใบมีดที่มีค่าใช้จ่ายคุ้มค่าที่สุดในปัจจุบัน SMILE Pro™ 2.0 (สำหรับสายตาสั้น เอียง หรือสายตายาวตามอายุ) SMILE Pro™ 2.0 (สมายโปร 2.0) เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กที่ใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) แล้วนำออกผ่านแผลขนาดเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์ประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา จุดเด่นคือ แผลเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา และลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งเมื่อเทียบกับเลสิกที่มีการเปิดฝากระจกตา เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้น สายตาเอียง หรือสายตายาวร่วมด้วย (Monovision) ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วและลดโอกาสเกิดตาแห้งหลังทำ NanoLASIK (สำหรับสายตาสั้น เอียง หรือสายตายาวตามอายุ)   NanoLASIK (นาโนเลสิก) เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ที่พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้ Ziemer Femto Z8 ซึ่งเป็น Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูล ร่วมกับระบบ Iris Registration และ Optimized Aspheric เพื่อเพิ่มความแม่นยำและช่วยลดแสงฟุ้งในเวลากลางคืน จุดเด่นคือใช้พลังงานเลเซอร์ต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา ฟื้นตัวเร็ว ประหยัดเนื้อกระจกตา จึงเหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูงหรือกระจกตาค่อนข้างบาง ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เป็นศูนย์รักษาสายตาเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยที่ติดตั้งเครื่อง Femtosecond Laser และนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการรักษาคนไข้ สะท้อนถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเลสิกและมาตรฐานการรักษาที่ทันสมัยต่อเนื่องจนมาถึงในปัจจุบัน NanoRelex® (สำหรับสายตาสั้นและเอียง) NanoRelex® (นาโนรีเลกส์) เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก บุกเบิกโดยศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โดยใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ผ่านแผลขนาด 2–3 มิลลิเมตร พร้อมระบบ AI และ OCT Scan แบบ Real-time ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยระหว่างการรักษา จุดเด่นคือแผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว กลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา ลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้ง และใช้เลเซอร์พลังงานต่ำเพื่อลดการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อดวงตา NanoPresby LASIK / Presby LASIK (สำหรับสายตายาวตามอายุ) NanoPresby LASIK หรือ Presby LASIK (เพรสบี้เลสิก) เป็นเลสิกไร้ใบมีด สำหรับรักษาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) โดยพัฒนาจาก Monovision LASIK ด้วยการปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ช่วยให้มองเห็นได้ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ และสามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1–2 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไปและเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ รวมถึงผู้ที่ต้องใช้สายตาหลายระยะในชีวิตประจำวันและต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีเลสิก การเลือกเทคโนโลยีทำเลสิกขึ้นอยู่กับปัญหาสายตาและไลฟ์สไตล์ ตารางด้านล่างนี้ได้รวบรวมข้อมูลสรุปจุดเด่นของนวัตกรรมแต่ละประเภท เพื่อให้คุณเปรียบเทียบความแตกต่างได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจง่ายก่อนตัดสินใจรับคำปรึกษากับจักษุแพทย์ เทคโนโลยี จุดเด่น / ข้อดี เหมาะกับใคร PRK (พีอาร์เค) ไม่เปิดฝากระจกตา ลอกผิวกระจกตาก่อนยิงเลเซอร์ เหมาะกับผู้ที่กระจกตาค่อนข้างบาง สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง TransPRK (ทรานส์พีอาร์เค) ใช้เลเซอร์ลอกผิวและปรับกระจกตาในขั้นตอนเดียว ไม่สัมผัสดวงตา ลดการระคายเคือง สายตาสั้น และสายตาเอียง SBK LASIK (เอสบีเคเลสิก) เปิดฝากระจกตาด้วยใบมีดชนิดพิเศษที่มีความบาง ฟื้นตัวเร็ว ใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่า LASIK แบบเดิม สายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง FemtoLASIK (เฟมโตเลสิก) เลสิกไร้ใบมีด ใช้ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตา แม่นยำ ฟื้นตัวเร็ว สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (Monovision) SMILE Pro™ 2.0 (สมายโปร 2.0) พัฒนาจาก ReLEx SMILE ยิงเลเซอร์เพียงประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบจัดตำแหน่งดวงตาอัตโนมัติ สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (Monovision) NanoLASIK (นาโนเลสิก) ใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูล ร่วมกับระบบ Iris Registration ช่วยลดแสงฟุ้งและประหยัดเนื้อกระจกตา สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาว (Monovision) โดยเฉพาะผู้ที่กระจกตาบางหรือค่าสายตาสูง NanoRelex® (นาโนรีเลกส์) เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำระดับนาโนจูล พร้อม AI และ OCT Scan แบบ Real-time สายตาสั้นและสายตาเอียง NanoPresby LASIK / Presby LASIK ออกแบบสำหรับสายตายาวตามอายุ ช่วยให้มองเห็นได้หลายระยะ ลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ทำเลสิกที่ไหนดี? รวมข้อควรรู้ก่อนเลือกโรงพยาบาล หลังจากรู้จักแต่ละเทคนิคการทำเลสิกไปแล้ว มาพิจารณาอย่างรอบคอบดูว่าควรทำเลสิกที่ไหนดี? การตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลที่มีคุณภาพมีความสำคัญ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญในชีวิตประจำวัน หากเลือกไม่ดีอาจทำให้มีปัญหาที่แก้ไขได้ยาก เพื่อป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดและปัญหาหลังการผ่าตัด บทความนี้ได้รวบรวมเทคนิคการเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกที่มีคุณภาพ เพื่อให้พิจารณาก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ โรงพยาบาลได้มาตรฐาน มีใบอนุญาต การมีเลขที่ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลเป็นสิ่งสำคัญที่การันตีว่าสถานพยาบาลนั้นได้จัดตั้งขึ้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการตรวจสอบทั้งด้านอาคาร สิ่งแวดล้อม เครื่องมือ และมีผู้ประกอบวิชาชีพที่มีคุณสมบัติตามกำหนด ดังนั้น เมื่อพิจารณาว่า “เลสิกที่ไหนดี” เลขที่ใบอนุญาตจึงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ควรตรวจสอบ โดยคุณสามารถดูได้จากที่สถานพยาบาลต้องติดแสดงไว้อย่างชัดเจน หรือตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลสะอาด มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล การเลือกสถานพยาบาลที่มีความสะอาดและได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์เลสิก เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ต้องได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน หากสถานที่ขาดความสะอาดหรือมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น การติดเชื้อที่ดวงตาหรือการสูญเสียการมองเห็น ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรประมาทเลย มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านการรักษาสายตา (เลสิก) หลายคนคงสงสัยว่าควรทำเลสิกที่ไหนดี และมีวิธีเลือกโรงพยาบาลที่ทำเลสิกเก่งๆ จากอะไร รวมไปถึงควรเลือกทำกับหมอศูนย์เลสิกคนไหนดี? เริ่มต้นง่ายๆ คุณควรพิจารณาจากจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตาโดยตรง ซึ่งจะจบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ 6 ปี และเรียนต่อเฉพาะทางด้านจักษุวิทยาในหน่วยที่เกี่ยวข้องกับกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา พร้อมทั้งมีใบประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง หากคุณกำลังมองหาว่าที่ไหนมีจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านเลสิกโดยตรงในไทย สามารถตรวจสอบรายชื่อแพทย์ได้จากฐานข้อมูลแพทยสภา อุปกรณ์ครบ เทคโนโลยีการรักษาทันสมัย การทำเลสิกเป็นการผ่าตัดที่สำคัญต่อดวงตาซึ่งจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นใบมีดจากเครื่อง Microkeratome ในการทำเลสิกทั่วไป หรือเลเซอร์จากเครื่อง Femtosecond Laser สำหรับเฟมโตเลสิก สมายโปร นาโนเลสิก นาโนรีเลกส์ หรือเพรสบี้เลสิก ดังนั้น การเลือกสถานพยาบาลที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ที่เหมาะสมในการรองรับผู้ป่วยจำนวนมาก จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ มีเทคโนโลยีเลสิกให้เลือกครบทุกวิธี เลสิกสายตายาวที่ไหนดี? เลสิกสายตาเอียงที่ไหนดี? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากเลือกสถานพยาบาลที่มีทางเลือกในการทำเลสิกที่ครบทุกวิธี เช่น ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เพราะเลสิกมีรูปแบบการแก้ไขปัญหาสายตาที่แตกต่างกัน โดยแต่ละประเภทมีเอกลักษณ์และข้อจำกัดเฉพาะตัว ซึ่งแต่ละคนก็เหมาะสมกับวิธีการที่แตกต่างกันไป ดังนั้น เมื่อต้องตัดสินใจว่า “เลสิกที่ไหนดี?” การเลือกศูนย์เลสิกที่มีตัวเลือกการรักษาหลากหลายจึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะสามารถให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้ารับบริการได้อย่างครอบคลุมทุกรูปแบบ มีรีวิวที่น่าเชื่อถือ ในการเลือกว่าจะทำเลสิกที่ไหนดี นอกจากการศึกษารายละเอียดต่างๆ แล้ว รีวิวจากผู้เคยรับการรักษามีความสำคัญอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ควรเลือกอ่านรีวิวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและใช้วิจารณญาณพิจารณา