จอประสาทตาเสื่อมและเทคโนโลยีการรักษาในปัจจุบัน
สรุปสาระสำคัญ (KEY TAKEAWAYS)
จอประสาทตาเสื่อม (AMD) ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักคือ แบบแห้ง (พบได้บ่อย) และแบบเปียก (รุนแรงกว่า)
อาการเตือนที่สำคัญคือ มองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพเบลอ ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน หรือเห็นเส้นตรงดูเป็นคลื่นโค้งงอ
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรักษาหลายวิธี เช่น การใช้ยาฉีด (ต้าน VEGF), เลเซอร์ทำลายเส้นเลือดผิดปกติ, การผ่าตัด รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง Gene therapy และ Stem cell therapy
จอประสาทตาเสื่อม (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์บริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตา (Macula) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการมองเห็น ทำให้สูญเสียการมองเห็นส่วนกลางไปทีละน้อย อาจเริ่มจากมองเห็นภาพตรงกลางไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว สีผิดเพี้ยน จนกระทั่งมองไม่เห็นภาพตรงกลางในที่สุด โดยทั่วไป จอประสาทตาเสื่อม มักพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคนี้ได้ เช่น การสูบบุหรี่ โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และพันธุกรรม
📌 สารบัญเนื้อหา
▶ จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
▶ อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง?
▶ วิธีลดความเสี่ยงต่อโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ
▶ จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร?
▶ วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม
▶ ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีรักษา
▶ เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม
▶ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จอประสาทตาเสื่อม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
จอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD): เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80-90%) เกิดจากการสะสมของของเสียที่จอประสาทตา ทำให้เซลล์รับแสงเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ทำให้การมองเห็นลดลงอย่างช้า ๆ
จอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD): เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า (ประมาณ 10-20%) แต่มีความรุนแรงมากกว่า เกิดจากการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติใต้จอประสาทตา เส้นเลือดเหล่านี้อาจรั่วหรือแตก ทำให้เกิดการบวมและเป็นแผลเป็นที่จอประสาทตาส่งผลให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว
จอประสาทตาเสื่อม เป็นสาเหตุอันดับที่สามของการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษาและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้
อาการของ จอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง?
อาการของ จอประสาทตาเสื่อม ขึ้นอยู่กับระยะของโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งจะแบ่งตามกลุ่มอาการเป็น 3 ระยะ: ระยะแรก ระยะกลาง และระยะสุดท้าย โดยที่อาการมักจะแย่ลงตามเวลาและระยะของโรค
จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะแรกมักจะไม่มีอาการใด ๆ ใน จอประสาทตาเสื่อม แบบแห้งระยะกลาง บางคนยังไม่มีอาการ บางคนอาจสังเกตเห็นอาการเล็กน้อย เช่น ภาพเบลอเล็กน้อยในบริเวณศูนย์กลางภาพหรือปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อย
ใน AMD ระยะสุดท้าย (ทั้งแบบเปียกและแห้ง) หลายคนสังเกตเห็นว่าเส้นตรงเริ่มดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ คุณอาจสังเกตเห็นบริเวณภาพเบลอใกล้ศูนย์กลางภาพ เมื่อเวลาผ่านไป บริเวณภาพเบลอนี้อาจขยายใหญ่ขึ้น สีอาจดูไม่สดใสเหมือนเดิม และคุณอาจมีปัญหาในการมองเห็นในแสงน้อยมากขึ้น การที่เส้นตรงดูเป็นคลื่นเป็นสัญญาณเตือนสำหรับ AMD ระยะสุดท้าย หากคุณสังเกตเห็นอาการนี้ ให้พบจักษุแพทย์ทันที
เราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงต่อ โรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ ได้อย่างไร?
มีหลายงานวิจัยที่บ่งบอกว่าถ้าเราทำตามพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้ อาจชะลอการเป็นจอประสาทตาเสื่อม (หรือชะลอการสูญเสียการมองเห็นจากจอประสาทตาเสื่อม) ได้
เลิกสูบบุหรี่ หรือไม่เริ่มสูบบุหรี่
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รักษาระดับความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลให้ปกติ
กินอาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงผักใบเขียวและปลา
จักษุแพทย์จะตรวจหา AMD อย่างไร?
