บทความสุขภาพตา : #สายตาสั้น

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

ภาพที่เห็นเมื่อไม่ใส่แว่น ของคนสายตาสั้น 50 100 300 400 500 800

ผู้ที่มีสายตาสั้นจะมองเห็นวัตถุในระยะไกลไม่ชัดเจน ภาพจะดูพร่ามัวหรือเบลอ แต่ระยะใกล้ยังมองเห็นได้ชัดเจนปกติ ภาพที่เห็นของผู้ที่มีสายตาสั้น 100 จะเริ่มมีความพร่ามัวเมื่อมองในระยะไกล ส่วนระยะใกล้ยังสามารถมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน ขณะที่ผู้ที่มีสายตาสั้นตั้งแต่ 300, 400, 500 ไปจนถึง 800 จะเห็นภาพที่เบลอและพร่ามัวมากขึ้นในทุกระยะ การรักษาสายตาสั้นทำได้โดยการใส่แว่นสายตาหรือคอนแท็กต์เลนส์เป็นวิธีหลัก และสามารถแก้ไขถาวรด้วยการทำเลสิกหรือเลนส์เสริมภายในดวงตา โดยควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด การเข้าใจภาพที่เห็นของคนสายตาสั้น 50 100 300 400 500 800 เมื่อไม่ได้ใส่แว่นช่วยให้เรารับรู้ถึงความสำคัญของการดูแลสายตาอย่างถูกต้อง บทความนี้จะแสดงภาพจำลองความพร่ามัวในระดับต่างๆ ของสายตาสั้น เพื่อให้เห็นความแตกต่างและตระหนักถึงผลกระทบต่อการมองเห็นในชีวิตประจำวัน     ลักษณะการมองเห็นของผู้ที่มีสายตาสั้น หากคุณมีอาการสายตาสั้น คุณจะมองเห็นภาพในลักษณะดังต่อไปนี้ ซึ่งแต่ละระดับของค่าสายตาจะส่งผลให้ภาพที่เห็นมีความพร่ามัวและเบลอแตกต่างกันไป ภาพระยะไกลไม่ชัด วัตถุที่อยู่ไกลออกไป เช่น ป้ายบอกทางบนถนน กระดานดำในห้องเรียน หรือตัวอักษรบนหน้าจอโทรทัศน์ จะมองเห็นเป็นภาพเบลอ ไม่คมชัด ภาพระยะใกล้ชัดเจน คุณจะยังคงสามารถอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ได้อย่างปกติและชัดเจน ต้องหรี่ตาเพื่อเพ่งมอง เมื่อพยายามมองวัตถุที่อยู่ไกล คุณมักจะเผลอหรี่ตาเข้าหากัน เพื่อบีบให้แสงเข้าสู่ดวงตาในมุมที่แคบลง ซึ่งช่วยให้ภาพคมชัดขึ้นได้ชั่วคราว เห็นแสงเป็นประกาย ในบางรายอาจเห็นแสงไฟในเวลากลางคืนมีลักษณะฟุ้งกระจาย หรือมีประกายที่ผิดปกติ     สายตาสั้นมีกี่ระดับ? เข้าใจภาพที่เห็นในแต่ละระดับ สายตาสั้นแบ่งออกเป็นหลายระดับตามความรุนแรงของค่าสายตา ซึ่งแต่ละระดับจะมีผลต่อการมองเห็นและลักษณะภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 25 ถึง 50 สายตาสั้นในระดับ 25 ถึง 50 ถือว่าเป็นระดับน้อย ผู้ที่มีค่าสายตาระดับนี้ ภาพที่เห็นในระยะไกลอาจไม่คมชัดเท่าที่ควร หรือมีปัญหาเล็กน้อยในสภาพแสงน้อย บางคนอาจไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนัก ทำให้ในกรณีทั่วไปไม่จำเป็นต้องใส่แว่นสายตา แต่ในบางอาชีพที่ต้องการความแม่นยำสูงในการมองเห็น ก็อาจแนะนำให้ใช้แว่นสายตาเพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนมากขึ้นได้     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 75 ถึง 100 สายตาสั้นในระดับ 75 ถึง 100 เป็นช่วงที่เริ่มรู้สึกได้ถึงความพร่ามัว โดยเฉพาะเมื่อมองภาพในระยะไกล สภาพแสงน้อย หรืออ่านข้อความตัวเล็กๆ การใส่แว่นสายตาจะช่วยเพิ่มความชัดเจน ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น เช่น การใส่แว่นขณะขับรถตอนกลางคืน หรือขณะดูทีวี จะช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนและปลอดภัยมากขึ้น ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 100 จะมีความพร่ามัวและเบลอขึ้นเมื่อเทียบกับสายตาปกติ ทำให้รายละเอียดในระยะไกลลดลงอย่างชัดเจน     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 150 ถึง 200 สายตาสั้นระดับ 150 ถึง 200 จะทำให้มองเห็นภาพระยะไกลไม่ชัดเจน ส่งผลให้จำเป็นต้องใส่แว่นทั้งกลางวันและกลางคืน ระดับนี้ยังอาจทำให้ดวงตาล้าได้ง่ายเมื่อต้องใช้สายตาใกล้ จึงแนะนำให้ใส่แว่นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนในการมองเห็น และป้องกันอาการล้าของดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ     ภาพที่เห็นของสายตาสั้น 300 ขึ้นไป สายตาสั้นระดับสูง ตั้งแต่ 300, 400, 500 ไปจนถึง 800 ส่งผลให้ภาพที่เห็นในระยะไกลพร่ามัวอย่างชัดเจน จำเป็นต้องใส่แว่นตาตลอดเวลาเพื่อช่วยปรับภาพให้ชัดเจน ป้องกันอุบัติเหตุ และถนอมสายตาในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและรับคำแนะนำจากจักษุแพทย์อย่างถูกต้อง ช่วยให้การดูแลสายตาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ     การดูแลและรักษาภาวะสายตาสั้น สำหรับคนที่มีสายตาสั้นประมาณ 100 ภาพที่เห็นอาจยังไม่เบลอชัดเจนมากนัก แต่เมื่อค่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเป็น 300, 400, 500 จนถึง 800 ภาพจะพร่ามัวมากขึ้นตามลำดับ จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างจริงจังเพื่อป้องกันปัญหาสายตาในระยะยาว การใส่แว่นตา เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดในการแก้ไขสายตาสั้น การใส่คอนแท็กต์เลนส์ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการใส่แว่นตา แต่ต้องดูแลความสะอาดอย่างเคร่งครัด การผ่าตัดแก้ไขสายตา เช่น เลสิก (LASIK) หรือการผ่าตัดอื่นๆ ที่ช่วยปรับเปลี่ยนรูปร่างของกระจกตาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น   สรุป ภาพที่เห็นของคนสายตาสั้นจะแตกต่างกันไปตามระดับความรุนแรงของค่าสายตา ตั้งแต่ภาพที่ยังคมชัดพอประมาณในสายตาสั้น 100 จนถึงภาพที่พร่ามัวและเบลอมากขึ้นในระดับ 300 ขึ้นไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การตรวจวัดสายตาและรับคำปรึกษาจากจักษุแพทย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อการดูแลสายตาอย่างเหมาะสม สามารถเข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ที่พร้อมดูแลด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาพที่เห็นของคนสายตาสั้น (FAQ) การเข้าใจภาพที่ผู้มีสายตาสั้นเห็นในแต่ละระดับช่วยให้ดูแลและรักษาสายตาได้ถูกต้อง เรารวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาพที่เห็นเมื่อไม่ได้ใส่แว่น เพื่อให้คุณเข้าใจและดูแลสายตาได้ดีขึ้น   สายตาสั้น 100 ถือว่าสั้นมากไหม สายตาสั้น 100 ภาพที่เห็นนั้นถือเป็นระดับสายตาสั้นเล็กน้อย ไม่ถือว่าสั้นมาก แต่ควรใส่แว่นในบางกิจกรรมเพื่อช่วยให้มองเห็นชัดเจนขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น   ต้องใส่แว่นหรือไม่เมื่อมีสายตาสั้น 100 สำหรับคนที่มีสายตาสั้น 100 ภาพที่เห็นนั้น ในชีวิตประจำวันทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องใส่แว่น แต่หากต้องการความชัดเจนมากขึ้น เช่น ตอนขับรถกลางคืนหรือดูทีวี การใส่แว่นจะช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจนและปลอดภัยยิ่งขึ้น   สายตาสั้น 100 มีผลต่อสุขภาพตาหรือไม่ โดยทั่วไปสายตาสั้นระดับนี้ยังไม่ส่งผลเสียรุนแรง แต่ควรตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังและดูแลสายตาอย่างถูกวิธี

มองไกลไม่ชัด สายตาสั้นหรือสายตายาว? วิธีสังเกตและแนวทางรักษา

