บทความสุขภาพตา : #เลสิก

เรียงตาม

การตรวจตาเด็กสำคัญแค่ไหน ควรเริ่มตรวจตอนอายุเท่าไหร่ ?

สรุปสาระสำคัญ การตรวจตาเด็ก คือการประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียน เพื่อคัดกรองภาวะที่กระทบพัฒนาการ เช่น ต้อกระจกและต้อหินตั้งแต่กำเนิด ตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี และค่าสายตาผิดปกติ เด็กคลอดก่อนกำหนดควรประเมินจอประสาทตาภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด เด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี และตรวจต่อเนื่องในวัยก่อนเข้าเรียน (2–5 ปี) จากนั้นวัยเรียน 5 ปีขึ้นไปควรตรวจเป็นประจำทุกปี พฤติกรรมที่ควรสังเกต ได้แก่ ขยี้ตาบ่อย กระพริบตาถี่ ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว ดูทีวีใกล้ ตาเหล่ตาเข หนังตาตก และไม่มองตามวัตถุ หากพบควรพาเด็กเข้ารับการตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข พัฒนาการของลูกน้อยเป็นเรื่องที่พ่อแม่ให้ความสำคัญ แต่สุขภาพดวงตาและการมองเห็นกลับเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมักมองข้ามไป เพราะเด็กเล็กยังไม่สามารถบอกความผิดปกติให้เราฟังได้ชัดเจน กว่าพ่อแม่จะสังเกตเห็นอาการ ปัญหาดวงตาก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพวกเขาไปแล้ว การตรวจตาเด็กจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งควรเริ่มพาพวกเขาไปพบจักษุแพทย์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่มาหาคำตอบได้ในบทความนี้   ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ ตรวจตาเด็ก คืออะไร ▶ ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก ▶ เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ ▶ สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็ก ▶ ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ▶ ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง ▶ ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? ▶ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร ▶ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ ▶ วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน ▶ ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร ▶ โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ ▶ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ▶ การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) ตรวจตาเด็ก คืออะไร การตรวจตาเด็ก คือ การประเมินสุขภาพดวงตาและการมองเห็นของเด็กตั้งแต่วัยก่อนเข้าเรียนจนถึงวัยเรียนเพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านดวงตา เช่น โรคต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด โรคต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี หรือค่าสายตาผิดปกติ โดยการตรวจสุขภาพตาเด็กจะปรับให้เหมาะกับช่วงวัยของเด็กแต่ละคน ช่วยให้จักษุแพทย์เฉพาะทางสามารถวางแผนดูแลหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ทำไมเด็กควรได้รับการตรวจตาตั้งแต่เล็ก เด็กเล็กยังไม่สามารถอธิบายอาการมองเห็นผิดปกติได้ชัดเจน ทำให้หลายครอบครัวอาจไม่รู้ว่าลูกกำลังมีปัญหาทางดวงตา การตรวจสุขภาพตาตั้งแต่เด็กจึงช่วยคัดกรองโรคหรือภาวะผิดปกติได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร และสมาธิในการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กโดยตรง เด็กควรตรวจสุขภาพตาครั้งแรกเมื่ออายุเท่าไหร่ สุขภาพดวงตาของเด็กมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงวัย การตรวจตาจึงควรเริ่มตรวจตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็นและเฝ้าระวังปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยสามารถแบ่งช่วงการตรวจได้ดังนี้ วัยแรกเกิด – 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนดควรได้รับการประเมินจอประสาทตาภายในช่วงไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด ส่วนเด็กทั่วไปควรเริ่มตรวจการมองเห็นเมื่ออายุประมาณ 1 ปี เพื่อคัดกรองภาวะตาเขและตาขี้เกียจตั้งแต่ระยะแรก วัยก่อนเข้าเรียน อายุ 2 – 5 ปี เป็นช่วงที่เด็กเริ่มใช้งานดวงตามากขึ้น ทั้งการเล่น การดูภาพ และการเรียนรู้ เด็กวัยนี้มักให้ความร่วมมือในการตรวจได้ดีขึ้น ทำให้สามารถประเมินค่าสายตาและความผิดปกติของการมองเห็นได้แม่นยำกว่าเดิม วัยเรียน อายุ 5 ปีขึ้นไป เด็กวัยเรียนมีการใช้สายตากับหนังสือและหน้าจอมากขึ้น ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี เพราะเด็กสมัยในยุคปัจจุบันใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้น เพื่อประเมินระดับการมองเห็น การทำงานของกล้ามเนื้อตา ค่าสายตา ความดันตา รวมถึงตรวจสุขภาพจอประสาทตาและการมองเห็นเชิงลึกอย่างละเอียด สัญญาณเตือนปัญหาดวงตาในเด็กที่พ่อแม่ควรสังเกต แม้เด็กบางคนจะยังสื่อสารอาการได้ไม่ชัด แต่พฤติกรรมหลายอย่างสามารถเป็นสัญญาณเตือนปัญหาสายตาได้ หากสังเกตเห็นอาการต่อไปนี้ ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเพื่อประเมินอย่างเหมาะสม กระพริบตาถี่หรือขยี้ตาบ่อย อาการนี้อาจบ่งบอกถึงภาวะภูมิแพ้ขึ้นตา หรือเด็กอาจพยายามขยี้ตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้นเนื่องจากมีปัญหาสายตาสั้น มีจุดสีผิดปกติที่ตาขาว เช่น มีจุดสีแดง ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดฝอยแตก (ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อการมองเห็น) หรือมีจุดสีน้ำตาลที่อาจเป็นปานหรือความผิดปกติของเม็ดสี ม่านตาขยายใหญ่ อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบประสาทที่ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เห็นจุดดำลอยไปมา เป็นอาการที่อาจเกิดจากภาวะน้ำวุ้นลูกตาเสื่อม เคืองตาในช่วงเปลี่ยนฤดู เด็กอาจรู้สึกขัดตา ไม่สบายตา มีขี้ตา หรือมีอาการตาแดงร่วมด้วย ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ ตาปิดไม่สนิทขณะหลับ อาจทำให้กระจกตาแห้งและเกิดรอยถลอกได้ ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น น้ำตาไหลเอ่อหรือมีคราบขี้ตา อาจเกิดจากปัญหาท่อน้ำตาอุดตันในเด็ก หรือมีภาวะเปลือกตาอักเสบ ตาเหล่ ตาเข ลูกตาทั้งสองข้างไม่อยู่ในแนวตรงหรือทำงานไม่ประสานกัน ชอบเอียงคอหรือปิดตาข้างเดียว อาจเป็นพฤติกรรมที่เด็กทำเพื่อพยายามปรับโฟกัสการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น ไม่มองตามวัตถุ ตากระตุก หรือกลอกตาไปมา หากเด็กอายุเกิน 4 เดือนแล้วยังไม่มีการจ้องมองตามสิ่งของ ควรรีบพาไปตรวจพัฒนาการด้านการมองเห็น หนังตาตก หากสังเกตพบในเด็กควรรีบพามาพบแพทย์ เพราะหนังตาที่ตกลงมาบดบังทัศนวิสัย อาจส่งผลให้เกิด “ภาวะตาขี้เกียจ” ตามมาได้ในอนาคต ปัญหาดวงตาในเด็กที่พบบ่อย ปัญหาดวงตาในเด็กสามารถเกิดได้หลายรูปแบบ และบางภาวะอาจส่งผลต่อการมองเห็นระยะยาวหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้วางแผนดูแลได้ตรงจุดมากขึ้น ตาเหล่/ตาเข เป็นภาวะที่ดวงตาทั้งสองข้างมองไม่ตรงกัน อาจทำให้เด็กใช้ตาข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง และกระทบต่อการมองเห็นภาพลึกหรือภาพสามมิติ ตาขี้เกียจ เกิดจากสมองรับภาพจากตาข้างหนึ่งน้อยกว่าอีกข้าง ทำให้การมองเห็นของตาข้างนั้นพัฒนาได้ไม่เต็มที่ หากพบเร็วจะช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลได้ดีขึ้น สายตาสั้น ทำให้เด็กมองระยะไกลไม่ชัด มักพบในวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่ใช้สายตาระยะใกล้หรือใช้หน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานาน สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพเบลอ ซ้อน หรือบิดเบี้ยวได้ทั้งระยะใกล้และไกล ซึ่งอาจส่งผลต่อการอ่านหนังสือและการเรียนในห้องเรียน ภาวะตาล้า มักเกิดจากการใช้สายตาต่อเนื่อง เช่น อ่านหนังสือ ใช้แท็บเล็ต หรือดูหน้าจอนานเกินไป ทำให้เด็กปวดตา ขยี้ตา หรือไม่อยากทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตา ตาบอดสี เป็นความผิดปกติในการแยกแยะสี (ส่วนใหญ่มักได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม) ทำให้เด็กเห็นสีบางสีผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง เช่น แยกความต่างของสีเขียวและสีแดงไม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อการเรียนรู้เรื่องสีในช่วงวัยเด็ก สายตายาวตั้งแต่กำเนิด เด็กจะมองเห็นภาพระยะใกล้ไม่ชัด หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข เด็กจะต้องเพ่งสายตาตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ปวดศีรษะ ภาวะตาเหล่เข้าใน หรือตาขี้เกียจตามมาได้ ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด ภาวะเลนส์ตาขุ่นมัวตั้งแต่แรกเกิด ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้เต็มที่ หากสังเกตเห็นจุดสีขาวตรงกลางตาดำของเด็ก ควรรีบพาไปรับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะตาขี้เกียจถาวร ต้อหินตั้งแต่กำเนิด ภาวะความดันในลูกตาสูงผิดปกติตั้งแต่แรกเกิด สังเกตได้จากตาดำของเด็กจะมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ขุ่นมัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และสู้แสงไม่ได้ ถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบรักษาเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร ขั้นตอนการตรวจตาเด็กมีอะไรบ้าง การเตรียมตัวก่อนตรวจตาเด็กช่วยให้การตรวจเป็นไปอย่างราบรื่น และช่วยให้ผลประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัวกับสถานที่และเครื่องมือตรวจ เลือกวันที่เด็กสุขภาพแข็งแรง ควรเลือกวันที่เด็กไม่มีไข้ ไม่งอแง และพักผ่อนเพียงพอ เพราะสภาพร่างกายและอารมณ์มีผลต่อความร่วมมือระหว่างตรวจ หลีกเลี่ยงวันที่ต้องใช้สายตามากในวันรุ่งขึ้น หลังการตรวจบางขั้นตอน เด็กอาจมองใกล้ไม่ชัดหรือไวต่อแสงชั่วคราว จึงควรวางแผนวันตรวจให้เหมาะสม เตรียมหมวกหรือแว่นกันแดดสำหรับหลังตรวจ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา ดวงตาอาจไวต่อแสงมากกว่าปกติ การเตรียมอุปกรณ์กันแสงจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายขึ้น หยอดยาคลายการเพ่งก่อนวัดสายตา ในบางกรณีอาจต้องหยอดยาทุก 5 – 10 นาที ก่อนเข้ารับการวัดสายตาประมาณ 30 นาที เพื่อช่วยให้ประเมินค่าสายตาได้แม่นยำขึ้น งดกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ ควรหลีกเลี่ยงแดดจัดหรือแสงไฟจ้าในช่วงหลังตรวจ เพราะม่านตาอาจยังกลับสู่ภาวะปกติไม่เต็มที่ ตรวจติดตามตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ ความผิดปกติด้านการมองเห็นในช่วงแรกเกิดถึงประมาณ 8 ปี มีผลต่อพัฒนาการระยะยาว การตรวจสม่ำเสมอช่วยให้พบปัญหาเร็วและดูแลได้ต่อเนื่อง ตรวจตาเด็กต้องตรวจอะไรบ้าง? การตรวจตาในเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประเมินพัฒนาการด้านการมองเห็น เพื่อคัดกรองความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข อาการตาบอดสี ปัญหาค่าสายตาผิดปกติ ไปจนถึงการตรวจเช็กสุขภาพตาทั่วไป โดยการตรวจตาในเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางจะประกอบด้วยขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและทดสอบการมองเห็นภาพสามมิติ เพื่อดูว่าดวงตาทั้งสองข้างทำงานประสานกันได้ดีและมีการมองเห็นที่ปกติตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ตรวจวัดความดันลูกตา เพื่อคัดกรองภาวะความดันตาผิดปกติหรือโรคต้อหิน ซึ่งแม้จะพบได้น้อยในเด็กแต่หากเกิดขึ้นแล้วจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีเพื่อป้องกันความเสียหายต่อเส้นประสาทตา ตรวจวัดค่าสายตาละเอียด การตรวจหาค่าสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงที่อาจซ่อนอยู่ โดยในเด็กเล็กจักษุแพทย์อาจมีการหยอดยาลดการเพ่งร่วมด้วย เพื่อให้ได้ค่าสายตาที่แท้จริงและแม่นยำที่สุด ตรวจตาด้วยกล้องจุลทรรศน์โดยจักษุแพทย์ เป็นการตรวจดูโครงสร้างส่วนต่างๆ ของดวงตาอย่างละเอียด ตั้งแต่เปลือกตา กระจกตา เลนส์ตา ไปจนถึงการประเมินสุขภาพจอประสาทตาด้านหลัง เพื่อค้นหาร่องรอยของโรคตาหรือความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งในด้านวิธีการสื่อสารและรูปแบบการประเมิน เพราะเด็กเล็กอาจยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือไม่สามารถอธิบายอาการได้ชัดเจน จักษุแพทย์เฉพาะทางจึงต้องใช้เครื่องมือและเทคนิคเฉพาะสำหรับเด็ก รวมถึงสังเกตพฤติกรรมการมองเห็นร่วมด้วย การตรวจยังเน้นคัดกรองพัฒนาการทางดวงตา เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลระยะยาวมากกว่าการตรวจทั่วไปในผู้ใหญ่ เด็กที่ใช้หน้าจอบ่อย เสี่ยงสายตาสั้นจริงหรือไม่ การตรวจตาเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ทั้งวิธีสื่อสาร เครื่องมือ และการประเมิน เพราะเด็กบางวัยยังอ่านตัวอักษรไม่ได้ หรือยังอธิบายอาการผิดปกติได้ไม่ชัด จักษุแพทย์จึงต้องใช้วิธีตรวจที่เหมาะกับช่วงวัย เช่น การสังเกตพฤติกรรมการมอง การใช้ภาพแทนตัวอักษร และการประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจกระทบต่อพัฒนาการด้านดวงตาในระยะยาว วิธีดูแลดวงตาเด็กในชีวิตประจำวัน การดูแลดวงตาในเด็กไม่ใช่แค่การพาไปตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ แต่ควรเริ่มจากพฤติกรรมประจำวัน โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้สายตาต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ ควรกำหนดเวลาใช้อุปกรณ์ดิจิทัลให้เหมาะกับวัย และให้เด็กพักสายตาเป็นระยะเพื่อลดการเพ่งต่อเนื่อง ใช้กฎพักสายตาอย่างสม่ำเสมอ หลังใช้สายตาระยะใกล้ประมาณ 20 นาที ควรให้เด็กมองไกลหรือพักสายตาสั้น ๆ เพื่อช่วยลดอาการล้าตา เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง การใช้เวลานอกบ้านในแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหรือการเพิ่มขึ้นของสายตาสั้นในเด็กได้ จัดแสงให้เหมาะกับการอ่านและทำการบ้าน ควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดหรือจ้าเกินไป เพื่อลดการเพ่งและลดอาการปวดตา ปรับระยะห่างจากหน้าจอและหนังสือ ควรให้เด็กนั่งในท่าที่เหมาะสม ไม่ก้มหน้าใกล้จอหรือหนังสือมากเกินไป นอนหลับให้เพียงพอ การพักผ่อนที่ดีช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวจากการใช้งานระหว่างวัน และส่งผลต่อสมาธิในการเรียนรู้ ตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ไม่มีอาการชัดเจน การตรวจสม่ำเสมอช่วยเฝ้าระวังค่าสายตาและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามช่วงวัย ตรวจตาเด็กโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางสำคัญอย่างไร เด็กแต่ละวัยมีพัฒนาการด้านการมองเห็นแตกต่างกัน การตรวจโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข จึงช่วยให้ประเมินปัญหาได้ละเอียดและเหมาะกับช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นภาวะตาขี้เกียจ ตาเหล่ ตาเข ตาบอดสี ค่าสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติของจอประสาทตา การได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการยังช่วยให้พ่อแม่เข้าใจพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก และสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โปรโมชันตรวจตาเด็ก ราคาเท่าไหร่ พร้อมแพ็กเกจตรวจสุขภาพตา แพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็ก การดูแลสุขภาพตาของลูกน้อยคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาเข้ารับการตรวจดวงตาได้อย่างมั่นใจและสบายใจ เราจึงมีแพ็กเกจตรวจสุขภาพตาเด็กที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ครอบคลุมการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้ จองคิวตรวจตาเด็ก / สอบถามเจ้าหน้าที่ โทร 02-511-2111 จองคิว (LINE) 📅 นัดหมายออนไลน์ ทำไมควรเลือกตรวจตาเด็กกับโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางตาโดยตรงและมีศูนย์รักษาโรคตาเด็กโดยเฉพาะ พร้อมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจักษุวิทยาเด็กและตาเข ให้บริการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การตรวจคัดกรองปัญหาสายตาทั่วไป ไปจนถึงการดูแลภาวะที่ต้องอาศัยความละเอียดเฉพาะด้าน สำหรับการตรวจตาเด็กโรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางและผู้ชำนาญการที่เข้าใจพฤติกรรมเด็กแต่ละช่วงวัย พร้อมเครื่องมือตรวจที่ช่วยให้การประเมินแม่นยำและเป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก การนัดหมายและเตรียมตัวก่อนพาเด็กมาตรวจตา ก่อนพาเด็กมาตรวจตา ควรเลือกวันที่เด็กพักผ่อนเพียงพอ สุขภาพแข็งแรง และไม่มีภารกิจเร่งรีบหลังตรวจ พ่อแม่ควรเตรียมข้อมูลสุขภาพ ประวัติการคลอด ประวัติโรคตาในครอบครัว รวมถึงแว่นเดิมหากเด็กใช้อยู่ หากมีการหยอดยาขยายม่านตา เด็กอาจไวต่อแสงหรือมองใกล้ไม่ชัดชั่วคราว จึงควรเตรียมหมวกหรือแว่นกันแดด และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลังตรวจ สรุป การมองเห็นที่ดีมีผลต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และคุณภาพชีวิตของเด็กในระยะยาว การพาเด็กเข้ารับการตรวจตาเด็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และวางแผนดูแลได้เหมาะกับช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นตาเข ตาขี้เกียจ หรือค่าสายตาผิดปกติ หากต้องการประเมินสุขภาพตาเด็กอย่างละเอียด สามารถปรึกษาและนัดหมายได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital (เลียบด่วนรามอินทรา) วีดีโอรีวิวตรวจสุขภาพตาเด็ก โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจตาเด็ก (FAQ) หลายครอบครัวอาจยังไม่แน่ใจว่าเด็กควรตรวจตาเมื่อไร ต้องตรวจทุกคนหรือไม่ และพฤติกรรมแบบไหนที่ควรพามาพบจักษุแพทย์ คำถามต่อไปนี้จะช่วยให้เข้าใจการตรวจตาเด็กได้ชัดเจนขึ้น เด็กต้องตรวจสายตาทุกคนหรือเฉพาะคนที่มีปัญหา? เด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง แม้ยังไม่มีอาการผิดปกติ เพราะปัญหาบางอย่างอาจไม่แสดงอาการชัดในระยะแรก เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข หรือค่าสายตาผิดปกติ การตรวจเป็นระยะช่วยติดตามพัฒนาการด้านการมองเห็น และช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าดวงตาของเด็กทำงานเหมาะสมกับช่วงวัยหรือไม่ หากพบความผิดปกติเร็ว ก็สามารถวางแผนดูแลได้ทันท่วงที เด็กขยี้ตาบ่อยหรือดูทีวีใกล้ผิดปกติ ต้องตรวจตาหรือไม่? หากเด็กขยี้ตาบ่อย ดูทีวีใกล้ เอียงหน้าเวลามอง หรือเพ่งตาขณะอ่านหนังสือ ควรพาเข้ารับการตรวจตา เพราะอาจเป็นสัญญาณของค่าสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น หรือสายตาเอียง รวมถึงอาการตาล้าจากการใช้สายตาระยะใกล้มากเกินไป การตรวจจะช่วยแยกสาเหตุและประเมินว่าควรปรับพฤติกรรม ใส่แว่น หรือดูแลเพิ่มเติมในรูปแบบใด ตรวจตาเด็กช่วยป้องกันสายตาสั้นได้หรือไม่? การตรวจตาเด็กไม่ได้ป้องกันสายตาสั้นโดยตรง แต่ช่วยให้รู้แนวโน้มและติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้เร็วขึ้น เมื่อพบว่าสายตาสั้นเริ่มเพิ่มขึ้น จักษุแพทย์สามารถให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม เช่น ลดเวลาหน้าจอ เพิ่มกิจกรรมกลางแจ้ง และพักสายตาอย่างเหมาะสม สำหรับผู้ที่โตขึ้นและมีค่าสายตาคงที่ อาจปรึกษาทางเลือกการแก้ไขสายตากับศูนย์เลสิกได้ตามความเหมาะสม บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
อ่านเพิ่มเติม

ชอบขยี้ตาบ่อย เลือกทำเลสิกแบบไหนดีให้ปลอดภัยและเหมาะกับคุณ?