ส่วนมากจะมีใช้การตรวจตา โดยการจะมีการตรวจขยายม่านตา ตรวจจอประสาทตา และการสแกนจอประสาทตาด้วยเครื่อง Optical Coherence Tomography (OCT)
วิธีการรักษาจอประสาทตาเสื่อม
1. การรักษาด้วยยาและอาหารเสริม
วิตามินและแร่ธาตุ: การรับประทานวิตามินซี, อี, เบต้าแคโรทีน, สังกะสี และทองแดง อาจช่วยชะลอการลุกลามของจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้งในบางราย
ยาฉีด: ยาต้าน VEGF (Vascular Endothelial Growth Factor) เป็นการรักษาหลักสำหรับจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก ยานี้ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ
2. การรักษาด้วยเลเซอร์
Photodynamic therapy (PDT): ใช้เลเซอร์ร่วมกับยาฉีดเพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติ
Laser photocoagulation: ใช้เลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดใหม่ที่ผิดปกติโดยตรง
3. การผ่าตัด
การผ่าตัดเอาเลือดออก: ในกรณีที่เลือดออกในดวงตา อาจต้องผ่าตัดเพื่อเอาเลือดออก
การผ่าตัดปลูกถ่ายจอประสาทตา: เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง
ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี
วิธีการรักษา
ข้อดี
ข้อเสีย
วิตามินและแร่ธาตุ
ราคาถูกปลอดภัย
ไม่ได้ผลกับทุกคน อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย
ยาฉีด
ได้ผลดีในการรักษาจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก
ต้องฉีดเข้าดวงตาเป็นประจำ อาจมีผลข้างเคียง
การรักษาด้วยเลเซอร์
ได้ผลดีในการทำลายเส้นเลือดใหม่
อาจทำลายเนื้อเยื่อปกติโดยรอบ, ไม่ได้ผลกับทุกคน
การผ่าตัด
อาจช่วยรักษาภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง
มีความเสี่ยงจากการผ่าตัด, ไม่ได้ผลกับทุกคน
ปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อวางแผนการรักษาจอประสาทตาเสื่อม
การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ
Call Center : 02-511-2111
Line 📅 นัดหมายออนไลน์
เทคโนโลยีใหม่ในการรักษาจอประสาทตาเสื่อม
ยาฉีดชนิดใหม่: ยาฉีดที่ออกฤทธิ์นานขึ้น ช่วยลดความถี่ในการฉีด
Gene therapy: เป็นการรักษาโดยการใส่ยีนที่ปกติเข้าไปในเซลล์จอประสาทตาเพื่อซ่อมแซมความเสียหาย
Stem cell therapy: เป็นการรักษาโดยการใช้สเต็มเซลล์เพื่อสร้างเซลล์จอประสาทตาใหม่
สรุป: การรักษาจอประสาทตาเสื่อมมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประเภทและความรุนแรงของโรค รวมถึงสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ
Call Center : 02-511-2111
Line 📅 นัดหมายออนไลน์
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับจอประสาทตาเสื่อม
จอประสาทตาเสื่อม มีกี่ชนิด แบบไหนอันตรายกว่ากัน?
แบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก คือ แบบแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด อาการจะค่อยๆ แย่ลงอย่างช้าๆ และแบบเปียก (Wet AMD) ซึ่งพบได้น้อยกว่าแต่มีความรุนแรงมากกว่า ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีเลือดออกใต้จอประสาทตา
เห็นเส้นตรงดูเป็นคลื่นหรือโค้งงอ เป็นสัญญาณของโรคอะไร?
การมองเห็นเส้นตรงดูบิดเบี้ยว เป็นคลื่น หรือโค้งงอ เป็นสัญญาณเตือนสำคัญของโรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ระยะสุดท้าย หากมีอาการนี้ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาทันที
โรคจอประสาทตาเสื่อม รักษาหายขาดได้หรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีทางเลือกในการรักษา (เช่น การฉีดยา การทำเลเซอร์) และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตในการมองเห็นของผู้ป่วยได้
*หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ หากท่านมีอาการผิดปกติกรุณาปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง