บทความสุขภาพตา : #จอประสาทตา

เรียงตาม

เลสิก (LASIK) คืออะไร? ขั้นตอน ข้อดี และการดูแลหลังทำอย่างไร

สรุปสาระสำคัญ การทำเลสิก (LASIK) คือการผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยปรับความโค้งของกระจกตาให้แสงตกกระทบจอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเลสิกหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, TransPRK, SBK LASIK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® และ PresbyLASIK ซึ่งแต่ละวิธีมีข้อดี ข้อจำกัด และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน (ประมาณ 30,000–120,000 บาท/2 ตา) การเตรียมตัวก่อนผ่าตัดและการดูแลตัวเองหลังทำอย่างถูกวิธี เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวเร็ว ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และควรได้รับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ ในปัจจุบัน “ปัญหาสายตา” เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวม “การทำเลสิก (LASIK)” จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาสายตาอย่างถาวร โดยไม่ต้องพึ่งพาแว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์อีกต่อไป บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับการทำเลสิกอย่างครบถ้วน ตั้งแต่เลสิกคืออะไร มีกี่ประเภท แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงขั้นตอนการทำเลสิก การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ข้อดี ข้อจำกัด และวิธีดูแลตัวเองหลังทำ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดในระยะยาว   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร? ▶ เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง? ▶ ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ▶ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ▶ ข้อควรทำหลังทำเลสิก ▶ ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี ▶ ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้ ▶ ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) การทำเลสิก (LASIK) คืออะไร?   การทำเลสิก (LASIK: Laser In Situ Keratomileusis) คือ การผ่าตัดแก้ไขค่าสายตาด้วยเลเซอร์ โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูง เพื่อปรับความโค้งของกระจกตาให้เหมาะสมกับสายตาของแต่ละบุคคล หลักการทำงานของเลสิก คือ จักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ในการปรับแต่งกระจกตา เปรียบเสมือนการ “เจียระไนเลนส์” ให้มีความโค้งที่พอดี ส่งผลให้แสงสามารถตกกระทบที่จอประสาทตาได้อย่างถูกต้อง ทำให้การมองเห็นกลับมาคมชัดอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งแว่นหรือคอนแทคเลนส์ ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน การทำเลสิกจึงมีความปลอดภัยสูง เจ็บน้อย และใช้เวลาในการรักษาไม่นาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว เลสิกแก้ไขสายตาอะไรได้บ้าง?   การทำเลสิกในปัจจุบันสามารถแก้ไข “ปัญหาสายตาผิดปกติ” ได้หลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละประเภทมีสาเหตุและลักษณะอาการที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1. สายตาสั้น (Myopia) สายตาสั้น คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะไกลไม่ชัด แต่สามารถมองเห็นระยะใกล้ได้ชัดเจน สาเหตุหลักเกิดจากกระจกตามีความโค้งมากเกินไป หรือความยาวของลูกตายาวกว่าปกติ ส่งผลให้แสงโฟกัสตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด 2. สายตายาว (Hyperopia) สายตายาว คือ ภาวะที่มองเห็นวัตถุระยะใกล้ไม่ชัด แต่ระยะไกลอาจยังมองเห็นได้ดีกว่า สาเหตุเกิดจากกระจกตามีความโค้งน้อยเกินไป (ค่อนข้างแบน) หรือความยาวของลูกตาสั้นเกินไป ทำให้แสงไปโฟกัสหลังจอประสาทตา นอกจากนี้ “สายตายาวตามวัย” (Presbyopia) มักพบในผู้ที่มีอายุมากขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตาเสื่อมลง ทำให้โฟกัสระยะใกล้ได้ไม่ดีเหมือนเดิม 3. สายตาเอียง (Astigmatism) สายตาเอียง คือ ภาวะที่การมองเห็นไม่คมชัดในทุกระยะ เนื่องจากกระจกตามีความโค้งไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้แสงที่เข้าสู่ตาไม่สามารถรวมเป็นจุดโฟกัสเดียวบนจอประสาทตาได้ ทำให้ภาพที่เห็นมีลักษณะเบลอ บิดเบี้ยว หรือซ้อนกัน 4. สายตาสั้นร่วมกับสายตายาวตามวัย เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีสายตาสั้นอยู่เดิม และเมื่ออายุมากขึ้น จะเริ่มมีปัญหาสายตายาวตามวัยร่วมด้วย สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อตาและเลนส์ตา ทำให้ความสามารถในการโฟกัสลดลง ส่งผลให้มีปัญหาทั้งการมองเห็นระยะไกลและระยะใกล้ ในปัจจุบัน เทคโนโลยีเลสิกสามารถช่วยแก้ไขปัญหาสายตาในกลุ่มนี้ได้เช่นกัน โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ประเภทของเลสิก (LASIK) ในปัจจุบัน ปัจจุบันเทคโนโลยีการแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ โดยแต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี ข้อจำกัด และความเหมาะสมที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากค่าสายตา ความหนาของกระจกตา ไลฟ์สไตล์ และคำแนะนำของจักษุแพทย์ 1. PRK   PRK เป็นเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โดยจักษุแพทย์จะลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุด (Epithelium) ออก จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตาตามค่าสายตา ก่อนปิดผิวกระจกตาด้วยคอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้ดี ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ไม่มีการเปิดฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงของภาวะฝากระจกตาเคลื่อนในระยะยาว ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 5–7 วันแรก มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่วงที่ผิวกระจกตากำลังสมานตัว ใช้ระยะเวลาฟื้นตัวนานกว่าวิธีอื่น โดยการมองเห็นจะค่อยๆ ดีขึ้นภายในประมาณ 3–4 สัปดาห์ มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพ หรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา เช่น นักบิน ทหาร ตำรวจ และนักกีฬา 2. TransPRK   TransPRK เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก PRK โดยใช้เลเซอร์ Excimer Laser ลอกผิวกระจกตาและปรับความโค้งของกระจกตาในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือขูดผิวกระจกตา ทำให้ลดการสัมผัสกับเนื้อเยื่อดวงตา ข้อดี ลดอาการระคายเคืองหลังทำเมื่อเทียบกับ PRK แผลเรียบสม่ำเสมอ และโดยทั่วไปฟื้นตัวได้เร็วกว่า PRK การมองเห็นกลับมาชัดเจนได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ข้อจำกัด อาจมีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองในช่วง 3–4 วันแรก ใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเลสิกวิธีอื่น เช่น FemtoLASIK หรือ SMILE Pro™ 2.0 มีความเสี่ยงที่กระจกตาเป็นฝ้าขุ่น กรณีค่าสายตาผิดปกติสูง หรือมีโรคกระจกตาอื่นๆ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่มีกระจกตาค่อนข้างบาง หรือมีข้อจำกัดในการเปิดฝากระจกตา ผู้ที่ประกอบอาชีพหรือเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยงต่อการกระแทกบริเวณดวงตา 3. SBK LASIK   SBK LASIK เป็นการพัฒนาจากเลสิกแบบดั้งเดิม โดยใช้ใบมีดชนิดพิเศษ (Microkeratome) สร้างฝากระจกตาที่มีความบาง ก่อนใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา แล้วปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายเข้าถึงได้ (ประมาณ 30,000–40,000 บาท/2 ตา) ฟื้นตัวเร็ว มองเห็นชัดไวภายใน 1–2 วัน ใช้เนื้อกระจกตาน้อยกว่าเลสิกแบบดั้งเดิม ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการตาแห้งในช่วงแรกหลังทำ ผู้ที่ดวงตาค่อนข้างเล็กอาจได้รับคำแนะนำให้เลือกเทคโนโลยีอื่น เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอ ผู้ที่ไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง และมีค่าสายตาอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม 4. FemtoLASIK   FemtoLASIK เป็นเลสิกไร้ใบมีดที่พัฒนาต่อยอดจาก SBK LASIK โดยใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser เปิดฝากระจกตาแทนการใช้ใบมีด จากนั้นใช้เลเซอร์ Excimer Laser ปรับความโค้งของกระจกตา ก่อนปิดฝากระจกตากลับเข้าที่เดิม ข้อดี ค่าใช้จ่ายประหยัดที่สุดในกลุ่มเลสิกไร้ใบมีด (ประมาณ 40,000–60,000 บาท/2 ตา) มีความแม่นยำ และปลอดภัยสูงกว่า PRK และ SBK LASIK ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ใบมีด มีอาการปวด แสบตา หรือระคายเคืองน้อยกว่า PRK และ SBK LASIK ข้อจำกัด มีการเปิดฝากระจกตา จึงอาจได้รับผลกระทบหากเกิดการกระแทกรุนแรงในช่วงแรกหลังทำ อาจมีอาการแสงกระจายหรือมองเห็นไม่ชัดในที่มืดช่วงแรกหลังทำ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการความแม่นยำสูงและผลข้างเคียงต่ำ ผู้ที่มีกระจกตาหนาเพียงพอและไม่มีภาวะตาแห้งรุนแรง 5. SMILE Pro™ 2.0   SMILE Pro™ 2.0 เป็นเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กที่พัฒนาต่อยอดจาก ReLEx SMILE โดยใช้ Femtosecond Laser สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา ใช้เวลายิงเลเซอร์เพียงประมาณ 8 วินาทีต่อข้าง พร้อมระบบ CentraLign® และ OcuLign® ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษาสายตา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา รู้สึกเจ็บน้อยกว่าวิธีอื่นๆ และฟื้นตัวค่อนข้างเร็ว ลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งเมื่อเทียบกับเลสิกที่มีการเปิดฝากระจกตา มีความแม่นยำสูงด้วยระบบช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์อัตโนมัติ ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 80,000–100,000 บาท/2 ตา) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 6. NanoLASIK   NanoLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พัฒนาต่อยอดจาก FemtoLASIK โดยใช้ Ziemer Femto Z8 ซึ่งเป็น Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลในการเปิดฝากระจกตา พร้อมระบบ Iris Registration และโปรแกรม Optimized Aspheric เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษาและช่วยลดแสงกระจายในเวลากลางคืน ข้อดี ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ประหยัดเนื้อกระจกตา เหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง ลดโอกาสเกิดแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในเวลากลางคืน มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท/2 ตา) มีการเปิดฝากระจกตา จึงควรหลีกเลี่ยงการกระแทกดวงตาอย่างรุนแรง เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง หรือสายตาสั้น เอียง ร่วมกับสายตายาว (Monovision) ผู้ที่มีค่าสายตาค่อนข้างสูง กระจกตาค่อนข้างบาง มีโอกาสทำเลสิกวิธีนี้ได้ ผู้ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วหลังทำเลสิก และต้องการผลข้างเคียงหลังทำต่ำ 7. NanoReLEx®   NanoReLEx® เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ โดยใช้ Femtosecond Laser พลังงานต่ำระดับนาโนจูลสร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) และนำออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร พร้อมเทคโนโลยี AI และ OCT Scan แบบ Real-time ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยระหว่างการรักษา ข้อดี แผลมีขนาดเล็ก ช่วยคงความแข็งแรงของกระจกตา ใช้เลเซอร์พลังงานต่ำ ลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตา แผลหายเร็ว ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน และมีโอกาสเกิดภาวะตาแห้งน้อย มีระบบ AI และ OCT Scan ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการรักษา ข้อจำกัด ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง (ประมาณ 100,000–120,000 บาท) ไม่สามารถรักษาสายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ได้ เหมาะกับใคร ผู้ที่ต้องการแก้ไขสายตาสั้น เอียง ผู้ที่ต้องการกลับมาใช้สายตาได้อย่างรวดเร็ว ผู้ที่ต้องการลดโอกาสเกิดภาวะตาแห้งหลังทำเลสิก 8. เลสิกสายตายาว PresbyLASIK   PresbyLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดสำหรับรักษาสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) โดยพัฒนาต่อยอดจาก Monovision LASIK ด้วยการปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือและแว่นสายตาในชีวิตประจำวัน ข้อดี มองเห็นได้ชัดทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล ปรับตัวกับการมองเห็นได้เร็วกว่า Monovision LASIK ฟื้นตัวเร็ว สามารถกลับมาใช้สายตาได้ภายในประมาณ 1 วัน ช่วยลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ข้อจำกัด อาจมีอาการแสงฟุ้งหรือแสงกระจายในช่วงแรกหลังทำ ความคมชัดในบางระยะอาจลดลงเมื่อเทียบกับการแก้ไขสายตาแบบระยะเดียว ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงตามการเสื่อมของสายตาตามวัย เหมาะกับใคร ผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป และเริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ ผู้ที่ต้องใช้สายตาหลายระยะในชีวิตประจำวัน ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือ ปรึกษาและตรวจประเมินก่อนทำเลสิก ตรวจวิเคราะห์สภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเลือกเทคโนโลยีเลสิกที่เหมาะกับคุณที่สุด สอบถามราคาแต่ละเทคนิคและโปรโมชันได้ที่นี่ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก   เพื่อให้การผ่าตัดเลสิกเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด ผู้เข้ารับการรักษาควรเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้ งดใส่คอนแทคเลนส์ก่อนวันผ่าตัด ควรงดใส่อย่างน้อย 3–7 วัน (หรือมากกว่านั้นในบางประเภท) เพื่อให้กระจกตากลับสู่สภาพปกติ ทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย อาบน้ำ ล้างหน้า และสระผมให้สะอาดในวันผ่าตัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ งดแต่งหน้าในวันผ่าตัด รวมถึงงดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรือครีมบำรุงรอบดวงตา สวมเสื้อผ้าที่สะดวกต่อการเปลี่ยน แนะนำให้ใส่เสื้อแบบติดกระดุมด้านหน้า เพื่อลดการกระทบกระเทือนบริเวณดวงตาหลังทำ งดใช้น้ำหอมและสเปรย์ทุกชนิด เช่น สเปรย์ผม น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์ที่มีกลิ่นฉุน เพื่อลดการระคายเคืองระหว่างการผ่าตัด งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด เพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน แจ้งประวัติการใช้ยาให้แพทย์ทราบ รวมถึงยาประจำ อาหารเสริม หรือโรคประจำตัว เพื่อให้แพทย์พิจารณาความเหมาะสมและความปลอดภัย ควรมีผู้ติดตามมาด้วยในวันผ่าตัด และไม่ควรขับรถมาเอง เนื่องจากหลังทำเลสิกอาจมีอาการตาพร่า หรือระคายเคืองชั่วคราว การเตรียมตัวที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย และส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นหลังการผ่าตัดในระยะยาว ข้อควรทำหลังทำเลสิก   เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด ผู้เข้ารับการทำเลสิกควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อดวงตา ดังนี้ ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด เนื่องจากอาจส่งผลต่อกระจกตาที่กำลังฟื้นตัว หากมีอาการคัน ควรล้างมือให้สะอาด และใช้นิ้วแตะเบาๆ บริเวณหัวตาหรือหางตาแทน หลีกเลี่ยงการให้น้ำเข้าตา โดยเฉพาะในช่วง 5–7 วันแรกหลังผ่าตัด ควรระมัดระวังขณะล้างหน้า สระผม หรืออาบน้ำ งดว่ายน้ำหรือดำน้ำ อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากน้ำ งดแต่งหน้าบริเวณรอบดวงตา เช่น อายไลเนอร์ มาสคาร่า หรืออายแชโดว์ ในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก หยอดยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดการอักเสบ ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลสมานตัวได้ดี ใส่ฝาครอบตาขณะนอนหลับ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเผลอขยี้ตาโดยไม่รู้ตัว หลีกเลี่ยงการใช้สายตาหนักเกินไป เช่น การจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ควรพักสายตาเป็นระยะ เพื่อลดอาการตาล้าและตาแห้ง การปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจะช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผลลัพธ์การมองเห็นมีประสิทธิภาพในระยะยาว ทำเลสิกอยู่ได้กี่ปี โดยทั่วไปผลลัพธ์จากการทำเลสิกสามารถอยู่ได้นานหลายปี เพราะเป็นการใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตาเดิม อย่างไรก็ตาม เลสิกไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของดวงตาได้ เช่น สายตายาวตามวัยที่มักเริ่มพบในช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป หรือภาวะต้อกระจกในอนาคต ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลงได้แม้เคยทำเลสิกแล้ว ใครที่ไม่สามารถทำเลสิกได้   แม้ว่าการทำเลสิกจะเป็นวิธีแก้ไขสายตาที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้ได้ โดยผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้อาจไม่เหมาะสมกับการทำเลสิก ผู้ที่มีค่าสายตาสั้นสูงมาก (มากกว่า 1,400) ซึ่งอาจเกินขอบเขตที่เลสิกสามารถแก้ไขได้อย่างปลอดภัย ผู้ที่มีกระจกตาบางมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา เช่น กระจกตาโก่ง (Keratoconus) ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตา เช่น ตาแห้งรุนแรง หรือมีการติดเชื้อบริเวณดวงตา ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือโรคที่ส่งผลต่อการสมานแผล ผู้ที่มีค่าสายตายังไม่คงที่ (มักพบในช่วงอายุต่ำกว่า 18 ปี) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำเลสิก ควรเข้ารับการตรวจประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์ เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมและเลือกแนวทางการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด ทำเลสิกที่ Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสถานพยาบาลในการทำเลสิก ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) คือศูนย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาที่ได้รับความไว้วางใจ ด้วยมาตรฐานการรักษาระดับสากล ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบผลลัพธ์การมองเห็นที่มีคุณภาพสูงสุดในระยะยาว จุดเด่นของศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) มาตรฐานระดับสากล AACI พร้อมประสบการณ์กว่า 28 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และมีประสบการณ์ด้านการรักษาดวงตามากกว่า 28 ปี พร้อมดูแลคนไข้มาแล้วกว่า 100,000 ดวงตา ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง มากกว่า 14 ท่าน จากสถาบันการแพทย์ชั้นนำ นำทีมโดย รศ.นพ.อนันต์ วงศ์ทองศรี พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมในแต่ละบุคคล เทคโนโลยีเลสิกครบครัน มากกว่า 11 เทคนิค รองรับทั้งเคสทั่วไปและเคสยากซับซ้อน สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) ตรวจวินิจฉัยแม่นยำ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ โดยทีมนักทัศนมาตรและบุคลากรทางการแพทย์ประสบการณ์สูง ร่วมกับเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อการวางแผนการรักษาที่ตรงจุด ดูแลครบวงจร พร้อมบริการระดับพรีเมียม ตั้งแต่การตรวจ วางแผน ผ่าตัด และติดตามผลอย่างใกล้ชิด ภายใต้บรรยากาศที่ผ่อนคลายและใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยความพร้อมทั้งด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการทำเลสิกอย่างมั่นใจ และได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุด สรุป การทำเลสิก (LASIK) เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหาสายตาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีวิธีการรักษาหลากหลายรูปแบบ เช่น PRK, FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0 รวมถึง PresbyLASIK สำหรับผู้ที่มีสายตายาวตามวัย แต่ละเทคโนโลยีมีหลักการรักษา ข้อดี และข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกวิธีที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาจากโครงสร้างดวงตา ค่าสายตา และไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล โดยต้องผ่านการตรวจประเมินอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด และการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์การรักษามีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เลสิกอาจไม่เหมาะกับทุกคน ผู้ที่มีค่าสายตาสูงมาก หรือมีความผิดปกติของกระจกตา ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่ปลอดภัยที่สุด สำหรับผู้ที่กำลังมองหาการทำเลสิก การเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีที่ครบครัน เช่น ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION) จะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และทำให้ได้ผลลัพธ์การมองเห็นที่คมชัด ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำเลสิก (FAQ) ทำเลสิกแล้วสายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่ค่าสายตายังไม่คงที่ก่อนทำเลสิก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของดวงตาตามอายุ แต่โดยทั่วไปผลลัพธ์ของเลสิกค่อนข้างคงที่ในระยะยาว หากเริ่มมองไม่ชัดอีกครั้งควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ทำเลสิกแล้วตอนอายุมากขึ้นต้องใส่แว่นไหม อาจต้องใช้แว่นอ่านหนังสือเมื่อมีสายตายาวตามวัย เพราะเลสิกช่วยแก้ค่าสายตาเดิม เช่น สั้น ยาว หรือเอียง แต่ไม่สามารถป้องกันความเสื่อมตามวัยของเลนส์ตาได้ หลังทำเลสิกต้องตรวจตาบ่อยแค่ไหน ควรมาตรวจตามนัดที่จักษุแพทย์กำหนดในช่วงแรกหลังผ่าตัด (1 วัน, 7 วัน, 1 เดือน หรือตามที่แพทย์นัดติดตามอาการหลังผ่าตัด) หลังจากนั้นควรตรวจสุขภาพตาเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น มองเห็นไม่ชัด ตาแห้งมาก แสบตา หรือมีแสงกระจายผิดปกติ เพื่อดูแลผลลัพธ์และสุขภาพดวงตาในระยะยาว กระจกตาบางทำเลสิกได้ไหม