การขยี้ตาบ่อยหลังทำเลสิกเสี่ยงทำให้ฝากระจกตาเคลื่อนหรือเกิดแผล ทำให้สายตาพร่ามัวหรือเกิดการติดเชื้อได้ เทคนิคเลสิกที่เหมาะกับคนขยี้ตาบ่อย ได้แก่ PRK และ SMILE เพราะไม่สร้างฝากระจกตา จึงลดความเสี่ยงฝากระจกตาเคลื่อน พร้อมทั้งช่วยให้ฟื้นตัวได้ดี หลังทำเลสิก ผู้ที่ชอบขยี้ตาบ่อยควรหลีกเลี่ยงการขยี้ตา งดแต่งหน้าใกล้ดวงตา หลีกเลี่ยงน้ำเข้าตา และใส่แว่นกันลม กันฝุ่นเพื่อป้องกันการระคายเคือง การขยี้ตาบ่อยเป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังจะทำเลสิกหรือเคยทำเลสิกไปแล้ว เพราะนอกจากจะทำให้ตาระคายเคืองแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากต้องการทำเลสิกจริงๆ ควรเลือกเทคนิคที่เหมาะสมกับพฤติกรรมนี้ พร้อมทั้งปฏิบัติตามข้อควรระวังและวิธีดูแลดวงตาหลังผ่าตัดอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลลัพธ์ปลอดภัยและยาวนานที่สุด ทำไมการขยี้ตาบ่อยถึงเป็นอันตรายหลังทำเลสิก? การขยี้ตาบ่อยหลังทำเลสิก โดยเฉพาะในช่วงแรกของการพักฟื้น อาจส่งผลเสียร้ายแรงได้ เพราะการทำเลสิกแต่ละประเภทมีวิธีการรักษาและฟื้นฟูที่แตกต่างกัน การขยี้ตาจึงอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการรักษาและผลลัพธ์ที่ได้ ดังนี้ ผลจากการขยี้ตาบ่อยหลังทำเลสิก เลสิกเป็นการผ่าตัดสร้างฝากระจกตา การขยี้ตาบ่อยหรือขยี้ตาแรงอาจทำให้ฝากระจกตาเคลื่อน หลุด หรือพับยับ ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินต้องแก้ไขทันที และเสี่ยงต่อสายตาพร่ามัวหรือติดเชื้อได้ ผลจากการขยี้ตาบ่อยหลังทำ PRK (Photorefractive Keratectomy) แม้ไม่สร้างฝากระจกตา แต่หลังทำ PRK/TransPRK ผิวกระจกตาชั้นนอกถูกลอกออก การขยี้ตาอาจทำให้แผลหายช้า เกิดการติดเชื้อ หรือพังผืดที่กระจกตาได้ ภาวะกระจกตาย้วย (Keratoconus) ผู้ที่ชอบขยี้ตาบ่อยเสี่ยงเกิดภาวะกระจกตาย้วย ซึ่งกระจกตาบางและโป่งออก ทำให้ไม่เหมาะกับการทำเลสิกบางประเภท หรือหากทำแล้วอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น เทคนิคเลสิกที่เหมาะสมสำหรับคนขยี้ตาบ่อย   ถ้าคุณมักเผลอขยี้ตาบ่อย การปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อประเมินสภาพตาและเลือกเทคนิคเลสิกที่ไม่สร้างฝากระจกตาหรือมีผลกระทบน้อยต่อโครงสร้างกระจกตาจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า โดยเทคนิคที่เหมาะสม เช่น   PRK (Photorefractive Keratectomy) หรือ TransPRK เทคนิคนี้ใช้เลเซอร์เจียระไนเนื้อกระจกตาโดยตรงที่ผิวชั้นบนสุดโดยไม่สร้างฝากระจกตา ทำให้ปลอดภัยกว่าสำหรับผู้ที่ชอบขยี้ตา เพราะไม่มีความเสี่ยงที่ฝากระจกตาจะเคลื่อนตัว อีกทั้งกระจกตาหลังทำยังมีความแข็งแรงมากกว่าเลสิก อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาพักฟื้นจะนานกว่า ประมาณ 3-5 วันแรกอาจรู้สึกเคืองตาและมองไม่ชัด ผลการมองเห็นจึงคงที่ช้ากว่าเลสิก เทคนิคนี้เหมาะกับผู้ที่ชอบขยี้ตาบ่อย นักกีฬาที่เสี่ยงกระทบกระเทือนดวงตา หรือผู้ที่มีกระจกตาบางไม่เหมาะกับการทำเลสิก และควรให้ความสำคัญกับการดูแลดวงตาหลังผ่าตัดเลสิกอย่างเคร่งครัดเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและการฟื้นตัวที่รวดเร็ว   ReLEx SMILE (Small Incision Lenticule Extraction) เทคนิคนี้ใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อกระจกตา (Lenticule) ภายในกระจกตา แล้วนำชิ้นเนื้อนั้นออกผ่านแผลเล็กๆ ขนาด 2-4 มิลลิเมตร โดยไม่ต้องสร้างฝากระจกตาที่เปิดออก ทำให้แผลมีขนาดเล็กและฟื้นตัวเร็ว ความเสี่ยงที่ฝากระจกตาจะเคลื่อนตัวจึงน้อยกว่าเลสิกมาก อีกทั้งกระจกตาหลังทำยังคงมีความแข็งแรงดี อย่างไรก็ตาม เทคนิคนี้ไม่สามารถแก้ไขสายตายาวได้ และมีข้อจำกัดในเรื่องค่าสายตาที่สามารถแก้ไขได้ เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือเอียงไม่เกินเกณฑ์ รวมถึงผู้ที่ชอบขยี้ตาและต้องการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีที่เผลอขยี้ตาหลังทำเลสิก เทคนิคนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาฝากระจกตาเคลื่อนหรือเสียหายได้ดีกว่า   NanoRelex® NanoReLEx® เป็นเทคนิคที่มีความแม่นยำสูงในการปรับแต่งเนื้อเยื่อภายในชั้น Stroma ของกระจกตา โดยคำนวณชิ้นเนื้อกระจกตาในรูปแบบ 3 มิติ เรียกว่า Lenticule ตามค่าสายตาของแต่ละบุคคล จากนั้นนำ Lenticule ออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2–3 มิลลิเมตร จุดเด่นคือใช้พลังงานต่ำในระดับนาโนจูลย์ ทำให้กระทบกระเทือนดวงตาน้อยและฟื้นตัวเร็วขึ้น การผ่าตัดด้วย NanoReLEx® ใช้เวลาสั้น ลดอาการตาแห้งหลังการรักษา แผลขนาดเล็กช่วยให้กระจกตาคงรูปร่างและความแข็งแรงหลังผ่าตัด   SMILE Pro® SMILE Pro® เป็นเทคโนโลยีเลเซอร์แก้ไขสายตาที่ล้ำสมัยที่สุดในปัจจุบัน มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ReLEx SMILE รุ่นเดิมทั้งด้านความรวดเร็ว ความแม่นยำ และความสบายตาขณะทำการรักษา จุดเด่นอยู่ที่การใช้เครื่องเลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 รุ่นล่าสุด สามารถยิงเลเซอร์เสร็จสิ้นภายใน 8 วินาทีต่อดวงตา และสามารถปรับแต่งรูปร่างกระจกตาได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ทางสายตาที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีค่าสายตาสั้นหรือเอียงมาก ช่วยลดความกังวลและเพิ่มความสบายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมาก     หลังทำเลสิกห้ามทำอะไรบ้าง สำหรับคนขยี้ตาบ่อย หากคุณตัดสินใจทำเลสิกและมีพฤติกรรมชอบขยี้ตาบ่อย การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้อย่างเคร่งครัดเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาและช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวอย่างปลอดภัย   พยายามหยุดขยี้ตา การขยี้ตาหนักๆ อาจทำให้ฝากระจกตาหลุดหรือเสียหาย ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและทำให้ผลลัพธ์เลสิกไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงควรฝึกควบคุมและหลีกเลี่ยงการขยี้ตาทั้งก่อนและหลังผ่าตัด เพื่อช่วยให้แผลหายไว และรักษาคุณภาพการมองเห็นให้นานที่สุด   ใช้ยาหยอดตา หากคุณขยี้ตาบ่อยเพราะรู้สึกคันหรือตาแห้ง การปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาหยอดตาที่เหมาะสมจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ยาหยอดตาอย่างถูกวิธีจะช่วยบรรเทาอาการระคายเคือง ลดความอยากขยี้ตา และช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นมากขึ้น ส่งผลให้การฟื้นตัวหลังทำเลสิกเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัยมากขึ้น   สวมแว่นตาป้องกัน หลังทำเลสิก 7 วัน โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก ควรใส่แว่นตากันลม กันฝุ่น และลดแสงจ้า เพื่อปกป้องดวงตาจากสิ่งแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้เกิดการระคายเคือง นอกจากนี้แว่นตายังทำหน้าที่ช่วยให้ระมัดระวังและไม่เผลอขยี้ตา ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อาจส่งผลเสียต่อการฟื้นตัวและความปลอดภัยของกระจกตาหลังผ่าตัด   ระมัดระวังการทำความสะอาดตา ควรทำความสะอาดตาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเบามือที่สุด เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือความเสียหายต่อกระจกตา หลีกเลี่ยงการถูหรือขยี้ตาขณะทำความสะอาด และใช้วิธีที่ถูกต้อง เช่น ใช้น้ำเกลือล้างตาหรือผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ เช็ดเบาๆ วิธีถนอมสายตาหลังทำเลสิกนี้ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อและส่งเสริมการฟื้นตัวของดวงตาอย่างปลอดภัย   ปรึกษาแพทย์ทันที หากเผลอขยี้ตาแรงๆ หลังทำเลสิก หรือรู้สึกปวดตา ตาแดงมากผิดปกติ เห็นภาพพร่าหรือแสงกระจาย มีน้ำตาไหลมาก หรือตาแห้งผิดปกติ ควรรีบพบจักษุแพทย์ทันที เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝากระจกตาเคลื่อนหรือติดเชื้อ   การได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็วจะช่วยป้องกันความเสียหายรุนแรงและรักษาคุณภาพการมองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังทำเลสิก ไม่ควรเล่นโทรศัพท์บ่อย ควรพักสายตาและหลีกเลี่ยงการเพ่งจอเป็นเวลานาน เพื่อช่วยลดอาการตาแห้งและอาการล้า ช่วยให้ดวงตาฟื้นตัวได้ดีขึ้น   สรุป สำหรับคนที่ขยี้ตาบ่อย การทำเลสิกควรเลือกเทคนิคที่ปลอดภัยและเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ฝากระจกตาเคลื่อนหรือกระจกตาบาง เทคนิคที่ไม่สร้างฝากระจกตาหรือมีแผลเล็ก เช่น PRK หรือ SMILE เป็นตัวเลือกที่ดี เพราะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วและกระจกตาแข็งแรงกว่าเดิม Bangkok Eye Hospital มีทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเทคโนโลยีทันสมัย ที่ช่วยประเมินสภาพดวงตาอย่างละเอียด เพื่อแนะนำวิธีทำเลสิกที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของแต่ละคน พร้อมคำแนะนำดูแลดวงตาหลังผ่าตัด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและการฟื้นตัวอย่างปลอดภัยและยั่งยืน   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคนขยี้ตาบ่อยทำเลสิก (FAQ)   รวบรวมคำตอบที่ช่วยไขข้อสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบของการขยี้ตาต่อการทำเลสิก วิธีเลือกเทคนิคเลสิกที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการขยี้ตา รวมถึงคำแนะนำในการดูแลดวงตาหลังผ่าตัด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาผลลัพธ์ให้คงทน พร้อมข้อมูลที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจทำเลสิกในกรณีนี้   คนชอบขยี้ตาบ่อยๆ ทำเลสิกได้ไหม? ทำได้ แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และบางเทคนิคอาจเหมาะสมกว่า แพทย์จะประเมินสภาพตาและความรุนแรงของพฤติกรรมการขยี้ตาอย่างละเอียด หากสามารถควบคุมการขยี้ตาหลังผ่าตัดได้ ก็ไม่มีปัญหา แต่หากควบคุมไม่ได้ อาจต้องเลือกเทคนิคที่ปลอดภัยกว่า หรือหาทางแก้ไขพฤติกรรมขยี้ตาก่อน มีวิธีลดพฤติกรรมการขยี้ตาไหม ใช้ยาหยอดตาเพิ่มความชุ่มชื้นเพื่อลดอาการตาแห้งและระคายเคือง หาสาเหตุอาการคัน เช่น ภูมิแพ้ และรับยาหยอดตาแก้แพ้ สวมแว่นตาหรือแว่นกันแดดเพื่อป้องกันฝุ่น ลม และแสงแดด พร้อมฝึกสังเกตตัวเองและหยุดพฤติกรรมขยี้ตาให้ได้   เผลอขยี้ตาหลังทำเลสิกไปแล้ว ต้องทำอย่างไร? หากคุณเผลอขยี้ตาอย่างรุนแรงหลังทำเลสิก (โดยเฉพาะในช่วง 1-3 เดือนแรก) และรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ เช่น ตาพร่ามัว เจ็บตามาก มองเห็นภาพซ้อน หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ในตา ควรรีบกลับไปพบจักษุแพทย์ทันที เพื่อตรวจดูว่าฝากระจกตาเคลื่อนหรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน  

กระจกตาบางเกิดจากอะไร? อาการ ผลกระทบต่อสายตาและวิธีรักษา