อาการมองไกลไม่ชัด อาจเป็นสัญญาณของสายตาสั้นหรือสายตายาว ควรตรวจโดยจักษุแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม การวินิจฉัยอาการมองไกลไม่ชัดโดยจักษุแพทย์ ทำผ่านการตรวจค่าสายตาและสุขภาพตาด้วยเครื่องมือเฉพาะ เพื่อระบุสาเหตุและวางแผนรักษาอย่างแม่นยำ วิธีแก้ไขปัญหามองไกลแล้วเบลอ ได้แก่ การใส่แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือทำเลสิก เพื่อปรับการมองเห็นให้ชัดเจนขึ้น อาการมองไกลไม่ชัดเป็นปัญหาที่หลายคนเผชิญ และอาจเกิดจากสายตาสั้นหรือสายตายาว การเข้าใจสาเหตุและวิธีสังเกตอาการอย่างถูกต้อง จะช่วยให้คุณเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมและคืนความชัดเจนในการมองเห็นได้ง่ายขึ้น มาดูกันว่าควรสังเกตอย่างไรและมีวิธีดูแลสายตาอย่างไรบ้าง     อาการมองไกลไม่ชัด สัญญาณของสายตาสั้นหรือยาว? อาการมองไกลไม่ชัดอาจเกิดจากความผิดปกติของสายตาหลายประเภท ไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่สายตาสั้นหรือสายตายาว โดยแต่ละประเภทจะมีอาการและลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ สายตาสั้น เป็นภาวะที่มองเห็นวัตถุไกลไม่ชัด แต่ยังคงมองเห็นวัตถุใกล้ได้ชัดเจน อาการที่สังเกตได้คือต้องหรี่ตาเพื่อเพ่งมองวัตถุที่อยู่ไกลๆ ให้ชัดขึ้น สายตายาว ในบางกรณีสายตายาวอาจทำให้มองไกลไม่ชัดได้เช่นกัน แต่โดยปกติแล้วอาการหลักจะอยู่ที่การมองวัตถุใกล้ๆ ไม่ชัดเจน และอาจมีอาการปวดหัวหรือตาล้าร่วมด้วยเมื่อต้องเพ่งมองนานๆ สายตาเอียง ทำให้มองเห็นภาพบิดเบี้ยว ไม่คมชัด หรือมีลักษณะเป็นเงาซ้อน ไม่ว่าจะเป็นระยะใกล้หรือไกล โดยเฉพาะในเวลากลางคืนอาจเห็นแสงไฟเป็นเส้นหรือมีรัศมี ทำให้การมองเห็นแย่ลง       วิธีวินิจฉัยอาการมองไกลไม่ชัดโดยจักษุแพทย์ เพื่อระบุว่าคุณเป็นสายตาสั้น ยาว หรือเอียง อาการมองไกลๆ แล้วเบลอจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและกำหนดแนวทางรักษาที่เหมาะสม โดยมีขั้นตอนดังนี้   การตรวจระดับการมองเห็น (Visual Acuity Test) การตรวจวัดระดับการมองเห็นด้วยแผ่นป้ายสเนลเลน (Snellen Chart) ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรหลายขนาดเรียงต่อกัน เป็นวิธีที่ช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าอาการมองไกลไม่ชัด คือสายตาสั้น เอียง หรือยาว โดยผู้ป่วยจะต้องอ่านตัวอักษรจากระยะทางที่กำหนด วิธีนี้ช่วยประเมินความชัดเจนของการมองเห็นและระดับความรุนแรงของปัญหาสายตา เพื่อวางแผนการรักษาเบื้องต้นอย่างแม่นยำ   การวัดค่าสายตา (Manifest Refraction) จักษุแพทย์จะใช้เครื่องมือในการตรวจวัดค่าสายตาอย่างละเอียด โดยผู้รับการตรวจจะมองผ่านเลนส์ของเครื่องเพื่อตรวจสอบความชัดเจนของภาพหรือตัวเลข หากยังมองไกลหรือมองใกล้ไม่ชัดและไม่แน่ใจว่าสายตาสั้นหรือยาว แพทย์จะปรับเลนส์จนภาพชัดเจนที่สุด จากนั้นจะบันทึกค่าสายตาเพื่อใช้ในการทำแว่นตาหรือเลนส์ต่อไป   การตรวจสุขภาพตาโดยรวม นอกจากการวัดค่าสายตาแล้ว จักษุแพทย์จะทำการตรวจสุขภาพตาโดยรวม เพื่อประเมินว่าอาการมองไกลหรือมองใกล้ไม่ชัดเกิดจากสายตาสั้นหรือยาวหรือไม่ รวมถึงตรวจความดันลูกตา ตรวจจอประสาทตา และประเมินสุขภาพของเลนส์ตา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีปัญหาสุขภาพตาอื่นที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น ทั้งนี้หากพบว่าเป็นสายตายาวและต้องการแก้ไขอย่างถาวร อาจพิจารณาทำเลสิกสายตายาวภายใต้คำแนะนำของจักษุแพทย์       วิธีแก้ไขปัญหามองไกลไม่ชัด อาการมองไกลไม่ชัดส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความสะดวกสบายในการใช้สายตา แต่มีหลายวิธีในการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่   ใส่แว่นสายตา วิธีแรกที่แนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมองเห็นไกลชัดเจนขึ้นคือการใส่แว่นสายตา ซึ่งถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยต่อดวงตามากที่สุด โดยแว่นจะใช้เลนส์นูนหรือเลนส์เว้าเพื่อช่วยรวมแสงให้ตกลงบนจอประสาทตาอย่างเหมาะสม ซึ่งเหมาะทั้งสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตายาวด้วยเช่นกัน   ใส่คอนแท็กต์เลนส์ สำหรับกิจกรรมที่ไม่สะดวกใส่แว่น เช่น กีฬาผาดโผน หรือการออกกำลังกายที่มีการกระแทกและเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผู้ที่ไม่ชอบใส่แว่นสามารถเลือกใช้คอนแท็กต์เลนส์แทนได้ แต่ต้องดูแลใส่-ถอดและทำความสะอาดอย่างถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอเพื่อความปลอดภัยของดวงตา   การผ่าตัด วิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือการทำเลสิก รองลงมาคือการใส่เลนส์เสริมฝังในดวงตาเพื่อแก้ไขค่าสายตา ทั้งสองวิธีนี้มีผลข้างเคียงที่ควรทราบ ดังนั้นจึงควรปรึกษาจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรอย่างละเอียด เพื่อให้ได้รับข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจทำการรักษา       สรุป อาการมองไกลไม่ชัดอาจเกิดจากปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือภาวะสายตาอื่นๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยจักษุแพทย์เป็นสิ่งสำคัญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงและเลือกวิธีแก้ไขที่เหมาะสม ตั้งแต่การใช้แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ ไปจนถึงการทำเลสิกหรือใส่เลนส์เสริมฝังดวงตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) พร้อมให้บริการตรวจวินิจฉัยและดูแลสายตาด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและทีมแพทย์ผู้ชำนาญ เพื่อคืนความชัดเจนในการมองเห็นและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคุณ   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมองไกลไม่ชัด สายตาสั้นหรือยาว (FAQ) อาการมองเห็นไม่ชัดเป็นเรื่องที่สร้างความกังวลให้หลายคน การทำความเข้าใจสาเหตุและวิธีการรับมืออย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณดูแลสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการมองไกลไม่ชัดว่าเข้าข่ายสายตาสั้นหรือยาวอย่างไรบ้าง   รู้ได้อย่างไรว่าอาการมองไกลไม่ชัดเป็นเพราะสายตาสั้นหรือยาว? สายตาสั้นคือภาวะที่มองเห็นวัตถุไกลไม่ชัด แต่ยังคงมองเห็นวัตถุใกล้ได้ชัดเจน ในขณะที่สายตายาว คือภาวะที่มองวัตถุใกล้ไม่ชัดเป็นหลัก แต่ก็อาจส่งผลให้มองวัตถุไกลไม่ชัดได้เช่นกัน หากคุณต้องหรี่ตามองป้ายที่อยู่ไกลๆ ก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นสายตาสั้น   จ้องหน้าจอนานๆ ทำให้สายตาสั้นลงหรือไม่? การจ้องหน้าจอเป็นเวลานานๆ ไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้สายตาสั้นหรือยาว แต่จะทำให้เกิดอาการตาล้า ปวดหัว และตาแห้ง อย่างไรก็ตามการใช้สายตาเพ่งมองใกล้ๆ เป็นเวลานาน อาจเร่งให้ผู้ที่มีแนวโน้มจะเป็นสายตาสั้นมีอาการที่แย่ลงได้   การใส่แว่นสายตาสั้นตลอดเวลาจะทำให้ตาเราอ่อนแอลงไหม? แว่นตาทำหน้าที่ช่วยปรับให้ดวงตามองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ไม่ได้ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนแอลงแต่อย่างใด อาการมองไกลแล้วเบลอหากไม่ได้รับการแก้ไข อาจทำให้ดวงตาต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อโฟกัสภาพ ส่งผลให้เกิดอาการตาล้า ปวดหัว และปวดตาได้ ดังนั้นการใส่แว่นให้เหมาะสมกับค่าสายตาจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพดวงตา
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

SMILE Pro คืออะไร? เลสิกแผลเล็ก 10 วินาที ฟื้นตัวไว