คนที่กระจกตาบางเกินไปมักไม่สามารถทำเลสิกได้ เนื่องจากขั้นตอนการแยกชั้นกระจกตาอาจทำให้กระจกตาที่เหลือบางจนเกิดอันตราย แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาสายตาที่ปลอดภัยสำหรับคนกระจกตาบาง เช่น การทำเลสิกวิธี NanoLASIK ที่ประหยัดเนื้อกระจกตามากกว่าเลสิกวิธีอื่น (เอกสิทธิ์เฉพาะที่ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)) หรือการผ่าตัดใส่เลนส์เสริม (ICL) ดังนั้น หากคุณกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะช่วยประเมินวิธีที่เหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้แทนการทำเลสิกทั่วไป เลสิกแพงไหม ราคาเท่าไหร่ การทำเลสิกมีราคาที่หลากหลายขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้และสถานพยาบาล โดยทั่วไปราคาจะเริ่มต้นที่ประมาณ 30,000 บาท ไปจนถึง 150,000 บาทต่อตาทั้งสองข้าง การทำ PRK หรือเลสิกแบบดั้งเดิมมักมีราคาประหยัดที่สุด ส่วนเลสิกแบบไร้ใบมีด เช่น FemtoLASIK, SMILE Pro™ 2.0, NanoLASIK, NanoReLEx® ที่ใช้เลเซอร์ความแม่นยำสูงจะมีราคาสูงขึ้นตามลำดับ แม้จะดูเป็นเงินก้อนใหญ่ แต่นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวเมื่อเทียบกับค่าคอนแทคเลนส์และแว่นตาที่คุณต้องจ่ายตลอดชีวิต เลสิกน่ากลัวไหม ความกลัวเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคนที่ต้องทำหัตถการกับดวงตา แต่ในความเป็นจริงการทำเลสิกไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความปลอดภัยและแม่นยำสูงมาก ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ล้ำสมัย ตลอดการผ่าตัดจักษุแพทย์จะดูแลอย่างใกล้ชิดและใช้เวลาเพียง 10–15 นาทีต่อข้างเท่านั้น เลสิกเจ็บไหม ก่อนเริ่มขั้นตอนการทำเลสิกแพทย์จะหยอดยาที่ดวงตา ทำให้คุณไม่รู้สึกเจ็บตลอดการผ่าตัด แต่อาจมีความรู้สึกตึงๆ หรือเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเบาๆ เพียงไม่กี่วินาทีในบางขั้นตอนเท่านั้น หลังจากยาชาหมดฤทธิ์ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก อาจมีอาการระคายเคืองตา น้ำตาไหล หรือเคืองตาคล้ายมีเม็ดทรายอยู่ในตา ซึ่งเป็นอาการปกติที่สามารถบรรเทาได้ด้วยการหยอดน้ำตาเทียมและทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

เลเซอร์จอประสาทตา วิธีรักษาจอประสาทตาให้มองเห็นชัดและได้ผลเร็ว

เลเซอร์จอประสาทตาคือการรักษาด้วยลำแสงเลเซอร์ไปยังจุดที่ผิดปกติของจอประสาทตา เพื่อป้องกันการลอก ฉีกขาด หรือความเสียหายของจอประสาทตา และช่วยคงประสิทธิภาพการมองเห็น เลเซอร์จอประสาทตาช่วยรักษาภาวะเส้นเลือดผิดปกติจากเบาหวานขึ้นตา รอยฉีกขาดหรือรูรั่วที่จอประสาทตา ภาวะบวมที่จุดรับภาพ และเส้นเลือดอุดตันในจอประสาทตา เพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นถาวร ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาคือปลอดภัย เห็นผลเร็ว ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล และช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาโรคจอประสาทตาด้วยเลเซอร์นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่เผชิญกับภาวะคุกคามการมองเห็น เทคโนโลยีเลเซอร์จอประสาทตาเปรียบเสมือนเครื่องมืออันแม่นยำที่เข้ามาช่วยซ่อมแซมและปกป้อง จอประสาทตาของเราจากความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เพื่อรักษาการมองเห็นที่เหลืออยู่ไม่ให้แย่ลงไปกว่าเดิม หากคุณกำลังพิจารณาการรักษาด้วยวิธีนี้ การทำความเข้าใจขั้นตอน ข้อดี และความปลอดภัยจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ   การเลเซอร์จอประสาทตาคืออะไร? การเลเซอร์จอประสาทตาเป็นการยิงลำแสงเลเซอร์เข้มข้นไปยังจุดที่ต้องการบนจอประสาทตา พลังงานจากเลเซอร์จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นแข็งตัวเล็กน้อย ช่วยหยุดความเสียหายและป้องกันไม่ให้โรคดำเนินไปมากขึ้น อีกทั้งยังสร้างแผลเป็นบนผิวจอประสาทตาเพื่อลดการงอกของเส้นเลือดใหม่ จึงเป็นทางเลือกสำคัญในการรักษาภาวะเส้นเลือดในตาแตกหรืออุดตัน เช่น ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนเบาหวานขึ้นจอประสาทตา   เลเซอร์จอประสาทตาช่วยรักษาอะไรบ้าง? เลเซอร์จอประสาทตาเป็นการรักษาที่ใช้แก้ไขโรคและความผิดปกติของจอประสาทตาหลายประเภท ซึ่งพบบ่อยและส่งผลต่อการมองเห็น เช่น   เบาหวานขึ้นจอประสาทตา โรคแทรกซ้อนจากเบาหวานสามารถทำให้หลอดเลือดในจอประสาทตาผิดปกติ เกิดหลอดเลือดงอกใหม่ที่เปราะและแตกง่าย หรือเกิดจุดบวมที่รับภาพชัด (Macular Edema) การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาบางส่วนช่วยผนึกหลอดเลือดที่รั่วซึม และยับยั้งการเจริญเติบโตของหลอดเลือดใหม่ที่ผิดปกติ ทำให้ลดอาการบวมและป้องกันการตกเลือดในตาได้   จอประสาทตาเป็นรูหรือฉีกขาด เมื่อจอประสาทตามีรอยฉีกขาด น้ำจากวุ้นตาอาจซึมผ่านเข้าไปด้านใต้ ทำให้เกิดภาวะจอประสาทตาเป็นรูหรือหลุดลอก (Retinal Detachment) ซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นตาบอดถาวร การยิงเลเซอร์จอประสาทตาจะเปรียบเสมือนการเชื่อม (Welding) หรือเย็บขอบรอยฉีกให้ติดแน่นกับเนื้อเยื่อใต้จอประสาทตา ป้องกันไม่ให้น้ำไหลผ่านเข้าไป เพิ่มความปลอดภัยให้ดวงตา   เส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน เมื่อเส้นเลือดดำในจอประสาทตาเกิดการอุดตัน เลือดและน้ำจะรั่วเข้าสู่จอประสาทตา ทำให้เกิดอาการบวมและสายตาพร่ามัว การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาจะช่วยลดการบวม ลดการรั่วซึมของของเหลว และป้องกันความเสียหายถาวรต่อจอประสาทตา ทำให้สายตาชัดขึ้นและลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น   ขั้นตอนการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา หลายคนอาจกังวลเรื่องความเจ็บหรือความเสี่ยง แต่จริงๆ แล้วเลเซอร์จอประสาทตาปลอดภัย ใช้เวลา 10-20 นาทีต่อครั้ง และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล โดยมีขั้นตอนในการรักษาคือ   จักษุแพทย์จะตรวจสภาพตาอย่างละเอียด และอาจมีการขยายรูม่านตาเพื่อการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้น จากนั้นจะหยอดยาชาเฉพาะที่บริเวณดวงตา และใช้เลนส์สัมผัสพิเศษวางบนลูกตาเพื่อช่วยในการมองเห็นจอประสาทตาได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะนั่งในท่าที่สบาย แพทย์จะใช้เครื่องยิงเลเซอร์ที่ต่อกับกล้องจุลทรรศน์ ค่อยๆ ยิงแสงเลเซอร์ไปยังจุดที่กำหนดบนจอประสาทตา โดยผู้ป่วยจะเห็นแสงวาบเล็กน้อย และอาจรู้สึกเหมือนมีเข็มจิ้มเบาๆ แต่โดยรวมแล้วไม่ได้สร้างความเจ็บปวดรุนแรง หลังการยิงเลเซอร์ ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวลงเล็กน้อยเนื่องจากยาขยายม่านตา และควรมีผู้ติดตามเพื่อขับรถกลับบ้าน เนื่องจากสายตาอาจยังมองเห็นไม่ชัดเจน ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา การรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาช่วยแก้ไขปัญหาจอประสาทตาได้ตรงจุด ปลอดภัย และเห็นผลเร็ว จึงทำให้ผู้เข้ารับการรักษามั่นใจในประสิทธิภาพและความสะดวกสบาย พร้อมทั้งมีข้อดีหลายประการดังนี้   เทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันมีความแม่นยำสูงมาก แพทย์สามารถควบคุมตำแหน่งและพลังงานของเลเซอร์ได้อย่างละเอียด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงที่ไม่เกี่ยวข้อง การรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ไม่มีบาดแผลจากการผ่าตัด จึงมีความเสี่ยงน้อยและใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน วิธีมาตรฐานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียการมองเห็นในหลายโรคจอประสาทตา การรักษาอย่างทันท่วงทีด้วยเลเซอร์จอประสาทตา ช่วยลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามจนต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าในอนาคต ข้อควรปฏิบัติหลังเลเซอร์จอประสาทตา หลังจากทำเลเซอร์จอประสาทตา การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูสายตาและป้องกันภาวะแทรกซ้อน เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด มีข้อควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด   หลังทำเลเซอร์ ควรพักสายตา หลีกเลี่ยงการเพ่งหรือจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน หากแพทย์ให้ยาหยอดตาหรือต้านการอักเสบ ต้องใช้ยาตามเวลาและปริมาณที่กำหนดเพื่อป้องกันการติดเชื้อและลดการอักเสบ หากเกิดอาการปวดตาอย่างรุนแรง ตาแดงมาก หรือมีภาพลอย แสงกะพริบ หรือจอประสาทตาบวม ควรติดต่อแพทย์ทันที ในช่วงแรกควรหลีกเลี่ยงการออกแรงหนัก ยกของหนัก หรือกีฬาที่เสี่ยงกระแทกดวงตา การกลับมาตรวจตาตามที่แพทย์นัดมีความสำคัญ เพื่อประเมินการฟื้นตัวและประสิทธิภาพของเลเซอร์ ระยะพักฟื้นและผลลัพธ์ที่ได้หลังเลเซอร์จอประสาทตา หลังการยิงเลเซอร์จอประสาทตาในช่วง 1-2 วันแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัว เห็นแสงวาบ หรือมีตาแดงเล็กน้อยจากยาขยายม่านตา ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง สำหรับระยะยาว สิ่งสำคัญคือการรักษาดวงตาที่เหลืออยู่และป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่ม การมองเห็นอาจไม่ดีขึ้นทันที และในบางกรณีอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะเห็นผลชัดเจน   ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตา ค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยเลเซอร์จอประสาทตาจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค จำนวนครั้งที่ต้องทำเลเซอร์ และประเภทของเครื่องมือที่ใช้ โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายจะครอบคลุมทั้งค่าธรรมเนียมแพทย์ ค่าอุปกรณ์ และค่ายา   ประเภทของเลเซอร์ที่ใช้รักษาจอประสาทตา เพื่อให้เข้าใจถึงประสิทธิภาพการรักษาที่เป็นเลิศของโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เราสามารถแยกประเภทของเลเซอร์ตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้ครับ   1. Argon Laser / Green Laser (Photocoagulation)  นี่คือเลเซอร์พื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด มีลักษณะเป็นแสงสีเขียวที่มีพลังงานความร้อนสูง แพทย์จะใช้เลเซอร์ชนิดนี้ในการจี้ เพื่อให้เกิดรอยไหม้เล็กๆ บนจอตา ใช้สำหรับปิดรอยฉีกขาดของจอประสาทตา (Retinal Break) เพื่อป้องกันจอประสาทตาลอก หรือใช้ยิงกระจัดกระจายทั่วจอตา (PRP) ในคนไข้เบาหวานขึ้นตา เพื่อยับยั้งการสร้างเส้นเลือดผิดปกติ   2. Micropulse Laser (Sub-threshold Laser) เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์สมัยใหม่ที่ปรับปรุงมาจากเลเซอร์ความร้อน โดยจะปล่อยพลังงานเป็นจังหวะสั้นๆ (Pulse) ทำให้เกิดการรักษาโดยไม่ทำลายเนื้อเยื่อข้างเคียงและไม่เกิดรอยไหม้ที่มองเห็นได้ ใช้สำหรับรักษาอาการจุดรับภาพชัดบวมน้ำ (Macular Edema) หรือภาวะน้ำขังใต้จอประสาทตา โดยเน้นการกระตุ้นเซลล์จอประสาทตาให้กลับมาทำงานปกติโดยไม่เกิดแผลเป็น   3. Endolaser (Integrated with Constellation)  ดังที่กล่าวไปข้างต้น เลเซอร์ชนิดนี้จะถูกใช้งานผ่านระบบของเครื่อง Constellation ในระหว่างการผ่าตัด โดยความร้อนจากปลายโพรบจะส่งตรงไปยังตำแหน่งที่ต้องการรักษาอย่างแม่นยำที่สุด