กระจกตาบาง คืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital กระจกตาบาง คือภาวะที่ชั้นกระจกตาหน้าดวงตามีความหนาน้อยกว่าปกติ ส่งผลโดยตรงต่อการมองเห็น สาเหตุเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พันธุกรรม การขยี้ตาบ่อยๆ หรือผลข้างเคียงจากการผ่าตัด อาการที่สังเกตได้ชัดคือ ตาพร่ามัว ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย และมองเห็นภาพบิดเบี้ยว กระจกตาบางคือภาวะที่ความหนาของกระจกตาลดลง ซึ่งกระจกตามีหน้าที่สำคัญในการโฟกัสแสงเข้าสู่ดวงตาเพื่อให้เรามองเห็นได้คมชัด หากกระจกตาบางเกินไป อาจส่งผลต่อการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่น เลสิก การเข้าใจสาเหตุและอาการอย่างถูกต้องจึงช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีขึ้นครับ กระจกตาคืออะไร? สิ่งสำคัญต่อการมองเห็น กระจกตา (Cornea) คือชั้นโปร่งใสด้านหน้าสุดของดวงตา มีหน้าที่ช่วยหักเหแสงให้เข้าสู่ดวงตา และยังทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเชื้อโรคโดยตรง โดยปกติความหนาของกระจกตาจะอยู่ที่ประมาณ 520-550 ไมครอน แต่ความหนานี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอายุที่เพิ่มขึ้นครับ รู้จักกับกระจกตาบาง กระจกตาบางคือลักษณะของกระจกตาที่มีความหนาน้อยกว่า 500 ไมครอน โดยทั่วไปไม่ถือว่าเป็นโรค แต่จะส่งผลต่อการวินิจฉัยโรคบางอย่าง เช่น ต้อหิน เนื่องจากอาจทำให้ค่าความดันตาที่วัดได้คลาดเคลื่อน นอกจากนี้ กระจกตาบางยังมีผลต่อการเลือกวิธีแก้ไขสายตา หากคนไข้ต้องการทำ LASIK แต่กระจกตาบาง แพทย์อาจแนะนำทางเลือกอื่น เช่น PRK, ICL, FemtoLASIK หรือ SMILE Pro แทนครับ หลายคนสงสัยว่า "ใส่คอนแท็กต์เลนส์ทำให้กระจกตาบางไหม?" คำตอบคือการใส่ถูกวิธีไม่ได้ทำให้บางลง แต่หากใส่นานเกินไปจนตาขาดออกซิเจน อาจส่งผลต่อเนื้อเยื่อกระจกตาได้ครับ กระจกตาบางเกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง? 1. โรคทางพันธุกรรม กระจกตาย้วย (Keratoconus) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยกระจกตาจะบางลงและโป่งยื่นออกมาคล้ายรูปกรวย ทำให้สายตาเอียงผิดปกติเรื้อรัง 2. การบาดเจ็บหรือการผ่าตัดตา การทำเลสิก (LASIK) หรือ PRK ที่มีการเลเซอร์เนื้อกระจกตาออกมากเกินไป อาจทำให้กระจกตาที่เหลืออยู่บางลง รวมถึงการติดเชื้อรุนแรงที่ทำลายเนื้อเยื่อตา 3. โรคภูมิคุ้มกันและการใช้ยา โรคทางภูมิคุ้มกัน เช่น รูมาตอยด์ หรือ SLE อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนกระจกตาบางลง รวมถึงการใช้ยาหยอดตาที่มี สเตียรอยด์ ต่อเนื่องเป็นเวลานานด้วยครับ อาการของภาวะกระจกตาบาง ภาวะนี้มักพัฒนาอย่างช้าๆ ในระยะแรกอาจไม่สังเกตเห็น แต่ควรเข้ารับการตรวจหากพบอาการเหล่านี้: มองเห็นพร่ามัว หรือภาพบิดเบี้ยวผิดรูป ค่าสายตาเปลี่ยนบ่อย โดยไม่ทราบสาเหตุ มีค่าสายตาเอียงสูงผิดปกติ วิธีการตรวจและวินิจฉัยกระจกตาบาง จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือเฉพาะทาง เช่น Keratometer เพื่อวัดความโค้งของกระจกตา และการทำ Corneal Topography เพื่อสร้างแผนภูมิดวงตาแบบละเอียด การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยจักษุแพทย์เท่านั้น เพื่อวางแผนการรักษาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ต้องการแก้ไขสายตาผิดปกติครับ สรุป กระจกตาบางส่งผลต่อคุณภาพการมองเห็นโดยตรง ผู้ที่วางแผนทำเลสิกควรเข้ารับการตรวจประเมินอย่างละเอียดที่ Bangkok Eye Hospital เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) Q: ทำอย่างไรให้กระจกตาหนาขึ้น? A: ปัจจุบันยังไม่มีวิธีทำให้กระจกตาหนาขึ้นได้ เนื่องจากเป็นโครงสร้างเนื้อเยื่อถาวร การดูแลจึงเน้นไปที่การป้องกันไม่ให้บางลงกว่าเดิมครับ Q: ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร? A: สายตาจะพร่ามัวรุนแรงขึ้นจนแว่นสายตาทั่วไปช่วยไม่ได้ เสี่ยงต่อภาวะกระจกตาบวมน้ำฉับพลัน หรือกระจกตาทะลุ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ครับ Q: สามารถป้องกันภาวะกระจกตาบางได้ไหม? A: เลิกขยี้ตาแรงๆ: เพราะเป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้กระจกตาบางและย้วย ตรวจสุขภาพตาประจำปี: โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคกระจกตา เพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีครับ นัดหมายตรวจสุขภาพตา หากคุณมีอาการสายตาเปลี่ยนบ่อย หรือกังวลเรื่องกระจกตาบาง ปรึกษาจักษุแพทย์เฉพาะทาง โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ได้ทันที แผนที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital 10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230 เปิด Google Maps คลิก ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม แชทผ่าน LINE 02 511 2111 เปิดให้บริการทุกวัน 08.00-20.00 น. | www.bangkokeyehospital.com เผยแพร่เมื่อ: 12 พ.ค. 2026 เวลา 17:23 น.

เลสิกสายตาเอียง แก้ไขปัญหาภาพเบลอ ภาพไม่ชัด กับข้อควรรู้ก่อนทำ

สายตาเอียง ปัญหาสายตาที่ส่งผลให้การมองผิดเพี้ยน ไม่ชัดเจน การทำเลสิกสายตาเอียงจึงเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาสายตาสายตาเอียง มองไม่ชัด มองเห็นภาพเบลอ ภาพซ้อน มองเห็นได้ไม่ชัดทั้งจากระยะใกล้และระยะไกล มาดูว่ามีการทำเลสิกสายตาเอียงกี่ประเภท แต่ละประเภทเหมาะกับใคร พร้อมข้อควรรู้ก่อนและหลังทำเลสิก สายตาเอียง (Astigmatism) คือ ภาวะที่ทำให้การมองเห็นผิดเพี้ยนไป เนื่องจากการโค้งของกระจกตาที่ผิดปกติ ไม่โค้งเป็นทรงกลม ทำให้เกิดการหักเหแสงที่ผิดปกติ ทำให้มองเห็นไม่ชัด ภาพเบลอ หรือมีเงาซ้อน สายตาเอียงมักมีอาการ ตาเบลอ มองเห็นไม่ชัด เห็นเงาซ้อน มองเห็นภาพบิดเบี้ยวจากความจริง มองเห็นรายละเอียดสิ่งของไม่ชัดเจน ต้องหยีตาเพื่อมองเห็นชัดขึ้น มีปัญหาการมองเห็นเวลากลางคืน มีอาการปวดหัว ล้าสายตา การทำเลสิกสายตาเอียง คือการรักษาสายตาผิดปกติโดยใช้ใบมีดเปิดแยกชั้นกระจกตา และใช้เลเซอร์ปรับแก้ความโค้งของกระจกตาให้มีรูปทรงปกติให้ได้มากที่สุด จากนั้นปิดกระจกตาโดยไม่ต้องเย็บแผล การทำเลสิกสายตาเอียงแบ่งได้เป็น 7 ประเภทหลักๆ ได้แก่ ผ่าตัดเลสิกแบบใช้ใบมีด (LASIK) ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีด (FemtoLASIK) ผ่าตัดเลสิกแบบแผลเล็ก ReLEx SMILE ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีดพลังงานต่ำ (NanoLASIK) ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีด แผลเล็ก พลังงานต่ำ NanoRelex ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีด แผลเล็ก ความเร็วสูง (SMILE Pro) และการทำเลสิก PRK (Photorefractive Keratectomy) ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเทคโนโลยีเลสิกสายตาเอียงที่ทันสมัย ให้คำแนะนำและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม     สายตาเอียง คืออะไร สายตาเอียง (Astigmatism) คือ ภาวะที่ทำให้การมองเห็นผิดเพี้ยนไป เนื่องจากการโค้งของกระจกตาที่ผิดปกติ ไม่โค้งเป็นทรงกลม การหักเหแสงจึงผิดเพี้ยนไปด้วย ผู้ที่มีภาวะสายตาเอียงจึงมองเห็นภาพไม่ชัดเจน ภาพเบลอ มีเงาซ้อน ทั้งในระยะใกล้หรือระยะไกล สายตาเอียงพบได้บ่อยถึง 1 ใน 3 ของประชากร และเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกวัย โดยบางรายมีภาวะสายตาเอียงมาตั้งแต่เกิด หรือเพิ่งเป็นในช่วงวัยผู้ใหญ่ก็ได้เช่นกัน ซึ่งอาจเกิดจากการบาดเจ็บ โรคบางอย่าง อายุที่เพิ่มมากขึ้น หรือเกิดขึ้นควบคู่กับปัญหาสายตาสั้นหรือยาว อาการสายตาเอียง เป็นอย่างไร สายตาเอียง โดยทั่วไปแล้วจะมีอาการดังต่อไปนี้ ตาเบลอ มองเห็นไม่ชัด มองเห็นเงาซ้อน มองเห็นภาพบิดเบี้ยวจากความเป็นจริง มองเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ได้ไม่ดี เมื่อมองแสงไฟ จะเห็นแสงจ้าแยงตา แตกเป็นเส้น หรือเห็นเป็นวงแหวนรอบๆ ต้องหยีตาเพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น ปวดล้าสายตา เมื่อใช้สายตาเป็นเวลานาน เช่น จ้องจอคอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือ มีปัญหาในการมองเห็นตอนกลางคืน ปวดศีรษะ ขยี้ตาบ่อย ตาเหล่     สายตาเอียงมีกี่ประเภท สายตาเอียงมักมาพร้อมกับปัญหาทางสายตาอื่นๆ ซึ่งแบ่งประเภทของสายตาเอียงได้ ดังนี้ สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น (Myopic Astigmatism)คือ การที่ส่วนโค้งทั้งสองของเลนส์ตาหรือกระจกตาโฟกัสแสงที่ด้านหน้าของจอประสาทตา เมื่อรูปร่างของกระจกตาผิดปกติ แสงจึงตกกระทบไม่ถึงจอประสาทตา และเกิดจุดโฟกัสมากกว่า 1 ทำให้มองวัตุระยะไกลไม่ชัดเจน และเกิดภาพเงาซ้อน ซึ่งสายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้ Simple Myopic Astigmatismคือแสงสร้างจุดโฟกัส 2 จุด โดยที่ 1 จุด อยู่ที่ด้านหน้าจอประสาทตา และอีก 1 จุดอยู่ในจุดที่ถูกต้อง คือ ตรงบริเวณจอประสาทตา Compound Myopic Astigmatismคือแสงโฟกัสทั้ง 2 อยู่ที่ด้านหน้าจอประสาทตา และอยู่คนละจุด สายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้นไม่อันตราย แต่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต รักษาได้ด้วยการใส่แว่น คอนแท็กต์เลนส์ หรือทำเลสิกสายตาเอียงเพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็นได้ สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว สายตาเอียงร่วมกับสายตายาว (Hyperopic Astigmatism)เกิดขึ้นเมื่อแกนที่เรียกว่า principal meridian 1 หรือทั้ง 2 อันเป็นแกนสายตายาว เมื่อแสงสะท้อนเข้าสู่ดวงตา ทำให้เกิดจุดโฟกัสแสงด้านหลังของจอประสาทตา ทั้งยังเกิดจุดโฟกัสมากกว่า 1 ทำให้มองใกล้ไม่ชัดเจน เกิดภาพเบลอ เงา ภาพบิดเบี้ยว ซึ่งสายตาเอียงร่วมกับสายตายาว ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ดังนี้ Simple Hyperopic Astigmatismเกิดขึ้นเมื่อจุดโฟกัสแสงหนึ่งจุดตกกระทบโดยตรงไปยังจอประสาทตาและอีกหนึ่งจุดตกกระทบด้านหลัง ซึ่งแกนสายตาหนึ่งเป็นแกนสายตายาวแต่กำเนิด และอีกแกนหนึ่งเป็นปกติ Compound Hyperopic Astigmatism เกิดขึ้นเมื่อจุดโฟกัสแสงอยู่ด้านหลังจอประสาทตา โดยมีแกนสายตายาวทั้งสองแนวแกนโดยกำเนิด แต่ปริมาณไม่เท่ากัน สายตาเอียงร่วมกับสายตายาวไม่อันตราย เพียงจะส่งผลต่อการใช้ชีวิต ผู้ป่วยสามารถใส่แว่น ใส่คอนแท็กต์เลนส์ หรือทำเลสิกสายตาเอียงเพื่อแก้ไขปัญหาการมองเห็นได้เช่นเดียวกับสายตาเอียงร่วมกับสายตาสั้น สายตาเอียงแบบผสม สายตาเอียงแบบผสม (Mixed Astigmatism)เกิดขึ้นเมื่อแกน principal meridian โดยหนึ่งแกนเป็นแกนสายตายาว และอีกหนึ่งแกนเป็นแกนสายตาสั้น ทำให้การหักเหแสงตกกระทบที่ด้านหลังจอประสาทตา และอีกจุดหนึ่งที่ด้านหน้าจอประสาทตา ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน และบิดเบือนค่อนข้างมาก สายตาเอียงแบบผสมไม่อันตรายแต่มีผลต่อการใช้ชีวิตค่อนข้างมาก