เนื่องจากรีวิวเป็นความคิดเห็นส่วนตัวที่อาจมีทั้งจริงและปลอม การอ่านรีวิวที่เชื่อถือได้จะช่วยให้ทราบข้อมูลที่สถานพยาบาลอาจไม่ได้แจ้งไว้ และเป็นประสบการณ์ตรงที่หาไม่ได้จากแหล่งอื่น เดินทางสะดวกสบาย ตำแหน่งที่ตั้งของสถานพยาบาลเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าเลสิกที่ไหนดี เนื่องจากหลังทำเลสิก การมองเห็นจะไม่ชัดชั่วคราวและต้องกลับไปพักฟื้น อีกทั้งผู้ป่วยจำเป็นต้องกลับมาพบจักษุแพทย์เป็นระยะเพื่อติดตามผลหรือหากมีภาวะแทรกซ้อน ดังนั้น ควรเลือกสถานพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่พักหรือที่ทำงาน มีการเดินทางสะดวกทั้งรถส่วนตัว (มีที่จอดรถเพียงพอ) หรือรถสาธารณะที่มีหลากหลายเส้นทาง ราคาคุ้มค่า สมเหตุสมผล การเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกที่เหมาะสมนั้นจำเป็นต้องพิจารณาทั้งด้านค่าใช้จ่ายและคุณภาพการบริการที่ได้รับ โดยสถานพยาบาลที่ดีควรมีการแจกแจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายบานปลาย ราคาการทำเลสิกในแต่ละสถานพยาบาลจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทการรักษาและรายละเอียดบริการ บางแห่งรวมค่าตรวจทั้งหมดแล้ว ขณะที่บางแห่งอาจคิดเฉพาะค่าผ่าตัดและมีค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติม ผู้สนใจจึงควรศึกษาเงื่อนไขอย่างละเอียดและเปรียบเทียบโปรโมชันระหว่างสถานพยาบาลต่างๆ โดยที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ มีบริการทำเลสิกหลายประเภท ดังนี้ ประเภทการรักษาและราคาโปรโมชัน (ผ่อนได้นาน 10 เดือนตามราคาที่โรงพยาบาลกำหนด) เทคโนโลยี ราคาโปรโมชัน สิทธิ์ผ่อนชำระ SMILE Pro™ 2.0 88,000 บาท 8,800 บาท/เดือน NanoReLEx® 108,000 บาท 10,800 บาท/เดือน NanoLASIK 108,000 บาท 10,800 บาท/เดือน NanoPresby / Presby LASIK เริ่มต้น 86,000 บาท เริ่มต้น 8,600 บาท/เดือน TransPRK 55,000 บาท 5,500 บาท/เดือน FemtoLASIK 49,990 บาท 4,999 บาท/เดือน SBK LASIK 36,000 บาท 3,600 บาท/เดือน PRK 36,000 บาท 3,600 บาท/เดือน   ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ค่าตรวจประเมินสภาพตาพร้อมปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง ราคาโปรโมชัน 1,500 บาท (ฟรี! หากตรวจ-ทำเลสิกในวันเดียวกัน) ค่าบริการรวมค่ายาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการผ่าตัด และค่าบริการตรวจติดตามผลหลังการผ่าตัด (ขึ้นอยู่กับวิธีการทำเลสิกในแต่ละเทคโนโลยี) *ราคาโปรโมชันอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามแคมเปญในแต่ละช่วงเวลา และยังไม่รวมค่าตรวจประเมินสภาพดวงตาก่อนผ่าตัด ตรวจสอบราคาล่าสุดได้ที่หน้าโปรโมชันของโรงพยาบาล *สิทธิ์ผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 10 เดือน จำกัดเฉพาะบัตรเครดิตที่ร่วมรายการเท่านั้น ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำเลสิกที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (Laser Vision) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร อยากทำเลสิกกับโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านตาโดยตรงมีที่ไหนแนะนำบ้าง? สามารถปรึกษาและรักษาได้ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) เป็นศูนย์รักษาสายตาผิดปกติที่มีเทคโนโลยีการรักษาสายตาครบทุกทางเลือก เน้นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และการบริการที่ประทับใจ ด้วยจักษุแพทย์ผู้มากความรู้เกี่ยวกับดวงตาและทีมงานที่มีประสบการณ์ โดยมีจุดเด่นดังนี้ มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) สรุป การทำเลสิกเป็นการผ่าตัดด้วยเลเซอร์เอ็กไซเมอร์เพื่อปรับความโค้งของกระจกตา แก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะต่างๆ เมื่อต้องการเลือกว่าเลสิกที่ไหนดี? ควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ เช่น ใบอนุญาตและมาตรฐานสถานพยาบาล ความเชี่ยวชาญของแพทย์ ความทันสมัยของเทคโนโลยีและอุปกรณ์ ทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย รีวิวที่น่าเชื่อถือ ความสะดวกในการเดินทาง และความคุ้มค่าของราคากับคุณภาพบริการที่ได้รับ หากใครสนใจทำเลสิก มาปรึกษาและรักษาได้ที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตาที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิก (FAQ) ก่อนตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตา หลายคนอาจยังมีความกังวลหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอน ผลลัพธ์ และการดูแลตัวเองหลังทำ เราจึงได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิกมาฝาก เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นประกอบการตัดสินใจให้คุณคลายความกังวลและเตรียมความพร้อมได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น ทำเลสิกเจ็บไหม และต้องใช้เวลาในการพักฟื้นนานแค่ไหน? การทำเลสิกเป็นการผ่าตัดที่ใช้เวลาเพียงสั้นๆ และแทบไม่รู้สึกเจ็บปวดเลย เนื่องจากก่อนการผ่าตัด จักษุแพทย์จะทำการหยอดยาชาเพื่อระงับความรู้สึกบริเวณดวงตา ผู้เข้ารับการรักษาอาจรู้สึกเพียงแรงกดเบาๆ หรือความตึงเครียดเล็กน้อยระหว่างที่เครื่องมือกำลังทำงาน หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น แผลจะมีขนาดเล็กมาก ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันและมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นภายใน 1-2 วันเท่านั้น ทําเลสิกอยู่ได้กี่ปี และค่าสายตาจะกลับมาสั้นอีกหรือไม่ในอนาคต? หลายคนมักมีคำถามว่าทําเลสิกอยู่ได้กี่ปี โดยทั่วไปผลลัพธ์ของการทำเลสิกจะอยู่ได้ในระยะยาว กระจกตาที่ถูกปรับแต่งแล้วจะไม่กลับคืนสภาพเดิม อย่างไรก็ตาม อาจมีโอกาสกลับมาสายตาสั้น หรือค่าสายตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้น เช่น ภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น การตอบสนองของร่างกายในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระจกตา พฤติกรรมการใช้สายตา หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและอายุ หากได้รับการดูแลปกป้องดวงตาอย่างถูกวิธี พักผ่อนสายตาเป็นระยะ และตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ผลลัพธ์ที่ดีจากการทำเลสิกก็จะสามารถอยู่คู่กับคุณไปได้อย่างยาวนาน หากเป็นคนชอบดำน้ำลึก สามารถทำเลสิกได้ไหม และควรเลือกเทคนิคใด? สำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาเอ็กซ์ตรีมหรือกำลังมองหาศูนย์เลสิกสำหรับคนชอบดำน้ำลึก (Scuba Diving) การทำเลสิกสามารถทำได้ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะแนะนำเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก เนื่องจากเทคนิคเหล่านี้จะช่วยรักษารูปทรงและโครงสร้างความแข็งแรงของกระจกตาไว้ได้มากที่สุด ทำให้ดวงตาสามารถทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของแรงดันน้ำใต้ทะเลได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ควรเว้นระยะพักฟื้นอย่างน้อย 1-3 เดือนก่อนลงดำน้ำ หรือตามที่แพทย์แนะนำ บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เลสิกปี 2026: SMILE Pro 2.0 ยิงเลเซอร์ 8 วินาที | โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

สรุปสาระสำคัญ (KEY TAKEAWAYS) เทคโนโลยีเลสิกปี 2026 เปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะแนวคิด "แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดฝาพับ" ซึ่งตอบโจทย์คนที่กังวลเรื่องการพักฟื้น หรือห่วงเรื่องโครงสร้างตาได้ดีกว่าแบบเดิมมาก SMILE Pro 2.0 คือเทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ ยิงเลเซอร์แค่ 8 วินาทีต่อข้าง แผลเล็กแค่ 2–4 มม. ส่วนใหญ่วันรุ่งขึ้นก็กลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้ว NanoRelex® เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนสายตาสั้นร่วมกับเอียง เพราะมีระบบ AI กับ OCT ช่วย real-time ระหว่างทำ ความแม่นยำสูงขึ้นอีกระดับ เลสิกปี 2026: ในฐานะหมอตา ขอเล่าให้ฟังตรงๆ ว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว มีคนไข้ถามเรื่องนี้บ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงหลังที่ข่าว "เลสิก 8 วินาที" แพร่ออกไป บางคนก็สงสัยว่าจริงไหม บางคนก็กังวลว่าเร็วขนาดนี้ปลอดภัยหรือเปล่า เลยอยากนั่งเล่าให้ฟังแบบตรงๆ ในฐานะหมอที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ทุกวัน ว่าเทคโนโลยีมันมาถึงจุดไหนแล้ว และอะไรที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ ตัดประเด็นกังวลเดิมๆ ออกได้เลยนะครับ เรื่องใบมีด เรื่องพักฟื้นเป็นอาทิตย์ หรือเรื่องฝาพับกระจกตาเคลื่อน — เทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ตอนนี้มันเดินหน้าไปไกลกว่านั้นแล้วมาก ปรึกษาปัญหาค่าสายตา หรือทำนัดหมาย Call Center : 02-511-2111 สอบถามผ่าน LINE 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกแบบเดิม — ดีแต่มีข้อจำกัดอะไรบ้าง? ▶ SMILE Pro 2.0 คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ ▶ NanoRelex® — ตัวเลือกที่ AI เข้ามาช่วยดูแลคุณระหว่างทำ ▶ แบบนี้เหมาะกับคุณไหม? เช็กเกณฑ์เบื้องต้นกัน ▶ โปรโมชั่นปี 2026 ที่มีอยู่ตอนนี้ ▶ คำถามที่คนไข้ถามบ่อย เลสิกแบบเดิม — ดีแต่มีข้อจำกัดอะไรบ้าง? ก่อนจะไปถึงเทคโนโลยีใหม่ ขอพูดถึงแบบเดิมก่อนนะครับ เพราะมันช่วยให้เห็นภาพว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เลสิกแบบดั้งเดิม (Traditional LASIK): ใช้ใบมีดจิ๋วที่เรียกว่า Microkeratome ในการเปิดชั้นกระจกตาให้กลายเป็น "ฝาพับ" แล้วยิงเลเซอร์เข้าไปปรับค่าสายตาข้างใน ได้ผลดีในแง่การมองเห็น แต่แผลค่อนข้างกว้าง เฟมโตเลสิก (FemtoLASIK): อัปเกรดสำคัญมากในยุคหนึ่ง เปลี่ยนจากใบมีดมาเป็นเลเซอร์ Femtosecond ในการแยกชั้นกระจกตา แม่นยำขึ้น ควบคุมได้ดีขึ้น ปลอดภัยกว่าแบบใบมีดอย่างชัดเจน ทั้งสองแบบนี้ยังต้องทำ "ฝาพับกระจกตา (Flap)" อยู่ ซึ่งไม่ได้อันตราย และผลลัพธ์ก็ดี แต่สิ่งที่คนไข้หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังคือ การมีฝาพับทำให้ต้องระวังการกระแทกมากกว่า อาการตาแห้งในช่วงแรกก็พบได้บ้าง และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเทคโนโลยีรุ่นใหม่หน่อย SMILE Pro 2.0 คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ ตอนนี้สิ่งที่เราใช้กันและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ SMILE Pro 2.0 ซึ่งทำงานบนเครื่อง Carl ZEISS VisuMax 800 รุ่นล่าสุด สิ่งที่ต่างออกไปชัดๆ คือมันเป็นแบบ "ไม่มีฝาพับ (No-flap)" เลย เลเซอร์จะเข้าไปสร้างชิ้นเนื้อเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เลนติคูล" ซ่อนอยู่ภายในชั้นกระจกตาโดยตรง แล้วหมอจะดึงออกมาผ่านรอยเปิดเล็กๆ แค่ 2–4 มม. เท่านั้น สิ่งที่คนไข้ถามบ่อยแล้วชอบมาก: 8 วินาทีต่อข้าง — จริงครับ: ขั้นตอนยิงเลเซอร์เสร็จภายใน 8 วินาทีต่อข้าง เร็วกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนประมาณ 3 เท่า หลายคนบอกว่ายังไม่ทันตื่นเต้นก็เสร็จแล้ว ความเกร็งระหว่างทำลดลงไปเยอะ โครงสร้างกระจกตายังแข็งแรง: เพราะไม่มีการเปิดฝาพับ ชั้นกระจกตาส่วนหน้าส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ ตาแห้งหลังทำน้อยกว่าแบบเก่าอย่างเห็นได้ชัด และไม่ต้องกังวลว่าฝาพับจะเคลื่อน เหมาะกับคนที่ active: ถ้าคุณเล่นกีฬา ว่ายน้ำ หรือมีชีวิตที่เคลื่อนไหวเยอะ นี่คือตัวเลือกที่เราแนะนำมากกว่าแบบเดิม เพราะโครงสร้างตาแข็งแรงกว่า ฟื้นตัวเร็ว: ส่วนใหญ่วันถัดไปมองเห็นได้ดีขึ้นแล้ว หลายคนกลับทำงานได้ภายใน 1–2 วัน ในแวดวงจักษุวิทยาตอนนี้ถือว่า SMILE Pro 2.0 เป็นหนึ่งใน gold standard สำหรับสายตาสั้นและเอียง เพราะข้อมูลผลลัพธ์สะสมมาหลายปีแล้วว่าให้ค่าสายตาที่แม่นยำ ปลอดภัย และคนไข้พอใจสูงมาก NanoRelex® — ตัวเลือกที่ AI เข้ามาช่วยดูแลคุณระหว่างทำ อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่อยากพูดถึงคือ NanoRelex® จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเน้นหนักไปที่ความแม่นยำเป็นพิเศษ จุดที่น่าสนใจคือมันนำ AI เข้ามาช่วยคำนวณและ monitor ระหว่างทำจริงๆ ไม่ใช่แค่วางแผนก่อนทำ พลังงานต่ำมาก ระดับนาโนจูล: ใช้พลังงานเลเซอร์ที่น้อยลงมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ กระทบกระเทือนเนื้อเยื่อโดยรอบน้อยลง OCT แบบ real-time ระหว่างทำ: หมอสามารถมองเห็นชั้นกระจกตาแบบ real-time ว่าเลเซอร์ทำงานอยู่ในชั้นที่ถูกต้องหรือเปล่า เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีรุ่นก่อนทำไม่ได้ ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นชัดเจน ระบบ Eye-tracking ที่แม่นยำมาก: ติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาตลอดการทำ ถ้าตาขยับ เครื่องจะ compensate ได้เอง แผลเล็กเหมือนกัน: 2–3 มม. ไม่มีฝาพับ ฟื้นตัวเร็ว สรุปคือ NanoRelex® เหมาะโดยเฉพาะกับคนที่มีค่าสายตาสั้นร่วมกับเอียงสูง หรือคนที่กระจกตามีรูปร่างที่ต้องการความละเอียดในการคำนวณมากเป็นพิเศษ แบบนี้เหมาะกับคุณไหม? เช็กเกณฑ์เบื้องต้นกัน อยากให้ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าไม่มีใครบอกได้ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะโดยไม่ตรวจ แต่เกณฑ์เบื้องต้นที่เราดูกันมีดังนี้: อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่มาอย่างน้อย 1 ปี ไม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความหนากระจกตาเพียงพอสำหรับการเลเซอร์ (ตรวจได้ที่คลินิก) ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น ต้อหินหรือต้อกระจก และไม่มีโรคประจำตัวที่กระทบการหายของแผล ถ้าคุณเข้าเกณฑ์เบื้องต้นเหล่านี้ ขั้นตอนต่อไปคือมาตรวจประเมินค่าตาจริงๆ ซึ่งใช้เวลาไม่นานและให้ข้อมูลชัดเจนมากกว่านั่งเดาเอง โปรโมชั่นปี 2026 ที่มีอยู่ตอนนี้ ถ้าคิดอยู่แล้วว่าอยากทำ ช่วงนี้มี โปรโมชั่นพิเศษปี 2026 สำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ สำหรับผู้ที่จองคิวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 และค่าตรวจประเมินสภาพตาก่อนทำเลสิกก็มีราคาพิเศษด้วย — ถ้าตัดสินใจทำในวันเดียวกันก็ฟรีเลย นัดหมายเพื่อตรวจประเมินสายตาเบื้องต้น Call Center : 02-511-2111 สอบถามผ่าน LINE 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่คนไข้ถามบ่อย 8 วินาทีจริงๆ เหรอ? ไม่ได้โฆษณาเกินจริง? จริงครับ ตัวเลข 8 วินาทีต่อข้างนี้คือเวลาที่เครื่อง Carl ZEISS VisuMax 800 ของ SMILE Pro 2.0 ใช้ยิงเลเซอร์จริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขโปรโมท เร็วกว่ารุ่นก่อนประมาณ 3 เท่า ซึ่งนอกจากจะสะดวกแล้ว ยังช่วยลดเวลาที่คนไข้ต้องจ้องอยู่นิ่งๆ ด้วย ลดความเกร็งได้เยอะ แล้ว SMILE Pro 2.0 กับเลสิกแบบเดิมต่างกันยังไงในทางปฏิบัติ? ข้อต่างที่คนไข้รู้สึกได้จริงๆ คือเรื่องการฟื้นตัวและตาแห้ง