ใช้สำหรับเคสจอประสาทตาลอกที่ซับซ้อน หรือกรณีที่มีเลือดออกในวุ้นตาจนไม่สามารถยิงเลเซอร์จากภายนอกได้   4. YAG Laser (สำหรับการรักษาต่อเนื่อง) แม้ YAG Laser  มักถูกใช้ในการรักษาต้อหินหรือถุงหุ้มเลนส์ตาขุ่น แต่ในบางกรณีจักษุแพทย์อาจใช้เพื่อจัดการกับพังผืดหรือตะกอนบางอย่างในตาที่ส่งผลกระทบต่อจอประสาทตาในมุมที่เฉพาะเจาะจง     เลเซอร์จอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร เลเซอร์จอประสาทตาเป็นวิธีรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันความเสียหายของจอประสาทตาและรักษาการมองเห็นให้คงที่ Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณ โดยสิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับ ได้แก่   การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ การยิงเลเซอร์จอประสาทตาใช้ลำแสงเข้มข้นตรงบริเวณที่ต้องการรักษา พลังงานจากเลเซอร์ช่วยสร้างเนื้อเยื่อแข็งเล็กน้อย ป้องกันการรั่วซึมของเลือดและน้ำ และหยุดความเสียหายไม่ให้ลุกลาม แพทย์จะติดตามการฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมคำแนะนำในการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน   โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป เลเซอร์จอประสาทตาเป็นวิธีรักษาโรคและความผิดปกติของจอประสาทตาอย่างตรงจุด ช่วยป้องกันการฉีกขาดหรือหลุดลอกของจอประสาทตา และเสริมประสิทธิภาพการมองเห็นได้รวดเร็ว ปลอดภัย และไม่ต้องพักฟื้นนาน เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา จอประสาทตาบวม หรือเส้นเลือดดำอุดตันในตา การรักษาจะใช้ลำแสงเลเซอร์เข้มข้นยิงไปยังจุดที่ต้องการ เพื่อผนึกหลอดเลือดที่รั่วซึมและป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม หลังยิงเลเซอร์อาจมีอาการตามัวเล็กน้อย แต่จะดีขึ้นเองและไม่ต้องนอนโรงพยาบาล การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง 10-20 นาที และสามารถติดตามผลการมองเห็นได้อย่างใกล้ชิด มาตรวจเพื่อหาความเสี่ยงหรือรักษาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา วุ้นในตาเสื่อม อันตรายต่อการมองเห็น มาหาสาเหตุและวิธีการรักษา คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์จอประสาทตา (FAQ) เพื่อให้เข้าใจวิธีการทำ ผลลัพธ์ และการดูแลหลังทำเลเซอร์จอประสาทตา เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลเซอร์จอประสาทตามาอธิบายอย่างเข้าใจง่ายในส่วนนี้   อาการหลังยิงเลเซอร์จอประสาทตาเป็นอย่างไร หลังทำเลเซอร์จอประสาทตา ผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวเล็กน้อย รู้สึกเหมือนเห็นแสงวาบ หรือมีตาแดงจากยาขยายม่านตา อาการเหล่านี้มักค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 1-2 วัน ส่วนการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้นอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพจอประสาทตาและโรคที่รักษา   ผลข้างเคียงของการทำเลเซอร์จอประสาทตา ผลข้างเคียงของการทำเลเซอร์จอประสาทตาโดยทั่วไปมักไม่รุนแรง อาจพบอาการตามัวชั่วคราว แสบตา แสงจ้า หรือตาแดงเล็กน้อย ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงเกิดได้น้อยมาก เช่น การมองเห็นจุดดำเพิ่มขึ้นหรือจอประสาทตาเสียหาย แพทย์จะให้คำแนะนำและติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน   เลเซอร์จอประสาทตา ต้องใช้เวลารักษากี่ครั้ง จำนวนครั้งในการทำเลเซอร์จอประสาทตาขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของโรค รวมถึงตำแหน่งและขอบเขตของจุดที่ต้องรักษา โดยทั่วไปบางรายอาจทำครั้งเดียวก็เพียงพอ แต่บางรายอาจต้องทำหลายครั้งตามดุลยพินิจของแพทย์เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

รูรั่วที่จอประสาทตาคืออะไร อาการ สาเหตุ แนวทางรักษา และวิธีป้องกัน

รูรั่วที่จอประสาทตาคือภาวะที่จอประสาทตาเกิดรอยฉีกหรือรูเปิด ทำให้ของเหลวสะสมใต้จอประสาทตาและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหลุดลอกของจอประสาทตา รูรั่วที่จอประสาทตาเกิดจากวุ้นตาหดตัวหรือแยกตัวไม่สมบูรณ์ ทำให้ดึงรั้งจอประสาทตา นอกจากนี้สายตาสั้นมาก ประวัติครอบครัวจอประสาทตาหลุดลอก หรืออุบัติเหตุที่ตาก็เพิ่มความเสี่ยงได้ การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาสามารถทำได้ทั้งแบบไม่ผ่าตัด เช่น ยิงเลเซอร์ จี้ด้วยความเย็น หรือฉีดแก๊ส และแบบผ่าตัดด้วยการสอดกล้องวุ้นตาและจอประสาทตา เพื่อปิดรูรั่วและฟื้นฟูการมองเห็นอย่างปลอดภัย ดวงตาของเราก็เหมือนกล้องถ่ายรูป ส่วนจอประสาทตาทำหน้าที่เหมือนฟิล์มที่คอยรับภาพ หากฟิล์มเสียหรือมีปัญหา ภาพที่เห็นก็ย่อมไม่ชัด หนึ่งในปัญหาที่หลายคนอาจไม่รู้ตัว แต่แอบซ่อนความเสี่ยงเอาไว้ คือรูรั่วที่จอประสาทตา ภาวะที่อาจทำให้การมองเห็นเสียไปอย่างถาวรหากไม่รีบรักษาให้ทันเวลา ดังนั้นการรู้เท่าทันถึงสาเหตุ อาการ รวมถึงวิธีรักษาและป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยปกป้องดวงตาและการมองเห็นของเราให้อยู่กับเราไปนานๆ     รูรั่วที่จอประสาทตาคืออะไร? รูรั่วที่จอประสาทตา (Retinal Tear) คือภาวะที่ชั้นเนื้อเยื่อประสาทบางๆ ในดวงตาซึ่งทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง เกิดรอยฉีกหรือรูเปิด โดยมีตัวกลางสำคัญคือวุ้นตา ที่อยู่ระหว่างเลนส์ตากับจอประสาทตา ในวัยหนุ่มสาววุ้นตาจะใสและคงตัว แต่เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตามักเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวและเสื่อมสภาพได้ง่าย หากมีการเคลื่อนไหวดวงตาแรงๆ หรือดึงรั้ง อาจทำให้เกิดรูรั่วที่จอประสาทตาหรือจอประสาทตาฉีกขาดได้ ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน     สาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดรูรั่วที่จอประสาทตา อาการของรูรั่วที่จอประสาทตา มักเริ่มจากความผิดปกติเล็กๆ ซึ่งสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดรูรั่วที่จอประสาทตา ได้แก่   ผู้ที่มีสายตาสั้นสูงหรือสายตาสั้นตั้งแต่เด็ก วุ้นตาและจอประสาทตามักมีโครงสร้างบางและตึง ทำให้มีความเสี่ยงที่จอประสาทตาจะฉีกขาดได้ง่ายกว่าปกติ หากสมาชิกในครอบครัวเคยมีประวัติจอประสาทตาหลุดลอกหรือรูรั่วที่จอประสาทตา จะมีความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงขึ้น เพราะบางคนมีเนื้อเยื่อจอประสาทตาที่บางหรือโครงสร้างลูกตาที่เปราะง่าย การผ่าตัดตา เช่น การผ่าตัดต้อกระจกหรือการผ่าตัดอื่นๆ อาจทำให้โครงสร้างภายในลูกตาเปลี่ยนแปลง หรือทำให้วุ้นตาขยับผิดปกติ ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดรูรั่วที่จอประสาทตาหรือจอประสาทตาหลุดลอก โรคเบาหวานอาจทำให้เส้นเลือดในจอประสาทตาอ่อนแอและรั่วซึมได้ ขณะเดียวกันการอักเสบติดเชื้อหรือเนื้องอกในลูกตา สามารถทำให้เนื้อเยื่อรอบจอประสาทตาอ่อนแอ หรือกดดันจนเกิดรอยฉีกขาดได้ การบาดเจ็บรุนแรง เช่น ถูกของแข็งกระแทกตา อุบัติเหตุรถ หรือกีฬาแรงๆ สามารถทำให้มีรูรั่วที่จอประสาทตาฉีกขาดได้ทันที โดยเฉพาะหากดวงตายังมีความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะเสื่อมสภาพจากเจลเป็นของเหลวและหดตัว แยกตัวจากจอประสาทตา หากจุดใดติดแน่น การหดตัวของวุ้นตาอาจดึงรั้งจอประสาทตา ทำให้เกิดรูรั่วขึ้นได้ อาการรูรั่วที่จอประสาทตา สัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์ จอประสาทตาฉีกขาดอันตรายไหม? ถือว่าเป็นภาวะอันตราย การสังเกตอาการรูรั่วที่จอประสาทตาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้   เห็นแสงวาบหรือแฟลชในสายตาโดยเฉพาะเวลากลอกตา เห็นจุดหรือเส้นลอยไปมาในสายตา มองเห็นภาพบิดเบี้ยวหรือพร่ามัวในบางส่วนของภาพ มีเงาหรือม่านดำบังบางส่วนของการมองเห็น การมองเห็นลดลงอย่างเฉียบพลันหากรูรั่วนำไปสู่จอประสาทตาหลุดลอก   วิธีวินิจฉัยรูรั่วที่จอประสาทตา เนื่องจากรูรั่วที่จอประสาทตาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมีอาการคล้ายกับโรคตาอื่นๆ จักษุแพทย์จึงต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะทางในการตรวจวินิจฉัย เช่น เครื่องมือตรวจจอประสาทตา Ophthalmoscope ที่มีแสงสว่างและกำลังขยายสูง หรือใช้ร่วมกับเครื่องมือชนิดพิเศษอื่นๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ Slit Lamp พร้อมคอนแท็กต์เลนส์พิเศษ รวมถึงเครื่องตรวจอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) สำหรับกรณีที่มีเลือดออกในลูกตา วิธีการเหล่านี้ช่วยให้แพทย์สามารถระบุรูรั่วที่จอประสาทตาได้อย่างแม่นยำและวางแผนการรักษาได้ทันท่วงที   การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาแบบไม่ผ่าตัด ในกรณีรูรั่วที่จอประสาทตาอาการไม่รุนแรง ยังไม่มีการหลุดลอกของจอประสาทตาหรือฉีกขาดใหญ่ สามารถรักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ดังนี้   การฉายแสงเลเซอร์ (Photocoagulation/Laser surgery) เป็นการยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณรูรั่วของจอประสาทตา ข้อดีคือมีความเสี่ยงต่ำ ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ ผู้เข้ารับการรักษาสามารถกลับบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องพักฟื้น การใช้ความเย็นจี้ (Cryopexy) เป็นการใช้ความเย็นจี้บริเวณรูรั่วของจอประสาทตาเช่นเดียวกับการยิงเลเซอร์ การฉีดแก๊ส (Pneumatic Retinopexy) เป็นการฉีดแก๊สหรืออากาศเข้าไปในลูกตา เพื่อช่วยกดจอประสาทตากลับเข้าที่และป้องกันของเหลวไหลเข้าสู่ช่องว่างหลังจอประสาทตา มักทำร่วมกับการยิงเลเซอร์หรือจี้ด้วยความเย็นในผู้ป่วยบางราย ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาแบบผ่าตัด การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาด้วยการผ่าตัดจะทำในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือรูรั่วขยายใหญ่จนเสี่ยงต่อการหลุดลอกของจอประสาทตา ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดหลัก 2 วิธี ได้แก่   การผ่าตัดดันผนังตาหรือ Scleral Buckling ซึ่งเป็นการใช้วัสดุรองรอบนอกของดวงตาเพื่อประคองจอประสาทตาให้กลับมาติดกับผนังตา โดยอาจทำร่วมกับการยิงเลเซอร์หรือใช้ความเย็นเพื่อปิดรอยรูรั่ว การผ่าตัดส่องกล้องผ่าตัดวุ้นตาและจอประสาทตา (Vitrectomy) ซึ่งใช้เครื่องมือขนาดเล็กสอดเข้าไปในตาดำหลังยาสลบ จุดเด่นคือแผลขนาดเล็ก ลดการระคายเคือง และผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วหลังการรักษา รูรั่วที่จอประสาทตาอันตรายแค่ไหน? อันตรายที่แท้จริงของรูรั่วที่จอประสาทตาคือการที่สามารถนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก (Retinal Detachment) หากมีรูรั่วหรือรอยฉีกขาดเกิดขึ้น น้ำเหลวที่อยู่ภายในลูกตาจะสามารถไหลผ่านรูนั้นเข้าไปอยู่ใต้จอประสาทตาได้ เมื่อน้ำสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะดันจอประสาทตาให้แยกตัวออกจากเนื้อเยื่อชั้นใต้จอประสาทตา ซึ่งมีหน้าที่หล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารให้แก่จอประสาทตา   เมื่อจอประสาทตาหลุดลอกออกมาจากผนังตา มันจะขาดการหล่อเลี้ยงจากเส้นเลือด ทำให้เซลล์จอประสาทตาเริ่มตายลงอย่างรวดเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ดังนั้น การรักษาภาวะรูรั่วที่จอประสาทตาจึงเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะจอประสาทตาหลุดลอกนั่นเอง   แนวทางป้องกันรูรั่วที่จอประสาทตา การป้องกันรูรั่วที่จอประสาทตาสามารถทำได้หลายวิธี แม้บางปัจจัยไม่สามารถควบคุมได้ เช่น อายุหรือประวัติครอบครัว แต่ก็สามารถลดความเสี่ยงและตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ดังนี้   ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ การตรวจจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น สายตาสั้นมาก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะช่วยให้พบรูรั่วหรือความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ระมัดระวังการกระแทกหรือแรงกระทบกับดวงตา หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้ดวงตาได้รับแรงกระแทก ดูแลสุขภาพโดยรวม การรักษาโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือภาวะอักเสบในร่างกาย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาจอประสาทตา หลีกเลี่ยงการใช้สายตามากเกินไป หากมีอาการมองเห็นพร่ามัวหรือจุดลอย ควรพักสายตาและปรึกษาจักษุแพทย์ สังเกตอาการผิดปกติของสายตา เช่น มีจุดลอยไฟฟ้า (Floaters) แสงวูบ หรือมองเห็นภาพบิดเบี้ยว หากพบควรไปพบแพทย์ทันที รับคำแนะนำจากจักษุแพทย์ สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง แพทย์อาจแนะนำการยิงเลเซอร์เพื่อป้องกันรูรั่วก่อนที่จะลุกลาม   รักษารูรั่วที่จอประสาทตาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital มุ่งมั่นให้บริการรักษารูรั่วที่จอประสาทตา โดยผสานเทคโนโลยีทันสมัยกับประสบการณ์ของจักษุแพทย์เฉพาะทางจากศูนย์โรคจอประสาทตา เพื่อดูแลดวงตาคู่สำคัญของคุณอย่างเต็มที่ สิ่งที่ผู้เข้ารับบริการจะได้รับคือ การตรวจสุขภาพดวงตาและจอประสาทตาอย่างละเอียด เพื่อตรวจพบความผิดปกติและวางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ   การรักษารูรั่วที่จอประสาทตาด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น การยิงเลเซอร์ การจี้ด้วยความเย็น หรือการผ่าตัดสอดกล้องวุ้นตาและจอประสาทตา เพื่อให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพและปลอดภัยสูงสุด ราคาในการยิงเลเซอร์หรือรักษาจอประสาทตาเป็นรูขึ้นอยู่กับความรุนแรงและจำนวนครั้งที่ต้องทำ หลังการรักษาแพทย์จะติดตามและฟื้นฟูการมองเห็นอย่างใกล้ชิด พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง และดูแลความสะดวกสบายตลอดทุกขั้นตอนของการรักษาและการพักฟื้น โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป รูรั่วที่จอประสาทตาเกิดจากการที่ชั้นจอประสาทตาเกิดรอยฉีกหรือรูเปิด ทำให้ของเหลวไหลเข้าสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการหลุดลอกของจอประสาทตา ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก ผู้สูงอายุ หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาลอก มีความเสี่ยงสูงกว่า อาการที่พบได้ เช่น มองเห็นจุดลอย แสงวูบ หรือภาพบิดเบี้ยว หากไม่รีบรักษาอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ การป้องกันทำได้โดยการตรวจตาเป็นประจำ ระมัดระวังแรงกระแทกที่ดวงตา และดูแลสุขภาพโดยรวม สำหรับผู้ที่สงสัยหรืออยากตรวจตาเพื่อลดความเสี่ยง สามารถเข้ามารับคำปรึกษาและรักษาได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา จอประสาทตาฉีกขาด หลุดลอก มีอาการอย่างไร หาสาเหตุและวิธีรักษา อาการเบาหวานขึ้นตา กันไว้ดีกว่าแก้ ปล่อยไว้อาจสูญเสียการมองเห็นได้! คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูรั่วที่จอประสาทตา (FAQ) เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลดวงตาได้อย่างเหมาะสม เราได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูรั่วที่จอประสาทตา ทั้งเรื่องอาการ สาเหตุ วิธีวินิจฉัย และแนวทางการรักษา เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น   จอประสาทตามีรูรั่ว ฉีกขาด หายเองได้ไหม จอประสาทตามีรูรั่วหรือฉีกขาดไม่สามารถหายเองได้ หากปล่อยทิ้งไว้ ของเหลวอาจไหลเข้าใต้จอประสาทตา ทำให้เกิดภาวะจอตาหลุดลอกและเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น จึงควรเข้ารับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์ทันที เพื่อป้องกันความเสียหายถาวรต่อดวงตา   การรักษารูรั่วที่จอประสาทตา เจ็บไหม โดยทั่วไปการรักษาด้วยเลเซอร์หรือการจี้ความเย็นจะทำในห้องตรวจ ใช้เวลาไม่นาน และผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บน้อยมาก หรือไม่รู้สึกเจ็บเลย เนื่องจากมีการหยอดยาชาเฉพาะที่   มีรูรั่วที่จอประสาทตา จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคนไหม ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเสมอไป หากแพทย์ตรวจพบรูรั่วตั้งแต่ระยะแรกและยังไม่มีภาวะจอประสาทตาหลุดลอก ก็จะสามารถรักษาด้วยการยิงเลเซอร์หรือการจี้ความเย็นได้ แต่หากเกิดภาวะจอประสาทตาหลุดลอกแล้ว จะต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อดันจอประสาทตาให้กลับเข้าที่
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้

การพบจุดแดงหรือรอยเลือดคล้ายเส้นเลือดฝอยแตกในดวงตาอาจสร้างความกังวลว่าเป็นอาการร้ายแรงหรือไม่ ถ้าเส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายมากไหม? บทความนี้พามาดูว่าอาการแบบไหนที่ควรกังวลและรีบพบแพทย์ พร้อมวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพและแนวทางป้องกันที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพตาที่ดีในระยะยาว ลักษณะเส้นเลือดฝอยในตาแตก คือการมีจุดแดงบริเวณตาขาวเกิดจากเส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุตาแตก มักไม่ทำให้เจ็บปวดหรือมีผลต่อการมองเห็น บางรายอาจมีอาการระคายเคืองเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่หายได้เองโดยไม่ต้องรักษา สาเหตุของเส้นเลือดฝอยในตาแตก มักเกิดจากแรงดันในร่างกายที่เพิ่มขึ้นจากการไอ จาม ยกของหนัก หรือท้องผูก อุบัติเหตุที่กระทบดวงตา โทรศัพท์หล่นใส่ตาขณะเล่นโทรศัพท์ ความดันโลหิตสูง การใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด รวมถึงโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวานหรือภาวะเลือดออกง่าย การรักษาและการดูแลตัวเอง มักไม่จำเป็นต้องรักษาเพราะหายได้เองภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ระหว่างรอหายให้ประคบเย็นบริเวณตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตา ให้ดวงตาพักผ่อน หรือใช้น้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง อาการที่ควรพบแพทย์ คือเมื่อเส้นเลือดฝอยในตาแตกไม่หายภายใน 2 - 3 สัปดาห์ มีอาการปวดตา การมองเห็นผิดปกติ มีเลือดออกในจุดอื่นของดวงตา หรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัย   สังเกตอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตกมีลักษณะอย่างไร เส้นเลือดฝอยในตาแตก (Subconjunctival Hemorrhage) เป็นภาวะที่เกิดจากการแตกของเส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุตาขาว ทำให้เลือดออกและมองเห็นเป็นจุดแดงในตา การมีเส้นเลือดฝอยใต้เยื่อบุตาแตกเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ผู้ที่มีภาวะนี้บางรายอาจมีความรู้สึกระคายเคืองที่ตาร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการเจ็บปวดหรือการมองเห็นผิดปกติแต่อย่างใด ภาวะนี้มักหายได้เองภายในระยะเวลาหนึ่งโดยไม่ต้องรักษา อย่างไรก็ตาม หากมีอาการรุนแรงหรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่อาจเกี่ยวข้อง     เส้นเลือดฝอยในตาแตกเกิดจากอะไร? โดยปกติแล้วภาวะนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นหรือทำให้เกิดความเจ็บปวดแต่อย่างใด แล้วเส้นเลือดฝอยในตาแตกมักเกิดจากสาเหตุอะไร? เช่น แรงดันในร่างกายที่เพิ่มขึ้นจากการไอแรง จามแรง ยกของหนัก หรือท้องผูก อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนดวงตา โทรศัพท์หล่นใส่ตาขณะเล่นโทรศัพท์ ความดันโลหิตสูงที่ทำให้เส้นเลือดฝอยเปราะและแตกง่าย การใช้ยาบางชนิดเช่นยาต้านการแข็งตัวของเลือด รวมถึงโรคประจำตัวบางอย่างเช่นเบาหวานหรือภาวะเลือดออกง่าย เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? เป็นสัญญาณของโรคอะไร โดยปกติแล้ว เส้นเลือดฝอยในตาแตกเพียงครั้งคราวมักไม่เป็นอันตราย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการตรวจเช็ก เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ โรคเบาหวาน หรือผลจากการใช้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งล้วนส่งผลต่อหลอดเลือดในร่างกายรวมถึงที่ดวงตา ดังนั้น หากพบว่ามีอาการนี้บ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและป้องกันปัญหาสุขภาพร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต     เส้นเลือดฝอยในตาแตกรักษาอย่างไรดี? เส้นเลือดฝอยในตาแตกมักไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาเนื่องจากไม่ส่งผลต่อการมองเห็น ไม่ทำให้เจ็บปวด และมักหายได้เองภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดของหย่อมสีแดงบริเวณตาขาว ระหว่างรอให้หาย ผู้ป่วยสามารถบรรเทาอาการด้วยการประคบเย็นที่ดวงตาหรือหยดน้ำตาเทียมเพื่อลดอาการบวมและระคายเคือง อย่างไรก็ตาม หากเกิดจากปัญหาสุขภาพหรืออุบัติเหตุ ควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาต้นเหตุอย่างถูกวิธี การป้องกันเส้นเลือดฝอยในตาแตก การดูแลดวงตาให้มีสุขภาพดีและปลอดภัยจากบาดเจ็บเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของเส้นเลือดฝอยในตาแตก เริ่มจากการหลีกเลี่ยงการขยี้ตา ไอหรือจามรุนแรง และการยกของหนักเป็นประจำ รวมถึงการสวมอุปกรณ์ป้องกันดวงตาเมื่อทำงานที่มีความเสี่ยง พร้อมทั้งหมั่นพักสายตาด้วยสูตร 20-20-20 เมื่อต้องจ้องจอนาน ออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อป้องกันโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง และสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้งเพื่อป้องกันอันตรายจากรังสียูวี     คำแนะนำในการดูแลตัวเองเมื่อเส้นเลือดฝอยในตาแตก หากคุณมีอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตก วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นมีดังนี้ ให้ดวงตาได้พักผ่อนและหลีกเลี่ยงการเพ่งสายตามากเกินไป ใช้ผ้าเย็นประคบเบาๆ เพื่อลดอาการอักเสบหรืออาการบวมที่อาจเกิดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือสัมผัสดวงตาบ่อยๆ เพื่อป้องกันการระคายเคือง อาการเส้นเลือดฝอยในตาแตกแบบไหนที่ควรพบแพทย์ หากเส้นเลือดฝอยที่แตกในตาไม่หายภายใน 2 - 3 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดตา การมองเห็นผิดปกติ มีปัญหาสายตา มีเลือดออกในจุดอื่นของดวงตา หรือเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงและรับการรักษาโดยเร็ว บางรายอาจจำเป็นต้องปรึกษาจักษุแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางเพิ่มเติม โดยเฉพาะในกรณีที่มีสาเหตุจากการบาดเจ็บบริเวณช่องลูกตาหรือจอประสาทตา รักษาอาการเส้นเลือดฝอยในตาแตก ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการเส้นเลือดฝอยแตกในตา มาปรึกษาและรักษาได้ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) เพื่อการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยจักษุแพทย์ผู้มากความรู้เกี่ยวกับดวงตาและและทีมงานที่มีประสบการณ์ และจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป เส้นเลือดฝอยในตาแตกอาจสร้างความกังวลให้กับผู้พบเห็น แม้ในหลายกรณีจะไม่ใช่อันตรายร้ายแรง แต่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะหากพบบ่อยครั้งหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น ตาพร่ามัว ปวดตารุนแรง หรือมีการเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น การพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะช่วยวินิจฉัยสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือความผิดปกติของหลอดเลือด การตรวจและรักษาอย่างทันท่วงทีจะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนและปัญหาสุขภาพตาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว หากมีความผิดปกติของดวงตา มาเช็กสุขภาพตาอย่างละเอียดที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา

จอประสาทตาเป็นรูคือภาวะที่จอประสาทตาฉีกขาดหรือมีรูเกิดขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติในการรับภาพ จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมสภาพของวุ้นตาเมื่ออายุมากขึ้น สายตาสั้นมาก อุบัติเหตุ หรือผลจากการผ่าตัดตา อาการจอประสาทตาเป็นรูที่ควรพบแพทย์ ได้แก่ ตามัว เห็นแสงแฟลช จุดดำลอยไปมา หรือเห็นม่านบังตา หากมีอาการจอประสาทตาเป็นรู ควรรีบพบจักษุแพทย์ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital เพื่อรับคำปรึกษาและการรักษาที่เหมาะสม     การเข้าใจอาการและการดูแลรักษาภาวะจอประสาทตาเป็นรูเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น หากคุณสงสัยว่าอาการมองเห็นผิดปกติของคุณอาจเกี่ยวข้องกับภาวะนี้ บทความนี้จะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และวิธีการรักษาที่เหมาะสม     ภาวะจอประสาทตาเป็นรูคืออะไร? ในลูกตาของเรามีของเหลวใสคล้ายไข่ขาวที่เรียกว่าวุ้นตา ซึ่งจะยึดติดกับจอประสาทตา เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะเริ่มเหลวและหดตัวออกจากจอประสาทตา ทำให้เกิดแรงดึงรั้งที่อาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด เป็นรู หากน้ำในวุ้นตารั่วผ่านรูที่ฉีกขาดเข้าไป ก็อาจทำให้จอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งจะทำให้เซลล์รับภาพเสื่อมและอาจส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้     จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจอตา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับภาพ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดภาวะนี้ เช่น อุบัติเหตุ แรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุจะส่งผลถึงบริเวณจอประสาทตา ทำให้เกิดการฉีกขาดอย่างเฉียบพลันที่จุดรับภาพ ซึ่งเป็นส่วนที่บางที่สุดของจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาเป็นรู ส่วนประกอบของน้ำวุ้นในลูกตาเปลี่ยน เมื่ออายุมากขึ้น วุ้นตาจะเริ่มเหลวและหดตัว แยกออกจากจอรับภาพที่ด้านหลัง โดยทั่วไปการแยกตัวนี้จะไม่ทำให้เกิดปัญหา แต่ในบางกรณี วุ้นตาอาจติดแน่นกับจอตาเกินไป ทำให้เกิดแรงดึงเมื่อวุ้นตาหดตัวจนทำให้จอประสาทตาเป็นรูที่จุดรับภาพ สายตาสั้น ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก โดยเฉพาะที่มีค่ากำลังสายตาสูงกว่า 700 มักจะมีจอประสาทตาบางกว่าคนปกติ ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดจอประสาทตาเป็นรูได้ การผ่าตัดตา การผ่าตัดตา เช่น การผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นหรือการผ่าตัดต้อกระจก อาจเพิ่มความเสี่ยงที่จอประสาทตาเป็นรูได้ เนื่องจากการผ่าตัดอาจทำให้เกิดแรงกระแทกหรือการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของตา ซึ่งอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาด โดยเฉพาะในผู้ที่มีจอประสาทตาบางหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้จอประสาทตาอ่อนแอลง คนในครอบครัวมีปัญหาเกี่ยวกับจอประสาทตา การที่คนในครอบครัวมีปัญหาเกี่ยวกับจอประสาทตาอาจเพิ่มความเสี่ยงที่บุคคลในครอบครัวจะเกิดปัญหาจอประสาทตาเป็นรูได้ เนื่องจากบางปัญหาของจอประสาทตาอาจมีลักษณะทางพันธุกรรม เช่น การมีจอประสาทตาบางหรือความผิดปกติของเนื้อเยื่อในจอตา ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดรูที่จอประสาทตาได้     การวินิจฉัยตรวจหาจอประสาทตาเป็นรู ก่อนการทดสอบเพื่อตรวจดูอาการจอประสาทตาเป็นรู แพทย์จะหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อให้สามารถตรวจจอตาได้ชัดเจน หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการตามัวและไม่สามารถสู้แสงได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมงจนกว่ารูม่านตาจะหดกลับเป็นปกติ จากนั้นแพทย์จะทำการทดสอบ Optical Coherence Tomography (OCT) ซึ่งเป็นการทดสอบที่ไม่เจ็บปวด โดยใช้คลื่นแสงถ่ายภาพจอประสาทตาอย่างละเอียด     ทางเลือกและวิธีการรักษาจอประสาทตาเป็นรู การรักษาจอประสาทตาเป็นรูขึ้นอยู่กับขนาดและความรุนแรงของอาการ ซึ่งมีหลายวิธีที่สามารถช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นและช่วยให้จอตาฟื้นฟูได้ เช่น ฉีดฟองก๊าซเพื่อปิดรูฉีดก๊าซบางชนิดเข้าไปในตาผ่านกระจกตา ซึ่งจะช่วยให้เกิดฟองก๊าซที่ดันให้ส่วนของจอตาที่ฉีกขาดหรือหลุดลอกกลับมาประกบกัน ผ่าตัดวุ้นตาแพทย์จะนำวุ้นตาส่วนที่อยู่ในตาออกมาเพื่อลดแรงดึงรั้งจากวุ้นตาที่อาจทำให้รูจอตาเกิดขึ้น จากนั้นจะทำการปิดรูที่จอตาและใส่ฟองก๊าซหรือของเหลวเพื่อช่วยจอตาประกบกัน เย็บหนุนซิลิโคนด้านนอกลูกตาโดยใช้ซิลิโคนแผ่นบางๆ เย็บติดด้านนอกของลูกตาเพื่อช่วยยึดจอประสาทตาให้ติดกันหลังจากที่มีการฉีกขาดหรือหลุดลอก วิธีนี้ช่วยเสริมความแข็งแรงและป้องกันไม่ให้จอตาหลุดลอกอีก ยิงเลเซอร์เพื่อปิดรูการยิงเลเซอร์ที่รอบๆ รูในจอประสาทตาจะทำให้เกิดแผลเป็นช่วยปิดรูนั้น ใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที และผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ทันที แผลเลเซอร์มักจะแข็งแรงภายใน 2-4 สัปดาห์     จอประสาทตาเป็นรู มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ไหม การรักษาจอประสาทตาเป็นรูสามารถหายขาดได้หากได้รับการรักษาในระยะเริ่มต้น โดยมีโอกาสหายเองได้ถึง 50% แต่หากจอตาลอกมานาน แม้การผ่าตัดจะช่วยให้จอตาราบลงได้ แต่ระดับสายตาอาจไม่ดีขึ้นมากนัก ความเสี่ยงอาจที่เกิดขึ้นหากไม่รักษาจอประสาทตาเป็นรู ภาวะจอประสาทตาเป็นรูมักไม่มีอาการและสามารถรักษาได้หากตรวจพบในระยะแรก แต่หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะจอประสาทตาลอก ซึ่งอาจทำให้การมองเห็นเสียหายได้     วิธีดูแลสุขภาพตาและป้องกันจอประสาทตาเป็นรู การดูแลสุขภาพตาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาตาต่างๆ รวมถึงการเกิดจอประสาทตาเป็นรู โดยมีวิธีการดูแลที่ควรทำดังนี้ ควรตรวจเช็กจอประสาทตาทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีสายตาสั้น หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตา ไม่ควรกดนวดหรือขยี้ตา เพราะอาจทำให้เกิดแรงกดหรือการบาดเจ็บที่ตา ซึ่งสามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดจอประสาทตาเป็นรู หากมีปัญหาสายตาสั้น ควรได้รับการรักษาหรือการแก้ไขสายตาให้ถูกต้องเพื่อป้องกันภาวะจอตาเป็นรูจากความดันภายในตา รักษาภาวะที่เกี่ยวข้องกับตา เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูงจะช่วยป้องกันภาวะต่างๆ ที่อาจทำให้จอประสาทตาเสียหาย ป้องกันตาจากการบาดเจ็บ เช่น สวมอุปกรณ์ป้องกันในกิจกรรมที่มีความเสี่ยง หรือการระมัดระวังเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่อาจเกิดอันตราย     สัญญาณของอาการจอประสาทตาเป็นรู ที่ควรรีบพบจักษุแพทย์ การรู้สัญญาณเตือนและอาการของจอประสาทตาเป็นรูคือสิ่งสำคัญ ควรไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม หากมีอาการดังนี้ เห็นเงาดำหรือจุดดำลอยไปมาจำนวนมาก มีแสงสว่างคล้ายฟ้าแลบหรือแสงเหมือนไฟแฟลชจากกล้องถ่ายรูปเกิดขึ้นในตา มีลานสายตาผิดปกติหรือแคบลง อาจเกิดจากจอประสาทตาฉีกขาดและหลุดลอก ซึ่งมักเกิดที่ขอบจอประสาทตาก่อน ทำให้ขอบภาพหายไปหรือมีลานสายตาแคบลง ตามัวลงหรือเห็นเหมือนมีม่านมาบังที่ด้านใดด้านหนึ่งของตา     โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย       สรุป จอประสาทตาเป็นรู คือภาวะที่จอประสาทตาฉีกขาดหรือเกิดรู ส่งผลให้การรับภาพผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการเสื่อมของวุ้นตาหรืออุบัติเหตุ สาเหตุหลักๆ ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น สายตาสั้น หรือการผ่าตัดตา การรักษาขึ้นอยู่กับขนาดและระยะเวลา เช่น การยิงเลเซอร์ การฉีดฟองก๊าซ หรือการผ่าตัดวุ้นตา หากมีอาการตามัว เห็นแสงแฟลช หรือเห็นม่านบังตา ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาและการรักษาที่ศูนย์รักษาจอประสาทตาโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พร้อมค่ารักษาบริการที่เหมาะสมกับแต่ละกรณี
ศูนย์รักษาจอประสาทตา

ตรวจตาบอดสีเมื่อไร? ตาบอดสีเกิดจากอะไร ความเสี่ยงที่หลายคนไม่รู้!

ภาวะตาบอดสีเป็นหนึ่งในปัญหาทางสายตาที่อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการแยกแยะสี ซึ่งอาจมีผลต่อการทำงานหรือการขับขี่ยานพาหนะ สำหรับผู้ที่สงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะตาบอดสี การตรวจตาบอดสีเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้ถึงภาวะนี้ได้อย่างชัดเจน บทความนี้พามาเจาะลึกสาเหตุของภาวะตาบอดสี ทั้งปัจจัยทางพันธุกรรมและปัจจัยภายนอก พร้อมแนะนำวิธีตรวจตาบอดสีที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อการวินิจฉัยและการดูแลที่เหมาะสม โรคตาบอดสีคืออาการความบกพร่องในการมองเห็นและแยกแยะสี โดยผู้ป่วยอาจไม่สามารถมองเห็นสีแดง เขียว หรือน้ำเงินได้ชัดเจน แม้จะมีปัญหาในการรับรู้สี แต่ความสามารถในการมองเห็นวัตถุและรูปร่างยังปกติ ตาบอดสีแดง-เขียว เป็นประเภทที่พบมากที่สุด ทำให้แยกแยะระหว่างสีแดงและเขียวได้ยาก ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของ Cone cell หรือ เซลล์รูปกรวย ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลืองจะพบน้อยกว่า มักเกิดจากโรคมากกว่าพันธุกรรม ทำให้แยกแยะสีน้ำเงินกับเขียว และสีเหลืองกับแดงได้ยาก ตาบอดสีทั้งหมด (Monochromacy) เป็นภาวะที่พบน้อยมาก ทำให้เห็นโลกในโทนสีเทาทั้งหมด เกิดจากเซลล์รูปกรวยไม่ทำงาน ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีอาจถูกเข้าใจผิดว่ามีปัญหาการเรียนรู้ โดยเฉพาะในวิชาที่เกี่ยวข้องกับสี แต่สามารถเรียนวิชาอื่นได้ปกติ การขับขี่ยานพาหนะอาจมีความยากลำบาก ต้องอาศัยการสังเกตความเข้มของไฟจราจรแทนการแยกสี การประกอบอาชีพอาจมีข้อจำกัด โดยเฉพาะอาชีพที่ต้องแยกแยะสีอย่างแม่นยำ เช่น นักบิน นักเคมี หรือนักออกแบบกราฟิก     อาการของโรคตาบอดสีเป็นอย่างไร โรคตาบอดสี (Color blindness) คือความบกพร่องในการมองเห็นและแยกแยะสี