การแก้ไขด้วยการตัดแว่นก็ถือว่าค่อนข้างยากที่จะแก้ไขให้สายตามองเห็นได้ปกติ แต่สามารถใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่เรียกว่า Orthokeratology (Ortho-K) เพื่อปรับรูปร่างกระจกตาในขณะนอนหลับ ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น หรือทำเลสิกสายตาเอียงเองก็ช่วยได้เช่นกัน สาเหตุสายตาเอียง เกิดจากอะไร สายตาเอียง เกิดจากความผิดปกติของความโค้งกระจกตา โดยปกติแล้วกระจกตาจะโค้งเป็นทรงกลม คล้ายลูกเบสบอล ในคนที่มีสายตาเอียงกระจกตาจะผิดรูป เป็นรูปไข่หรือทรงรี ทำให้จุดโฟกัสแสงผิดพลาด เกิดจุดโฟกัสมากกว่า 1 จุด ทำให้มองเห็นไม่ชัดเจน ทั้งระยะใกล้และไกล มักเกิดร่วมกับปัญหาสายตาสั้นและสายตายาว โดยสาเหตุของสายตาเอียงเกิดจาก กรรมพันธุ์ ตาเหล่ การบาดเจ็บบริเวณดวงตา ผลข้างเคียงจากการผ่าตัดดวงตา ภาวะกระจกตาย้วย (Keratoconus)     การวินิจฉัยสายตาเอียงโดยแพทย์ การวินิจฉัยสายตาเอียง ต้องทำโดยจักษุแพทย์หรือนักนักทัศนมาตร เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับปัญหาสายตา ผู้มีปัญหาสายตาจะได้รับการตรวจ ดังนี้ การตรวจวัดระดับการมองเห็น (Visual Acuity Test)เพื่อทดสอบความสามารถและความชัดเจนในการมองเห็น โดยการอ่านตัวเลขหรือตัวอักษรบนแผนภูมิสเนลแลน (Snellen Chart) ซึ่งตัวอักษรจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ การวัดค่าความโค้งกระจกตา (Keratometer Test) แพทย์จะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เราโทมิเตอร์เพื่อตรวจวัดระดับความโค้งของกระจกตาและแสงสะท้อนที่กระทบกระจกตา การทดสอบการหักเหของแสงที่เข้าสู่ดวงตาแพทย์จะใช้ โฟรอพเตอร์ (Phoropter) เพื่อวัดข้อผิดพลาดในการหักเหของแสง การโฟกัสของดวงตา โดยผู้ป่วยจะมองเลนส์หลายๆ ชุด และอ่านแผนภูมิเพื่อวัดค่าเลนส์ที่สามารถแก้ไขปัญหาข้อผิดพลาดในการหักเหของแสงได้ ทำเลสิกสายตาเอียง คืออะไร การทำเลสิกสายตาเอียง คือการรักษาสายตาผิดปกติ โดยการใช้เลเซอร์ปรับแก้ความโค้งของกระจกตา ให้มีรูปทรงปกติให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะสายตาสั้น ยาว เอียง ก็ทําเลสิกได้ โดยจักษุแพทย์จะทำการใช้ใบมีดไมโครเคอราโตม (Microkeratome) เพื่อแยกชั้นกระจกตา และใช้เลเซอร์ Excimer Laser เพื่อปรับความโค้งกระจกตา และปิดกระจกตากลับไปตำแหน่งเดิม และกระจกตาจะสมานตัวเองได้โดยไม่ต้องเย็บแผล     ประเภทการทำเลสิกสายตาเอียง และการแก้ไขอื่นๆ หลายคนอาจไม่ทราบว่าการทำเลสิกสายตาเอียงนั้นมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทก็วิธีการและจุดเด่น รวมถึงเหมาะกับปัญหาสายตาที่แตกต่างกันออกไป มาดูการทำเลสิกสายตาเอียงมี 5 ประเภทหลัก ดังนี้ 1. ผ่าตัดเลสิกแบบใช้ใบมีด การผ่าตัดเลสิกสายตาเอียงแบบใช้ใบมีด (Microkeratome Lasik) คือ การผ่าตัดโดยใช้ใบมีดตัดแยกชั้นกระจกตา จากนั้นยิงเลเซอร์เข้าไปเพื่อแก้ไขปัญหาความผิดปกติของสายตา มีความแม่นยำสูง ปลอดภัย ระคายเคืองน้อย ใช้เวลาพักฟื้นน้อย กลับมามองเห็นชัดเจนได้อย่างรวดเร็ว วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงไม่เกิน 500 และสั้นไม่เกิน 1,200 - 1,300 ราคาเริ่มต้นที่ 30,000 - 45,000 บาท วิธีนี้ราคาเริ่มต้นที่ 50,000 - 70,000 บาท 2. ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีด การผ่าตัดเลสิกสายตาเอียงแบบไม่ใช้ใบมีด เรียกว่า Bladeless Femto LASIK คือการผ่าตัดโดยใช้แสงเลเซอร์แทนการใช้ใบมีด โดยมีสแกนไปตามความโค้งของกระจกตา ความเร็ว 500 กิโลเฮิร์ต โดยที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อดวงตา จากนั้นใช้เลเซอร์อีกตัวเจียระไนกระจกตา การผ่าตัดวิธีนี้มีความแม่นยำสูง ลดความคลาดเคลื่อนในการแยกชั้นกระจกตา และความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีสายตาเอียงไม่เกิน 600 และสายตาสั้นระหว่าง 100 - 1,000 3. ผ่าตัดเลสิกแบบแผลเล็ก ReLEx SMILE คือ การเลสิกสายตาที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีมาจากการทำเลสิกแบบดั้งเดิม เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้เลเซอร์เฟมโตตัดเนื้อเยื่อกระจกตาเป็นแผ่นบางๆ คล้ายแพนเค้ก เรียกว่า Lenticule และทำการเปิดแผลขนาดเล็ก 2-4 มม. เพื่อนำ Lenticule ออกมา มีความแม่นยำ ไม่เจ็บขณะผ่าตัด แผลขนาดเล็ก หายไว รบกวนเส้นประสาทที่บริเวณกระจกตาน้อย จึงลดอาการเคืองตา หรืออาการอื่นๆ ที่จะตามมาหลังผ่าตัด วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีค่าสายตาสั้นไม่เกิน 1,000 เอียงไม่เกิน 500 และผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นร่วมกับสายตาเอียง ราคาประมาณ 85,000 - 140,000 บาท 4. ผ่าตัดเลสิก NanoLASIK ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีดพลังงานต่ำ NanoLASIK คือการเลสิกสายตาที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องใช้ใบมีด แต่จะเปลี่ยนมาใช้เชเซอร์ในการสร้างแผ่นกระจกตาแทน มั่นใจได้ในผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำ รวดเร็ว และปลอด นอกจากนี้ NanoLASIK ทำงานในระดับพลังงานนาโนจูลที่ต่ำ ช่วยลดโอกาสระคายเคืองตาหลังทำเลสิกและช่วยให้ฟื้นฟูหลังทำได้เร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย โดยการทำ NanoLASIK เหมาะกับผู้ที่มีกระจกตาบางและไม่สามารถทำเลสิกแบบดั้งเดิมได้ 5. ผ่าตัดเลสิก NanoRelex ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีด แผลเล็ก พลังงานต่ำ NanoRelex คือเทคโนโลยีการทำเลสิกใหม่ล่าสุดที่ออกแบบมาเพื่อรักษาปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงด้วยการใช้พลังของเทคโนโลยี Femtosecond Laser ปรับเปลี่ยนเนื้อเยื่อกระจกตา โดยการเอาเนื้อเยื่อกระจกตาส่วนเกินออกผ่านรอยกรีดขนาดเล็กเพียง 2-3 มม. ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ใบมีด พร้อมลดโอกาสเกิดความเสี่ยงตาแห้งหลังทำเลสิกได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย 6. ผ่าตัดเลสิก SMILE Pro ผ่าตัดเลสิกแบบไร้ใบมีด แผลเล็ก ความเร็วสูง SMILE Pro คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติด้วย Femtosecond Laser เป็นตัวช่วยในการแยกชั้นเนื้อเยื่อกระจกตาออกเป็นแผ่นบางๆ จากนั้นจะดึงแผ่นเนื้อเยื่อกระจกตาเหล่านั้นออกผ่านแผนที่มีขนาดเล็กเพียง 2 - 4 มม. เพื่อช่วยปรับรูปร่างและความโค้งของกระจกตาให้กลับมาคล้ายปกติ และช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาสั้นไม่เกิน 1000 สายตาเอียงไม่เกิน 500 หรือมีสายตาสั้นร่วมกับสายตาเอียง 7. การทำเลสิก PRK (Photorefractive Keratectomy) PRK (Photorefractive Keratectomy) คือ วิธีผ่าตัดแก้ไขปัญหาความผิดปกติของสายตาในช่วงแรกๆ แต่ยังคงได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน เป็นการผ่าตัดที่ไม่เปิดฝากระจกตา แต่จะกำจัดเซลล์ชั้นนอกของกระจกตาออก และใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ปรับรูปร่างกระจกตา ผลข้างเคียงน้อย ไม่ต้องเย็บแผล และเป็นวิธีเดียวที่อนุญาตให้ผู้ที่ต้องการสอบเป็นนักบินสามารถทำได้ ราคาไม่แพง เริ่มต้นประมาณ 35,000 - 40,000 บาทขึ้นไป วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอาการตาแห้งหรือกระจกตาบาง ผู้ที่มีสายตาเอียงไม่เกิน 200 และสายตาสั้นได้ถึง 500 การเตรียมตัวก่อนทำเลสิกสายตาเอียง ก่อนการเลสิกสายตาเอียงต้องมีการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมก่อนทำ เพื่อให้ผ่าตัดเป็นไปได้ด้วยดี ป้องกันปัญหาที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น การเตรียมตัวก่อนทำเลสิกสายตาเอียงทำได้ดังนี้ หาข้อมูลและปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม งดใส่คอนแท็กต์เลนส์อย่างน้อย 3 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด งดแต่งหน้า งดใช้น้ำหอม ครีมบำรุงบริเวณรอบดวงตา งดดื่มชา กาแฟ ควรพาญาติหรือผู้ดูแลมาด้วย เนื่องจากหลังทำเลสิกตาเอียง การมองเห็นจะยังคงไม่ชัดเจน เตรียมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันดวงตาจากแสง UV     การดูแลตัวเองหลังทำเลสิกสายตาเอียง หลังการทำเลสิกสายตาเอียง ควรดูแลตนเองให้ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี และป้องกันการเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ โดยการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกสายตาเอียง มีดังนี้ หากมีอาการปวดตา สามารถใช้ยาบรรเทาอาการปวดได้ ควรใช้ยาหยอดตาเพื่อป้องกันอาการตาแห้ง ใช้สำลีน้ำอุ่นเช็ดรอบดวงตาเบาๆ เช้า-เย็น เป็นเวลา 2 สัปดาห์ งดแต่งหน้าหรือทาครีมบริเวณรอบดวงตา งดสูบบุหรี่ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ พักผ่อนสายตา งดการใช้สายตาหานักๆ เลี่ยงกิจกรรมที่ใช้กำลัง อย่างน้อย 1 เดือน สวมที่ครอบตาก่อนนอน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น และป้องกันการขยี้ตา ระวังน้ำหรือฝุ่นเข้าดวงตา ควรสวมแว่นกันแดดหากอยู่ในบริเวณที่มีแสงจ้า หากพบอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ ทำเลสิกสายตาเอียงที่ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากต้องการทำเลสิกสายตาเอียง แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป สายตาเอียงเป็นปัญหาสายตาที่ส่งผลต่อการมองเห็นที่ไม่ชัดเจน ภาพเบลอ ทั้งในระยะใกล้และไกล มักเกิดควบคู่กับปัญหาสายตาสั้นหรือสายตายาว เนื่องจากความโค้งของกระจกตาที่ผิดปกติ เกิดจุดโฟกัสแสงมากกว่าหนึ่งจุด สายตาเอียงเกิดได้กับทุกคน ทุกวัย ทำเลสิกสายตาเอียงเพื่อทำการรักษาได้ โดยใช้เลเซอร์ปรับความโค้งของกระจกตาให้การมองเห็นกลับมาเป็นปกติ แนะนำมาที่ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospitalศูนย์รักษาตาครบวงจร ดูแลรักษาปัญหาสายตาผิดปกติ ด้วยทีมจักษุแพทย์ที่เชี่ยวชาญ มีเทคโนโลยีการเลสิกสายตาเอียงที่ทันสมัย มุ่งเน้นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และบริการที่ประทับใจ

เลสิกสายตายาว ปรับปรุงคุณภาพการมองเห็น พร้อมข้อควรรู้ก่อนทำ

