มุมสุขภาพตา : #ต้อเนื้อ

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

ทำความเข้าใจถึงสาเหตุของต้อเนื้อ อาการ วิธีการรักษา และการป้องกัน

ต้อเนื้อ คือเนื้อเยื่อผิดปกติที่เติบโตบนเยื่อบุตาขาว ทำให้ตาขาวมีสีแดงและรู้สึกระคายเคือง รวมทั้งอาจทำให้มองเห็นมัวได้ วิธีรักษาต้อเนื้อ ทำได้ตั้งแต่การใช้ยาลดอาการอักเสบ การลอกเนื้อเยื่อออก และการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออก ป้องกันต้อเนื้อ เช่น ใส่แว่นกันแดดป้องกันแสง UV หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่น ควัน หรือสารเคมี และควรพักสายตาหากใช้งานดวงตามากเกินไป รักษาต้อเนื้อที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) มีจักษุแพทย์ที่มีประสบการณ์ อุปกรณ์ทันสมัย และบริการดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย   ทำความเข้าใจกับต้อเนื้อ โรคที่เกิดจากเยื่อบุที่ปกคลุมดวงตาเจริญเติบโตผิดปกติ สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ การรักษาที่สามารถทำได้หลายวิธี รวมถึงการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อให้คุณสามารถดูแลดวงตาของคุณได้อย่างดีและป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในอนาคต     รู้จักกับต้อเนื้อว่าคืออะไร ต้อเนื้อ (Pterygium) เกิดจากความผิดปกติของเยื่อเมือกบุตาที่มีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม อาจเริ่มโตจากบริเวณหัวตาหรือหางตา โดยมักพบบริเวณหัวตามากกว่า ต้อเนื้อสามารถเกิดขึ้นได้ที่ตาข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยจะมีอาการตาแดงและระคายเคือง หากต้อเนื้อลามไปบนกระจกตา อาจทำให้รบกวนการมองเห็นได้     สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อ สาเหตุที่ทำให้เกิดต้อเนื้อยังไม่รู้ชัดเจน แต่ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตต่างๆ คือ   ใช้สายตามากเกินไป เช่น ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เป็นเวลานาน ดวงตาแห้งและระคายเคืองบ่อย ดวงตาสัมผัสกับฝุ่นควัน มลภาวะ ลมร้อน ลมแห้ง และรังสียูวีมากกว่าปกติ ดวงตาสัมผัสกับสารเคมีที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเป็นเวลานาน มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อเนื้อ โรคเบาหวาน     อาการที่พบได้เมื่อเป็นต้อเนื้อ ต้อเนื้อในระยะแรก อาการยังไม่ชัด หรือไม่แสดงอาการให้ทราบ แต่เมื่อเข้าสู่ระยะหลังๆ อาการจะแสดงออก ดังนี้ ตาแดง บวม และระคายเคือง รู้สึกตาแห้ง คัน และแสบ รู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายหรือกรวดในตา มีก้อนเนื้อสีชมพูรูปทรงเหมือนสามเหลี่ยมงอกเข้าสู่ตาดำ น้ำตาไหลออกมามาก มองเห็นภาพไม่ชัด วิธีในการตรวจวินิจฉัยต้อเนื้อ จักษุแพทย์จะซักประวัติเพื่อหาสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน การทำงานหน้าจอ หรือสัมผัสสารเคมีโดยไม่มีการป้องกัน รวมถึงประวัติครอบครัวที่มีโรคต้อเนื้อ เพราะโรคต้อเนื้อมักพบได้จากผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อเนื้อมาก่อน นอกจากนี้จักษุแพทย์สามารถวินิจฉัยต้อเนื้อได้โดยใช้กล้องตรวจตา และอุปกรณ์ตรวจตาพิเศษ ซึ่งช่วยถ่ายภาพลูกตาเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของต้อเนื้อ เช่น การขยายขนาดหรือการลุกลาม และจักษุแพทย์อาจทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อแยกโรคอื่นๆ ที่อาจมีอาการคล้ายกับต้อเนื้อ เช่น มะเร็งของผิวดวงตา     วิธีรักษาต้อเนื้อ ทำได้อย่างไรบ้าง การรักษาต้อเนื้อทำได้หลายวิธี โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็นการใช้ยาและการผ่าตัด ได้แก่ การใช้ยารักษาต้อเนื้อ วิธีรักษาต้อเนื้อด้วยยาหยอดตา เช่น การใช้ขี้ผึ้งหรือน้ำตาเทียม หรือการควบคุมการอักเสบด้วยยาหยอดตาสเตียรอยด์ ยาต้านฮีสตามีน มีส่วนช่วยลดอาการคัน อาการระคายเคือง และตาแดงได้ แต่ไม่มียาหยอดตาตัวใดที่ทำให้ก้อนพังผืดต้อเนื้อหายไปได้    การใช้ยาในการรักษาต้อเนื้อจึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพียงแต่จะช่วยลดอาการระคายเคืองบรรเทาลงเท่านั้น การผ่าตัดรักษาต้อเนื้อ การผ่าตัดเป็นวิธีที่ใช้ในการนำต้อเนื้อออก โดยทั่วไปมี 2 วิธีหลักที่แพทย์เลือกใช้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วย เพื่อป้องกันการลุกลามและลดผลกระทบต่อการมองเห็น 1. ผ่าตัดลอกต้อเนื้อ การผ่าตัดลอกต้อเนื้อแบบปกติ เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็ว โดยลอกต้อเนื้อออกแล้วปล่อยให้เยื่อบุตาสร้างตัวขึ้นมาคลุมบริเวณที่ลอกออกเอง  วิธีนี้ไม่ค่อยเจ็บหรือระคายเคืองมากและไม่ต้องเย็บปิดแผล เนื่องจากร่างกายสามารถสร้างเยื่อบุตาขาวขึ้นมาทดแทนส่วนที่ถูกลอกออกไปได้เอง อย่างไรก็ตามข้อเสียของวิธีนี้คือมีโอกาสที่ต้อเนื้อจะกลับมาเกิดซ้ำได้สูงมากถึง 40-50% 2. ผ่าตัดลอกต้อเนื้อและปลูกเนื้อเยื่อ การผ่าตัดลอกต้อเนื้อพร้อมปลูกเนื้อเยื่อ เป็นการลอกต้อเนื้อออกแล้วเย็บปิดด้วยเนื้อเยื่อบุตาขาวของผู้ป่วยหรือเนื้อเยื่อรก วิธีนี้ใช้เวลาผ่าตัดนานและอาจระคายเคืองหลังผ่าตัด แต่ปัจจุบันมีการใช้กาวไฟบริน (Fibrin Glue) ช่วยลดระยะเวลาผ่าตัดและลดการระคายเคืองหลังผ่าตัดได้   ข้อดีของวิธีนี้คือ ลดโอกาสการเกิดซ้ำของต้อเนื้อให้เหลือเพียง 5-10% และช่วยให้แผลจากการผ่าตัดหายได้เร็วขึ้น ส่วนข้อเสียคือผู้ป่วยอาจรู้สึกระคายเคืองมากกว่า เนื่องจากไหมเย็บที่ใช้ในการปลูกเนื้อเยื่ออาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตาหลังการผ่าตัด เมื่อไรที่ควรรีบผ่าตัดรักษาต้อเนื้อ ต้อเนื้อไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่สามารถทำให้เกิดความระคายเคืองหรือไม่สบายตาได้ หากต้อเนื้อยังมีขนาดเล็ก สามารถรักษาได้ตามอาการ เช่น การใช้ยาหยอดตาเพื่อลดการระคายเคือง อย่างไรก็ตามหากต้อเนื้อลุกลามจนมีขนาดใหญ่และส่งผลต่อการมองเห็น ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการผ่าตัดรักษาโดยเร็ว วิธีปฏิบัติและดูแลตนเองหลังลอกตาต้อเนื้อ ข้อปฏิบัติหลังการลอกตาต้อเนื้อ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เยื่อบุตาขาวเสื่อมซ้ำ เพื่อป้องกันการเกิดต้อเนื้อใหม่ โดยดูแลตัวเองได้ดังนี้   หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งที่มีฝุ่น ควัน ลม และแสงแดดโดยตรง หากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง ควรสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันรังสียูวีและกันลม  หากจำเป็นต้องทำงานที่เกี่ยวข้องกับแสงยูวีหรือสารเคมีที่ระคายเคืองตา ควรสวมเครื่องป้องกันดวงตา เช่น แว่นตานิรภัย หรือหน้ากากป้องกันเสมอ ในกรณีที่ต้องทำงานที่ใช้สายตามาก ควรพักสายตาเป็นระยะ เพื่อช่วยลดความเมื่อยล้าและลดความเสี่ยงที่ต้อเนื้อจะขยายขนาด ผู้ป่วยควรใช้ยาหยอดตาหรือขี้ผึ้งตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ไม่ควรขยี้ตา เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบของตาและนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ได้ ห้ามใช้ยาหยอดตาสเตียรอยด์ติดต่อกันเกินระยะเวลาที่แพทย์สั่งหรือซื้อมาใช้เอง เพราะอาจเสี่ยงเกิดต้อหินและสูญเสียการมองเห็นถาวรได้     ป้องกันตัวเองอย่างไร ไม่ให้เป็นต้อเนื้อ เพื่อป้องกันต้อเนื้อและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจทำให้เกิดขึ้น ควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้   หากมีอาการระคายเคืองตาจากตาแห้ง ให้ใช้น้ำตาเทียมได้ โดยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ หากตาล้าหรือตาแห้งระหว่างวัน ให้พักสายตาโดยการหลับตา หรือเปลี่ยนระยะการมองบ่อยๆ หลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 10:00 - 14:00 น. เพื่อลดการโดนแสงยูวี ใส่แว่นที่สามารถป้องกันแสงยูวีและเพื่อป้องกันฝุ่น ลม ควัน หลีกเลี่ยงสภาวะแวดล้อมที่มีลม ฝุ่น ความร้อน ควัน สิ่งสกปรก และความแห้ง สังเกตดวงตาภายนอกและการมองเห็นของตนเองอยู่เสมอ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบเข้าพบจักษุแพทย์ สรุป ต้อเนื้อคือเยื่อบุตาขาวที่เจริญผิดปกติเข้ามาบริเวณตาดำ ทำให้ระคายเคืองและอาจบดบังการมองเห็นได้ อาการหลัก ได้แก่ ตาแดง ระคายเคือง มีอาการเจ็บเล็กน้อย และรู้สึกมีอะไรติดตา สาเหตุหลักมาจากการอยู่กลางแดด ฝุ่น ลม และแสงยูวี วิธีรักษาต้อเนื้อ สามารถใช้ยาหยอดตาหรือผ่าตัดเอาเยื่อบุตาที่ผิดปกติออก ส่วนการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด ฝุ่น ลม และแสงยูวี สวมแว่นกันแดด และใช้น้ำตาเทียมหากตาแห้ง หากคุณมีต้อเนื้อ แนะนำเข้ามารับการรักษาที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตาที่นี่พร้อมให้บริการดูแลและรักษาโรคเกี่ยวกับดวงตาด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย
ศูนย์รักษากระจกตา

โรคต้อที่ตาคืออะไร? แยกได้ทั้งหมดกี่ชนิด พร้อมอาการและวิธีการรักษา