โดยผู้ป่วยอาจไม่สามารถมองเห็นสีแดง เขียว หรือน้ำเงินได้ชัดเจน ทั้งนี้แม้จะมีปัญหาในการรับรู้สี แต่การมองเห็นวัตถุ รูปร่าง และภาพโดยรวมยังคงชัดเจนเหมือนคนปกติ โรคนี้ไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันค่อนข้างมาก และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาการตาบอดสีสามารถแบ่งความรุนแรงได้ 3 ระดับดังนี้ ความรุนแรงระดับต่ำยังสามารถบอกหรือคาดเดาสีที่เห็นได้ โดยอาจเห็นสีเพี้ยนไปจากความเป็นจริงไม่มาก ความรุนแรงระดับกลางเริ่มแยกสีได้ยากขึ้น อาจไม่สามารถคาดเดาสีได้และส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ความรุนแรงระดับสูงตาบอดสีประเภทนี้จะเห็นสีเพียงแค่สีขาวดำ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ตาบอดสีเกิดจากอะไรได้บ้าง? สาเหตุของการเกิดโรคตาบอดสีนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ สามารถเป็นได้ตั้งแต่กำเนิด หรือเป็นได้ในภายหลัง ดังนี้ กรรมพันธุ์หรือเป็นตาบอดสีมาแต่กำเนิด เป็นสาเหตุหลักที่พบบ่อยที่สุด โดยพบในเพศชาย 7% และในเพศหญิงประมาณ 0.5 - 1% อายุเมื่ออายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลทำให้เซลล์ต่างๆ ในดวงตาเกิดการเสื่อมสภาพลง โรคเกี่ยวกับดวงตาเช่น โรคต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก โรคทางกายเช่น โรคต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม เบาหวาน อัลไซเมอร์ และพาร์กินสัน การเกิดอุบัติเหตุกระทบบริเวณดวงตาหรือดวงตาได้รับการบาดเจ็บเสียหาย ผลข้างเคียงจากยาบางชนิดเช่น ยารักษาวัณโรค ยาต้านอาการทางจิตและยาปฏิชีวนะ สารเคมีบางชนิดเช่น สาร Styrene ที่พบในผลิตภัณฑ์พลาสติกหรือโฟม 3 ประเภทของภาวะตาบอดสี หลายคนอาจสงสัยว่าผู้ที่เป็นโรคตาบอดสีมองเห็นสีอย่างไร? ซึ่งก่อนจะเข้าใจเรื่องนี้ ต้องรู้ก่อนว่าตาบอดสีไม่ได้มีแค่แบบเดียว ในทางการแพทย์ โรคตาบอดสีถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก แต่ละประเภทส่งผลต่อการมองเห็นสีที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้     1. ตาบอดสีแดง - เขียว (Red-Green Color Blindness) ผู้ที่มีอาการตาบอดสีแดง - เขียวจะมีความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างสองสีนี้ โดยขึ้นอยู่กับเซลล์ Cone ที่ผิดปกติ ผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีแดงน้อย (Protanomaly) จะเห็นโทนสีแดง ส้ม และเหลืองเป็นโทนสีเขียว หรือหากขาดเซลล์นี้ไป (Protanopia) จะเห็นสีแดงเป็นสีดำ ในทางกลับกัน คนที่มีเซลล์รูปกรวยสีเขียวน้อย (Deuteranomaly) จะมองเห็นโทนสีเขียวเป็นโทนสีแดง และหากขาดเซลล์นี้ไปเลยจะเห็นสีเขียวเป็นสีดำ     2. ตาบอดสีน้ำเงิน - เหลือง (Blue-Yellow Color Blindness) การตาบอดสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน (Tritanomaly) และตาบอดสีเหลือง (Tritanopia) เป็นภาวะที่พบได้น้อยกว่าประเภทอื่น มักเกิดจากโรคมากกว่าพันธุกรรม ผู้ที่มีภาวะนี้จะประสบปัญหาในการแยกแยะระหว่างสีน้ำเงินกับสีเขียว และสีเหลืองกับสีแดง โดยผู้ที่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงินน้อยจะแยกสีน้ำเงินกับสีเขียวได้ยาก ส่วนผู้ที่ไม่มีเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงินเลยจะมีปัญหาในการแยกโทนสีที่มีสีน้ำเงินและสีเหลืองผสมอยู่ เช่น สีน้ำเงินกับสีเขียว หรือสีม่วงกับสีแดง     3. ตาบอดสีทั้งหมด (Complete Color Blindness) ผู้ที่มีอาการตาบอดสีทั้งหมด หรือ Monochromacy เกิดจากการที่เซลล์รูปกรวยทั้งหมดไม่ทำงานหรือขาดหายไปจากดวงตา ซึ่งพบได้น้อยมากในปัจจุบัน คนกลุ่มนี้จะเห็นโลกในโทนสีเทาทั้งหมด มีการมองเห็นสลับสีกัน เช่น ระหว่างสีเขียวกับสีน้ำเงิน สีแดงกับสีดำ สีเหลืองกับสีขาว และบางรายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับความไวต่อแสงของดวงตาอีกด้วย     ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภาวะตาบอดสี ภาวะตาบอดสีอาจไม่ได้สร้างผลกระทบในเรื่องของการแยกแยะสีเท่านั้น เพราะเมื่อแยกสีได้ลำบากอาจส่งผลกระทบอื่นตามมาด้วย ดังนี้ ปัญหาในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผู้ที่มีภาวะตาบอดสี โดยเฉพาะในวัยเด็ก มักถูกเข้าใจผิดว่ามีปัญหาการเรียนรู้ เนื่องจากคำตอบหรือการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสีไม่ตรงกับเด็กทั่วไป ซึ่งแท้จริงแล้วยังสามารถเรียนรู้ได้ปกติ เพียงแต่รับรู้สีที่แตกต่างออกไป ทำให้ได้รับผลกระทบในวิชาศิลปะ การประเมินพัฒนาการทางภาษา และการเรียนรู้เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสี ในส่วนของกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่เน้นสีสันนั้นก็สามารถทำได้ปกติเหมือนคนทั่วไป ขับขี่ยานพาหนะลำบาก โรคตาบอดสีส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการขับขี่รถยนต์ ผู้ที่มีภาวะนี้ต้องพยายามสังเกตความแตกต่างของไฟจราจรจากความเข้มของสีที่ไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าสังเกตได้ก็จะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ การทดสอบตาบอดสีสำหรับใบขับขี่จึงต้องมีการประเมินความสามารถในการแยกแยะสัญญาณไฟจราจรและเกณฑ์อื่นๆ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน การประกอบอาชีพจำกัด ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีอาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงบางอาชีพเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่น รวมถึงเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน อาชีพที่ต้องพึ่งพาการแยกแยะสีอย่างแม่นยำ เช่น นักบิน ผู้ทำงานกับสารเคมี จิตรกร หรือนักออกแบบกราฟิก อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะนี้ เนื่องจากความคลาดเคลื่อนในการมองเห็นสีอาจส่งผลต่อคุณภาพงานหรือก่อให้เกิดอันตรายได้ ตาบอดสีสังเกตเห็นได้ตั้งแต่อายุเท่าไร? โดยปกติ ตาบอดสีที่เกิดจากกรรมพันธุ์สามารถสังเกตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เด็กอาจแสดงอาการผ่านการแยกสีของวัตถุ ของเล่น หรือสีในหนังสือภาพไม่ถูกต้อง คุณครูและผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรมเช่นการเลือกสีผิดหรือสับสนระหว่างสีที่ใกล้เคียงกัน หากมีข้อสงสัยควรพาเด็กไปตรวจตาเพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัด ตาบอดสีรักษาได้ไหม? รักษาได้อย่างไร โรคตาบอดสีที่เกิดจากพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเกิดจากความผิดปกติของเซลล์รูปกรวยที่น้อยหรือขาดหายไป ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีวิธีทดแทน ส่วนตาบอดสีที่เกิดจากโรคหรือยาบางชนิด อาจมีโอกาสดีขึ้นหากรักษาสาเหตุ อย่างไรก็ตาม มีอุปกรณ์ช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น แว่นกรองสีหรือคอนแท็กต์เลนส์สีชั่วคราว ที่ช่วยเพิ่มความเข้มของสีทำให้แยกสีได้ดีขึ้น จักษุแพทย์จะทำการตรวจสายตาเพื่อประเมินและวินิจฉัยภาวะตาบอดสี โดยเริ่มจากการใช้แผ่นทดสอบอิชิฮารา (Ishihara test) ให้ผู้ป่วยอ่านตัวเลขหรือลากเส้นภาพที่มีสีที่คนตาบอดสีมักสับสน ต่อมาใช้เครื่อง Anomaloscope ทดสอบการผสมสีเพื่อวัดความบกพร่องในการมองเห็นสีแดงและสีเขียว และสุดท้ายทำการทดสอบ Farnsworth Munsell โดยให้เรียงฝาครอบสีที่คล้ายกันต่อเนื่องกัน เพื่อคัดกรองระดับความบกพร่องในการมองเห็นสีตั้งแต่ระดับน้อยจนถึงมาก     วิธีทดสอบตาบอดสีด้วยตัวเอง แบบทดสอบ Ishihara ใช้งานอย่างไร? แบบทดสอบIshiharaเป็นวิธีตรวจตาบอดสีที่ได้รับความนิยม ประกอบด้วยภาพวงกลมที่มีจุดสีต่างๆ ซึ่งซ่อนตัวเลขหรือลวดลายไว้ภายใน ผู้ที่มีอาการตาบอดสีจะมองเห็นตัวเลขผิดไปจากคนปกติหรือมองไม่เห็นเลย สามารถทดสอบเบื้องต้นได้ผ่านแบบทดสอบออนไลน์ แต่หากต้องการผลที่แม่นยำควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์โดยตรง เมื่อไรที่ควรตรวจตาบอดสี? เมื่อไรควรตรวจตาบอดสี? เด็กที่มีปัญหาเรื่องการแยกสีตั้งแต่อายุยังน้อยควรเข้ารับการตรวจ รวมถึงผู้ที่ต้องการสอบเข้าวิชาชีพที่ต้องใช้การแยกสี เช่น นักบิน วิศวกร หรือช่างเทคนิค ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองมีภาวะตาบอดสี และผู้ที่มีปัญหาทางสายตาหรือได้รับยาที่อาจส่งผลต่อการมองเห็นสีก็ควรได้รับการตรวจเช่นกัน เลือกตรวจตาบอดสีที่ไหนดี? การเลือกสถานที่ตรวจตาบอดสีควรคำนึงถึงคุณภาพและความเชี่ยวชาญเป็นหลัก โดยควรเลือกศูนย์ตรวจตาที่มีจักษุแพทย์เฉพาะทางและอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน โรงพยาบาลตาหรือคลินิกเฉพาะทางที่ได้มาตรฐานจะสามารถวินิจฉัยภาวะตาบอดสีได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้คุณได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการดูแลสายตาต่อไป ตรวจตาบอดสีที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร แนะนำให้เข้ามาตรวจตาบอดสีได้ที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยบุคลากรทางการแพทย์มากความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับดวงตา และจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ตาบอดสีเป็นภาวะที่ส่งผลต่อการแยกแยะสี อาจมีสาเหตุเกิดจากพันธุกรรม โรคทางตา หรือปัจจัยอื่นๆ การตรวจวินิจฉัยทำได้ง่ายด้วยแบบทดสอบ Ishihara และวิธีอื่นๆ ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองมีอาการควรเข้ารับการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินแนวทางการดูแลที่เหมาะสม ศูนย์ตรวจตาที่มีมาตรฐานและน่าเชื่อถือสามารถให้การวินิจฉัยและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการใช้ชีวิตประจำวันกับภาวะตาบอดสีได้อย่างมีคุณภาพ สำหรับคนที่อยากตรวจตาบอดสี แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย

วุ้นในตาเสื่อม อันตรายต่อการมองเห็น มาหาสาเหตุและวิธีการรักษา