เลสิกแบบเดิมต้องเปิดฝาพับกว้าง SMILE Pro 2.0 แผลเล็กแค่ 2–4 มม. ไม่มีฝาพับ ตาแห้งหลังทำน้อยกว่ามาก และไม่ต้องกังวลเรื่องฝาพับเคลื่อน ถ้าคุณมีไลฟ์สไตล์แอคทีฟหรือเล่นกีฬา ความต่างนี้สำคัญมาก AI ใน NanoRelex® ต่างจากการใช้เลเซอร์ธรรมดายังไง? ตรงที่มันไม่ได้แค่วางแผนก่อนทำแล้วจบ แต่ NanoRelex® มีระบบสแกน OCT แบบ real-time ระหว่างผ่าตัดด้วย หมอมองเห็นชั้นกระจกตาขณะทำจริงๆ AI ช่วยคำนวณและ track การเคลื่อนไหวของตาตลอดเวลา สิ่งนี้ช่วยให้ความปลอดภัยและความแม่นยำขึ้นไปอีกระดับ โดยเฉพาะในเคสที่ซับซ้อน *หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ หากมีปัญหาสายตาหรืออยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับวิธีไหน แนะนำให้มาตรวจกับจักษุแพทย์โดยตรงจะได้คำตอบที่ชัดเจนและตรงกับสภาพตาของคุณมากที่สุด
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

PRK และ LASIK คืออะไร? เทคนิคการผ่าตัดสายตาที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

ในปัจจุบันประชากรทั่วโลกประสบปัญหาสายตาเพิ่มขึ้น ทั้งสายตาสั้นและสายตาเอียงที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกเพศทุกวัย สาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการใช้สายตาที่มากเกินความจำเป็น วิธีการใช้สายตาที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้มีความต้องการในการรักษาค่าสายตาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือแม้กระทั่งการผ่าตัดแก้ไขสายตา สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพตาอย่างถูกวิธีในยุคนี้ PRK คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาที่ต่างจาก LASIK ทั่วไป บทความนี้พามาดูว่า แล้ว PRK กับ LASIK ต่างกันอย่างไร? พร้อมอธิบายขั้นตอนการรักษา ข้อดี-ข้อเสีย และการพักฟื้นให้เห็นแบบชัดๆ กัน   PRK และ LASIK คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ แต่มีขั้นตอนที่แตกต่างกัน โดย PRK ไม่มีการเปิดกระจกตาในขณะที่ LASIK มีการเปิดและปิดกระจกตาหลังจากเลเซอร์ยิงแก้ไขสายตา PRK มีระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่า LASIK เนื่องจากไม่มีการปิดกระจกตากลับเหมือน LASIK แต่มีความปลอดภัยสูงกว่าในระยะยาวสำหรับบางอาชีพหรือผู้ที่มีสายตาสั้นมาก PRK เหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือมีความเสี่ยงจากกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก ส่วน LASIK เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วและไม่ต้องทนต่ออาการระคายเคืองนาน Bangkok Eye Hospital มีแพทย์เฉพาะทางและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ให้บริการทั้ง PRK และ LASIK พร้อมคำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล     นวัตกรรมผ่าตัดสายตา PRK คืออะไร? PRK (Photorefractive Keratectomy) คือวิธีรักษาสายตาที่ปรับแก้กระจกตาคล้ายเลสิก แต่เลสิกมีผลข้างเคียงน้อยกว่า PRK และต่างกันที่วิธีผ่าตัด โดย PRK มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ก่อนหน้าเลสิก และยังได้รับความนิยมอยู่เนื่องจากให้ผลถาวร PRK เป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตาสั้นข้างเดียว และสายตาเอียง โดยสามารถแก้ไขสายตาสั้นได้ถึง 500 (5.00 Diopters) และสายตาเอียงไม่เกิน 200 (2.00 Diopters) วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือมีอาการตาแห้งซึ่งไม่สามารถทำเลสิกได้ เนื่องจากเลสิกต้องตัดกระจกตาชั้นบนออกชั่วคราว ทำให้อาการตาแห้งอาจรุนแรงขึ้น สำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดเหล่านี้ PRK จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่าในการแก้ไขปัญหาสายตา กระบวนการนี้ใช้เวลาในการหายประมาณ 5- 7 วัน และอาจมีอาการระคายตาบ้าง ข้อดี-ข้อเสียของการทำ PRK รู้จักนวัตกรรมการทำ PRK หรือ Photorefractive Keratectomy กันไปแล้ว มาเช็กข้อดีและข้อเสียของการทำ PRK กันว่ามีอะไรบ้าง ข้อดีของการทำ PRK ข้อดีของการทำ PRK คือเป็นวิธีรักษาสายตาที่ให้ผลลัพธ์ถาวรและมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการทำเลสิก ขั้นตอนการรักษาสะดวกสบาย เพียงหยอดยาชาโดยไม่ต้องฉีดยา ไม่เจ็บระหว่างทำ และไม่ต้องเย็บแผล ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันทีหลังผ่าตัด PRK มีข้อจำกัดน้อยกว่าเลสิก เหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบาง ตาแห้ง หรือเป็นโรคที่ทำเลสิกไม่ได้ และไม่มีความเสี่ยงกระจกตาเปิดเหมือนการทำเลสิก นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสในการทำงานสำหรับอาชีพนักบิน ทหาร ตำรวจ และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาอีกต่อไป ผลข้างเคียงของการทำ PRK ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกหลังผ่าตัด PRK   อาการปวดและไม่สบายตาในช่วง 2 - 3 วันแรกอาจมีอาการปวดตา แสบตา และรู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมในตา โดยอาการนี้จะค่อยๆ บรรเทาลงตามระยะเวลา อาการตาแห้งอาจคงอยู่นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ผู้ป่วยอาจรู้สึกถึงความแห้งในดวงตา ซึ่งสามารถบรรเทาได้ด้วยน้ำตาเทียมและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด มองเห็นภาพไม่ชัดในช่วงแรกหลังผ่าตัด การมองเห็นอาจยังไม่ชัดและต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยอาจต้องใช้ระยะเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าสายตาจะปรับตัวและมองเห็นได้อย่างชัดเจน ไวต่อแสงผู้ป่วยจะรู้สึกมีความไวต่อแสงเป็นพิเศษในช่วงระยะแรกหลังผ่าตัด ซึ่งอาจทำให้ต้องสวมแว่นกันแดดหรือหลีกเลี่ยงแสงจ้าเพื่อความสบายและป้องกันความระคายเคืองของดวงตา   ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวหลังผ่าตัด PRK   กระจกตาเป็นฝ้า (Corneal haze)ในบางกรณีอาจเกิดฝ้าที่กระจกตาหลังผ่าตัด PRK แต่โดยทั่วไปแล้วอาการนี้จะดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การมองเห็นแสงกระจาย (Glare) หรือแสงฟุ้ง (Halos)โดยเฉพาะในสภาวะแสงน้อยหรือเวลากลางคืน ผู้ป่วยจะรับรู้ถึงแสงที่กระจายหรือมีวงแหวนรอบแหล่งกำเนิดแสง อาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ในบางกรณีอาจเป็นถาวร การมองเห็นไม่คงที่ (Fluctuating Vision)โดยเฉพาะในช่วงระยะแรกฟื้นตัว การมองเห็นอาจเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน โดยทั่วไปอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นและคงที่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป การแก้ไขสายตาไม่สมบูรณ์อาจมีการแก้ไขสายตาน้อยเกินไป (Under-correction) หรือมากเกินไป (Over-correction) ทำให้ผู้ป่วยยังต้องพึ่งแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ในบางระดับ ในกรณีนี้ แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเสริมหรือแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด การกลับมาของสายตาผิดปกติ (Regression)สายตาอาจกลับมาสั้น ยาว หรือเอียงอีกครั้ง อัตราการเกิดจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับบางปัจจัย อายุ และสภาพร่างกายของผู้ป่วย การทำ PRK เหมาะกับใครบ้าง ผู้ที่เหมาะสมกับการทำ PRK ต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยค่าสายตาจะต้องคงที่ไม่น้อยกว่า 1 ปี กระจกตาต้องแข็งแรงไม่มีประวัติกระจกตาถลอกหรือหลุดลอก และไม่มีโรคอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการผ่าตัด เช่น เบาหวาน วิธีนี้เหมาะกับสายตาสั้นหรือเอียงในระดับที่รักษาได้ รวมถึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีกระจกตาบางกว่าปกติ ตาแห้งแบบรักษายาก หรือกระจกตาโค้งผิดรูป ผู้ที่เป็นต้อหินอาจทำได้ในบางกรณีแต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน นอกจากนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพที่ต้องการสายตาดี เช่น นักบิน ตำรวจ หรือทหาร เป็นต้น     ขั้นตอนการทำ PRK หยดแอลกอฮอล์ลงบนผิวตาเพื่อละลายเยื่อหุ้มกระจกตาออก ใช้เครื่องมือผ่าตัดปรับผิวกระจกตาให้เรียบ ใช้ Excimer Laser ปรับรูปทรงกระจกตาใหม่ให้พอดีกับค่าสายตา ปิดแผลด้วยคอนแท็กต์เลนส์พิเศษเป็นเวลา 5 - 7 วัน เพื่อรอให้เยื่อหุ้มกระจกตาสร้างใหม่ ไม่จำเป็นต้องเย็บแผลผ่าตัดหลังจากนำคอนแท็กต์เลนส์ออก     เทคนิคการผ่าตัดสายตา LASIK คืออะไร? เลสิก (LASIK)คือวิธีผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด หรือสายตาเอียง โดยใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาอย่างแม่นยำตามค่าสายตาที่คำนวณไว้ ทำให้แสงที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาหักเหไปรวมกันที่เรตินาได้พอดี ส่งผลให้ผู้รับการรักษากลับมามองเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง การรักษาด้วยเลสิกมีจุดเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1949 โดย Dr.Jose I. Barraquer จักษุแพทย์ผู้คิดค้นวิธีการผ่าตัดแบบแยกชั้นกระจกตา (Keratomileusis) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาเทคนิคเลสิกที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ข้อดี-ข้อเสียของการทำ LASIK แม้การทำ LASIK จะเป็นการผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตาผิดปกติที่เคยได้ยินกันมานาน แต่หลายคนก็ยังไม่เคยทราบถึงข้อดีและข้อเสียของการทำ LASIK เลย ซึ่งข้อดีและข้อเสียของการทำเลสิกมีดังนี้ ข้อดีของการทำ LASIK LASIK เป็นเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาชั้นสูงที่ใช้ Femtosecond Laser และ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาได้อย่างแม่นยำ แก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผ่าตัดทำได้รวดเร็ว ไม่เจ็บ ไม่ต้องเย็บแผล และใช้เวลาพักฟื้นสั้นมาก สามารถใช้สายตาได้ภายใน 1 วันและเห็นชัดขึ้นใน 