มุมสุขภาพตา : #ผ่าตัดจอประสาทตา

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE: @bangkokeyehospital 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น.
อ่านเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรรู้ก่อนผ่าตัดจอประสาทตา พร้อมการเตรียมตัวและข้อควรระวัง

ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ผู้ที่มีจอประสาทตาหลุดลอก เบาหวานขึ้นจอประสาทตารุนแรง รูที่จุดรับภาพ พังผืดบนจอประสาทตา หรือเลือดออกในวุ้นตา วิธีผ่าตัดจอประสาทตาหลักๆ คือ การสลายวุ้นตา เพื่อนำวุ้นตาที่ขุ่นหรือมีเลือดออกออกไป พร้อมแก้ไขจอประสาทตาโดยใช้เลเซอร์หรือฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคน อีกวิธีคือการดึงรั้งจอประสาทตาจากภายนอก เพื่อให้จอประสาทตาแนบกับผนังตา เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา ได้แก่ เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด เลเซอร์ภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซดันจอ และ OCT ช่วยตรวจประเมินความเสียหายของจอประสาทตาอย่างละเอียด การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาตาในระยะรุนแรง เช่น จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก หรือจอประสาทตาเสื่อมขั้นรุนแรง ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร การทำความเข้าใจขั้นตอนการผ่าตัด เทคโนโลยีที่ใช้ รวมถึงเงื่อนไขที่ผู้ป่วยควรเข้ารับการรักษา ไม่เพียงช่วยคลายความกังวล แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเตรียมตัวทั้งด้านร่างกายและจิตใจได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปฏิบัติตามคำแนะนำก่อนและหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด จะเพิ่มโอกาสในการฟื้นฟูการมองเห็นและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดอีกด้วย     ใครบ้างที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา? การผ่าตัดจอประสาทตาจะพิจารณาเมื่อจอประสาทตาเกิดความสูญเสียรุนแรง และไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ โดยกลุ่มอาการและโรคที่ต้องผ่าตัด ได้แก่   จอประสาทตาหลุดลอก จอประสาทตาหลุดลอก(Retinal Detachment) เป็นภาวะฉุกเฉินทางสายตาที่จอประสาทตาแยกตัวออกจากชั้นใต้เยื่อตาทำให้จุดรับภาพเสียการทำงาน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาการที่สังเกตได้ ได้แก่ เห็นแสงวาบหรือแฟลช ลอยเป็นจุดหรือเส้นลอยไปมา มองเห็นม่านมืดปกคลุมบางส่วนของภาพ และภาพพร่ามัว การตรวจวินิจฉัยและผ่าตัดจอประสาทตาโดยจักษุแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อดวงตา   จุดภาพชัดเสื่อม จุดภาพชัดเสื่อม (Macular Degeneration) โดยเฉพาะชนิดเปียก (Wet AMD) เป็นภาวะที่มีการสร้างเส้นเลือดผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้เปราะบาง แตกง่าย และอาจทำให้เกิดเลือดออกหรือน้ำเหลืองรั่วซึมเข้าสู่ชั้นจอประสาทตา ส่งผลให้การมองเห็นบริเวณตรงกลางภาพพร่ามัว บิดเบี้ยว หรือมีจุดดำบัง   โรคนี้สามารถลุกลามได้เร็วและรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร การรักษาในปัจจุบัน เช่น การฉีดยายับยั้งเส้นเลือดผิดปกติ (Anti-VEGF) การเลเซอร์ หรือการผ่าตัดจอประสาทตา สามารถช่วยชะลอความเสื่อมและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้มากขึ้น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องจะทำให้เส้นเลือดเล็กๆ ในจอประสาทตาเสียหาย แตก รั่ว หรือบวม ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว มองไม่ชัด และหากปล่อยไว้นานอาจทำให้จอประสาทตาเสื่อมจนสูญเสียการมองเห็นได้ถาวร   วิธีดูแลรักษามีทั้งการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด การเลเซอร์ การฉีดยาเข้าในลูกตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น   รูที่จุดรับภาพ รูที่จุดรับภาพ (Macular Hole) คือการเกิดรูเล็กๆ บริเวณจุดรับภาพตรงกลางของจอประสาทตา ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน หากเกิดรูขึ้นจะทำให้การมองเห็นผิดเพี้ยน เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นไม่ชัดตรงกลางภาพ แต่รอบข้างยังเห็นได้ปกติ   สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความเสื่อมตามวัย โดยเฉพาะในผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี หรือเกิดจากการดึงรั้งของวุ้นในตา บางรายอาจเกิดจากการบาดเจ็บที่ตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การมองเห็นแย่ลงเรื่อยๆ การรักษาหลักคือการผ่าตัดจอประสาทตา ซึ่งช่วยปิดรูและฟื้นฟูการมองเห็นได้ในหลายกรณี   พังผืดที่จอประสาทตา พังผืดที่จอประสาทตา (Epiretinal Membrane) คือการเกิดเยื่อบางๆ หรือพังผืดบนผิวของจอประสาทตา โดยเฉพาะบริเวณจุดรับภาพ พังผืดนี้จะดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้การมองเห็นผิดปกติ เช่น มองเห็นภาพบิดเบี้ยว เส้นตรงกลายเป็นเส้นโค้ง หรือมองเห็นภาพซ้อน อาการมักค่อยๆ เป็นทีละน้อย และพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับตา เช่น เบาหวานขึ้นตา วุ้นตาเสื่อม หรือเคยผ่าตัดตา   หากเป็นไม่มาก อาจไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นรุนแรงจนทำให้การมองเห็นลดลงมาก จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาเอาพังผืดออก ซึ่งสามารถช่วยให้การมองเห็นกลับมาชัดเจนขึ้นได้ในหลายกรณี   เลือดออกในวุ้นตา เลือดออกในวุ้นตา (Vitreous Hemorrhage) คือภาวะที่มีเลือดรั่วไหลเข้าไปในวุ้นตา ซึ่งเป็นเจลใสภายในลูกตา ทำให้การมองเห็นขุ่นมัว มองเห็นเป็นเงาดำ คล้ายหมอกหรือหยดหมึกลอยไปมา หากเลือดออกมากอาจทำให้มองเห็นแสงรางๆ หรือถึงขั้นมองไม่เห็นเลย   สาเหตุที่พบบ่อย ได้แก่ เบาหวานขึ้นจอประสาทตา (Diabetic Retinopathy) จอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก การบาดเจ็บที่ตา หรือหลอดเลือดผิดปกติในจอประสาทตา ภาวะนี้ถือว่าสำคัญเพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคจอประสาทตารุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาอาจเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นถาวร   การรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรง เช่น พักการใช้สายตา หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือออกแรงมาก การใช้เลเซอร์รักษาจอประสาทตา หรือการผ่าตัดจอประสาทตาเอาเลือดออกจากวุ้นตา (Vitrectomy) เพื่อช่วยให้กลับมามองเห็นได้ชัดขึ้น     การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดจอประสาทตา ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา การเตรียมตัวอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น   ควรปรึกษาจักษุแพทย์อย่างละเอียด พร้อมแจ้งประวัติการใช้ยา โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือภูมิแพ้ยา และเข้ารับการตรวจร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ เช่น ตรวจเลือด หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ทั้งหมด แพทย์อาจให้งดยาบางชนิดที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือวาร์ฟาริน ก่อนวันผ่าตัด โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำให้งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด ควรมีคนขับรถหรือผู้ดูแลในวันผ่าตัด เพื่อช่วยในการเดินทางกลับบ้านและดูแลในช่วงพักฟื้นแรกๆ เนื่องจากสายตาจะยังมองไม่ชัดเจน วิธีการผ่าตัดจอประสาทตา เมื่อจอประสาทตาเกิดความผิดปกติขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างรุนแรง การรักษาด้วยการผ่าตัดจอประสาทตาจึงเป็นวิธีที่แพทย์เลือกใช้ โดยมีหลายเทคนิควิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคและความรุนแรง ดังนี้   การผ่าตัดสลายวุ้นตา การผ่าจอประสาทตาเป็นหัตถการที่ซับซ้อน ใช้เครื่องมือขนาดเล็กมาก โดยแพทย์จะทำแผลเล็กๆ บนตาขาว 3 จุดเพื่อสอดเครื่องมือเข้าไปภายในดวงตา ขั้นแรกคือการตัดและสลายวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือมีเลือดออก เพื่อเปิดทางให้สามารถมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน จากนั้นจึงทำการแก้ไขปัญหาที่พบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาภาวะเลือดออก การใช้เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ หรือการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเพื่อช่วยดันจอประสาทตาให้กลับมาแนบเข้าที่ เมื่อเสร็จสิ้นทุกขั้นตอน แพทย์จะปิดแผลด้วยไหมละลายที่สามารถหายไปได้เองโดยไม่ต้องตัดออกภายหลัง   การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา การผ่าตัดดึงรั้งจอประสาทตา (Scleral Buckle) เป็นการรักษาที่แพทย์ใช้วัสดุซิลิโคนหรือฟองน้ำขนาดเล็กเย็บติดไว้กับผนังตาขาวด้านนอก วัสดุนี้จะทำหน้าที่กดผนังตาเข้าไปเล็กน้อย เพื่อช่วยปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตาและทำให้จอประสาทตากลับมาแนบกับผนังตาตามเดิม การผ่าตัดชนิดนี้มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะจอประสาทตาหลุดลอกจากการฉีกขาด โดยเฉพาะในรายที่ยังไม่มีพังผืดดึงรั้งมากนัก   ข้อดีคือวัสดุที่ใส่เข้าไปสามารถอยู่ในดวงตาได้ถาวรโดยไม่ก่อปัญหาส่วนใหญ่ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำการระบายหรือดูดของเหลวที่สะสมอยู่ใต้จอประสาทตาออกเพิ่มเติม เพื่อช่วยให้จอประสาทตาแนบกับผนังตาได้เร็วขึ้น หลังผ่าตัดอาจมีอาการเจ็บตา ตาแดง หรือมองเห็นไม่ชัดในระยะแรก แต่โดยทั่วไปมักจะดีขึ้นเมื่อดวงตาเริ่มฟื้นตัว     เทคโนโลยีที่ใช้ในการผ่าตัดจอประสาทตา การผ่าตัดจอประสาทตาในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงทักษะของแพทย์เท่านั้น แต่ยังมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เข้ามาช่วยเพิ่มทั้งความแม่นยำและความปลอดภัย   เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก (Micro-instruments) หัวเครื่องมือที่มีขนาดเล็กเพียง 23-27 G (เทียบเท่าเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4-0.6 มม.) ทำให้ทำแผลผ่าตัดได้เล็กมากและช่วยให้แผลหายเร็ว กล้องจุลทรรศน์ผ่าตัด (Surgical Microscope) กล้องกำลังขยายสูงที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นรายละเอียดของจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน เลเซอร์ (Endolaser) ใช้เลเซอร์เพื่อรักษาเส้นเลือดผิดปกติหรือเชื่อมรอยฉีกขาดของจอประสาทตาจากภายในลูกตา น้ำมันซิลิโคนหรือก๊าซ (Silicone Oil/Gas) ใช้ฉีดเข้าไปในลูกตาเพื่อดันจอประสาทตาให้แนบติดกับผนังตาในช่วงพักฟื้น OCT (Optical Coherence Tomography) เทคโนโลยีการถ่ายภาพจอประสาทตาด้วยแสงเลเซอร์ เพื่อให้แพทย์สามารถประเมินความเสียหายของจอประสาทตาได้อย่างละเอียดทั้งก่อนและหลังการผ่าตัด ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด การดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทั้งผู้ป่วยและญาติควรทำความเข้าใจขั้นตอนและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หากแพทย์ฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปในลูกตา แพทย์จะแนะนำให้นอนในท่าทางที่กำหนด เช่น นอนคว่ำหน้า ตะแคง หรือหงายหน้า เป็นระยะเวลาตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะท่าทางนี้จะช่วยให้ก๊าซหรือน้ำมันสามารถดันจอประสาทตาให้เข้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หยอดตาตามชนิดและความถี่ที่แพทย์สั่ง โดยล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังการหยอดตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ในช่วงสัปดาห์แรก ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตา งดการล้างหน้าโดยตรง แต่ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าแทน และงดการขยี้ตาโดยเด็ดขาด ห้ามเดินทางโดยเครื่องบินหากแพทย์ฉีดก๊าซเข้าในตา เพราะการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศอาจทำให้ก๊าซขยายตัวและเป็นอันตรายต่อดวงตาได้ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การก้มเงยศีรษะ การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมาก รวมถึงการเล่นกีฬาที่มีการกระทบกระเทือน ควรพักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนัก เช่น การดูโทรทัศน์ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ผลลัพธ์ที่ได้และระยะเวลาพักฟื้น การผ่าตัดจอประสาทตาช่วยแก้ไขความผิดปกติและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค โดยบางรายอาจมองเห็นดีขึ้นทันที ขณะที่บางรายต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่ หลังผ่าตัดผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลตนเองอย่างเข้มงวด โดยแพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำหรือจัดท่าพิเศษเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนดันจอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วงพักฟื้นใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ และควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักหรือยกของหนักจนกว่าจะหายดี   ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดจอประสาทตา ราคาในการผ่าตัดจอประสาทตาหรือผ่าตัดพังผืดจอประสาทตาแตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีและวิธีการที่ใช้ โดยทั่วไปจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าห้องผ่าตัด ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าเลนส์แก้วตาเทียมในกรณีที่จำเป็น แนะนำให้สอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายโดยตรงจากโรงพยาบาลที่เลือกเข้ารับการรักษาเพื่อความชัดเจนและเหมาะสมกับแผนการรักษาของแต่ละบุคคล   เทคโนโลยีการผ่าตัดจอประสาทตาของ Bangkok Eye Hospital  เทคโนโลยีที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพเลือกใช้เพื่อคืนอิสระแห่งการมองเห็นให้กับคนไข้ผ่านนวัตกรรม เรียกว่า PPV หรือการผ่าตัดวุ้นตาทางพาร์สพลานา โดยมีหัวใจสำคัญคือเครื่อง Constellation Vision System ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นมาตรฐานสูงสุดในการรักษาโรคจอประสาทตาที่ซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นภาวะจอประสาทตาลอก เบาหวานขึ้นตา หรือพังผืดที่จุดรับภาพชัด โดยเครื่องมือนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นอุปกรณ์ผ่าตัด แต่เปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการที่ผสานรวมเทคโนโลยีชั้นสูงไว้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของดวงตาคนไข้   ความโดดเด่นของเครื่อง Constellation ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพนำมาใช้ เริ่มต้นจากเทคโนโลยี ULTRAVIT® ซึ่งเป็นหัวตัดวุ้นตาความเร็วสูงที่สามารถทำงานได้ถึง 7,500 ถึง 10,000 ครั้งต่อนาที ความเร็วระดับนี้ช่วยให้จักษุแพทย์สามารถกำจัดวุ้นตาที่ขุ่นมัวหรือดึงรั้งพังผืดออกได้อย่างนุ่มนวลและต่อเนื่องที่สุด โดยลดแรงสะเทือนหรือแรงดึงรั้งที่จะเกิดขึ้นกับจอประสาทตาที่บางเบาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแตกต่างจากการผ่าตัดในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง ขณะเดียวกันระบบควบคุมความดันลูกตาอัจฉริยะหรือ IOP Control จะคอยตรวจวัดและรักษาความดันภายในลูกตาให้คงที่แบบเรียลไทม์ในทุกเสี้ยววินาทีของการผ่าตัด ป้องกันภาวะลูกตาฟีบหรือความดันตาสูงเกินไป ช่วยให้สภาวะภายในดวงตาของคนไข้มีความเสถียรและลดความเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกแทรกซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ในระหว่างที่แพทย์กำลังจัดการกับวุ้นตาและพังผืดอยู่นั้น ระบบส่องสว่างความละเอียดสูงแบบ Xenon จะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อจอประสาทตาได้อย่างชัดเจนแม้ในจุดที่บางที่สุด และเมื่อพบรอยฉีกขาดหรือจุดที่ต้องการการซ่อมแซม จักษุแพทย์จะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญคือการทำ Endolaser ซึ่งเป็นการยิงเลเซอร์จากภายในลูกตาโดยตรงผ่านระบบเลเซอร์ PurePoint® ที่ติดตั้งมาในเครื่อง Constellation พลังงานเลเซอร์ที่เสถียรจะช่วยเชื่อมปิดรอยฉีกขาดหรือจัดการกับเส้นเลือดที่ผิดปกติจากโรคเบาหวานได้อย่างแม่นยำประดุจการสมานรอยร้าวด้วยแสงที่ช่วยให้จอประสาทตากลับมาติดสนิทได้อย่างมั่นคง การผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกันช่วยให้แพทย์สามารถทำความสะอาด ซ่อมแซม และล็อกตำแหน่งจอประสาทตาให้เสร็จสิ้นได้อย่างสมบูรณ์ภายในการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว   ผลลัพธ์ที่คนไข้จะได้รับจากการผ่าตัดผ่านเทคโนโลยีขนาดเล็กพิเศษหรือ Small Gauge Surgery ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ คือแผลผ่าตัดที่มีขนาดเล็กกว่าหัวเข็มจนสามารถสมานตัวได้เอง