จุดเด่นของการทำ SMILE Pro SMILE Pro  คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ไม่ต้องเปิด Flap ลดการบาดเจ็บของดวงตา ฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมหนักหรือใช้สายตามาก SMILE Pro ใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อเล็กๆ ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่ต้องเปิด Flap ลดการกระทบกระเทือนและฟื้นตัวได้ไว SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตามาก หรือกังวลเรื่องแผลเปิดแบบเลสิกทั่วไป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงอย่างถาวร SMILE Pro คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน มีผลข้างเคียงต่ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจากรีวิวทำเลสิก SMILE Pro ของผู้รับบริการจริงต่างยืนยันถึงความรวดเร็วในการรักษา เลือกหัวข้อที่อ่าน SMILE Pro คืออะไร? หลักการทำงานของ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ  Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ SMILE Pro คืออะไร? SMILE Pro คือ เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด (พัฒนาต่อจาก ReLEx SMILE) ที่ใช้เลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 ยิงแก้ไขค่าสายตาด้วยความเร็วเพียง 8-10 วินาทีต่อข้าง โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา (Flap) ทำให้แผลเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมาพร้อมความเร็ว ความแม่นยำ และความรู้สึกสบายตาที่เหนือกว่า ช่วยลดความกังวลระหว่างทำ และเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการทำงานของ SMILE Pro การทำงานของ SMILE Pro เป็นการปฏิวัติการทำเลสิกแบบเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสร้างฝากระจกตา (Flap) ที่ต้องเปิดออกอีกต่อไป แต่จะใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อ Lenticule ภายในกระจกตาตามค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข (เลสิกสายตาสั้นและเอียง) จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษดึงชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้กระจกตาถูกปรับแต่งรูปร่างอย่างถาวร ส่งผลให้การมองเห็นคมชัดขึ้น SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เนื่องจากประสบปัญหาในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพที่ไม่สะดวกต่อการใส่อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตาเยอะ หรือกังวลเรื่องแผล Flap เพราะไม่ต้องเปิด Flap จึงลดความเสี่ยงแผลเคลื่อน เพิ่มความมั่นใจหลังรักษา ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในช่วงก่อนอายุ 18 ปี ค่าสายตามักยังเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรรอให้สายตาเสถียรก่อน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำและยั่งยืน ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำ LASIK เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาผิดปกติ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ไม่ควรทำเลสิกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลให้ค่าสายตาไม่คงที่ แนะนำให้รอจนหลังคลอดและฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติก่อนเข้ารับการรักษา สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำเลสิกจะช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติสำหรับการมองไกล แต่เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ จึงอาจยังคงต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางโอกาส รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ประสบการณ์ทำเลสิก SMILE Pro ของคุณคีรี "เดิมทีสายตาสั้นเยอะมากประมาณ -6.00 ใส่แว่นมานานมาก เวลาเล่นกีฬาอย่างแบดมินตันก็ลำบาก ตอนแรกก็แอบกลัวครับ แต่ ตอนทำไม่เจ็บเลย และมองเห็นชัดตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันแรกเลยครับ!" ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro สำหรับค่าบริการรักษาสายตาด้วยเทคโนโลยี SMILE Pro สามารถตรวจสอบราคาและแพ็กเกจสุดคุ้มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้👉 คลิกดูโปรโมชั่นทำเลสิก ครบรอบ 3 ปี โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ 👈 Call Center : 02-511-2111 Line📅 นัดหมายออนไลน์ โดยราคานี้ครอบคลุมการดูแลด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดอย่าง VisuMax 800 และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดของคุณ ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? แนะนำบริการ SMILE Pro ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) โดยเราให้ความสำคัญกับการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับการรักษา ผ่านการผ่าตัดสายตาด้วย SMILE Pro ซึ่งโดดเด่นด้วย: เครื่องมือรุ่นใหม่ล่าสุด VisuMax 800 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SMILE Pro รุ่นล่าสุด ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ลดเวลาการยิงเลเซอร์และเพิ่มความสบายให้กับผู้รับการรักษา ทีมแพทย์ผู้ชำนาญ นำทีมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์สายตาโดยเฉพาะ ที่มีประสบการณ์สูง และพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา การดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการนัดหมายติดตามผลหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้า แบบนิ่มอย่างน้อย 3 วัน และแบบแข็งอย่างน้อย 7 วัน งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา งดใช้สเปรย์และน้ำหอมทุกชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์ หากเป็นไปได้ ควรสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้านหลังทำเลสิก สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงและแผลขนาดเล็ก ช่วยให้ฟื้นตัวรวดเร็วและลดความเสี่ยงหลังการรักษา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเครื่องมือทันสมัย ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพสายตาของแต่ละคน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ก่อนตัดสินใจทำ SMILE Pro หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับขั้นตอน ความปลอดภัย ผลลัพธ์ รวมถึงระยะเวลาฟื้นตัว เราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว SMILE Pro กับ ReLEx Smile ต่างกันอย่างไร SMILE Pro ต่างจาก ReLEx SMILE ตรงที่ใช้เลเซอร์เร็วกว่าเดิม จากเดิม 25–27 วินาที เหลือเพียง 8–10 วินาที ช่วยลดเวลาผ่าตัดและลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตาได้ดียิ่งขึ้น การผ่าตัด SMILE Pro เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาชนิดหยอดตา ทำให้คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการเคืองตาคล้ายฝุ่นเข้าตาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้น และโดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำ SMILE Pro แล้ว มีโอกาสที่สายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม การทำ SMILE Pro เป็นการแก้ไขค่าสายตาอย่างถาวร แต่ในระยะยาว ค่าสายตาของคนเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยเรื่องอายุ การใช้งานสายตาหนัก หรือโรคทางตาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นการกลับมาสั้นซ้ำ (Regression) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินสภาพตาอย่างละเอียด