สรุปสาระสำคัญ สายตายาว คือ ภาวะที่มองเห็นระยะไกลชัดเจน แต่มองเห็นสิ่งของในระยะใกล้ไม่ชัดเจน หรืออาจเป็นได้ทั้ง 2 ระยะ โดยสาเหตุเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นและเกิดโดยกำเนิดผ่านทางพันธุกรรม ทำเลสิกสายตายาว คือ วิธีการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ในการปรับค่าสายตาให้กลับมาอยู่ที่ค่าปกติ โดยการเพิ่มระยะโฟกัส การทำเลสิกสายตายาวแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ Full Correction LASIK, Monovision, PresbyLASIK และ Laser Blended Vision (LBV) การทำเลสิกสายตายาวให้ปลอดภัย ควรเลือกทำกับโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐาน น่าเชื่อถือ พร้อมทั้งแพทย์ที่มีประสบการณ์ชำนาญทางด้านการทำเลสิกตาโดยเฉพาะ ทำเลสิกสายตายาวที่ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital มีเครื่องมือได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการรักษาสายตายาว และจักษุแพทย์มากประสบการณ์ มีเทคนิคที่หลากหลายรูปแบบตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ปัจจุบันมีการทำเลสิกสายตายาวเพื่อปรับคุณภาพการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น มาดูกันว่าการทำเลสิกสายตายาว คืออะไร หากสนใจอยากปรับค่าสายตาให้กลับมาตามปกติ จะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างทั้งก่อนและหลังทำเลสิก รวมทั้งประเภทเลสิกต่างๆ หาคำตอบได้ในบทความนี้ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ สายตายาว คืออะไร ▶ อาการสายตายาว เป็นอย่างไร ▶ สายตายาว มีกี่ประเภท ▶ สาเหตุสายตายาว เกิดจากอะไร ▶ การวินิจฉัยสายตายาว ▶ ทำเลสิกสายตายาว คืออะไร ▶ ประเภทการทำเลสิกสายตายาว ▶ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิกสายตายาว ▶ การดูแลตัวเองหลังทำเลสิกสายตายาว ▶ เลือกโรงพยาบาลทำเลสิกสายตายาวอย่างไรให้ปลอดภัย ▶ ทำเลสิกสายตายาวที่ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) สายตายาว คืออะไร สายตายาว (Hyperopia หรือ Presbyopia) เป็นภาวะที่ทำให้การมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัดเจน เนื่องจากแสงไม่สามารถโฟกัสลงบนจอประสาทตาได้อย่างเหมาะสม โดยภาวะสายตายาวแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) ซึ่งเกิดจากลูกตาสั้นกว่าปกติ หรือกระจกตาและเลนส์ตามีกำลังหักเหแสงน้อย ทำให้แสงไปโฟกัสหลังจอประสาทตา และสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ซึ่งเกิดจากเลนส์แก้วตาค่อยๆ สูญเสียความยืดหยุ่นตามวัย ทำให้โฟกัสวัตถุระยะใกล้ได้ลดลง ผู้ที่มีภาวะสายตายาวมักมีอาการมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออกเพื่อมองเห็นได้ชัดขึ้น ในบางรายที่มีค่าสายตายาวสูง อาจมีปัญหาการมองเห็นระยะไกลร่วมด้วย ภาวะสายตายาวตามอายุมักเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 40–45 ปีขึ้นไป ขณะที่สายตายาวโดยกำเนิดสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็กและมักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อาการสายตายาว เป็นอย่างไร ผู้ที่มีภาวะสายตายาวอาจมีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของสายตายาวและระดับความรุนแรง โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น หลายคนอาจไม่ทันสังเกตความผิดปกติ เนื่องจากดวงตายังสามารถเพ่งชดเชยได้ อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรเข้ารับการตรวจสายตากับจักษุแพทย์ มองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด เช่น อ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ได้ลำบาก ต้องถือวัตถุให้ห่างออกจึงจะมองเห็นชัด ต้องเพ่งสายตาหรือหรี่ตา เพื่อให้มองเห็นชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมที่ใช้สายตาระยะใกล้ ปวดตา ตาล้า หรือปวดศีรษะ หลังอ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน มองเห็นภาพไม่คมชัดหรือภาพซ้อนเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะเมื่อดวงตาเกิดความเมื่อยล้าจากการเพ่ง อ่านหนังสือหรือดูโทรศัพท์ได้ไม่นาน เพราะรู้สึกเมื่อยตา ต้องหยุดพักบ่อยกว่าปกติ ในเด็กที่มีสายตายาวมาก อาจมีอาการตาเขหรือตาเหล่จากการเพ่ง และมีพฤติกรรมขยี้ตาหรือไม่ชอบทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาระยะใกล้ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อ่านหนังสือ ทำงานหน้าจอ ใช้โทรศัพท์ หรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ สายตายาว มีกี่ประเภท ภาวะสายตายาวสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ซึ่งมีสาเหตุและแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้ สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) สายตายาวตามอายุเป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาตามวัย ทำให้เลนส์ตาสูญเสียความยืดหยุ่นและปรับโฟกัสระยะใกล้ได้ลดลง จึงมักพบในผู้ที่มีอายุประมาณ 40–45 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีภาวะนี้มักเริ่มอ่านหนังสือหรือดูโทรศัพท์ได้ไม่ชัด ต้องถือวัตถุให้ห่างออกเพื่อมองเห็นได้ชัดขึ้น และอาจมีอาการปวดตาหรือตาล้าเมื่อใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานาน สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) สายตายาวโดยกำเนิดเป็นภาวะที่เกิดจากโครงสร้างของดวงตา เช่น ลูกตาสั้นกว่าปกติ หรือกระจกตาและเลนส์ตามีกำลังหักเหแสงน้อย ทำให้แสงโฟกัสหลังจอประสาทตา ภาวะนี้สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็กและมักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม เด็กบางรายอาจยังไม่มีอาการชัดเจน เนื่องจากดวงตาสามารถเพ่งชดเชยได้ แต่หากมีค่าสายตายาวมาก อาจเกิดอาการมองเห็นไม่ชัด ตาเข หรือตาเหล่ได้ ดังนั้น ผู้ปกครองควรพาเด็กเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาความผิดปกติและรับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สาเหตุสายตายาว เกิดจากอะไร ภาวะสายตายาวเกิดขึ้นจากความผิดปกติของโครงสร้างดวงตาหรือการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตาตามวัย ทำให้แสงที่เข้าสู่ดวงตาไม่สามารถโฟกัสลงบนจอประสาทตาได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัดเจน โดยสาเหตุของสายตายาวแบ่งได้ตามประเภท ดังนี้ สายตายาวโดยกำเนิด (Hyperopia) เกิดจากลูกตาสั้นกว่าปกติ หรือกระจกตาและเลนส์ตามีกำลังหักเหแสงน้อย ทำให้แสงไปโฟกัสอยู่ด้านหลังจอประสาทตา ภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และสามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก สายตายาวตามอายุ (Presbyopia) เกิดจากเลนส์แก้วตาสูญเสียความยืดหยุ่นตามอายุ ทำให้ความสามารถในการปรับโฟกัสวัตถุระยะใกล้ลดลง จึงมักเริ่มมีอาการในช่วงอายุประมาณ 40–45 ปีขึ้นไป เช่น ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออกจึงจะมองเห็นได้ชัด แม้ว่าสายตายาวตามอายุจะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทำให้กลับมามองเห็นได้ชัดเจนและลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การวินิจฉัยสายตายาว หากเริ่มมีอาการมองเห็นระยะใกล้ไม่ชัด ต้องถือหนังสือหรือโทรศัพท์ให้ห่างออก หรือมีอาการปวดตาและตาล้าจากการใช้สายตาเป็นเวลานาน ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของปัญหาการมองเห็นและประเมินแนวทางการรักษาที่เหมาะสม โดยการตรวจวินิจฉัยสายตายาวอาจประกอบด้วยรายการตรวจ ดังนี้ ตรวจวัดระดับการมองเห็น (Visual Acuity Measurement) เพื่อประเมินความสามารถในการมองเห็นทั้งระยะใกล้และระยะไกล ตรวจวัดค่าสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer Autorefraction) เพื่อประเมินค่าสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียงเบื้องต้น ตรวจวัดความดันลูกตา (Tonometry) เพื่อคัดกรองภาวะต้อหินและประเมินสุขภาพดวงตาโดยรวม ตรวจจอประสาทตาหลังหยอดยาขยายม่านตา (Dilated Eye Examination) เพื่อประเมินสุขภาพภายในดวงตาและค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น ตรวจวัดค่าสายตาอย่างละเอียด (Manifest Refraction) เพื่อหาค่าสายตาที่แม่นยำและใช้ประกอบการวางแผนการรักษา ตรวจวิเคราะห์ความโค้งและความหนาของกระจกตา (Pentacam) เพื่อประเมินโครงสร้างกระจกตาและความเหมาะสมในการรักษาด้วยเลเซอร์ ตรวจสุขภาพดวงตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slit Lamp Examination) เพื่อตรวจความผิดปกติของกระจกตา เลนส์แก้วตา และโครงสร้างด้านหน้าของดวงตา ตรวจความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระจกตา (Corvis® ST) เพื่อประเมินคุณสมบัติของกระจกตาและเพิ่มความแม่นยำในการวางแผนการรักษา หลังจากการตรวจทั้งหมด จักษุแพทย์จะวิเคราะห์ผลอย่างละเอียด พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการสวมแว่นตา การทำเลสิกสายตายาว (Monovision หรือ PresbyLASIK) เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การรักษาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับไลฟ์สไตล์มากที่สุด ทำเลสิกสายตายาว คืออะไร การทำเลสิกสายตายาว เป็นการรักษาด้วยเลเซอร์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาการมองเห็นจากภาวะสายตายาว โดยจักษุแพทย์จะใช้เลเซอร์ปรับรูปร่างของกระจกตา เพื่อให้แสงสามารถโฟกัสลงบนจอประสาทตาได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ สำหรับผู้ที่มีภาวะสายตายาวตามอายุ (Presbyopia) ปัจจุบันสามารถรักษาได้ด้วยเทคนิค Monovision LASIK และเลสิกสายตายาว PresbyLASIK ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้มองเห็นได้ทั้งระยะใกล้และระยะไกล เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาอ่านหนังสือ ใช้โทรศัพท์ หรือทำงานระยะใกล้ รวมถึงผู้ที่ต้องการลดการสวมแว่นและมีไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความคล่องตัว เช่น การเล่นกีฬา การออกกำลังกาย หรือการขับรถเป็นประจำ ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับการรักษา ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจสุขภาพตาและประเมินค่าสายตาอย่างละเอียด เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถเลือกเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพดวงตาและการใช้งานในชีวิตประจำวันมากที่สุด ประเภทการทำเลสิกสายตายาว การทำ LASIK สายตายาวมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันออกไป สามารถศึกษาเพื่อสอบถามจักษุแพทย์เพิ่มเติมในการพิจารณาวินิจฉัยเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับตนเองได้ ดังนี้ 1. Full Correction LASIK Full Correction LASIK เป็นเทคนิคการรักษาด้วยเลเซอร์ที่มุ่งแก้ไขค่าสายตายาวให้กลับสู่ภาวะสายตาปกติ โดยปรับความโค้งของกระจกตาเพื่อเพิ่มกำลังการรวมแสง (Refractive Power) ให้เหมาะสมต่อการมองเห็นในระยะไกล วิธีนี้มักเหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตายาวแต่กำเนิด (Congenital Hyperopia) และมีความต้องการลดการพึ่งพาแว่นสายตาสำหรับระยะไกล อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยยังอาจจำเป็นต้องใช้แว่นสายตาสำหรับการมองระยะใกล้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีภาวะสายตายาวตามวัยร่วมด้วย 2. Monovision Monovision เป็นเทคโนโลยีการรักษาด้วยเลเซอร์ที่จะปรับแต่งการมองเห็นของตาแต่ละข้างให้แตกต่างกัน โดยปรับสายตาข้างที่ถนัด (Dominance