2 - 3 วัน ผลลัพธ์คงทนในระยะยาว ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดข้อจำกัดในการทำกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเล่นกีฬา การอ่านหนังสือ การใช้อุปกรณ์สื่อสาร หรือการขับรถได้อย่างอิสระ ผลข้างเคียงของการทำ LASIK การทำ LASIK มีข้อเสียที่ควรพิจารณาทั้งในด้านผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับตา สตรีตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ทำให้ไม่สามารถทำได้ทุกคน ภายหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยบางรายอาจประสบปัญหาตาแห้ง จึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างราบรื่น การทำ LASIK เหมาะกับใคร การทำ LASIK เหมาะกับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป มีค่าสายตาที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงในรอบ 1 ปี และมีสุขภาพดวงตาที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยมีความหนาของกระจกตาที่เพียงพอสำหรับการรักษา นอกจากนี้ ยังต้องไม่มีโรคเกี่ยวกับกระจกตาหรือโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อดวงตา เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องต่างๆ     ขั้นตอนการทำ LASIK แยกชั้นกระจกตาด้วยเครื่องไมโครเครราโตม (Microkeratome) หรือใช้ใบมีดเพื่อสร้างชั้นกระจกตา (Flap) สำหรับเข้าถึงพื้นที่การรักษา ยกชั้นกระจกตาขึ้นเพื่อเตรียมพื้นที่ชั้นกลางของกระจกตา ทำให้พร้อมสำหรับการปรับความโค้งด้วยเลเซอร์ในขั้นตอนต่อไป ใช้ Excimer Laser ยิงไปที่ชั้นกลางของกระจกตา เพื่อปรับเปลี่ยนความโค้งให้ได้ตามการคำนวณที่ได้ออกแบบไว้ ปิดชั้นกระจกตา (Flap) กลับคืนตำแหน่งเดิม โดยกระจกตาจะสมานตัวเองได้โดยอัตโนมัติ ไม่จำเป็นต้องเย็บแผลใดๆ ทั้งสิ้น     PRK VS. LASIK เปรียบเทียบให้ชัดต่างกันอย่างไร? การทำ PRK และ LASIK เจ็บไหม? ระหว่างการทำจะไม่รู้สึกเจ็บเพราะมีการใช้ยาชาหยอดตา อย่างไรก็ตาม การทำ PRK อาจมีอาการระคายตาในช่วงฟื้นตัวมากกว่าการทำ LASIK ค่ารักษาของการทำ PRK และ LASIK ต่างกันไหม? โดยทั่วไป การทำ PRK และ LASIK มีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกัน แต่ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาลและเทคโนโลยีที่ใช้ด้วย การแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์สามารถทำซ้ำได้ไหม? สามารถทำซ้ำได้หากมีการเปลี่ยนแปลงของสายตาในอนาคต แต่ต้องรอให้สายตาคงที่ก่อน ทำ PRK และ LASIK ที่ ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากต้องการแก้ไขปัญหาสายตา มาปรึกษาและรักษาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยจักษุแพทย์ผู้มากความรู้เกี่ยวกับดวงตาและทีมงานที่มีประสบการณ์ และจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป PRK และ LASIK คือวิธีผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่แตกต่างกันตรงที่การทำ PRK ไม่มีการเปิดกระจกตา ขณะที่การทำ LASIK มีการเปิดและปิดกระจกตาหลังการยิงเลเซอร์ ทำให้การทำ PRK มีระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าแต่มีความปลอดภัยสูงในระยะยาวสำหรับบางอาชีพหรือผู้ที่มีสายตาสั้นมาก การทำ PRK จึงเหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบางหรือมีความเสี่ยงจากกิจกรรมที่ต้องใช้แรงมาก ส่วนการทำ LASIK เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วและไม่ต้องทนต่ออาการระคายเคืองเป็นเวลานาน หากมีความผิดปกติของดวงตา มาเช็กสุขภาพตาอย่างละเอียดที่ ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก หลังจากที่ทำเลสิกแล้วเพื่อให้แผลหายเร็วและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาความสะอาดคือการหลีกเลี่ยงแสงแดด การใส่แว่นกันแดดเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำเพื่อดูแลดวงตาของคุณหลังการผ่าตัดได้ โดยมีเทคนิคการเลือกแว่นกันแดดดังนี้   🌞 เลือกเลนส์ที่สามารถป้องกันแสง UV ได้ 99-100% แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ แม้ว่าจะทำเลสิกแล้วก็ตาม การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์ป้องกัน UV จึงเป็นสิ่งสำคัญ 🌞 ถ้าอยู่ในที่ ๆ มีแสงสะท้อนเยอะ ควรเลือกเลนส์โพลาไรซ์ซึ่งช่วยตัดแสงสะท้อนจะทำให้สบายตามากขึ้น 🌞 เลือกสีให้เหมาะกับการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสีดำมืดก็ได้ 🌞 เลือกขนาดที่เหมาะกับใบหน้า เลนส์ควรมีความกว้างเท่ากับใบหน้าของคุณ สันจมูกควรสวมได้พอดีโดยไม่รัดแน่นเกินไป และขาแว่นควรสวมได้พอดีโดยไม่กดทับใบหน้า   สามารถมาเลือกแว่นตากันแดดแบรนด์ชั้นนำได้ที่ร้าน WALTZ ในโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ชั้น 3 เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 10.00 -19.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-511-2111
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111