ศูนย์เลสิกและรักษาสายตายาว (LASER VISION)

เลสิกปี 2026: SMILE Pro 2.0 ยิงเลเซอร์ 8 วินาที | โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

สรุปสาระสำคัญ (KEY TAKEAWAYS) เทคโนโลยีเลสิกปี 2026 เปลี่ยนไปเยอะมาก โดยเฉพาะแนวคิด "แผลเล็ก ไม่ต้องเปิดฝาพับ" ซึ่งตอบโจทย์คนที่กังวลเรื่องการพักฟื้น หรือห่วงเรื่องโครงสร้างตาได้ดีกว่าแบบเดิมมาก SMILE Pro 2.0 คือเทคโนโลยีที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ ยิงเลเซอร์แค่ 8 วินาทีต่อข้าง แผลเล็กแค่ 2–4 มม. ส่วนใหญ่วันรุ่งขึ้นก็กลับไปใช้ชีวิตปกติได้แล้ว NanoRelex® เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับคนสายตาสั้นร่วมกับเอียง เพราะมีระบบ AI กับ OCT ช่วย real-time ระหว่างทำ ความแม่นยำสูงขึ้นอีกระดับ เลสิกปี 2026: ในฐานะหมอตา ขอเล่าให้ฟังตรงๆ ว่าตอนนี้มันไปถึงไหนแล้ว มีคนไข้ถามเรื่องนี้บ่อยมาก โดยเฉพาะช่วงหลังที่ข่าว "เลสิก 8 วินาที" แพร่ออกไป บางคนก็สงสัยว่าจริงไหม บางคนก็กังวลว่าเร็วขนาดนี้ปลอดภัยหรือเปล่า เลยอยากนั่งเล่าให้ฟังแบบตรงๆ ในฐานะหมอที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ทุกวัน ว่าเทคโนโลยีมันมาถึงจุดไหนแล้ว และอะไรที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ ตัดประเด็นกังวลเดิมๆ ออกได้เลยนะครับ เรื่องใบมีด เรื่องพักฟื้นเป็นอาทิตย์ หรือเรื่องฝาพับกระจกตาเคลื่อน — เทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ตอนนี้มันเดินหน้าไปไกลกว่านั้นแล้วมาก ปรึกษาปัญหาค่าสายตา หรือทำนัดหมาย Call Center : 02-511-2111 สอบถามผ่าน LINE 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ เลสิกแบบเดิม — ดีแต่มีข้อจำกัดอะไรบ้าง? ▶ SMILE Pro 2.0 คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ ▶ NanoRelex® — ตัวเลือกที่ AI เข้ามาช่วยดูแลคุณระหว่างทำ ▶ แบบนี้เหมาะกับคุณไหม? เช็กเกณฑ์เบื้องต้นกัน ▶ โปรโมชั่นปี 2026 ที่มีอยู่ตอนนี้ ▶ คำถามที่คนไข้ถามบ่อย เลสิกแบบเดิม — ดีแต่มีข้อจำกัดอะไรบ้าง? ก่อนจะไปถึงเทคโนโลยีใหม่ ขอพูดถึงแบบเดิมก่อนนะครับ เพราะมันช่วยให้เห็นภาพว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เลสิกแบบดั้งเดิม (Traditional LASIK): ใช้ใบมีดจิ๋วที่เรียกว่า Microkeratome ในการเปิดชั้นกระจกตาให้กลายเป็น "ฝาพับ" แล้วยิงเลเซอร์เข้าไปปรับค่าสายตาข้างใน ได้ผลดีในแง่การมองเห็น แต่แผลค่อนข้างกว้าง เฟมโตเลสิก (FemtoLASIK): อัปเกรดสำคัญมากในยุคหนึ่ง เปลี่ยนจากใบมีดมาเป็นเลเซอร์ Femtosecond ในการแยกชั้นกระจกตา แม่นยำขึ้น ควบคุมได้ดีขึ้น ปลอดภัยกว่าแบบใบมีดอย่างชัดเจน ทั้งสองแบบนี้ยังต้องทำ "ฝาพับกระจกตา (Flap)" อยู่ ซึ่งไม่ได้อันตราย และผลลัพธ์ก็ดี แต่สิ่งที่คนไข้หลายคนบอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องระวังคือ การมีฝาพับทำให้ต้องระวังการกระแทกมากกว่า อาการตาแห้งในช่วงแรกก็พบได้บ้าง และใช้เวลาพักฟื้นนานกว่าเทคโนโลยีรุ่นใหม่หน่อย SMILE Pro 2.0 คืออะไร และทำไมถึงน่าสนใจ ตอนนี้สิ่งที่เราใช้กันและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือ SMILE Pro 2.0 ซึ่งทำงานบนเครื่อง Carl ZEISS VisuMax 800 รุ่นล่าสุด สิ่งที่ต่างออกไปชัดๆ คือมันเป็นแบบ "ไม่มีฝาพับ (No-flap)" เลย เลเซอร์จะเข้าไปสร้างชิ้นเนื้อเยื่อบางๆ ที่เรียกว่า "เลนติคูล" ซ่อนอยู่ภายในชั้นกระจกตาโดยตรง แล้วหมอจะดึงออกมาผ่านรอยเปิดเล็กๆ แค่ 2–4 มม. เท่านั้น สิ่งที่คนไข้ถามบ่อยแล้วชอบมาก: 8 วินาทีต่อข้าง — จริงครับ: ขั้นตอนยิงเลเซอร์เสร็จภายใน 8 วินาทีต่อข้าง เร็วกว่าเทคโนโลยีรุ่นก่อนประมาณ 3 เท่า หลายคนบอกว่ายังไม่ทันตื่นเต้นก็เสร็จแล้ว ความเกร็งระหว่างทำลดลงไปเยอะ โครงสร้างกระจกตายังแข็งแรง: เพราะไม่มีการเปิดฝาพับ ชั้นกระจกตาส่วนหน้าส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ ตาแห้งหลังทำน้อยกว่าแบบเก่าอย่างเห็นได้ชัด และไม่ต้องกังวลว่าฝาพับจะเคลื่อน เหมาะกับคนที่ active: ถ้าคุณเล่นกีฬา ว่ายน้ำ หรือมีชีวิตที่เคลื่อนไหวเยอะ นี่คือตัวเลือกที่เราแนะนำมากกว่าแบบเดิม เพราะโครงสร้างตาแข็งแรงกว่า ฟื้นตัวเร็ว: ส่วนใหญ่วันถัดไปมองเห็นได้ดีขึ้นแล้ว หลายคนกลับทำงานได้ภายใน 1–2 วัน ในแวดวงจักษุวิทยาตอนนี้ถือว่า SMILE Pro 2.0 เป็นหนึ่งใน gold standard สำหรับสายตาสั้นและเอียง เพราะข้อมูลผลลัพธ์สะสมมาหลายปีแล้วว่าให้ค่าสายตาที่แม่นยำ ปลอดภัย และคนไข้พอใจสูงมาก NanoRelex® — ตัวเลือกที่ AI เข้ามาช่วยดูแลคุณระหว่างทำ อีกเทคโนโลยีหนึ่งที่อยากพูดถึงคือ NanoRelex® จากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเน้นหนักไปที่ความแม่นยำเป็นพิเศษ จุดที่น่าสนใจคือมันนำ AI เข้ามาช่วยคำนวณและ monitor ระหว่างทำจริงๆ ไม่ใช่แค่วางแผนก่อนทำ พลังงานต่ำมาก ระดับนาโนจูล: ใช้พลังงานเลเซอร์ที่น้อยลงมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ กระทบกระเทือนเนื้อเยื่อโดยรอบน้อยลง OCT แบบ real-time ระหว่างทำ: หมอสามารถมองเห็นชั้นกระจกตาแบบ real-time ว่าเลเซอร์ทำงานอยู่ในชั้นที่ถูกต้องหรือเปล่า เป็นสิ่งที่เทคโนโลยีรุ่นก่อนทำไม่ได้ ความปลอดภัยเพิ่มขึ้นชัดเจน ระบบ Eye-tracking ที่แม่นยำมาก: ติดตามการเคลื่อนไหวของดวงตาตลอดการทำ ถ้าตาขยับ เครื่องจะ compensate ได้เอง แผลเล็กเหมือนกัน: 2–3 มม. ไม่มีฝาพับ ฟื้นตัวเร็ว สรุปคือ NanoRelex® เหมาะโดยเฉพาะกับคนที่มีค่าสายตาสั้นร่วมกับเอียงสูง หรือคนที่กระจกตามีรูปร่างที่ต้องการความละเอียดในการคำนวณมากเป็นพิเศษ แบบนี้เหมาะกับคุณไหม? เช็กเกณฑ์เบื้องต้นกัน อยากให้ทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าไม่มีใครบอกได้ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะโดยไม่ตรวจ แต่เกณฑ์เบื้องต้นที่เราดูกันมีดังนี้: อายุ 18 ปีขึ้นไป ค่าสายตาคงที่มาอย่างน้อย 1 ปี ไม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความหนากระจกตาเพียงพอสำหรับการเลเซอร์ (ตรวจได้ที่คลินิก) ไม่มีโรคตาที่เป็นข้อห้าม เช่น ต้อหินหรือต้อกระจก และไม่มีโรคประจำตัวที่กระทบการหายของแผล ถ้าคุณเข้าเกณฑ์เบื้องต้นเหล่านี้ ขั้นตอนต่อไปคือมาตรวจประเมินค่าตาจริงๆ ซึ่งใช้เวลาไม่นานและให้ข้อมูลชัดเจนมากกว่านั่งเดาเอง โปรโมชั่นปี 2026 ที่มีอยู่ตอนนี้ ถ้าคิดอยู่แล้วว่าอยากทำ ช่วงนี้มี โปรโมชั่นพิเศษปี 2026 สำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ สำหรับผู้ที่จองคิวภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 และค่าตรวจประเมินสภาพตาก่อนทำเลสิกก็มีราคาพิเศษด้วย — ถ้าตัดสินใจทำในวันเดียวกันก็ฟรีเลย นัดหมายเพื่อตรวจประเมินสายตาเบื้องต้น Call Center : 02-511-2111 สอบถามผ่าน LINE 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่คนไข้ถามบ่อย 8 วินาทีจริงๆ เหรอ? ไม่ได้โฆษณาเกินจริง? จริงครับ ตัวเลข 8 วินาทีต่อข้างนี้คือเวลาที่เครื่อง Carl ZEISS VisuMax 800 ของ SMILE Pro 2.0 