Eye) ให้เหมาะกับการมองเห็นระยะไกล และปรับตาข้างที่ไม่ถนัดให้มีสายตาสั้นเล็กน้อยเพื่อรองรับการมองเห็นในระยะใกล้ ซึ่งคนไข้จำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัวหลังจากทำเลสิกสายตายาววิธีนี้ เนื่องจากสมองต้องใช้เวลาในการประมวลผลให้มองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งสองระยะ ในช่วงแรกประสิทธิภาพในการมองเห็นตอนกลางคืนอาจลดลงบ้างเล็กน้อย และจะค่อยๆ กลับมาเต็มประสิทธิภาพหลังจากร่างกายปรับตัวได้ 3. PresbyLASIK PresbyLASIK เป็นเทคโนโลยีเลสิกที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีภาวะสายตายาวตามอายุ โดยใช้เลเซอร์ปรับรูปทรงกระจกตาให้สามารถโฟกัสได้หลายระยะ (Multifocal Vision) ช่วยให้มองเห็นได้ทั้งระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกล พร้อมลดการพึ่งพาแว่นอ่านหนังสือในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ผู้เข้ารับการรักษาควรได้รับการตรวจประเมินสุขภาพดวงตาและค่าสายตาอย่างละเอียด เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถเลือกเทคนิคที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุด 4. Laser Blended Vision (LBV) Laser Blended Vision (LBV) เป็นเทคโนโลยีที่แก้ไขปัญหาสายตาได้หลายรูปแบบพร้อมกัน ทั้งสายตายาวตามวัย สายตาสั้น สายตาเอียง และสายตายาวแต่กำเนิด ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในทุกระยะด้วยตาข้างเดียวโดยไม่ต้องใช้แว่นสายตา ทำเลสิกสายตายาววิธีนี้ใช้เทคโนโลยีเลสิกแบบไร้ใบมีด หรือเลเซอร์ในการรักษาทุกขั้นตอน เข้าไปปรับแต่งความโค้งของกระจกตาแบบพิเศษที่เรียกว่า Spherical Aberration เพื่อเพิ่มระยะโฟกัสให้มากขึ้น (Depth of Focus) จากนั้นจึงใช้เลเซอร์ปรับแต่งความโค้งของกระจกตาทั้งสองข้างให้แตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งวิธีการรักษาจะแบ่งการปรับแต่งตามความถนัดของตาแต่ละข้าง ดังนี้ ตาข้างที่ถนัด (Dominant) จะปรับความโค้งเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยการมองเห็นระยะกลางโดยไม่กระทบการมองระยะไกล ตาข้างที่ไม่ถนัด (Non-Dominant) จะปรับความโค้งมากกว่าเพื่อเน้นการมองเห็นในระยะใกล้และระยะกลาง ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ การเตรียมตัวก่อนทำเลสิกสายตายาว ก่อนทำเลสิกสายตายาวหากทราบการเตรียมตัวอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การทำเลสิกผ่านไปอย่างราบรื่น สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ แนะนำให้สวมแว่นแทนก่อนทำเลสิกอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ควรเตรียมลางาน 2-3 วัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ เดินทางโดยใช้รถสาธารณะในวันที่มาตรวจ เพราะหลังจากทำแล้วจะมีอาการตาพร่ามัว 6-8 ชั่วโมง แนะนำให้มีผู้ติดตามมาด้วย และควรพกแว่นกันแดด ควรสระผม สวมเสื้อที่มีกระดุมติดหน้าเพื่อให้สะดวกต่อการถอดและสวมใส่ และงดการฉีดน้ำหอม การดูแลตัวเองหลังทำเลสิกสายตายาว หลังจากทำเลสิกสายตายาว ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ดังนี้ หลังจากทำเลสิก 24 ชั่วโมงแรก ควรนอนหลับพักผ่อนให้ได้มากที่สุด หมั่นหยอดยาตามที่จักษุแพทย์แนะนำ สัปดาห์แรกให้ระวังไม่ให้น้ำเข้าตา เช็ดหน้าแทนการล้างหน้า และระมัดระวังบริเวณรอบดวงตา โดยทางโรงพยาบาลจะแนะนำวิธีเช็ดให้ ภายในเดือนแรกจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรเว้นบางกิจกรรม เช่น ว่ายน้ำ หรือการเข้าซาวน่า หลังจาก 1-2 เดือนเป็นต้นไป สามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ เลือกโรงพยาบาลทำเลสิกสายตายาวอย่างไรให้ปลอดภัย การเลือกโรงพยาบาลทำเลสิกสายตายาวเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อความปลอดภัยในการรักษา สามารถพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ได้แก่ สถานพยาบาลต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้อง พร้อมแสดงเลขที่ใบอนุญาตอย่างชัดเจน มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองจากแพทยสภา โดยเฉพาะในด้านจักษุวิทยาและการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติทางสายตา มีอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัยได้มาตรฐานระดับสากล พร้อมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ โรงพยาบาลที่มีเทคนิคและทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายและครอบคลุม ค่าใช้จ่ายในการรักษาสมเหตุสมผลกับบริการ มีเคสรีวิวจากผู้ที่เคยเข้ารับบริการที่น่าเชื่อถือ เดินทางสะดวก รองรับจำนวนคนไข้เพียงพอ ทำเลสิกสายตายาวที่ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ดีอย่างไร สำหรับคนที่กำลังมองหาวิธีแก้สายตายาวแต่ไม่ชอบใส่แว่นตา อยากได้คำแนะนำว่าจะเลือกหมอรักษาตาเพื่อแก้ปัญหานี้ที่ไหนดีนั้น ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาภาวะสายตายาวโดยทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขสายตา (Refractive Surgery) พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับสุขภาพดวงตา ค่าสายตา และไลฟ์สไตล์ของผู้เข้ารับการรักษาแต่ละราย ไม่ว่าจะเป็นการทำเลสิกสายตายาว (Monovision LASIK, PresbyLASIK) โดยมีจุดเด่นดังนี้ ตรวจประเมินดวงตาอย่างละเอียดก่อนการรักษา ด้วยเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ดวงตาที่ทันสมัย เพื่อค้นหาวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล มีทางเลือกการรักษาครบทุกเทคโนโลยี ทั้ง Monovision LASIK และ PresbyLASIK เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านการมองเห็นและไลฟ์สไตล์ ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านการแก้ไขสายตา ที่มีประสบการณ์ในการรักษาปัญหาสายตาซับซ้อน พร้อมวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลมานานกว่า 28 ปี รักษานับแสนดวงตา ดูแลและติดตามผลหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพดวงตา เพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษามั่นใจในผลลัพธ์ระยะยาว สรุป สายตายาวคือความผิดปกติของการมองเห็นวัตถุในระยะใกล้ โดยพบภาวะนี้ได้ทั้งวัยเด็กและวัยสูงอายุ ซึ่งแพทย์ทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุของสายตายาวได้หลายวิธีเพื่อหาวิธีรักษาที่เหมาะสม อย่างเช่น การทำ LASIK สายตายาว เนื่องจากเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามควรศึกษาข้อมูลให้พร้อมในการดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังทำ และควรเลือกโรงพยาบาลที่ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และได้มาตรฐาน สำหรับผู้ที่สนใจบริการเลสิกสายตายาว ที่ศูนย์รักษาสายตายาว Laser Vision โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) มีเครื่องมือได้มาตรฐานสากล และจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมดูแลด้วยเทคโนโลยีและเทคนิคในการรักษาหลากหลายรูปแบบ ให้คุณภาพในการมองเห็นของแต่ละท่านกลับมามีประสิทธิภาพ ดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเลสิกสายตายาว (FAQ) เลสิกสายตายาวสามารถทำได้ในช่วงอายุเท่าไร? การทำเลสิกเพื่อแก้ไขสายตายาวตามวัย (Presbyopia) มักพิจารณาในผู้ที่มีอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตา ทำให้การมองระยะใกล้ไม่ชัดเจน ทั้งนี้ ความเหมาะสมในการรักษาไม่ได้พิจารณาจากอายุเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพดวงตา ค่าสายตา ความหนาและรูปทรงของกระจกตา รวมถึงลักษณะการใช้งานสายตาในชีวิตประจำวันร่วมด้วย จักษุแพทย์อาจพิจารณาแนะนำวิธีการรักษาอื่นที่เหมาะสมกว่าการทำเลสิก เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม (RLE) สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปหรือเริ่มมีภาวะต้อกระจก ค่าสายตายาวเท่าไรถึงจะสามารถทำเลสิกได้? ในภาวะสายตายาวตามวัย การตัดสินใจรักษาไม่ได้อิงจาก “ค่าตัวเลขของสายตาใกล้” เพียงอย่างเดียว เนื่องจากสาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของความยืดหยุ่นของเลนส์แก้วตา มากกว่าความผิดปกติของกระจกตาโดยตรง ในกรณีที่มีค่าสายตาผิดปกติร่วม เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง การรักษาด้วยเลเซอร์สามารถช่วยปรับแก้ร่วมกันได้ โดยต้องอยู่ภายใต้การประเมินความเหมาะสมอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการพิจารณา ได้แก่ ความหนาและรูปทรงของกระจกตา ความเสถียรของค่าสายตา รวมถึงคุณภาพการมองเห็นที่ต้องการหลังการรักษา เพื่อให้สามารถเลือกเทคนิคที่เหมาะสมและให้ความคงทนของผลลัพธ์ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่มีภาวะสายตายาวแต่กำเนิดสามารถเข้ารับการประเมินเพื่อทำเลสิกได้ โดยทั่วไปเทคโนโลยีเลเซอร์ในปัจจุบันรองรับการแก้ไขค่าสายตายาวได้สูงสุดประมาณ +5.00 ถึง +6.00 Diopter ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหนาและรูปทรงของกระจกตาของแต่ละบุคคลด้วย จักษุแพทย์จะทำการตรวจสภาพดวงตาอย่างละเอียดเพื่อประเมินความพร้อมของกระจกตาว่ามีความหนาเพียงพอต่อการปรับความโค้งหรือไม่ หากกระจกตาบางเกินไปหรือมีค่าสายตาที่สูงกว่าเกณฑ์ แพทย์จะแนะนำทางเลือกอื่นเพื่อการมองเห็นที่เหมาะสม หลังทำเลสิกสายตายาว ค่าสายตาจะกลับมายาวอีกหรือไม่? ผลของการทำเลสิกสายตายาวเป็นการปรับเปลี่ยนความโค้งของกระจกตาเพื่อแก้ไขค่าสายตาเดิม ทำให้การมองเห็นในระยะที่รักษามีความชัดเจนขึ้น และโดยทั่วไปให้ผลลัพธ์ที่คงที่ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาวะสายตายาวตามวัย (Presbyopia) เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของอายุที่เกิดขึ้นจากการแข็งตัวของเลนส์แก้วตา ส่งผลให้ความสามารถในการโฟกัสระยะใกล้ลดลงอย่างต่อเนื่องตามวัย ดังนั้น หากผู้ป่วยเคยทำเลสิกมาก่อน อาจยังคงมีการมองระยะไกลที่ดีอยู่ แต่เมื่ออายุมากขึ้นยังสามารถเกิดความจำเป็นในการใช้แว่นอ่านหนังสือสำหรับระยะใกล้ได้ ซึ่งไม่ถือเป็นการ “กลับมาของค่าสายตาเดิม” แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของระบบการมองเห็นตามวัยโดยตรง บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก หลังจากที่ทำเลสิกแล้วเพื่อให้แผลหายเร็วและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาความสะอาดคือการหลีกเลี่ยงแสงแดด การใส่แว่นกันแดดเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำเพื่อดูแลดวงตาของคุณหลังการผ่าตัดได้ โดยมีเทคนิคการเลือกแว่นกันแดดดังนี้   🌞 เลือกเลนส์ที่สามารถป้องกันแสง UV ได้ 99-100% แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ แม้ว่าจะทำเลสิกแล้วก็ตาม การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์ป้องกัน UV จึงเป็นสิ่งสำคัญ 🌞 ถ้าอยู่ในที่ ๆ มีแสงสะท้อนเยอะ ควรเลือกเลนส์โพลาไรซ์ซึ่งช่วยตัดแสงสะท้อนจะทำให้สบายตามากขึ้น 🌞 เลือกสีให้เหมาะกับการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสีดำมืดก็ได้ 🌞 เลือกขนาดที่เหมาะกับใบหน้า เลนส์ควรมีความกว้างเท่ากับใบหน้าของคุณ สันจมูกควรสวมได้พอดีโดยไม่รัดแน่นเกินไป และขาแว่นควรสวมได้พอดีโดยไม่กดทับใบหน้า   สามารถมาเลือกแว่นตากันแดดแบรนด์ชั้นนำได้ที่ร้าน WALTZ ในโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ชั้น 3 เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 10.00 -19.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.02-511-2111