วุ้นในตาเสื่อม คือภาวะที่วุ้นในตาเปลี่ยนสภาพเป็นน้ำและหลุดออกจากจอประสาทตา ซึ่งอาจทำให้เกิดความผิดปกติในการมองเห็นได้ ผู้ที่มีอาการวุ้นในตาเสื่อมอาจมองเห็นเงาดำลอยไปมา แสงวาบในตา หรือมีปัญหาการมองเห็น หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร วุ้นในตาเสื่อมเกิดจากหลายปัจจัย เช่น อายุที่เพิ่มขึ้น สายตาสั้นมาก การอักเสบในตา และอุบัติเหตุทางตา วุ้นในตาเสื่อม โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรักษาเว้นแต่พบจอตาฉีกขาด ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยเลเซอร์หรือการจี้เย็น หรือแนวทางการรักษาวุ้นในตาเสื่อมแบบอื่น ๆ ศูนย์จอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ให้บริการตรวจและรักษาโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมที่จะช่วยป้องกันและรักษาโรคดวงตาได้อย่างปลอดภัย   อาการวุ้นในตาเสื่อมอาจดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องเล็ก แต่แท้จริงแล้วอาจอันตรายกว่าที่คิดและอาจนำไปสู่ปัญหาสายตาที่ร้ายแรง ส่งผลต่อการมองเห็น ทำให้สูญเสียการมองเห็นระยะยาวได้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอย่างทันท่วงที มารู้ถึงสาเหตุ วิธีการรักษา และแนวทางป้องกันวุ้นในตาเสื่อมได้ในบทความนี้     วุ้นในตาเสื่อม คืออะไร วุ้นในตา (Vitreous) เป็นองค์ประกอบสำคัญของดวงตา มีลักษณะเป็นเจลใสที่ประกอบด้วยน้ำประมาณ 99% และโปรตีนเส้นใย เช่น คอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิก และสารเกลือแร่ต่างๆ โดยวุ้นในตาจะมีหน้าที่ช่วยรักษารูปร่างของลูกตาให้กลม และช่วยให้แสงผ่านเข้าสู่จอประสาทตาเพื่อให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน อาการวุ้นในตาเสื่อม (Vitreous Degeneration) คือภาวะที่วุ้นในตาเริ่มสูญเสียความหนืดและเปลี่ยนสภาพจากเจลใสเป็นของเหลวเหมือนน้ำเมื่ออายุมากขึ้น โดยวุ้นตาเสื่อมมักมาพร้อมกับการหลุดลอกออกจากจอประสาทตา ซึ่งเรียกว่าภาวะ "Posterior Vitreous Detachment (PVD)" อาการวุ้นในตาเสื่อม เป็นอย่างไร อาการวุ้นในตาเสื่อมที่พบได้ทั่วไป มีดังนี้ มองเห็นเงาดำหรือจุดดำลอยไปมาในสายตา อาจมีลักษณะเป็นเส้น เส้นขด หรือวงกลม เงาที่มองเห็นมักเกิดจากการที่เส้นใยโปรตีนในวุ้นตาจับตัวกันเป็นตะกอนขุ่น เกิดอาการเห็นแสงไฟวาบในตา ซึ่งมักบ่งชี้ถึงแรงดึงที่เกิดขึ้นระหว่างวุ้นตาและจอประสาทตา     สาเหตุวุ้นในตาเสื่อม เกิดจากอะไร สาเหตุที่ทำให้วุ้นในตาเสื่อมอาจเกิดได้จากหลากหลายปัจจัย ดังนี้ 1. อายุที่เพิ่มมากขึ้น วุ้นตาจะเสื่อมสภาพและกลายเป็นของเหลวตามกาลเวลา ยิ่งอายุมากขึ้น ความเสื่อมนี้ก็ยิ่งชัดเจน ส่งผลให้เกิดเงาดำหรือจุดลอยในสายตามากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากอายุ 50 ปีขึ้นไป 2. ค่าสายตาสั้น ตามสถิติพบว่าผู้ที่มีสายตาสั้นมากกว่า 400 จะมีความเสี่ยงเกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า เนื่องจากโครงสร้างของดวงตาที่มีสายตาสั้นมักเปราะบางและเสื่อมง่ายกว่าปกติ 3. อาการอักเสบในลูกตา การได้รับอุบัติเหตุที่กระทบดวงตาในอดีตสามารถส่งผลต่อโครงสร้างของวุ้นตา ทำให้วุ้นในตาอ่อนแอและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น เช่น การถูกของแข็งกระแทกหรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง 4. อุบัติเหตุทางดวงตา ภาวะอักเสบในลูกตา เช่น Uveitis สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของวุ้นในตา การอักเสบนี้อาจทำให้วุ้นตาเกิดการลอยตัว หรือหลุดลอกจากจอประสาทตา ส่งผลให้เกิดวุ้นในตาเสื่อมในที่สุด 5. ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดต้อกระจก การผ่าตัดต้อกระจกอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของดวงตา การใส่เลนส์ตาเทียมแทนเลนส์เดิมอาจทำให้วุ้นในตาหลุดลอกและเร่งการเสื่อมสภาพให้เร็วขึ้น     วุ้นในตาเสื่อม ปล่อยทิ้งไว้อันตรายกว่าที่คิด วุ้นในตาเสื่อมเป็นปัญหาที่ไม่ร้ายแรงในตัวเอง แต่หากเกิดอาการแทรกซ้อนแล้วไม่ดูแลให้ถูกต้องหรือไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ อาการนี้อาจนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงต่อสุขภาพดวงตาและการมองเห็นในระยะยาว โดยผลกระทบจากอาการวุ้นในตาเสื่อมก็จะมีอยู่ดังนี้ 1. สร้างความรำคาญตา เมื่อเกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อม ผู้ป่วยมักเห็นจุดดำ เงา หรือเส้นลอยไปมาขณะมองสิ่งต่างๆ ซึ่งอาจรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่มีแสงจ้าหรือขณะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา เช่น อ่านหนังสือหรือทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นประจำ จนอาจก่อความรำคาญหรือการขยี้ตาซึ่งอาจทำให้สุขภาพตายิ่งแย่ลงไปอีก 2. เกิดเงาในจอตา วุ้นในตาที่เสื่อมสภาพจนเกิดรูรั่วหรือรอยฉีกขาดในจอประสาทตา ก็จะก่อให้เกิดการสะท้อนแสงหรือการบิดเบือนของภาพทำให้เห็นเงาดำหรือแสงวาบในจอตาได้ ซึ่งหากปล่อยไว้รูรั่วก็อาจจะขยายใหญ่ขึ้นจนนำไปสู่ปัญหาต่อๆ ไป 3. จอประสาทตาฉีกขาด หากปล่อยให้เกิดเงาในจอตาแล้วไม่มีการรักษาจนอาการเสื่อมรุนแรงขึ้น วุ้นตาที่หลุดลอกจากจอประสาทตาอาจดึงรั้งจอประสาทตาอย่างรุนแรงจนเกิดการฉีกขาดได้ และอาจนำไปสู่ปัญหาจอตาหลุดลอกซึ่งเป็นภาวะร้ายแรงที่ต้องรักษาอย่างเร่งด่วน 4. เสียสุขภาพตา ภาวะวุ้นในตาเสื่อมส่งผลต่อสุขภาพตาโดยรวม โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดการอักเสบหรือมีโรคอื่นๆ แทรกซ้อน เช่น โรคเบาหวานขึ้นตา บาดแผลในดวงตา หรือการติดเชื้อในดวงตา ซึ่งจะยิ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อนและอาการอาจรุนแรงมากขึ้น 5. สูญเสียการมองเห็นถาวร หากปล่อยให้ปัญหาวุ้นในตาเสื่อมลุกลามโดยไม่ได้รับการดูแลเป็นเวลานาน จนจอตาหลุดลอกหรือเกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ก็อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นแบบถาวรขึ้นได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวัน     อาการวุ้นในตาเสื่อม หายเองได้ไหม อาการวุ้นในตาเสื่อมจะค่อยๆ บรรเทาลงภายในระยะเวลาประมาณ 3 เดือนและสามารถหายได้เองหากไม่มีอาการแทรกซ้อนรุนแรงอย่างรูรั่วหรือรอยฉีกขาดในจอประสาทตา แต่หากเกิดอาการดังกล่าว ผู้ป่วยต้องรีบเข้ารับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้การฉีกขาดขยายตัวมากขึ้นจนทำลายดวงตา ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงควรไปพบจักษุแพทย์ให้วินิจฉัยอาการเพื่อรักษาวุ้นในตาเสื่อมอย่างเหมาะสม วินิจฉัยอาการวุ้นในตาเสื่อม ผู้ที่มีภาวะวุ้นตาเสื่อมควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ โดยแพทย์จะเริ่มตรวจดวงตาส่วนหน้า จากนั้นแพทย์จะหยอดยาขยายรูม่านตาเพื่อตรวจวุ้นตาและจอตา โดยหลังหยอดยาดวงตาจะรู้สึกพร่ามัว มองแสงจ้าไม่ได้ และจะไม่สามารถมองเห็นในระยะใกล้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ดังนั้นผู้ที่เข้ารับการวินิจฉัยจึงควรพกแว่นกันแดดและมีคนขับรถไปด้วย     แนวทางการรักษาวุ้นในตาเสื่อม แนวทางในการรักษาวุ้นในตาเสื่อมทำได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการวุ้นในตาเสื่อม โดยจะแบ่งแนวทางการรักษาโดยคร่าวๆ ได้ดังนี้ ปล่อยให้อาการดีขึ้นเองโดยทั่วไปภาวะวุ้นในตาเสื่อมจะไม่จำเป็นต้องรับการรักษา โดยอาการเงาดำหรือแสงวาบที่เห็นจะค่อยๆ ลดลงและหายไปในที่สุดในช่วง 3 เดือน โดยในระหว่างนั้นผู้ป่วยเพียงต้องปรับตัวการใช้ชีวิตให้เหมาะสมและสังเกตอาการอย่างต่อเนื่องก็เพียงพอ รักษาด้วยเลเซอร์ใช้ในกรณีที่พบรอยฉีกขาดในจอตา โดยเลเซอร์จะถูกใช้ยิงไปยังบริเวณรอยฉีกขาดของจอตา เพื่อสร้างความร้อนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการยึดติดระหว่างจอตากับเนื้อเยื่อรอบข้าง รักษาด้วยการจี้เย็น (Cryopexy)ใช้ในกรณีที่พบรอยฉีกขาดในจอตา โดยจะใช้หัวอุปกรณ์ที่ปล่อยความเย็นไปยังบริเวณที่จอตาฉีกขาด ความเย็นจะกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบรอยฉีกขาดแข็งตัวและติดกัน รักษาโรคทางตาอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุบางครั้งอาการวุ้นในตาเสื่อมก็อาจเกิดขึ้นจากโรคหรืออาการอื่นๆ เช่น การอักเสบในดวงตาหรือโรคเบาหวานขึ้นตา ดังนั้นจึงต้องรักษาต้นเหตุไปด้วยระหว่างการรักษาวุ้นในตาเสื่อม เพื่อป้องกันอาการวุ้นตาเสื่อมแทรกซ้อน ปรึกษาจักษุแพทย์ในกรณีฉุกเฉินหากมีอาการแสงวาบเพิ่มขึ้น หรือมีเงาดำจำนวนมากปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเป็นสัญญาณของปัญหาร้ายแรง เช่น ภาวะจอตาหลุดลอก ดังนั้นหากพบเจอกับอาการเหล่านี้ควรเข้าพบแพทย์โดยทันที แนวทางการป้องกันวุ้นในตาเสื่อม การป้องกันวุ้นในตาเสื่อม ทำได้ด้วยการดูแลสุขภาพของดวงตาโดยทั่วไป โดยมีแนวทางการป้องกันวุ้นในตาเสื่อมดังนี้ รักษาสุขภาพดวงตาหลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรงๆ หรือทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บของดวงตา ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ใส่แว่นตาป้องกันแสง UVใช้แว่นตากันแดดคุณภาพดีที่สามารถป้องกันรังสียูวีได้ เพื่อช่วยลดผลกระทบจากแสงแดดที่อาจทำลายดวงตา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาเพิ่มอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี อี ลูทีน และซีแซนทีน เช่น ผักใบเขียว ปลาแซลมอน และแครอท ควบคุมโรคประจำตัวอื่นๆควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสำหรับผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพจอประสาทตาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดการใช้งานดวงตาหนักเกินไปพักสายตาทุกๆ 20 นาทีเมื่อใช้งานจอคอมพิวเตอร์หรือจอโทรศัพท์เป็นเวลานาน โดยให้หลับตาแล้วมองไปยังจุดที่มืดของห้องหรือใช้มือป้องแสงเป็นเวลา 1-2นาทีก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่การสูบบุหรี่สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมได้ รักษาวุ้นในตาเสื่อม ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการวุ้นในตาเสื่อม แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการวุ้นในตาเสื่อมได้ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง โปรโมชันแพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา แพ็กเกจตรวจคัดกรองโรคจอประสาทตา 9 รายการ ตรวจลึกถึงโครงสร้างจอตาด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง Fundus Camera และ OCT พร้อมประเมินความเสี่ยงโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา ราคาปกติ 6,500 บาท ราคาโปรโมชัน 2,990 บาท รายการตรวจคัดกรอง 9 รายการ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ตรวจวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ตรวจวัดความดันลูกตา ตรวจและวัดค่าสายตาโดยละเอียดโดยนักทัศนมาตร ตรวจวัดความหนากระจกตาด้วยเครื่องอัตโนมัติ ตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่องถ่ายภาพจอประสาทตา ตรวจวินิจฉัยขั้วประสาทตา และชั้นจอประสาทตา ตรวจวิเคราะห์เซลล์กระจกตา ความเสื่อมของกระจกตา ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา เงื่อนไขแพ็กเกจ โปรโมชันเริ่มตั้งแต่วันนี้ - 30 กันยายน 2569 ไม่รวมค่ายา หรือค่ารักษาเพิ่มเติมกรณีพบความผิดปกติ อาจมีอาการตามัวและไวต่อแสงชั่วคราวประมาณ 4–6 ชั่วโมง (จากการหยอดยาขยายม่านตา) แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย ดูรายละเอียดแพ็กเกจและทำนัดหมาย สรุป วุ้นในตาเสื่อม คือภาวะที่วุ้นตาเสื่อมสภาพจนกลายเป็นน้ำและหลุดออกจากจอประสาทตา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเห็นเงาดำลอยไปมา หรือแสงวาบในตาได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรง แต่ในบางกรณีอาจทำให้จอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอกได้ จนหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาก็อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้อย่างถาวร โดยการป้องกันที่ดีก็จะเป็นการดูแลสุขภาพดวงตาและเข้ารับการตรวจเป็นประจำ หากกังวลเรื่องวุ้นในตาเสื่อม ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalพร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรควุ้นในตาเสื่อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมความมุ่งมั่นในการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การป้องกัน รักษา ไปจนถึงฟื้นฟูสุขภาพตา เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจ
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111