ใช้ยิงเลเซอร์จริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขโปรโมท เร็วกว่ารุ่นก่อนประมาณ 3 เท่า ซึ่งนอกจากจะสะดวกแล้ว ยังช่วยลดเวลาที่คนไข้ต้องจ้องอยู่นิ่งๆ ด้วย ลดความเกร็งได้เยอะ แล้ว SMILE Pro 2.0 กับเลสิกแบบเดิมต่างกันยังไงในทางปฏิบัติ? ข้อต่างที่คนไข้รู้สึกได้จริงๆ คือเรื่องการฟื้นตัวและตาแห้ง เลสิกแบบเดิมต้องเปิดฝาพับกว้าง SMILE Pro 2.0 แผลเล็กแค่ 2–4 มม. ไม่มีฝาพับ ตาแห้งหลังทำน้อยกว่ามาก และไม่ต้องกังวลเรื่องฝาพับเคลื่อน ถ้าคุณมีไลฟ์สไตล์แอคทีฟหรือเล่นกีฬา ความต่างนี้สำคัญมาก AI ใน NanoRelex® ต่างจากการใช้เลเซอร์ธรรมดายังไง? ตรงที่มันไม่ได้แค่วางแผนก่อนทำแล้วจบ แต่ NanoRelex® มีระบบสแกน OCT แบบ real-time ระหว่างผ่าตัดด้วย หมอมองเห็นชั้นกระจกตาขณะทำจริงๆ AI ช่วยคำนวณและ track การเคลื่อนไหวของตาตลอดเวลา สิ่งนี้ช่วยให้ความปลอดภัยและความแม่นยำขึ้นไปอีกระดับ โดยเฉพาะในเคสที่ซับซ้อน *หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและวินิจฉัยโดยแพทย์ได้ หากมีปัญหาสายตาหรืออยากรู้ว่าตัวเองเหมาะกับวิธีไหน แนะนำให้มาตรวจกับจักษุแพทย์โดยตรงจะได้คำตอบที่ชัดเจนและตรงกับสภาพตาของคุณมากที่สุด

คอนเเทคเลนส์คืออะไร? วิธีดูแลทำความสะอาด พร้อมข้อควรรู้เบื้องต้น

สรุปสาระสำคัญ คอนแทคเลนส์เป็นแผ่นพลาสติกบางใสที่สวมบนกระจกตา ช่วยแก้ไขสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด สายตาเอียง และสายตายาวตามอายุ แบ่งเป็นชนิดแข็ง (RGP) และชนิดนิ่มที่มีทั้งรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และเลนส์สี การเลือกคอนแทคเลนส์ควรพิจารณา 3 ปัจจัยหลัก คือ ค่าสายตาและความโค้งของเลนส์ให้ตรงกับกระจกตา ค่าอมน้ำที่เหมาะกับภาวะตาแห้ง และวัสดุที่ให้ออกซิเจนผ่านได้ดีอย่าง Silicone Hydrogel การใช้งานผิดวิธีอาจทำให้เกิดตาแห้ง เยื่อบุตาอักเสบ กระจกตาขาดออกซิเจน หรือกระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย จึงต้องล้างมือทุกครั้ง ห้ามใส่นอนหรือว่ายน้ำ และเปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ทุกวัน หากมีอาการตาแดงรุนแรง มีขี้ตามาก ปวดตา สู้แสงไม่ได้ หรือตามัวลงกะทันหัน ควรถอดเลนส์ออกทันทีและรีบพบจักษุแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาหยอดเอง คอนแทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการแก้ปัญหาสายตาหรือเปลี่ยนลุคให้ดวงตาดูโดดเด่นมากขึ้น ไม่ว่าจะใส่แทนแว่นสายตาหรือเพื่อความสวยงาม แต่การใช้คอนแทคเลนส์อย่างไม่ระวัง อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพตาได้ ดังนั้นจึงควรรู้วิธีการใช้งาน การดูแลรักษา และข้อควรระวังเบื้องต้น เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพตาที่ดีในระยะยาว ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ 📌 สารบัญเนื้อหา ▶ คอนแทคเลนส์คืออะไร? ▶ ประเภทของคอนแทคเลนส์ ▶ คอนแทคเลนส์แบบอื่นๆ ▶ ประโยชน์ของคอนแทคเลนส์ ▶ วิธีเลือกคอนแทคเลนส์สายตาสั้นให้สบายตาและเหมาะกับดวงตา ▶ วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี ▶ วิธีถอดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง ▶ การเก็บรักษาคอนแทคเลนส์หลังใช้งาน ▶ ปัญหาต่อเยื่อบุตาและกระจกตา ▶ ข้อควรระวังในการใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้น ▶ อาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ควรรีบพบแพทย์ ▶ คอนแทคเลนส์รายวัน รายเดือน และรายปี ต่างกันอย่างไร ▶ ใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้นทุกวันอันตรายหรือไม่ ▶ สรุป ▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คอนแทคเลนส์คืออะไร? คอนแทคเลนส์เป็นแผ่นพลาสติกบางใสรูปวงกลม ที่สวมใส่บนกระจกตาเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะสายตาผิดปกติ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงตาไม่สามารถรวมแสงให้ตกบนจอรับภาพได้อย่างพอดี ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน โดยคอนแทคเลนส์สามารถช่วยปรับการมองเห็นให้ดีขึ้นในผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด สายตาเอียง และสายตายาวตามอายุ ประเภทของคอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มีให้เลือกหลายประเภท ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้งาน ลักษณะสายตา และความสะดวกสบายของผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งออกได้ตามวัสดุและระยะเวลาการใช้งานดังนี้ คอนแทคเลนส์แบบแข็ง คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่พบได้บ่อยคือแบบกึ่งแข็ง (Rigid Gas-Permeable: RGP) ซึ่งสามารถให้ออกซิเจนซึมผ่านเข้าสู่กระจกตาได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีค่าสายตาเอียงมาก หรือผู้ป่วยโรคกระจกตาโป่ง (Keratoconus) โดยเลนส์ชนิดนี้จะช่วยปรับรูปร่างความโค้งของกระจกตาให้ใกล้เคียงปกติมากขึ้น ส่งผลให้การมองเห็นชัดเจนขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คอนแทคเลนส์แบบนิ่ม คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มเป็นประเภทที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากสวมใส่สบายและหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ดังนี้ คอนแทคเลนส์รายวัน คือเลนส์ที่ใส่เฉพาะระหว่างวันแล้วถอดทิ้ง ไม่ต้องทำความสะอาด ลดความเสี่ยงติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งาน และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและสะดวกที่สุด คอนแทคเลนส์รายสัปดาห์ คือเลนส์ที่ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนใหม่ทุก 1-2 สัปดาห์ คอนแทคเลนส์รายเดือน คือเลนส์ที่ใส่และถอดออกทุกวัน และเปลี่ยนเป็นชิ้นใหม่ทุก 1 เดือน คอนแทคเลนส์แบบใส่ระยะยาว สามารถใส่นอนได้ต่อเนื่องหลายวัน แต่เสี่ยงติดเชื้อสูง แพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้งานเป็นประจำ คอนแทคเลนส์แก้สายตาเอียง เป็นเลนส์ชนิดนิ่ม ราคาสูง แก้ปัญหาสายตาเอียงได้แต่ประสิทธิภาพอาจสู้เลนส์แข็งไม่ได้ มีทั้งแบบรายวันและใส่ระยะยาว คอนแทคเลนส์สี ใช้ได้ทั้งแก้ไขสายตาผิดปกติและเสริมความสวยงาม แบ่งตามการใช้งาน เช่น เลนส์แฟชั่น บิ๊กอาย เลนส์กรองแสงยูวี และเลนส์แก้ตาบอดสี ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนใช้งานเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดีที่สุด คอสเมติกคอนแทคเลนส์ (Cosmetic Contact Lenses) เป็นเลนส์ที่ใส่เพื่อเปลี่ยนสีหรือลักษณะดวงตา เช่น ตาแมวหรือแวมไพร์ แม้ไม่ใช้เพื่อแก้สายตา แต่ควรปรึกษาจักษุแพทย์ก่อนใช้เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ คอนแทคเลนส์แบบอื่นๆ นอกจากคอนแทคเลนส์ที่ใช้เพื่อแก้ไขค่าสายตาทั่วไปแล้ว ยังมีคอนแทคเลนส์ประเภทอื่นๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เช่น คอนแทคเลนส์ไฮบริด เป็นเลนส์ผสมระหว่างนิ่มและแข็ง ช่วยแก้ไขสายตาสั้น ยาว เอียง และปัญหากระจกตาได้ดี เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีกระจกตาผิดปกติ คอนแทคเลนส์ชนิดแก้สายตายาวตามอายุ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ใช้ช่วยให้มองเห็นทั้งใกล้และไกลได้ชัด เช่น แบบ Bifocal, Multifocal หรือแบบ Monovision ที่ใส่คนละค่าสายตาในแต่ละข้าง คอนแทคเลนส์หลายระดับ (Multifocal Contact Lenses) คือเลนส์ที่มีทั้งแบบแข็งและนิ่ม ภายในเลนส์มีค่าสายตาหลายระดับช่วยให้ใช้งานได้สะดวก เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามวัย (Presbyopia) คอนแทคเลนส์ครอบแผลชนิดพิเศษ ใช้หลังการผ่าตัดดวงตา เพื่อช่วยปกป้องและส่งเสริมการสมานตัวของผิวกระจกตาให้เร็วขึ้น ประโยชน์ของคอนแทคเลนส์ คอนแทคเลนส์มีประโยชน์หลากหลายด้าน เช่น ช่วยแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยการใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้นและสายตายาว ทำให้ผู้ใส่มองเห็นชัดทั้งระยะใกล้และไกล รวมถึงมีทัศนวิสัยที่ดีกว่าแว่นตา นอกจากนี้ผู้ใส่แว่นมักมีมุมมองด้านข้าง (Peripheral Vision) ที่จำกัด คอนแทคเลนส์สายตาจึงช่วยเพิ่มการมองเห็นด้านข้างให้ชัดเจนขึ้น คอนแทคเลนส์ยังเหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกใส่แว่น และช่วยปรับลุคให้ดูดี มีความมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะคอนแทคเลนส์แฟชัน เช่น เลนส์สี หรือเลนส์บิ๊กอาย วิธีเลือกคอนแทคเลนส์สายตาสั้นให้สบายตาและเหมาะกับดวงตา การเลือกคอนแทคเลนส์ที่เหมาะสม ไม่เพียงช่วยให้มองเห็นได้คมชัด แต่ยังช่วยเพิ่มความสบายในการสวมใส่และลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพดวงตาในระยะยาว เนื่องจากดวงตาของแต่ละคนมีค่าสายตา ความโค้งของกระจกตา ปริมาณน้ำตา และลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน ก่อนเลือกคอนแทคเลนส์จึงควรพิจารณาปัจจัยสำคัญ ดังนี้ 1. เลือกคอนแทคเลนส์ให้ตรงกับค่าสายตา ควรตรวจวัดค่าสายตากับจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรเป็นประจำ เพื่อให้ได้คอนแทคเลนส์ที่มีค่าสายตาเหมาะสม รวมถึงขนาดและความโค้งของเลนส์ (Base Curve) ที่พอดีกับกระจกตา ช่วยให้สวมใส่สบายและลดการเสียดสีกับดวงตา 2. พิจารณาค่าอมน้ำของคอนแทคเลนส์ ผู้ที่มีอาการตาแห้งหรือใช้สายตากับหน้าจอเป็นเวลานาน ควรเลือกคอนแทคเลนส์ที่มีค่าอมน้ำเหมาะสม โดยทั่วไปเลนส์ที่มีค่าอมน้ำต่ำถึงปานกลางอาจเหมาะกับผู้ที่มีภาวะตาแห้ง เนื่องจากช่วยลดการดึงความชื้นจากผิวดวงตา 3. เลือกวัสดุที่ให้ออกซิเจนผ่านได้ดี คอนแทคเลนส์ที่ผลิตจากวัสดุ Silicone Hydrogel สามารถให้ออกซิเจนผ่านเข้าสู่กระจกตาได้ดีกว่าวัสดุแบบเดิม ช่วยลดอาการตาแดง เพิ่มความสบายในการสวมใส่ และเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธี การใส่คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีช่วยเพิ่มความสบายตาและลดความเสี่ยงในการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ โดยมีขั้นตอนดังนี้ ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีกลิ่นหรือน้ำมันมาก เพราะอาจทำให้ตาระคายเคือง เช็ดมือให้แห้งด้วยผ้าสะอาดที่ไม่เป็นขุยหรือผ้าเช็ดมือ ยืนบนพื้นเรียบและสะอาด เช่น ใกล้อ่างล้างหน้า ปิดฝาท่อระบายน้ำถ้าอยู่เหนืออ่าง เริ่มใส่เลนส์ข้างขวาก่อน (ถ้าถนัดซ้าย ให้เริ่มข้างซ้าย) เพื่อไม่ให้ใส่สลับข้าง หยิบเลนส์จากกล่องเก็บโดยใช้ปลายนิ้ว (หลีกเลี่ยงเล็บ) ล้างเลนส์ด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้ง หากเลนส์ตกพื้น ให้ล้างน้ำยาใหม่ก่อนใส่ วางเลนส์ไว้ที่ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วกลาง ตรวจสอบว่าเลนส์ไม่ฉีกขาด ตรวจดูว่าเลนส์ไม่กลับด้าน โดยดูขอบเลนส์ ถ้าขอบเลนส์เป็นรูปถ้วยและตั้งตรงคือถูกต้อง ใช้มือที่ไม่ถนัดดึงเปลือกตาบนขึ้น และใช้นิ้วกลางหรืออื่นๆ ดึงเปลือกตาล่างลง มองตรงไปข้างหน้าแล้วค่อยๆ วางเลนส์ลงบนตา ปิดตาเบาๆ แล้วลืมตา กะพริบตาช้าๆ เพื่อให้เลนส์อยู่กลางตา เช็กในกระจกว่าเลนส์อยู่ตรงกลางและรู้สึกสบาย หากไม่สบายหรือตาไม่ชัด ให้ขยับเลนส์หรือนำเลนส์ออกแล้วใส่ใหม่ ทำซ้ำขั้นตอนเดียวกันกับเลนส์อีกข้าง วิธีถอดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง การถอดคอนแทคเลนส์อย่างถูกต้องสำคัญต่อสุขภาพดวงตาและช่วยป้องกันการระคายเคืองหรือการติดเชื้อ มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ ล้างมือให้สะอาดและเช็ดให้แห้งก่อนจับคอนแทคเลนส์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่ตา รินสารละลายที่ใช้แช่คอนแทคเลนส์ทิ้งให้หมด จากนั้นผึ่งลมหรือเช็ดกล่องเก็บเลนส์ให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ยืนหน้ากระจก ดึงเปลือกตาล่างลงด้วยนิ้วกลางของมือที่ถนัด ถอดเลนส์ออกจากตาข้างที่ต้องการก่อน เพื่อป้องกันความสับสน ใช้นิ้วชี้เลื่อนเลนส์ลงไปที่ขอบตาสีขาวอย่างช้าๆ บีบเลนส์ด้วยนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือเบาๆ เพื่อดึงเลนส์ออกจากตา ทำซ้ำขั้นตอนกับตาอีกข้าง ใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่แนะนำทำความสะอาดเลนส์อย่างถูกวิธี หลีกเลี่ยงน้ำยาที่ทำเองหรือไม่ผ่านการรับรอง ใส่คอนแทคเลนส์ลงในกล่องเก็บเลนส์ที่แช่ในสารละลาย หรือทิ้งเลนส์หากเป็นแบบใช้ครั้งเดียว การเก็บรักษาคอนแทคเลนส์หลังใช้งาน การเก็บรักษาคอนแทคเลนส์หลังใช้งานอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและยืดอายุการใช้งานของเลนส์ รวมถึงช่วยรักษาความสะอาดและความปลอดภัยให้กับดวงตาของคุณก่อนใช้ในครั้งต่อไป ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ทุกวันด้วยน้ำยาล้างเลนส์ โดยถูเลนส์เบาๆ ด้วยปลายนิ้วเพื่อขจัดเชื้อและสิ่งสกปรกอย่างทั่วถึง ก่อนเก็บแช่ค้างคืนในตลับ เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ใหม่ทุกครั้งหลังใช้ หลีกเลี่ยงการแช่เลนส์ทันทีหลังถอดโดยไม่ทำความสะอาดก่อน ล้างทำความสะอาดตลับใส่เลนส์ทุกสัปดาห์ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ แล้วปล่อยให้แห้งก่อนใช้งานครั้งต่อไป ห้ามล้างคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำเปล่า น้ำเกลือ หรือน้ำลายเด็ดขาด เพราะเสี่ยงติดเชื้อและทำให้เลนส์ปนเปื้อนได้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมาตรฐาน เพื่อยืดอายุเลนส์และป้องกันติดเชื้อดวงตา ควรเปลี่ยนตลับคอนแทคเลนส์ทุก 3 เดือน และล้างตลับก่อนใช้แล้วตากให้แห้งเพื่อฆ่าเชื้อ หลีกเลี่ยงการแบ่งน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ใส่ขวดอื่น เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ห้ามใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่หมดอายุ เก่าเก็บ หรือเปิดทิ้งไว้นานแล้ว ปัญหาต่อเยื่อบุตาและกระจกตา ปัญหาเยื่อบุตาและกระจกตาอาจเกิดจากคอนแทคเลนส์ไม่สะอาด ใช้ของไม่ได้มาตรฐาน หรือแพ้วัสดุที่ใช้ผลิต โดยอันตรายที่พบได้บ่อยมีดังนี้ ตาแห้ง (Dry eyes) อาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์นาน หรือมีน้ำตาน้อย ทำให้ระคายเคือง แสบตา และไวต่อแสง โรคภูมิแพ้ (Allergies) อาจเกิดจากการแพ้คอนแทคเลนส์หรือสารที่ใช้ร่วม ทำให้ตาแดง แสบ และคันตา เยื่อบุตาอักเสบจากคอนแทคเลนส์ (Giant Papillary Conjunctivitis) ใส่คอนแทคเลนส์แล้วตาแดงมักเกิดจากการแพ้เลนส์หรือสารดูแลเลนส์ นอกจากนี้อาจมีอาการระคายเคือง และตุ่มด้านในเปลือกตา เยื่อบุตาอักเสบจากสารเคมี (Toxic Conjunctivitis) เกิดจากการแพ้สารในผลิตภัณฑ์คอนแทคเลนส์ ทำให้ตาอักเสบหรือกระจกตาถลอกได้ แผลอักเสบที่กระจกตา (Superficial Punctate Keratitis) อาจเกิดจากตาแห้งขณะใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้เกิดแผลเล็กๆ บริเวณกระจกตา ส่งผลให้รู้สึกเจ็บหรือคอนแท็กต์เลนส์ฉีกขาดได้ อาการเลนส์คับแน่น (Tight Lenses Syndrome) เกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป ทำให้เลนส์ติดแน่นกับกระจกตา กระจกตาบวมน้ำ มองเห็นไม่ชัด เปลือกตาอักเสบ หรือมีเส้นเลือดเล็กๆ ขึ้นที่ตา กระจกตาขาดออกซิเจน (Corneal hypoxia) มักเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไป อาจทำให้กระจกตาเป็นแผล เลือดออก และเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น กระจกตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Microbial Keratitis) มักเกิดในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์นิ่มหรือใส่ขณะนอนหลับ ทำให้ตาแดง เจ็บตา แฉะ แพ้แสง และระคายเคืองจากการติดเชื้อในเลนส์ ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ ข้อควรระวังในการใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้น แม้คอนแทคเลนส์จะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน แต่การใช้งานอย่างผิดวิธีหรือละเลยเรื่องความสะอาดอาจนำไปสู่ปัญหาหรือการติดเชื้อที่รุนแรงได้ ดังนั้น ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงและหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น รักษาความสะอาดเสมอ ต้องล้างมือด้วยสบู่และเช็ดมือให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนที่จะทำการสัมผัสคอนแทคเลนส์หรือสัมผัสบริเวณดวงตา ห้ามใส่นอนหรือว่ายน้ำ การใส่นอนทำให้ออกซิเจนไปเลี้ยงกระจกตาไม่เพียงพอ ส่วนการว่ายน้ำอาจทำให้เชื้อโรคหรือแบคทีเรียจากน้ำเข้าสู่ดวงตาจนติดเชื้อได้ เปลี่ยนน้ำยาแช่เลนส์ทุกวัน ห้ามใช้น้ำยาแช่เลนส์ซ้ำเด็ดขาด และควรเปลี่ยนตลับใส่คอนแทคเลนส์ใหม่ทุกๆ 3 เดือนเพื่อป้องกันการสะสมของแบคทีเรีย อาการผิดปกติจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ควรรีบพบแพทย์ ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบางมาก หากคุณใส่คอนแทคเลนส์แล้วรู้สึกไม่สบายตาหรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้หรือซื้อยามาหยอดเอง เพราะอาจเป็นสัญญาณของการอักเสบหรือติดเชื้อที่กระจกตา ควรรีบถอดเลนส์ออกทันทีและสังเกตอาการต่อไปนี้เพื่อไปพบจักษุแพทย์โดยเร็วที่สุด ตาแดงรุนแรงหรือมีขี้ตามาก อาจเป็นสัญญาณเบื้องต้นของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจและรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อเฉพาะทาง ปวดตาหรือสู้แสงไม่ได้ หากมีอาการปวดลึกๆ ในดวงตา หรือรู้สึกเคืองตาเจ็บปวดมากเมื่อต้องมองแสงสว่าง อาจเกิดแผลถลอกที่กระจกตา ตามัวลงกะทันหัน หากการมองเห็นลดลงอย่างเห็นได้ชัดหรือมีภาพซ้อนแม้จะถอดคอนแทคเลนส์ออกแล้ว ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันการสูญเสียการมองเห็น คอนแทคเลนส์รายวัน รายเดือน และรายปี ต่างกันอย่างไร คอนแทคเลนส์รายวันออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียวทิ้ง จึงมีความสะอาดสูงสุดและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เหมาะสำหรับผู้ที่ตาแห้งง่ายหรือไม่ได้ใส่ทุกวัน ส่วนรายเดือนต้องถอดล้างทำความสะอาดและแช่น้ำยาทุกคืน มีความคุ้มค่าด้านราคาและเหมาะกับผู้ที่ใส่เป็นประจำ ขณะที่รายปีจะมีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด วัสดุมักมีความทนทานสูง แต่ต้องดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดมากเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการสะสมของคราบโปรตีนและเชื้อโรคที่อาจทำอันตรายต่อดวงตา ใส่คอนแทคเลนส์สายตาสั้นทุกวันอันตรายหรือไม่ การใส่คอนแทคเลนส์ทุกวันไม่อันตรายหากปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยอย่างถูกต้องและเลือกใช้เลนส์ที่มีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม การใส่ติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 8-10 ชั่วโมงต่อวันอาจทำให้กระจกตาขาดออกซิเจน เกิดภาวะตาแห้ง หรือเส้นเลือดฝอยงอกใหม่ในดวงตาได้ ดังนั้น ควรมีวันหยุดพักการใส่คอนแทคเลนส์โดยสลับไปสวมแว่นสายตาบ้าง ใช้น้ำตาเทียมเมื่อรู้สึกแห้ง และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปีเพื่อความปลอดภัย สรุป คอนแทคเลนส์เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหาสายตาที่สะดวกและได้รับความนิยมสูง เช่น คอนแทคเลนส์รายวัน รายเดือน และคอนแทคเลนส์สีเพื่อแฟชัน แต่การใช้งานที่ไม่ถูกวิธีหรือขาดการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดปัญหาตา เช่น ตาแห้ง ติดเชื้อ หรือเยื่อบุตาอักเสบได้ ควรล้างมือก่อนใส่และถอดเลนส์ทุกครั้ง ทำความสะอาดและเปลี่ยนน้ำยาในกล่องเก็บเลนส์อย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ หากมีอาการผิดปกติหรือปัญหาจากการใส่คอนแทคเลนส์ สามารถมารักษาและปรึกษาจักษุแพทย์ได้ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital เพื่อดูแลดวงตาให้ปลอดภัยและสุขภาพดีอย่างยั่งยืน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ โทร 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอนแทคเลนส์ (FAQ) รวมคำตอบสำหรับคำถามทั่วไปเกี่ยวกับการใช้งาน การดูแลรักษา และข้อควรรู้ที่สำคัญ เพื่อช่วยให้คุณใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกวิธีและปลอดภัย ก่อนตัดสินใจใช้งานจริง ใส่คอนแทคเลนส์เกิน 8 ชม. อันตรายไหม ใน 1 วัน ใส่คอนแทคเลนส์เกิน 8 ชม. ได้ไหม? คอนแทคเลนส์ใส่ได้กี่ชั่วโมง? คำตอบคือควรใส่ไม่เกิน 8-9 ชั่วโมง เพราะใส่นานเกินไปอาจทำให้ตาแห้ง ระคายเคือง หรืออักเสบ หากจำเป็นต้องใส่นาน ให้ใช้น้ำตาเทียมเติมความชุ่มชื้นระหว่างวัน การใส่คอนแทคเลนส์นาน ทำให้กระจกตาบางจริงไหม กระจกตาแต่ละคนมีความหนาแตกต่างกันตามธรรมชาติ การใส่คอนแทคเลนส์อาจทำให้ตาแห้งได้ แต่ไม่ได้ส่งผลต่อความหนาของกระจกตาโดยตรง การหยุดใส่คอนแทคเลนส์ช่วยให้อาการตาแห้งดีขึ้น แต่กระจกตาจะไม่กลับมาหนาขึ้น เผลอใส่คอนแทคเลนส์นอน เป็นอะไรไหม ดวงตาต้องการออกซิเจนตลอดเวลา แต่เมื่อใส่คอนแทคเลนส์ ไม่ว่าจะรายวันหรือรายเดือน ดวงตาจะได้รับออกซิเจนน้อยกว่าปกติ หากนอนหลับขณะใส่เลนส์จะทำให้ออกซิเจนลดลงมาก เพราะเปลือกตาปิดกระจกตาไม่สามารถรับอากาศได้ ส่งผลให้ตาแดง ระคายเคือง และเพิ่มความเสี่ยงติดเชื้อได้ง่ายขึ้น บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี แพทย์ชำนาญเฉพาะทางสาขาจักษุวิทยา มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK/PRK/ReLEx SMILE/NanoReLEx) พร้อมให้คำปรึกษาและดูแลรักษาปัญหาสายตาอย่างตรงจุด ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง  

ภาวะสายตาสั้นในเด็ก อันตรายที่ต้องรีบรักษาก่อนสายเกินแก้