ต้อเนื้อและต้อลมคืออะไร แตกต่างกันอย่างไร ?ต้อเนื้อเป็นโรคกลุ่มเดียวกันกับต้อลม แต่มีการยื่นเข้าไปในส่วนของกระจกตา (ตาดำ) สาเหตุเหมือนกับต้อลม คือเกิดจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตา บริเวณที่โดนแดด คือเมื่อก้อนเนื้อต้อลมโตขั้นเป็นมากขึ้น แล้วมีการยื่นเข้าไปในตาดำ ก็จะกลายเป็นเป็นต้อเนื้อนั่นเอง รู้ได้อย่างไรว่าเป็นต้อเนื้อ?ถ้ามองเข้าไปที่ตาจะเห็นก้อนเนื้อ สีชมพู เป็นรูปสามเหลี่ยมยื่นเข้าไปในตาดำ ถ้ามีการอักเสบมักเห็นเป็นสีแดงมากขึ้น ถ้าต้อลมจะอยู่แต่ที่ตาขาวเท่านั้น เป็นต้อเนื้อแล้วจะมีอาการอย่างไร?จะมีอาการระคายเคืองตา ตาแดง อาจคันหรือมีน้ำตาไหลถ้าโดนฝุ่นหรือลม ถ้าเป็นมากๆอาจกดกระจกตาทำให้มีสายตาเอียง หรือถ้าเป็นมากจนลุกลามไปบังตรงกลางของตาดำ อาจทำให้การมองเห็นมัวลงได้ เราจะป้องกันได้อย่างไร?หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เจอแดดแรงๆ หรือ ควรสวมแว่นกันแดด กางร่ม หรือสวมหมวกเพื่อไม่ให้ตาโดนแสงแดดโดยตรง ถ้าเป็นแล้ว จะรักษาให้หายได้หรือไม่ ตาจะบอดหรือไม่?กรณีถ้าเป็นไม่มาก อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัด อาจเพียงแค่รักษาด้วยยาลดการอักเสบ ลดแดง หรือลดอาการระคายเคืองเป็นครั้งคราว แต่ถ้ามีอาการอักเสบบ่อยๆ หรือต้อเนื้อใหญ่มากขึ้น จนทำให้การมองเห็นแย่ลง อาจพิจารณาทำผ่าตัดลอกต้อเนื้อได้ ต้อเนื้อไม่อันตรายโดยปรกติไม่ทำให้ตาบอด ถ้าเป็นมากสามารถผ่าตัดรักษาได้ การผ่าตัดทำได้โดยแค่ฉีดยาชาเฉพาะที่ ใช้เวลาไม่นาน แต่การดูแลหลังผ่าตัดเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ คนไข้ต้องหยอดยาตามแพทย์สั่ง และ หลีกเลี่ยงการเจอผุ่น ลม แดด ไม่เช่นนั้นต้อเนื้ออาจกลับเป็นซ้ำได้ ซึ่งจะมีการอักเสบรุนแรงมากขึ้น และการทำผ่าตัดซ้ำก็ทำได้ยากขึ้น การผ่าตัดต้อเนื้อมีหลายวิธีดังนี้ การลอกต้อเนื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่เอาเยื่อบุใดๆมาแปะ วิธีนี้ทำในกรณีผุ้ป่วยอายุมาก ต้อเนื้อไม่มีการอักเสบมาก ปัจจุบันไม่นิยมเนื่องจากอัตราการเกิดซ้ำสูงมาก การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อบุตามาแปะ คือนอกจากตัดต้อเนื้อ ออกแล้ว ยังเอาเยื่อบุตาส่วนบนของตาคนไข้เอง มาเย็บเข้าในบริเวณที่เป็นต้อเนื้อเดิม วิธีนี้ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดีมาก การลอกต้อเนื้อ และเอาเยื่อหุ้มรกมาแปะ วิธีทำผ่าตัดเหมือนวิธีที่ 2 แต่ใช้เยื่อหุ้มรกมาเย็บแทน ทำให้ไม่ต้องใช้เยื่อบุตาของคนไข้ และใช้ได้ในกรณีเป็นซ้ำ และได้ใช้เยื่อบุตาตนเองไปแล้ว การลอกต้อเนือโดยการใช้mitomycin c ร่วมกับใช้เยื่อหุ้มรก หรือ เยื่อบุตาแปะ จะ ช่วยลดการเกิดซ้ำได้ดี โดยเฉพาะในคนไข้กลุ่มที่มีความเสียงสูงในการเกิดซ้ำ แต่ก็ต้องใช้ยานี้อย่างระมัดระวังเนื่องจากอาจมีข้อแทรกซ้อนจากยา การแปะเยื่อหุ้มรกหรือเยื่อบุตานั้น อาจใช้ไหมเย็บ หรืออาจใช้กาว fibrin แปะโดยไม่ต้องเย็บก็ได้ ทั้งต้อลมและต้อเนื้อนั้น ถ้าเราทราบว่าเป็นแล้ว การป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ซึ่งทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่ระวังหรือหลีกเลี่ยงการโดนแดด ฝุ่น ลม เช่น ใส่แว่นกันแดด ใช้ร่ม สวมหมวก ก็ทำให้เราลดโอกาสการโดนแดดโดยตรง โรคก็จะไม่เป็นมากขึ้นค่ะ  
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111