โดยไม่ต้องเย็บแผล ช่วยลดความระคายเคืองและความบอบช้ำหลังการผ่าตัดได้อย่างมหาศาล ทำให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว    อย่างไรก็ตามยังต้องอาศัยการดูแลตัวเองหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่มีการฉีดก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนเข้าไปแทนที่วุ้นตาเพื่อช่วยกดจอประสาทตาไว้ ซึ่งคนไข้อาจจำเป็นต้องนอนคว่ำหน้าตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษาด้วยเลเซอร์และก๊าซทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด การเลือกรับการรักษาที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพจึงเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อโอกาสในการกลับมามองเห็นโลกที่สดใสอีกครั้ง   ผ่าตัดจอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการผ่าตัดจอประสาทตาอย่างครบวงจร ผสานเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   ตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างครบถ้วน เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์รักษาเส้นเลือดผิดปกติ และ OCT เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด หลังการผ่าตัด ทีมแพทย์จะดูแลและติดตามฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม แนะนำแนวทางการรักษาและวิธีดูแลหลังผ่าตัดที่เหมาะสมกับสภาพตาและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ให้ความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการผ่าตัดและการพักฟื้น สรุป การผ่าตัดจอประสาทตาเป็นการรักษาสำคัญสำหรับผู้ที่มีปัญหาจอประสาทตา เช่น จอประสาทตาหลุดลอก รูที่จุดรับภาพ หรือเบาหวานขึ้นจอประสาทตา โดยมีวิธีหลักคือการสลายวุ้นตาและการดึงรั้งจอประสาทตา เพื่อแก้ไขปัญหาและป้องกันการสูญเสียการมองเห็น เทคนิคสมัยใหม่ใช้เครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็ก เลเซอร์ และ OCT ช่วยให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยสูง ผู้ป่วยควรเตรียมตัวตามคำแนะนำแพทย์ ทั้งการงดน้ำอาหาร จัดการยาประจำตัว และมีผู้ดูแลในช่วงพักฟื้น การฟื้นตัวมักใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ปรึกษาและผ่าตัดจอประสาทตาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อดูแลดวงตาอย่างครบวงจรและปลอดภัย   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้! คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตา (FAQ) รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการผ่าตัดจอประสาทตาและคำตอบที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ก่อนเข้ารับการผ่าตัดจอประสาทตา เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ   อาการหลังผ่าตัดจอประสาทตามีอะไรบ้าง หลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมองเห็นภาพเบลอหรือพร่ามัวชั่วคราว มีอาการระคายเคือง แสบตา หรือน้ำตาไหลเล็กน้อย บางรายอาจเห็นเงาหรือจุดลอย รวมถึงแสงวาบและตาบวมรอบดวงตาเป็นปกติ แต่หากมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง เห็นแสงวาบหรือจุดดำเพิ่มขึ้น หรือการมองเห็นลดลง ควรรีบติดต่อจักษุแพทย์ทันทีเพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อน   ผ่าตัดจอประสาทตา นอนโรงพยาบาลกี่วัน โดยทั่วไปหลังผ่าตัดจอประสาทตา ผู้ป่วยมักต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล 1–2 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดและความซับซ้อนของการผ่าตัด รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วย แพทย์จะประเมินและแจ้งระยะเวลาพักฟื้นที่เหมาะสมก่อนกลับบ้าน   ผ่าตัดจอประสาทตา ทำไมต้องนอนคว่ำ หลังผ่าตัดจอประสาทตา แพทย์มักแนะนำให้นอนคว่ำเพื่อให้ก๊าซหรือน้ำมันซิลิโคนที่ฉีดเข้าไปในลูกตาดันจอประสาทตากลับเข้าที่ได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้จอประสาทตาแนบติดกับผนังตาและลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน ทำให้การฟื้นตัวและผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพสูงสุด
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111