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจทำเลสิกและขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนทำเลสิก

ข้อดีของเลสิก ได้แก่ การมองเห็นที่ชัดเจนถาวร ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ ชีวิตหลังเลสิกคล่องตัวมากขึ้น โอกาสลดการเกิดอุบัติเหตุจากการมองเห็นที่ดีขึ้น ข้อจำกัดของเลสิก ได้แก่ ไม่สามารถทำได้สำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีโรคเบาหวาน สะเก็ดเงิน หรือโรคต้อหิน ต้องงดใส่คอนแท็กต์เลนส์ก่อนการตรวจและผ่าตัด รวมถึงอาจมีอาการตาแห้งในบางกรณี การเตรียมตัวก่อนทำเลสิก ได้แก่ งดใส่คอนแท็กต์เลนส์ก่อนการตรวจและผ่าตัด งดน้ำหอมและเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตาก่อนวันผ่าตัด ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้เป็นประจำ จัดเตรียมแว่นกันแดดไว้ใส่หลังผ่าตัด ทำเลสิกที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)มีจักษุแพทย์และเทคโนโลยีล้ำสมัยในการดูแลรักษาสายตาอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย รวมถึงการบริการที่ครบวงจรและการดูแลหลังการผ่าตัดที่ดี   การทำเลสิกคือการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง โดยใช้เลเซอร์ปรับรูปทรงกระจกตาให้แสงตกกระทบจุดรับภาพอย่างแม่นยำ ก่อนทำเลสิกควรเตรียมตัวให้พร้อมและตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าจะทำเลสิกที่ไหนดี เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ     รู้จักกับการทำเลสิกก่อน เลสิก(LASIK) หรือ Laser in Situ Keratomileusis เป็นเทคโนโลยีการผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง โดยใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer Laser) ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นสั้นในระดับอัลตราไวโอเลต มีคุณสมบัติเฉพาะที่ทำปฏิกิริยากับพื้นผิวที่สัมผัสโดยตรง โดยไม่กระจายออกด้านข้างหรือทะลุผ่านเข้าไปในลูกตา จึงมีความปลอดภัยและแม่นยำสูง หากคุณสงสัยว่าควรเตรียมตัวก่อนทำเลสิกอย่างไร และเลสิกมีกี่แบบ คำตอบคือเลสิกแบ่งออกเป็น 7 แบบ ดังนี้ Photorefractive Keratectomyวิธีนี้ไม่แยกชั้นกระจกตา แต่ลอกผิวกระจกตาชั้นนอกสุดออกก่อน จากนั้นใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ (Excimer Laser) ปรับความโค้งของกระจกตา และปิดกระจกตาด้วยคอนแท็กต์เลนส์เพื่อช่วยลดอาการระคายเคือง MicrokeratomeLASIKเทคนิคนี้ใช้ใบมีดขนาดเล็กเปิดฝากระจกตา จากนั้นใช้เอ็กไซเมอร์เลเซอร์ ปรับความโค้งของกระจกตาให้ได้ค่าสายตาที่ต้องการ แล้วปิดกระจกตากลับเข้าที่ Bladeless FemtoLASIKเทคนิคนี้ใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser ในการเปิดฝากระจกตา และปรับความโค้งด้วยเอ็กไซเมอร์เลเซอร์โดยไม่ต้องใช้ใบมีด ทำให้การรักษามีความแม่นยำและปลอดภัยมากกว่าแบบใช้ใบมีด ReLEx SMILEเทคโนโลยีที่ใช้เลเซอร์ Femtosecond Laser ที่มีความแม่นยำสูง ไม่ต้องเปิดฝากระจกตา แต่ใช้เลเซอร์ตัดเนื้อกระจกตาเป็นชิ้นเลนส์ แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. ซึ่งช่วยลดการรบกวนกระจกตา NanoLASIKเป็นการรักษาสายตาด้วยเลเซอร์ทุกขั้นตอน แยกชั้นกระจกตาด้วย Femtosecond Laser ไม่ใช้ใบมีด ปลอดภัย แม่นยำ เจ็บน้อย NanoRelexใช้ Femtosecond Laser สร้างแผลขนาด 2-3 มม. เพื่อนำชิ้นเนื้อ Lenticule ออก ใช้เวลาผ่าตัดน้อย หลังผ่าตัดช่วยลดอาการตาแห้ง แผลเล็กและกระจกตายังคงแข็งแรง SMILE Proคือเทคโนโลยี Femtosecond Laser รุ่นล่าสุด Visumax 800 โดยสร้างแผ่นเลนส์ติคูล (Lenticule) ใน 8-10 วินาที แล้วนำออกผ่านแผลขนาดเล็ก 2-4 มม. แล้วปรับรูปร่างกระจกตาให้แสงตกยังจอประสาทตาพอดี     การทำเลสิกเหมาะกับใครบ้าง ก่อนตัดสินใจทำเลสิก ควรทราบว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถทำได้ ซึ่งผู้ที่เหมาะสมสำหรับการรักษาด้วยเลสิกควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี ค่าสายตาคงที่หรือไม่เปลี่ยนแปลงมากกว่า 50 (0.5D) อย่างน้อย 1 ปี รวมถึงควรเตรียมตัวก่อนทำเลสิก โดยมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการผ่าตัดแก้ไขสายตาผิดปกติด้วยเลเซอร์ จึงจะสามารถทำเลสิกได้อย่างเหมาะสม การทำเลสิกไม่เหมาะกับใคร กลุ่มคนที่ไม่เหมาะกับการทำเลสิก เพราะอาจส่งผลต่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ของการรักษา ได้แก่ ผู้ที่อายุน้อยกว่า 18 ปี ยกเว้นในกรณีที่ต้องการไปสอบเตรียมทหารหรือตำรวจ ซึ่งจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคกลุ่มรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี (SLE) สะเก็ดเงิน หรือ HIV ผู้ที่เป็นโรคทางจักษุ เช่น ต้อหิน ต้อกระจก ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่เป็นโรคจิตเวชหรือมีภาวะเจ็บป่วยทางจิตที่ยังอยู่ในการดูแลของแพทย์     ข้อดีของการผ่าทำเลสิก ข้อดีที่คนมีปัญหาทางสายตาควรพิจารณาผ่าตัดการทำเลสิก เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ขณะทำการผ่าตัด มีเพียงการหยอดยาชาที่ตา ไม่มีการเย็บแผล จึงไม่รู้สึกเจ็บ ใช้เวลาในการผ่าตัดและการพักฟื้นน้อย แผลสามารถหายได้เร็ว หลังจากผ่าตัด สามารถกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องนอนค้างคืนที่โรงพยาบาล เลสิกสามารถแก้ไขปัญหาความผิดปกติของสายตาให้กลับมามองเห็นชัดเจนได้อย่างถาวร ชีวิตหลังทำเลสิกมองเห็นชัดเจนขึ้น ไม่ต้องใส่แว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น ทำกิจกรรมต่างๆ งานอดิเรก และเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาทางน้ำและกีฬากลางแจ้ง ได้โดยไม่ต้องกังวล เมื่อความสามารถในการมองเห็นกลับมาชัดเจน โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุหรืออันตรายต่างๆ จะลดลง ข้อจำกัดของการทำเลสิก ก่อนที่จะตัดสินใจทำเลสิก ควรรู้ข้อจำกัดต่างๆ ที่อาจมีผลต่อผลลัพธ์หลังผ่าตัด เพื่อให้สามารถเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมและเข้าใจในขอบเขตของการรักษา ดังนี้ ผลข้างเคียงจากการทำเลสิกที่อาจเกิดขึ้นได้ ราคาค่าทำเลสิกค่อนข้างสูง หลังทำเลสิก อาจมีอาการตาแห้งในบางราย จำเป็นต้องดูแลตามคำแนะนำของแพทย์     ขั้นตอนการเตรียมตัวก่อนทำเลสิก เพื่อให้การทำเลสิกเป็นไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ควรเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ดังนี้ ศึกษาหาข้อมูลและปรึกษากับแพทย์ เริ่มต้นด้วยการหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่รองรับการทำเลสิกหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับความต้องการได้ รวมถึงพิจารณาถึงคุณภาพ มาตรฐาน และฝีมือของจักษุแพทย์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกสถานที่เข้ารับบริการ   เมื่อเลือกสถานที่แล้ว ให้ทำการนัดหมายเพื่อเข้าพบแพทย์ เพื่อปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด และเลือกวิธีการทำเลสิกที่เหมาะสม รวมถึงวางแผนการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตรวจ ก่อนเข้ารับการตรวจเพื่อทำเลสิก ควรมีการเตรียมตัวเบื้องต้น ดังนี้ หากใส่คอนแท็กต์เลนส์ชนิดนิ่ม ควรถอดออกก่อนเข้ารับการตรวจอย่างน้อย 3 วัน และหากใส่คอนแท็กต์เลนส์ชนิดแข็ง ควรถอดออกก่อนอย่างน้อย 7 วัน หากใช้ยาใดๆ เป็นประจำ ควรแจ้งให้จักษุแพทย์ทราบ ในวันที่มีการตรวจสายตา ควรเตรียมแว่นกันแดดและพาผู้ดูแลมาด้วย เนื่องจากในวันนั้นจะมีการใช้ยาหยอดขยายม่านตา ซึ่งทำให้ตาพร่ามัวและไม่สามารถรับแสงได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง เตรียมตัวให้พร้อมก่อนผ่าตัดทำเลสิก การเตรียมตัวก่อนทำเลสิกเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้เข้ารับบริการควรเตรียมตนเองให้พร้อม ดังนี้ งดใช้น้ำหอม เครื่องสำอาง ครีมบำรุงต่างๆ บริเวณรอบดวงตาก่อนวันผ่าตัด งดการทำผม เช่น การใส่น้ำมันบำรุงผม เจลใส่ผม หรือใช้เครื่องประดับใดๆ งดดื่มชาหรือกาแฟก่อนเข้ารับการผ่าตัด ดูแลและสังเกตร่างกายตนเอง หากพบความผิดปกติ เช่น ตาแดง ไม่สบาย เกิดการเจ็บป่วย เป็นต้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อปรึกษาเกี่ยวกับการผ่าตัด พกแว่นตากันแดดเพื่อป้องกันดวงตาจากแสงหลังการผ่าตัด     วิธีเลือกทำเลสิก ทำที่ไหนดี สิ่งที่สำคัญกว่าการเตรียมตัวก่อนทำเลสิก คือการเลือกว่าจะทำเลสิกที่ไหนดี? โดยวิธีเลือกโรงพยาบาลสำหรับทำเลสิก เพื่อให้ได้การรักษาที่มีคุณภาพและปลอดภัย ซึ่งควรพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้ มีความเป็นมาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาการติดเชื้อหลังการผ่าตัด สถานที่ต้องมีความน่าเชื่อถือในแง่ของการประสานงานและดำเนินการต่างๆ โดยมีความเป็นมืออาชีพ อุปกรณ์ครบครันและทันสมัย โดยเฉพาะในด้านการใช้เทคโนโลยีในการดูแลรักษาและผ่าตัด จักษุแพทย์ควรมีประสบการณ์ และมีใบประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง มีบริการหลากหลายรูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับผู้รับบริการ ได้รับคุณภาพและการบริการที่ดี คุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป สรุป ก่อนทำเลสิกควรเตรียมตัวและรู้ข้อดี เช่น การมองเห็นที่ชัดเจนถาวร ลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ ชีวิตหลังทำเลสิกจะมีความคล่องตัวมากขึ้นเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ข้อจำกัดคือไม่สามารถทำได้สำหรับบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ผู้ที่มีโรคเบาหวาน สะเก็ดเงิน หรือโรคต้อหิน ควรงดใส่คอนแท็กต์เลนส์ก่อนการตรวจและผ่าตัด รวมถึงงดน้ำหอมและเครื่องสำอางก่อนวันผ่าตัด การเตรียมตัวต้องปรึกษาแพทย์ และเตรียมแว่นกันแดดไว้ใส่หลังผ่าตัด สำหรับคนที่ต้องการทำเลสิก สามารถมาได้ที่ศูนย์เลเซอร์วิชั่น Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)ซึ่งเป็นศูนย์รักษาสายตาผิดปกติที่มีทางเลือกครบครันในการรักษา และเน้นการบริการที่มีประสิทธิภาพ
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111