ภาวะสายตาสั้นในเด็กเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน ทั้งสาเหตุจากปัจจัยภายในและภายนอก ทั้งนี้ภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่ไม่ควรละเลย เนื่องจากส่งผลต่อการดำเนินชีวิตและส่งผลต่อการมองเห็นในอนาคต ในบทความนี้ทาง Bangkok Eye Hospital จะมาแนะนำแนวทางการรักษาภาวะสายตาสั้นในเด็กอย่างถูกวิธี   ภาวะสายตาสั้นในเด็ก คือ การที่เด็กไม่สามารถมองระยะไกลได้ชัดเจน ทำให้ต้องมีการหรี่ตา หรือเพ่งสายตา เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น ภาวะสายตาสั้นในเด็ก เกิดได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน ทั้งเกิดจากพันธุกรรม หรือสภาวะแวดล้อม สังเกตภาวะสายตาสั้นในเด็กได้จากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น เด็กเลือกนั่งแถวหน้าสุด เพื่อให้มองเห็นกระดานชัดเจน หรือเด็กดูโทรทัศน์ระยะใกล้กว่าปกติ การแก้ไขและควบคุมค่าสายตาสั้นในเด็ก แพทย์จะพิจารณาจ่ายยา พร้อมแนะนำให้ใช้แว่นสายตาเพื่อควบคุมและชะลอสายตาสั้นที่อาจเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ปัญหาภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่ไม่ควรละเลย ควรเข้ารับการปรึกษากับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ จนรักษาได้ยาก และอาจส่งผลต่อสุขภาพของเด็ก Bangkok Eye Hospital มีศูนย์รักษาตาเด็กโดยเฉพาะ มาพร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลแก้ไขทุกปัญหาเกี่ยวกับดวงตาของเด็ก     อาการสายตาสั้นในเด็ก พบบ่อยกว่าที่คิด อาการสายตาสั้นในเด็ก คือภาวะที่เด็กมีค่าสายตาผิดปกติ โดยเด็กจะมองเห็นภาพระยะไกลไม่ชัดเจน เป็นภาพเบลอ ทำให้ต้องเพ่งอยู่ตลอด ส่งผลต่อบุคลิกภาพและการดำเนินชีวิต โดยภาวะสายตาสั้นในเด็กพบได้มาก โดยอิงจากข้อมูลการวิจัยพบว่าหากพ่อแม่มีประวัติสายตาสั้น เด็กจะมีโอกาสเกิดภาวะสายตาสั้นสูงถึง 77.3% สายตาสั้นในเด็ก มีอาการอย่างไร เนื่องจากเด็กเป็นวัยที่ยังไม่รู้ว่าสายตาสั้นคืออะไร ทำให้พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่าการมองเห็นผิดปกติ ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมลูกเพื่อดูความผิดปกติ โดยเด็กสายตาสั้นสังเกตได้จากลักษณะความผิดปกติ ดังต่อไปนี้เด็กสายตาสั้นมักมีพฤติกรรมขยี้ตา ระคายเคืองตาบ่อยๆ เด็กสายตาสั้นมักหรี่ตา หรือเพ่งสายตาในการจ้องวัตถุ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น เด็กสายตาสั้นจะจ้องวัตถุในระยะประชิดมากกว่าเด็กทั่วไป เช่น ดูโทรทัศน์ระยะใกล้ อ่านหนังสือระยะใกล้ หรือหยิบของเล่นมาดูใกล้ๆ เด็กสายตาสั้นจะมีอาการปวดเบ้าตา ตาล้าอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมองเห็นไม่ชัดเจน เด็กสายตาสั้นจะมีอาการซุ่มซ่าม เดินชนสิ่งของอยู่บ่อยครั้ง     อาการสายตาสั้นในเด็ก มีสาเหตุจากอะไร สาเหตุภาวะสายตาสั้นในเด็ก สามารถแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ดังนี้ สายตาสั้นในเด็กจากพันธุกรรม จากการศึกษาข้อมูลวิจัยพบว่าเด็กที่มีพ่อแม่ที่มีประวัติสายตาสั้น มักมีโอกาสที่เด็กจะมีสายตาสั้นสูงถึง 77.3% หรือในกรณีที่พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งมีภาวะสายตาสั้น เด็กจะมีโอกาสเกิดภาวะสายตาสั้นประมาณ 43.6% สายตาสั้นในเด็กจากปัจจัยแวดล้อม ปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลให้เกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานาน ดูโทรทัศน์เป็นระยะเวลานาน หรือการจ้องมองสิ่งของต่างๆ ในระยะประชิดเกินไป เช่น จ้องโทรศัพท์ในระยะใกล้ อ่านหนังสือระยะใกล้ เป็นต้น     การวินิจฉัยอาการสายตาสั้นในเด็กโดยแพทย์ อาการสายตาสั้นในเด็ก เป็นอาการที่สามารถพบได้โดยทั่วไป ทั้งนี้แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการสายตาสั้นในเด็ก โดยอิงจากขั้นตอน ดังต่อไปนี้ การทดสอบการมองเห็นโดยให้อ่านตัวอักษร หรือตัวเลขบนหน้าจอเพื่อทดสอบสายตา การตรวจตาเพิ่มเติมด้วยกล้องเป็นการตรวจหาความผิดปกติเพิ่มเติมด้วยการส่องไฟเข้าไปที่ดวงตา พร้อมใช้กล้องตรวจหาความผิดปกติ การตรวจค่าสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติเป็นการตรวจหาค่าสายตา เพื่อให้ทราบค่าสายตาเบื้องต้น การทดสอบการหักเหของแสงเป็นการทดสอบด้วยการใช้เลนส์ ร่วมกับแท่งไฟลำแสงแคบ เพื่อปรับค่าความจำเป็นในการมองเห็น     แนวทางการรักษาสายตาสั้นในเด็ก แบบไม่ผ่าตัด ในปัจจุบันการรักษาภาวะสายตาสั้นในเด็กแบบไม่ผ่าตัด สามารถรักษาภาวะสายตาสั้นเพียงชั่วคราว โดยแบ่งวิธีการรักษาออกเป็น 2 วิธี ดังนี้ การสวมใส่แว่นตา สวมใส่แว่นตาเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน เป็นการรักษาสายตาสั้นในเด็กด้วยการสวมแว่นที่ประกอบกับเลนส์เว้าปรับตามระยะค่าสายตา เพื่อทำให้ภาพตกที่จอตาพอดี วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กทุกวัย เนื่องจากมีวิธีดูแลรักษาไม่ยุ่งยากเหมือนการสวมคอนแท็กต์เลนส์ การสวมใส่คอนแท็กต์เลนส์ สวมใส่คอนแท็กต์เลนส์เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจน เป็นการสวมคอนแท็กต์เลนส์เข้าไปในดวงตา เพื่อให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน วิธีนี้จะมีความยุ่งยาก และซับซ้อนกว่าการใส่แว่น เนื่องจากมีการสัมผัสดวงตาโดยตรง หากไม่รักษาความสะอาด อาจเสี่ยงต่อการอักเสบ ติดเชื้อ จึงเหมาะกับเด็กที่โตพอที่จะดูแลตัวเองและรักษาความสะอาดได้แล้ว และควรมีผู้ปกครองคอยสังเกตการสวมคอนแท็กต์เลนส์เป็นประจำ     ชะลอการเกิดสายตาสั้นในเด็ก ทำได้อย่างไร ถึงแม้ว่าภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่เป็นแล้วไม่สามารถย้อนกลับคืนมาได้ แต่ก็มีวิธีชะลอการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็กได้ โดยปฏิบัติ ดังนี้   กำหนดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้งให้เด็กได้ทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะสายตาสั้นในเด็ก กำหนดเวลาพักสายตาควรกำหนดเวลาพักสายตาด้วยการใช้สูตร 20-20-20 คือ 20 นาที สำหรับการเรียน อีก 20 วินาที สำหรับระยะเวลาการมองไปรอบๆ และอีก 20 ฟุต เป็นระยะทางที่ควรมองออกไปให้ไกลอย่างน้อย 20 ฟุต หรือ 6 เมตร การสวมแว่นกรองแสงหากเด็กๆ มีความจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์เป็นระยะเวลานาน ควรสวมแว่นกรองแสงเพื่อถนอมสายตา การใช้ยาหยอดตาการใช้ยาหยอดตาอะโทรปีน (Atropine) ที่มีความเข้มข้นต่ำสามารถชะลอการเกิดสายตาสั้นในเด็กได้ ควรหยอดยาก่อนนอนต่อเนื่องทุกวัน เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี รักษาสายตาสั้น สายตายาวในเด็ก ที่ศูนย์โรคตาเด็ก Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากสังเกตเห็นว่าเด็กมีอาการสายตาสั้นหรือสายตายาว แนะนำให้พาเด็กๆ เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์โรคตาเด็ก Bangkok Eye Hospitalที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ภาวะสายตาสั้นในเด็ก เป็นอาการที่สามารถพบได้โดยทั่วไป ทั้งนี้หากเกิดภาวะสายตาสั้นขึ้นแล้ว จะไม่สามารถรักษาหายเองได้ อีกทั้งภาวะสายตาสั้นในเด็กเป็นอาการที่ไม่ควรปล่อยไว้ เนื่องจากส่งผลต่อบุคลิกภาพและการมองเห็น สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านดวงตาในเด็ก ขอแนะนำศูนย์รักษาตาเด็ก Bangkok Eye Hospitalที่มีทีมแพทย์เฉพาะทางที่พร้อมดูแล ให้คำแนะนำ พร้อมเสนอแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับตัวเด็ก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยมาก่อนเสมอ
calling
ติดต่อเรา : +662 511 2111